• Din
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nnida@truemail.co.th
  • วันที่สร้าง : 2007-09-11
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 367471
  • จำนวนผู้โหวต : 315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 315 คน
When she loved me

Toy Stories

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 19 มกราคม 2551
Posted by Din , ผู้อ่าน : 2330 , 13:12:38 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Do not stand at my grave and weep,

I am not there, I do not sleep

I am in a thousand winds that blow,

I am the softly falling snow.

I am the gentle showers of rain,

Of beautiful birds in circling flight,

I am the starshine of the night.

I am in the flowers that bloom,

I am in a quiet room.

I am in the birds that sing,

I am in each lovely thing.

Do not stand at my grave and cry,

I am not there. I do not die.

อย่ามายืนคร่ำครวญอยู่ตรงหน้าหลุมศพของฉันเลย

ฉันไม่ได้นอนหลับอยู่ ณ ที่นี้ นะเธอจ๋า

โน่น...ฉันอยู่ในสายลมโบกโบย

อยู่ในปุยหิมะนุ่มที่กำลังโรยละอองลงมา

อยู่ในปรอยฝนปราย.............

อยู่ในวงปีกสวยของนกที่เหินอยู่กลางหาว

ฉันเป็นแสงดาวพราวอยู่กลางฟ้า

ฉันอยู่ในกอดอกไม้บานสดใสสะพรั่ง

อยู่กับความสงัดในห้องเงียบ

อยู่ในเสียงเพลงหวานเจื้อยของนกน้อย

อยู่ในทุกๆ ความรักของสรรพสิ่ง

แต่....ไม่ได้อยู่ในหลุมนี่ดอก

อย่ามายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้สิ

ฉัน...ไม่ได้...ตายนะเธอ

ภาพ : เก็บจากข้างทางอย่างรวดเร็ว เลยลวกๆ...เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ พค.50

บทกวี :ไม่ทราบผู้ประพันธ์ คารวะหมดใจเลยให้กับความไพเราะมากมาย และความหมายอ้นสุดซึ้ง

ถอดความ : ยอมให้เขกกะบาล 1 โป๊ก กับความพยายามอันล้มเหลวที่จะให้ใกล้เคียง


พ่อจ๋า

 บ่ายวันหนึ่ง 19 มกราคม ที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ความเงียบเหงาท่วมทบทั้งกายและใจท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

 "พี่ๆ พ่อพี่ไปแล้วนะ"
เป็นเสียงของน้องที่ดูแลร้านให้ฉันนั่นเอง
 
"ไปไหนเหรอ"
ฉันงง ไม่ได้นึกไปถึงอะไรทั้งสิ้น
"ไปแล้ว ไปสบายแล้ว"
"อะไรเหรอ ไปโรงพยาบาลใช่ไหม?"
"ไม่ใช่ พ่อพี่เสียแล้วน่ะ ไปสบายๆ นะพี่"
 
ฉันจำบทสนทนาต่อจากนี้ไม่ได้อีกแล้ว จากความรู้สึกว่าจะต้องกลับมาประเทศไทยเดี๋ยวนั้น ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าคิดว่า ต้องกลับเดี๋ยวนี้เท่านั้น ความวุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นจากการพยายามหาหนทางที่จะสามารถกลับให้เร็วที่สุด ทำให้ฉันไม่มีโอกาสรู้สึกอะไรทั้งสิ้น ฉันต้องเดินทางด้วยรถไฟอีกหลายต่อเพื่อไปยังเมืองที่มีเที่ยวบินที่เร็วที่สุด ซึ่งก็เป็นวันรุ่งขึ้นโน่น

 อีกกว่า 30 ชม. ต่อมา   ระหว่างทางตั้งแต่โอซากาจนถึงดอนเมืองมายังโบสถ์ในซอยสุขุมวิท101 ฉันแทบจะไม่ได้พูดอะไรกับใครไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือไม่รู้จัก

ท้องฟ้ามืดสลัว หัวใจยิ่งเยียบเย็น ค่ำแล้ว โถงทางเดินในโบสถ์ดูแคบและยาวเหลือเกิน.......เมื่อสุดทางเดินนั้นเป็นที่ตั้งโลงบรรจุร่างของพ่อ

มีแขกจำนวนไม่น้อยนั่งเรียงรายอยู่ ด้วยเป็นวันที่สองแล้วที่พ่ออยู่ที่นี่ กว่าฉันจะมาถึง  ฉันเดินหลบเข้าไปในส่วนที่กั้นเป็นห้องกระจก ยังคงหลีกเลี่ยงการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น สายตาก็จับจ้องไปที่โลงนั้น มันเป็นโลงจริงๆ แหละ มันช่างน่าเกลียด น่ากลัว แต่มันก็เป็นโลงจริงๆ ฉันเริ่มยอมรับ แต่ยังไม่อยากเชื่อ....ยังไม่เห็นกับตาว่าในนั้นมีพ่อ
 
