• พี่ขนฟู
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-12-02
  • จำนวนเรื่อง : 1544
  • จำนวนผู้ชม : 2276915
  • ส่ง msg :
  • โหวต 438 คน
สองสามนาทีกับพี่ขนฟู
แวะเวียนมาคุยกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/2279
วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2558
Posted by พี่ขนฟู , ผู้อ่าน : 3211 , 11:34:41 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน อาโป , hayyana โหวตเรื่องนี้

               ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ในชื่อ "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" หัวเรื่อง "คนหรือพระ ถ้าโกหก...ไม่ทำชั่วไม่มี"  โดยขอนำข้อความทั้งสิ้นโดยไม่ตัดทอนมาเผยแพร่ ดังนี้ 

ช่างน่าแปลกใจ... 
               พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดี ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ถึงกับทำหนังสือเรื่อง “การเตรียมกฎหมายเก็บภาษีพระและตรวจสอบทรัพย์สินของวัด” ถึงเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศ จำนวนกว่า 3 หมื่นวัด อ้างทำนองว่า มีข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่ให้เก็บภาษีพระภิกษุที่มีรายได้มากกว่า 20,000 บาทขึ้นไป และเก็บภาษีวัดที่จัดกิจกรรมเชิงพุทธพาณิชย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้รับข้อเสนอดังกล่าวและส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) แล้วด้วย

               พระเมธีธรรมาจารย์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า ทางเจ้าอาวาสที่ได้รับหนังสือสอบถามตนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และต้องการให้ทำตามหนังสือดังกล่าวเลยใช่หรือไม่ ยิ่งกว่านั้น พระรูปนี้ยังกล่าวสำทับผ่านสื่อมวลชนไปด้วยว่า “ข้อเสนอของนายไพบูลย์ที่ว่าให้สับเปลี่ยนเจ้าอาวาสทุก 5 ปี แล้วให้ญาติโยมมีส่วนในการคัดเลือกเจ้าอาวาส ซึ่งปรากฏในร่างพ.ร.บ.พุทธบริษัทของนายไพบูลย์นั้น ถามว่าคนที่มาปฏิรูปศาสนาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วทำไมถึงให้เจ้าอาวาสมาจากการคัดเลือกของประชาชน”

          1) ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นคนนำเสนอรายงานผลการศึกษาแนวทางการปฏิรูปฯ ของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยตนเอง ผมขอยืนยันความสัตย์จริงไว้ ณ ตรงนี้ ว่า ในรายงานดังกล่าวไม่มีเนื้อหาสาระเรื่องการเก็บภาษีพระ หรือการสับเปลี่ยนเจ้าอาวาส อย่างที่พระเมธีธรรมาจารย์นำไปกล่าวอ้างเคลื่อนไว้แม้แต่น้อย

               นี่คือข้อเท็จจริง และเราจะต้องตั้งต้นจากความจริงเรื่องนี้เสียก่อน หลักฐานข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษรมีอยู่แล้ว ลองไปดูรายงานที่คณะกรรมการฯ นำเสนอดูก็ได้ จะสามารถจับโกหกพระได้คาผ้าเหลืองเลยทีเดียว

          2) เนื้อหาสาระหลักของรายงานดังกล่าว ระบุชัดเจนถึงสภาพปัญหาของกิจการพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน และแนวทางการดำเนินการเพื่อปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