เอ้า..พ่อควักผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงส่งมาให้ฉัน...ทันท่วงทีก่อนที่ฉันจะใช้ท่อนแขนหรือหลังมือเช็ดปาก
 
พ่อส่ายหน้าสายตายิ้ม พ่อต้องทำแบบนี้อีกหลายครั้งกว่าลูกสาวน้อยจะเป็นสุภาพสตรีหัดพกผ้าเช็ดหน้าของตัวเองเสียที 
 
ที่ต่างจังหวัดนั้น เด็กผู้หญิงดูจะถูกมองว่าเป็นสาวเร็วเหลือเกิน ฉันเริ่มได้รับจดหมายเกี้ยวพาราสีตั้งแต่อายุแค่ 13-14 ปี ตกใจ มือไม้สั่น เข้าไปแอบอ่านในห้องน้ำแล้วรีบฉีกทิ้งโดยไว กลัวพ่อเห็น กลัวพ่อรู้ พอกลัวมากๆ เข้าก็ชักจะเริ่มคิด คิดว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องกลัว ในที่สุดก็รู้ว่าที่กลัวพ่อรู้ เพราะกลัวพ่อจะกังวล ลูกพ่อยังเด็กน้อยนักหนา เป็นต้นสายของความคิดที่ยึดเป็นยันต์กันการทำผิดในชีวิตตลอดมา นั่นคือ ไม่ว่าจะทำอะไรถ้าไม่มั่นใจก็จะตั้งคำถามให้ตัวเองตอบว่า ถ้าพ่อรู้เข้าพ่อจะเสียใจไหม
 
พ่อพร่ำสอน....อย่าไปรับอะไรของใครนะ...ถ้าเค้าเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวชามนึง เค้าจะขอจับมือทีนึง เลี้ยงหนังเรื่องนึง เค้าจะขอกอดทีนึง...คำพูดเหล่านี้ฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจและสมองตลอดมา

ที่สุดแล้วฉันพบว่ามันนำมาซึ่งอิสระ เมื่อปราศจากผลพันธะของความโลภ ไม่มีของฟรีในโลกนี้ ทุกอย่างต้องมีการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม
 
ทุกครั้งที่ฉันมีธุระต้องกลับบ้านดึกถ้าพ่อไปรับเองไม่ได้ก็ต้องให้พี่ชายไปรับ
"ไม่เป็์นไรหรอกจ้ะ มันดึกนะพ่อ"
ฉันเกรงใจ
"ก็มันดึกน่ะสิถึงต้องไปคอยรับ"
พ่อยืนยัน

ลูกสาวทุกคนพ่อต้องเป็นคนสอนให้ขับรถด้วยตัวเอง
"ผู้ชายมันจะหลอกจับมือ" พ่อระแวง
 
งานเลี้ยงฉลองวันสิ้นสุดการศึกษาของฉัน มีวงดนตรี พวกเราพากันซ้อมเต้นรำกันอย่างตื่นเต้น แม่ตัดกระโปรงชุดสีขาวให้ฉันสวมใส่  กว่าพิธีต่างๆ จะเสร็จสิ้นลง เปิดฟลอร์เอาเมื่อย่างเข้าสามทุ่ม

สามทุ่มกว่าๆ ขณะที่ฉันเพิ่งก้าวออกไปในฟลอร์เพียงไม่กี่นาที ก็มีเสียงประกาศว่ามีผู้ปกครองมารับแล้วเป็นรายแรกเลย ทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งผิดหวัง ในขณะที่จำใจเดินออกจากฟลอร์

แล้วก็เห็นพ่อกับแม่ยืนจูงน้องสองคนยิ้มเผล่อยู่ข้างฟลอร์ ให้ประจักษ์และเต็มตื้นในความรู้สึก พ่อกับแม่ออกจะดีใจอย่างนั้นฉันจะมามัวโกรธอยู่ไยเล่า ภาพนั้นยังตราตรึงอยู่ในความรู้สึก
 
 ในที่สุดช่วงเวลาของการหน่วงเหนี่ยวการรับรู้ก็สิ้นสุดลง ฉันเดินออกจากห้องกระจกของโบสถ์ มาหาแม่ที่นั่งอยู่แถวหน้า
"นิดเอ๊ย ตอนเกิดพ่อก็ไม่อยู่ ตอนพ่อตายนิดก็ไม่อยู่"
แม่รำพัน ฉันกอดแม่น้ำตาทะลักทะลาย เห็นกล้องถ่ายภาพ กล้องวีดีโอจ่ออยู่ใกล้ๆ ตั้งใจจับฉากดราม่ารันทดระทม มันมาจากดาราวีดีโอ หรือไงวะ ฉันคิดอย่างดุเดือด
 
พ่อนอนอยู่ในนี้จริงๆ หรือจ๊ะ....ฉันแตะโลงนิ่ง....พ่อทำไมทำแบบนี้....ทำไมพ่อไม่คิดถึงพวกเราบ้าง....พ่อเป็นทุกอย่างของทุกคน น้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด นาฬิกาไม่เดิน ลูกปวดท้อง หลานร้องไห้ ต่อจากนี้ใครจะเป็นคนแก้ปัญหาให้พวกเรา พ่อเห็นแก่ตัว พ่อไม่รับรู้ทุกข์ร้อนอะไรของใครอีกแล้ว ทำไมจ๊ะ? พ่อเบื่อพวกเราแล้วหรือ? พ่อตื่นเถอะนะ พวกเราจะไม่ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว พวกเราจะช่วยตัวเองให้มากๆ จะช่วยดูแลพ่อเหมือนกับที่พ่อทำให้พวกเราตลอดมา......
 
"แม่เราน่ะ ตอนสาวๆ ปากงี้แดง ไม่ต้องทาปากเลย"
พ่อชอบค่อนแคะลูกสาวที่นั่งแต่งหน้าทาปากอยู่หน้ากระจก
 
ทำให้เราแทบจะเห็นภาพสาวน้อยปากอิ่มแดงคนนั้นของพ่อเลยทีเดียว  ฉันยังไม่เคยเห็นสามี-ภรรยาคู่ไหนรักกันเท่ากับพ่อกับแม่เลย
“แม่เค้าร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับพ่อตลอดมา ความจริงทุกข์เสียมากกว่า แม่เค้าอดทนมาก”
พ่อพยายามอธิบายในทุกครั้งที่ทำอะไรตามใจแม่ไปเสียทุกอย่าง
 “เพิ่งจะมาให้เค้าได้สบายไม่นานนี่เอง”
ฉันแทบจะไม่เคยเห็นคู่นี้แยกจากกันเลย
 
 
พ่อกลายมาเป็นต้นแบบให้ลูกสาว ฉันเคยคิดว่าขอมีใครสักคนที่มีคุณสมบัติแค่ครึ่งหนึ่งของพ่อก็พอแล้ว ผู้ชายหน้าตาคมสันยิ้มละไม  ผิวสีดำแดง ไหล่กว้างกับแววตาปราณี ดูอบอุ่นน่าฝากชีวิตไว้เป็นนักหนา  ที่สุดแล้วทำให้ฉันคอยเปรียบเทียบผู้ชายในชีวิตอยู่ในจิตใต้สำนึกหรือเปล่า ฉันจึงไม่มีโอกาสได้เป็นผู้หญิงที่โชคดีอย่างแม่กับเขาสักที
 
ฉันพบหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้ายนั่นมันเกือบเดือนมาแล้ว วันนั้นแม่โทรมาบอกให้ฉันไปโรงพยาบาลเพื่อรับพ่อกลับบ้าน เหมือนจะรู้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ปกติพ่อจะไม่ขอให้ใครทำอะไรให้ ด้วยเป็นนิสัย และด้วยความเกรงใจ วันนั้นแม่บอกว่าแม่ทัดทานแล้วว่ากลับแท็กซี่กันดีกว่า แต่พ่อก็ยืนยันว่าให้บอกให้ฉันมารับ 

เมื่อฉันโทรศัพท์จากญี่ปุ่นกลับมา   พ่อคุยกับฉันแต่สั่งไม่ให้ใครบอกว่า ต่อมาพ่อเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง  พ่อไม่อยากให้ฉันกังวล 
 
บ้านเราทำอะไรไม่ค่อยหมือนใคร พี่ชายมาเป็นคริสต์ไม่นาน เราพาพ่อไปอยู่ที่โบสถ์เพราะบรรยากาศดีกว่าในวัด  นี่เพื่อความรู้สึกของแม่

แต่เราพาพ่อไปเผาที่วัด นี่ตามสังคมส่วนใหญ่ของเรา

แล้วเราก็พาพ่อไปโปรยลงแม่น้ำที่ปากน้ำ เพราะเราไม่ต้องการมีหิ้งตั้งกระตุ้นเตือนความเศร้าของแม่อยู่ในบ้าน

เราตกลงกันว่าจะไม่ไว้ทุกข์ เราคิดว่าทุกข์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรเก็บไว้  เราช่วยกันทาสีภายในบ้านใหม่เป็นสีชมภู ตามหลักจิตวิทยาที่ว่าจะช่วยรักษาอารมณ์หดหู่ นี่เพื่อแม่  ถึงกระนั้นอีกเกือบสิบปีต่อมาที่แม่ต้องเวียนเข้าออกรับยาต้านโรคซึมเศร้าจากจิตแพทย์