               (1) เรื่องทรัพย์สินของวัดหรือของพระ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะทำให้แนวปฏิบัติในการบริหารเงินของวัดที่เป็นระบบที่ดี มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ
               (2) เรื่องปัญหาของพระสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย อันนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา มีการรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางเป็นแนวตั้งมาไว้ที่มหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล การขาดการมีส่วนร่วมของพุทธบริษัททั้ง 4 ในการดูแลวัด รวมถึงปัญหาที่พระจำนวนมากบวชแล้วไม่ศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรม แต่บวชเพื่อหาเงินรายได้ส่วนตัว
               (3) เรื่องการทำให้พระธรรมวินัยวิปริต และการประพฤติปฏิบัติวิปริตจากพระธรรมวินัย โดยมีลัทธิสมอ้างว่าปฏิบัติตามแนวทางพระพุทธศาสนา แต่ความเป็นจริงขัดแย้งหรือตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ควรจะต้องมีคณะกรรมการชำระการปฏิบัติที่ผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัย เปรียบเสมือน “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่ใครบิดเบือนหรือละเมิดรัฐธรรมนูญจะต้องถูกตัดสินวินิจฉัย
               (4) เรื่องฝ่ายอาณาจักรที่จะต้องเข้าไปสนับสนุน ปกป้องคุ้มครองกิจการฝ่ายศาสนจักร การปกครองคณะสงฆ์ไทยมีการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางมากเกินไป ส่งผลกระทบให้การดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ เกิดความล่าช้า
ไม่มีในรายงานส่วนไหนระบุถึงเรื่องการเก็บภาษีพระ หรือการสับเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสเลย

          การกล่าวอ้างว่า คณะกรรมการของสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีมติในรายงานเรื่องนี้ ส่อเจตนาอะไร?
และการหยิบเรื่องที่ไม่อยู่ในรายงานนี้ไปทำการเคลื่อนไหว กึ่งปลุกระดม โดยเฉพาะพุ่งไปที่เจ้าอาวาสของวัดต่างๆ กว่า 30,000 วัด ส่อเจตนาอะไร? หาพรรคพวกหรือไม่? สมควรแก่สถานะของผู้ที่ครองจีวรอยู่หรือไม่?
หากพระที่มีสถานะเป็นถึงเจ้าคุณ พระราชาคณะ เป็นระดับรองอธิการบดี สถาบันการศึกษาของสงฆ์ แต่กลับมีพฤติกรรมในการเอาความเท็จมาขยำ ตีไข่ใส่สี เพียงเพื่อจะใช้เป็นเชื้อในการหาพวก เคลื่อนไหว ใส่ความ ใส่ไคล้ ทำลายความน่าเชื่อถือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ยิ่งตอกย้ำว่ากิจการพระพุทธศาสนาจำเป็นจะต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนที่สุด เริ่มต้น ด้วยการให้พระที่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ แสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน

          3) ประเด็นเรื่อง “เก็บภาษีพระที่มีรายได้ 20,000 บาทขึ้นไป”
               เรื่องนี้ ไม่มีอยู่ในรายงาน แต่ในวันที่ผมนำเสนอรายงานต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปรากฎว่า สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางท่านได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นส่วนตัว โดยระบุเพียงว่า เงินที่ประชาชนบริจาค ถวายพระ ควรจะเป็นเงินส่วนกลาง เข้าวัด เข้าเป็นสมบัติของกิจการพระพุทธศาสนา มิใช่ของส่วนตัวของพระ ซึ่งอาจจะนำไปจำหน่ายจ่ายโอนให้ผู้อื่น เพราะฉะนั้น หากยังมีพระรูปใดรับเงินถวายเข้าเป็นรายได้ส่วนบุคคลของตนเอง ก็ควรจะต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับรายได้ของบุคคลอื่นๆ ในสังคม เว้นเสียแต่จะนำไปเข้าบัญชีวัด ทั้งหมดนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติมิได้มีมติใดๆ ต่อความเห็นดังกล่าวเลย และที่สำคัญ ความเห็นดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรายงานด้วย

               หลังจากถูกบิดเบือน คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการฯ ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีอยู่ในรายงาน และยังได้ให้ความเห็นที่น่ารับฟังต่อไปด้วยว่า เรื่องเงินๆ ทองๆ ของพระนั้น คณะกรรมการต้องการให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เมื่อทราบแน่ว่าวัดใดมีรายได้มากหรือน้อย จะได้ช่วยเหลือหรือไม่ช่วยเหลือวัดใด และเพื่อช่วยเหลือวัดที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ ทราบทั้งระบบของกิจการพระพุทธศาสนา เพื่อทำนุบำรุงได้ถูกต้อง ชัดเจน มีประสิทธิภาพ ส่วนพระสังฆาธิการนั้น เป็นเจ้าพนักงานในประมวลกฎหมายอาญา ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การรับทรัพย์สินใดๆ รวมถึงเงินทำบุญ ต้องรับไม่เกิน 3,000 บาท หากเกินจะผิดกฎหมายของป.ป.ช. และหากเกิน 3,000 บาท ต้องบริจาคให้นามวัด และวัดก็ทำบัญชีให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ว่ามาจากภิกษุรูปใด 

              ผมเสนอเพิ่มเติมว่า แนวทางที่ควรจะเป็น ที่ถูกที่ควร ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยนั้น สามารถบังคับใช้ได้จริง ก็คือ พระจะต้องไม่รับเงินเป็นของส่วนตัว โดยหากได้รับมา ก็เพียงแต่นำเข้าวัด ส่งต่อเข้าบัญชีวัดอย่างชัดเจน โปร่งใส เพียงเท่านี้ก็จะไม่ผิดทั้งกฎหมาย ไม่ถูกโลกติเตียน และยังบรรเทาปัญหาการบวชเพื่อหวังกอบโกยเงินทองเข้าพกเข้าห่อ หารายได้เข้าส่วนตัวของคนห่มเหลืองจำนวนหนึ่งในยุคปัจจุบันด้วย ขนาดว่า คนที่ไม่ใช่พระ เมื่อคราวที่มีการชุมนุมของประชาชน ผู้ที่มีจิตศรัทธาต้องการสนับสนุนการเคลื่อนไหวก็ใช้บริจาคเงินผ่านแกนนำ-ผู้ปราศรัย ตามแต่เจ้าของเงินจะมีความไว้วางใจ ผมเคยได้รับเป็นหมื่นก็มี เป็นแสนก็มี ก็ได้นำส่งเข้าส่วนกลาง แล้วรับใบเสร็จไว้เป็นหลักฐานยืนยัน

               กรณีเงินบริจาคของพระก็สามารถทำได้คล้ายๆ กัน โดยเฉพาะเมื่อวัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว เมื่อพระได้เงินมาจากผู้บริจาค ก็เพียงส่งต่อเข้าบัญชีวัด ไม่เอาเข้ากระเป๋าตัวเองเท่านั้น แล้วจะตรงกับพระธรรมวินัยด้วย
ดำเนินการตามหลักพระธรรมวินัย คือ ห้ามมิให้พระครอบครองเป็นเจ้าของเงินทอง นำไปเป็นของส่วนตัว ซึ่งมีธรรมวินัยบัญญัติไม่ให้พระจับเงิน หมายถึงครอบครองเป็นเจ้าของเงิน “ห้ามจับ” ในที่นี้ มิใช่แปลว่า “เอามือไปแตะไม่ได้”
แต่พระจำนวนมากสมัยนี้ใช้วิธีเลี่ยงบาลี อ้างว่าพระเพียงแตะต้องเงินไม่ได้ เลยให้คนอื่นใช้ก้านธูปเขี่ยเงินเข้าใต้เสื่อบ้าง เอาใส่ในหนังสือให้บ้าง แล้วเอาไปฝากธนาคารในนามส่วนตัวบ้าง นำไปซื้อที่ดินใส่ชื่อคนใกล้ชิดบ้าง ซื้อรถยนต์หรูหราบ้าง ฯลฯ 

               หากคนโกนหัว นุ่งห่มเหลือง มีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แสวงหาเงินทองเข้าพกเข้าพ่อ เป็นรายได้เข้าส่วนตัว ทั้งๆ ที่ มีแนวทางที่ถูกต้องให้นำเงินเข้าวัดทุกบาททุกสตางค์อยู่แล้วนั้น ถามว่า คนที่เข้ามาหารายได้ส่วนตัวเยี่ยงนี้ สมควรจะต้องเสียภาษีเงินได้ เหมือนประชาชนทั่วผู้ประกอบอาชีพทั่วไป หรือไม่?
บุคคลทั่วไปในสังคม มีรายได้จากแหล่งต่างๆ ประกอบด้วย รายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย กำไร ทั้งหมด ล้วนต้องเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลทั้งนั้น แม้แต่ผู้ที่มีลาภลอย ได้โชคลาภ มีผู้ให้เงินทอง หรือถูกหวย ถูกรางวัลชิงโชคต่างๆ ก็ยังต้องเสียภาษี มิฉะนั้น ก็จะเป็นช่องทางให้คนโกนหัว-ห่มเหลือง เข้ามาอยู่ในวัดเพียงเพื่อกอบโกย ประกอบอาชีพ หารายได้ หาเงินเข้าส่วนตัว โดยไม่นำเข้าสู่ระบบกิจการพระพุทธศาสนาเพื่อส่วนรวม ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แถมมีคนกราบไหว้ตอนบริจาคเงินให้ด้วย แล้วยังสามารถจะผ่องถ่ายจ่ายโอนไปสู่ญาติพี่น้องของตนเองด้วย

          4) ประเด็นเรื่อง “วาระดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส 5 ปี”
               ผมยืนยันว่า ในรายงานของคณะกรรมการฯ ไม่มีเรื่องนี้อยู่เลย และผมเองก็ไม่เคยได้ยิน สปช.พูดเรื่องนี้เลย แต่พอมีประเด็นนี้จากพระเมธีธรรมาจารย์ ก็ทำให้ผมได้ลองคิด และอยากจะชวนคนไทยให้คิดแนวทางนี้ น่าสนใจ  เพราะเหตุว่า ผู้ที่เจ้าอาวาสนั้น เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สิน ตัดสินใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ของวัดโดยตรง และมีอำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด วัดเป็นนิติบุคคล ตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นผู้บริหารสูงสุดของวัด สามารถทำนิติกรรมได้ด้วยตนเอง หากระบบปล่อยให้คนๆ เดียว สามารถจะอยู่ในตำแหน่งยาวนานไม่รู้จบ ก็สุ่มเสี่ยงมาก เพราะอาจจะมีครหาว่านั่งทับผลประโยชน์ กลบเกลื่อนความไม่ถูกต้องบางประการไว้ยาวนานหรือไม่ เราจึงเห็นหลายแห่งเกิดกรณีชาวบ้านทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาประท้วงขับไล่เจ้าอาวาส ไม่พอใจ ไม่ยอมรับ เกิดความวุ่นวายนอกระบบ แต่ถ้ามีแนวทางให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสจะต้องมีเทอม 5 ปี อย่างที่ว่านั้น ก็น่าพิจารณา
โดยควรจะต้องให้พุทธบริษัท 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ฝากพระพุทธศาสนาไว้นั้น ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาว่า เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน สมควรจะบริหารวัดต่อไปอีกหรือไม่? หากยังมีศรัทธา ยังไว้วางใจ ก็ได้บริหารต่อไป โดยพิจารณากันเป็นเทอมๆ ไป แต่จะจำกัดไว้ว่าอยู่ในตำแหน่งสูงสุดได้กี่เทอมก็แล้วแต่พุทธบริษัท 4 จะพิจารณา
เทียบเคียงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็กำหนดวาระไว้ 5 ปี แถมบังคับให้อยู่ได้สมัยเดียว ครบวาระแล้วจะต้องสรรหาใหม่ มีกระบวนการสรรหากำหนดไว้ชัดเจน ว่าคณะกรรมการจะต้องหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม 2 รายชื่อ เสนอให้รัฐมนตรีคลังเลือกเหลือ 1 รายชื่อ แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป ขณะนี้ก็กำลังดำเนินการคัดเลือกกันอยู่ ระบบการคัดเลือกเจ้าอาวาสก็ควรหาแนวทางที่เหมาะสม โดยที่วัดได้ร่วมกันกับพุทธบริษัท 4 อุบาสก อุบาสิกา เพื่อคัดเลือก หาฉันทามติร่วมกัน ก่อนเสนอไปยังพระสังฆาธิการในระดับที่สูงกว่า น่าจะดีงามยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้ เจ้าคณะตำบลเสนอไปยังเจ้าคณะจังหวัดแล้วแต่งตั้งเลย โดยบ่อยครั้ง ประชาชน พุทธบริษัท 4 มิได้มีส่วนร่วมแท้จริง จึงเกิดเรื่องหลายครั้ง เนื่องจากการแต่งตั้งเจ้าอาวาสไม่สอดคล้องกับความเห็นของพระและอุบาสกอุบาสิกา สมควรจะปฏิรูปเพื่อกระจายอำนาจให้ดีกว่าเดิม

          5) ทั้งหมดนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้อยู่ในรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาฯ เลย ในฐานะที่ผมอยู่ในกรรมการดังกล่าว เป็นคนนำเสนอรายงานต่อสภาปฏิรูปด้วยตนเอง รู้สึกมึนงงมาก ว่าไปเอามาจากไหน แล้วทำไมจึงมีการออกมาเคลื่อนไหว ออกมาพูดในเชิงปลุกระดมพระเยี่ยงนี้

               หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เคยเสื่อม บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว อยู่เหนือกาลเวลา แต่ต้องยอมรับความจริงว่า กิจการในพระพุทธศาสนาบางส่วนมีปัญหาอยู่จริง ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเอือมระอากับผลประโยชน์ และพฤติกรรมของพระบางส่วนที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง ประชาชนอยากให้ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา พอๆ กับที่อยากให้ปฏิรูปกิจการตำรวจ การที่มีข้อเสนอให้ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา แล้วปรากฏว่า มีพระจำนวนหนึ่งออกมาดิ้นพล่าน พยายามปลุกระดม ถึงขั้นเอาความเท็จไปใช้หาพวก หาแนวร่วม สร้างความเข้าใจผิดต่อแนวทางการปฏิรูป ทำลายความน่าเชื่อถือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สร้างความเข้าใจผิด สร้างความแตกแยกแม้แต่ในหมู่สงฆ์ด้วยกันด้วยซ้ำ กระทำการเคลื่อนไหว ปลุกเร้า บิดเบือน ข่มขู่ว่าจะชุมนุม ทำถึงขนาดบิดเบือนใส่ไคล้รายงานข้อเสนอของ สปช. การกระทำเยี่ยงนี้ น่าจะตรงกับความจริงว่า ที่ใดมีปัญหา จะปฏิรูป จะมีคนเสียผลประโยชน์ เสียอำนาจ ในกิจการพุทธศาสนาก็เช่นกัน มีคนมาแอบอิง หากิน หาผลประโยชน์ใส่ตนเองและพรรคพวก ยิ่งจำเป็นต้องปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นำความไม่จริง หรือความเท็จ ออกมาพูดบิดเบือนกระบวนการปฏิรูป ทำให้สังคมเข้าใจไขว้เขว ทำเรื่องเล็กให้ใหญ่ ทำหลักใหญ่ให้พร่าเลือน ยิ่งทำให้นึกถึงพุทธวัจนะที่ว่า ผู้ที่พูดปด พูดเท็จ ไม่ทำชั่วไม่มี หมายความว่า คนที่ทำชั่วอย่างหนึ่งอย่างใด แต่อยากปกปิด ก็เลยต้องพูดโกหก บิดเบือน เพื่อกลบเกลื่อน ปกปิดความชั่วนั้นไว้

               ใครพูดเท็จ ควรละอายที่จะเป็นพระราชาคณะ ทำให้นึกถึงคำของท่านอาจารย์พุทธทาสที่เคยพูดว่า
“...ราชาคณะ คือ เป็นคณะของพระราชา ในการช่วยกันปราบอลัชชี “พระราชาคณะ” นี้ เค้าเพิ่งแต่ตั้งกัน เมื่อพระราชาสู้ไม่ไหว พระราชาคนเดียว ปราบอลัชชีในพระพุทธศาสนาไม่ไหว จึงตั้งระบบราชาคณะขึ้นมาช่วยพระราชาในการปราบอลัชชี อาตมายินดีถ้าได้ทำงานอย่างนี้ ทำหน้าที่อย่างนี้ยินดี ไม่เกลียดระบบการแต่งตั้งพระราชาคณะ อาตมาเป็นราชาคณะ ในความหมายที่ถูกต้อง ความหมายที่ถูกต้อง คือ พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ต่อต้านสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่พุทธศาสนา นี่คือราชาคณะในความหมายที่ถูกต้อง สมกับคำว่า ราชาคณะ คือ ช่วยพระราชาปราบอลัชชี เดี๋ยวนี้ใครทำกันกี่คนล่ะ? ยังมีการถูกกล่าวหาว่า พระราชาคณะบางคนยังเป็นอลัชชีเสียเองก็มี เรื่องมันก็เลยยุ่ง…” – พุทธทาสภิกขุ

 

เฟสบุ๊ก ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คลิ๊ก

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 พี่ขนฟู ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ขุน-นคร วันที่ : 02/06/2015 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khun-nakhon

นับวันผมโดนบีบพื้นที่ศรัทธาเหลือน้อยมาก ที่ยังพอเข้าวัดแล้วสบายใจ รู้สึกดี ก็มีสวนโมกข์ ซึ่งน้องขับรถไป-กลับ 300 กม. ที่เหลือยิ่งหมดศรัทธา ยุ่งเหยิงไปหมด วุ่นแต่จะสร้างวัตถุ ตู้รับบริจาคเต็มไปหมด

ความคิดเห็นที่ 4 พี่ขนฟู ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 02/06/2015 เวลา : 04.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

เพื่อป้องกันความเห็นผิด

จิตตสังขาร คือสภาวะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นที่ท่องเที่ยวไปของเวไนยสัตว์ จิตเกิดดับ89 ดวง เป็น เปรต บ้าง เป็นอสุกายเป็นเนยยะบ้างฯ ก็ท่องกันอยู่ในบาลีนั่นแหละ

จิตเป็นสัตว์นรกประเภทไหนก็ให้รู้ตามเป็นจริง
มีสรรค์บ้างนรกบ้างท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลาตามอาการของจิต

ความคิดเห็นที่ 3 พี่ขนฟู ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 01/06/2015 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile
อชิระ/อาโป

ความคิดเห็นที่ 2

ต้องโทษญาติโยมด้วย ศรัทธาตะบี้ตะบัน

..............
เป็นความคิดเห็นที่สะท้อนธาตุแท้ได้ดี แต่ในทางพระธรรมวินัย

ญาติโยมทำผิดได้(เพราะอวิชชาคือความไม่รู้) แต่พระภิกษุทำผิดวินัย พุทธศาสนา เรียกจิตตสังขารว่าเปรต)เพราะเป็นผู้บวชเพื่อศึกษาวินัยและปฎิบัติ พระทำผิดต้องโทษตามวินัยญัติญัติ หากผิดแล้วผิดอีก นั้นไม่ไช่พระในพระพุทธศาสนา เรียกพวกอัชชี นอกรีดพระธรรมวินัย

ความคิดเห็นที่ 2 พี่ขนฟู ถูกใจสิ่งนี้ (1)
hayyana วันที่ : 01/06/2015 เวลา : 19.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ต้องโทษญาติโยมด้วย ศรัทธาตะบี้ตะบัน

ความคิดเห็นที่ 1 อาโป , พี่ขนฟู ถูกใจสิ่งนี้ (2)
นายยั้งคิด วันที่ : 01/06/2015 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ยุคนี้เป็นขาลงของคนทำอาชีพพระ แสวงหาเงินและความสะดวกสบายต่างๆด้วยผ้าเหลือง แต่ท้องของบุคคลเหล่านี้ที่บวมเป่งถึงจุดปริแยก เตรียมระเบิดในขั้นต่อไปรอมร่อ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]