ฉันเคยศรัทธาความรักระหว่างพ่อกับแม่และยึดถือเป็นแบบอย่างเสมอมา ฉันเริ่มข้องใจ ถ้าเรามีชีวิตและหัวใจเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นเสมือนเป็นคนๆ เดียวกันอย่างนี้ เมื่ออีกฝ่ายจากไปคนที่อยู่ก็เหลือเพียงครึ่งชีวิต เป็นครึ่งที่หดหู่ ท้อแท้ ทุกข์ระทม เหี่ยวเฉา มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราไม่ต้องรักใคร ผูกพันกันมากมายขนาดนี้?
 
ฉันไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรทั้งสิ้นกับการจัดงานศพ ปฏิเสธแม้แต่การขึ้นไปกล่าวถึงพ่อตามวิธีการปฏิบัติของชาวคริสต์ ก็ฉันไม่มีอะไรจะบอกกับพวกแขกที่นั่งฟังกันอยู่ตรงนี้ ฉันมีเรื่องที่อยากจะบอกกับพ่อเท่านั้น คนอื่นพวกนี้ไม่เกี่ยว ฉันไม่ยอมเขียนอะไรลงในหนังสือที่ระลึกงานเผาศพที่จัดขึ้นอีกสามเดือนต่อมา ฉันไม่ต้องการบอกอะไรกับคนอื่นนอกจากบอกกับพ่อคนเดียว

พ่ออยู่ไหนล่ะ ถ้าพ่อฟังฉันจะพูด 


ถ้าพ่ออ่านฉันจะเขียน
 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11
khunrin วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunrin

(0)
ตราบเท่าที่ความรู้สึกดีๆ
ยังแจ่มชัด
ไม่จางหาย
เขาคนนั้นยังอยู่กับเราเสมอ
ความคิดเห็นที่ 10
แม่มดขาว วันที่ : 05/03/2008 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/superme
<<<< เ ส ม อ ม า แ ล ะ ต ล อ ด ไ ป >>> 

(0)
กลับมาอ่านเรื่องนี้เพราะ

ไปอาลัยท่านน้องเดือนมาคะ

หุหุ

เศร้าจัง

แม่มดขาว
ความคิดเห็นที่ 9
คนกุลา วันที่ : 05/02/2008 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konkula

(0)
ขอ นุ ญาต นำรูป ที่เคยส่งไปให้ มาใช้ เป็น logo นะครับ

ได้ ปะ......
ความคิดเห็นที่ 8
คนกุลา วันที่ : 03/02/2008 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konkula

(0)
พ่อ ที่ยังอยู่ในใจเสมอ และคงตลอดไป นะ ครับ
ความคิดเห็นที่ 7
หนุมานชาญสมร วันที่ : 30/01/2008 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

(0)
การตายคือการเดินทาง
ความคิดเห็นที่ 6
ลุงทหาร วันที่ : 22/01/2008 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kukod

(0)
อยากให้บ้านเรามีทิวทัศน์น่ารักๆ แบบนี้ แม้แต่สุสานก็ดูร่มรื่นน่าอยู่ ไม่น่ากลัวเหมือนป่าช้าเมืองไทย ถ้าจิตใจคนไทยได้ครึ่งหนึ่งของชาวนิวซี..คงจะเจริญมากกว่า รู้จักแพ้รู้จักชนะ รู้จักพอและเสียสละเพื่อความสงบสุข

ฮือนี่คงเป็นได้แค่ในฝันและจินตนาการของผม กระมั้ง ฮือๆๆๆๆๆ 555555
ความคิดเห็นที่ 5
joeyman วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

(0)
เวียนว่ายตายเกิด อยู่อย่างนี้แหละ
ความคิดเห็นที่ 4
TaTee วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

(0)

การตายคือ การเริ่มต้นชีวิตใหม่
แต่จะไปเริ่มที่ไหนก็แล้วแต่กรรมครับ
ความคิดเห็นที่ 3
น้ำทะเล วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 13.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

(0)
คนที่นอนอยู่ในนั้น คือคนที่สบายที่สุดในโลก
คนที่ไม่ได้นอนในนั้นต่างหาก คือคนที่ทุกข์ที่สุดในโลก
ความคิดเห็นที่ 2
พิมพ์ระพัฒน์ วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wacharee

(0)
คิดถึงจัง แม้ว่าจากไปแล้วก็ยังอยู่ในใจเสมอ
ความคิดเห็นที่ 1
พิมพ์ระพัฒน์ วันที่ : 19/01/2008 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wacharee

(0)
คิดถึงจัง แม้ว่าจากไปแล้วก็ยังอยู่ในใจเสมอ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน