• จงเจริญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : r.kittisak3@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-11
  • จำนวนเรื่อง : 1160
  • จำนวนผู้ชม : 991629
  • ส่ง msg :
  • โหวต 221 คน
กลุ่มพลังเงียบมหาชน
เรามาร่วมกันสร้างเครือข่ายคุณธรรมเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/50000up
วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน 2551
Posted by จงเจริญ , ผู้อ่าน : 1050 , 22:24:02 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

...การพูดจาในวันนี้ถือว่าค่อนข้างอันตราย เพราะเป็นการพูดจาในสถานการณ์ที่มีโอกาสเผชิญหน้ากัน หวังว่าในวันพรุ่งนี้คงไม่มีคนออกมาต่อว่ากัน คิดว่าสองฝ่าย ทั้ง 'ฝ่ายชอบทักษิณ' และ 'ต่อต้านทักษิณ' ถือว่าเป็นเพื่อนผมและรู้จักดีทั้งคู่ และคงเข้าใจสิ่งที่จะพูดดี..


หมายเหตุ : พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาและบรรยายพิเศษ ในงานสัมมนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ ในหัวข้อเรื่อง "ยุทธศาสตร์กู้ชาติและเข็มทิศใหม่ เพื่อผ่าทางตันการเมืองไทย" ที่ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อวันที่ 25 เมษายน

การพูดจาในวันนี้ถือว่าค่อนข้างอันตราย เพราะเป็นการพูดจาในสถานการณ์ที่มีโอกาสเผชิญหน้ากัน หวังว่าในวันพรุ่งนี้คงไม่มีคนออกมาต่อว่ากัน คิดว่าสองฝ่าย ทั้งฝ่ายชอบทักษิณ และต่อต้านทักษิณ ถือว่าเป็นเพื่อนผมและรู้จักดีทั้งคู่ และคงเข้าใจสิ่งที่จะพูดดี ว่าจะนำเอาเรื่องที่เป็นประโยชน์มาพูด ซึ่งขณะนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหามาก อกสั่นขวัญแขวนว่าจะฝ่าอุปสรรคบ้านเมืองขณะนี้ไปได้อย่างไร ผมเขียนเอกสารบรรยายไว้ให้ด้วยว่า ขณะนี้บ้านเมืองมีสิ่งที่อาเพศ 10 ประการ เป็นเรื่องการแหย่ เป็นเรื่องการคิดกระตุ้นความรู้สึก ผมไม่ต้องการให้อ่านแล้วเชื่อ

ทั้งนี้ เนื้อหาอาเพศ 10 ประการในเอกสารการบรรยายของ พล.อ.ชวลิต ได้ระบุดังนี้ว่า ประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ขาดผู้นำทางความคิดที่ถูกต้อง จึงเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองที่วิปริตผิดเพศ ที่เรียกว่า "อาเพศประเทศไทย 10 ประการ" คือ

1.การเมืองปัจจุบัน เป็นการเมืองเรื่องตัณหา ไม่ใช่การเมืองเรื่องคุณธรรม 2.พรรคการเมือง ทำเป็นแต่การหาเสียงเลือกตั้ง แต่ทำการจัดตั้งประชาธิปไตยไม่เป็น 3.ส.ส.เป็นได้แต่ผู้แทนผลประโยชน์ของปัจเจกชน แต่เป็นผู้แทนประโยชน์ของปวงชนไม่ได้ 4.ทหาร ทำเป็นแต่รัฐประหาร แต่ทำการปฏิวัติไม่เป็น 5.นักเคลื่อนไหว ทำเป็นแต่ม็อบ (Mob) แต่ทำแมส (Mass) ไม่เป็น 6.นักวิชาการ คิดเป็นแต่รัฐธรรมนูญ แต่คิดเป็นลัทธิประชาธิปไตยไม่เป็น 7.ผู้นำ ซึ่งนำเป็นแต่ม็อบและองค์กร แต่ทำทางการเมือง ความคิดจิตวิญญาณไม่เป็น 8.รัฐบาล สร้างเป็นแต่รัฐธรรมนูญ แต่สร้างประชาธิปไตยไม่เป็น 9.สื่อมวลชน สะท้อนได้แต่ปรากฏการณ์ แต่สะท้อนธาตุแท้ไม่เป็น 10.รัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นนโยบาย แต่ไม่ทำหน้าที่เป็นกฎหมาย

การเมืองในปัจจุบัน คือมีหลักการปกครองเป็นเผด็จการ แต่มีรูปการปกครองเป็นประชาธิปไตย นั่นคือ ระบอบเผด็จการ เพราะอำนาจอธิปไตยในตอนนี้เป็นของคนส่วนน้อย แต่มีระบบประชาธิปไตย ซึ่งในรูปของการปกครองแบบรัฐสภา ซึ่งพรรคการเมืองของไทยก็ยังไม่มีความเป็นพรรคการเมืองจริง เพราะเป็นพรรคของปัจเจกชนคนใดคนหนึ่ง ไม่สามารถสร้างสถาบันที่ดีได้ ตรงกันข้ามกลับมีการกระชับอำนาจเผด็จการมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ ส.ส.เป็นเพียงผู้แทนของปัจเจกชนคนส่วนน้อย ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองยังตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการและไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้

ขณะนี้ กำลังเป็นห่วงบ้านเมืองว่าจะมีความขัดแย้ง ขว้างปากัน และห่วงว่าเจ้าหน้าที่จะดูแลกันดีหรือไม่ ทหารจะออกมาอีกหรือไม่ วงจรบ้านเมืองจะเป็นแบบนี้อีกหรือไม่ เพราะวงจรเช่นนี้มีมา ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2545 เป็นต้นมา เมื่อย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้สร้างประเทศให้ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า อยากจะตั้งคำถามว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ การสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้นที่สี่แยกคอกวัว โดยมีสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องหมายของประชาธิปไตย อยากถามว่าคนไทยเชื่ออย่างนั้นจริงๆ หรือไม่

วันนี้มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร จะมี 19 ฉบับก็ได้ แต่ปัญหาสำคัญที่บ้านเมืองไม่ถึงจุดที่ต้องการจริงหรือยัง ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าการเมืองเป็นจุดที่สร้างประชาธิปไตย และประชาธิปไตยเป็นแบบเสรีนิยมนั้นสอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจไทยมากที่สุด แต่ขณะนี้คำถามที่ว่าเหตุใดบ้านเมืองจึงมีปัญหา ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงยังมีปัญหา คนดีๆ มาเป็นนายกฯก็มีมาเยอะแยะ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ จอมพลถนอม กิตติจร หรือคุณสมัคร สุนทรเวช ก็คนดีๆ กันทั้งนั้น ทำไมยิ่งบริหารบ้านเมืองยิ่งมีปัญหา จอมพลแปลก พิบูลสงคราม บริหารมา 14 ปี แต่ท้ายสุดไม่มีที่อยู่ จอมพลถนอม เช่นเดียวกัน บริหารประเทศมา 11 ปี อยู่ไม่ได้เหมือนกัน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนดีแต่ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยพูดกับผมว่า ประเทศไทยสามารถบริหารบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า แต่คนจนก็มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ การแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีการปรับเปลี่ยนมาหมดแล้ว ทั้งระบบกึ่งประธานาธิบดี ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ตั้งกรรมาธิการสอบฝ่ายบริหารได้ หรือต่อมาให้บริหารมีอำนาจแข็งแกร่งก็มีการเปลี่ยนอีก

นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ผมพูดอาจจะผิดก็ได้ แต่การที่พ่อแม่เรา ผู้ที่เราเคารพ สมัยคณะราษฎรกำหนดแต่แรกว่า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สร้างระบบประชาธิปไตย ตรงนี้มั้งที่อาจจะเป็นปัญหา ไม่มีรัฐธรรมนูญบ้านเมืองไหน ที่จะทำได้ขนาดนั้น เราคิดกันตรงนี้หรือไม่ รัฐธรรมนูญ เป็นตัวนำ ผู้คนมาร่วมกันอยู่ การเมืองต้องมาส่งเสริมเศรษฐกิจ คนไทยเราฝังใจ และคิดกันว่า ให้ชื่อกันว่า พวกถือลัทธิรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เป็นแก้วสารพัดนึก ผิดแล้วมั้ง ตรงนี้ ผมพูดมาแล้ว 10-20 ปี หน้าหนังสือพิมพ์มีแต่เรื่องรัฐธรรมนูญ จะฆ่ากันตายก็ด้วยเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดที่จะชี้ให้เห็นไม่ใช่รัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าให้ความสำคัญจนลืมสิ่งอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือประชาชน หรือเปลี่ยนแนวทางจับมือการสร้างประชาธิปไตย ไม่ใช่ทะเลาะกันทุกวันนั้น

ถามว่าปัญหาการเมืองคืออะไร คือมี 2 ฝ่ายตีกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งคือโปรทักษิณ คุณทักษิณอาจเป็นเหยื่อก็ได้ ความขัดแย้งระหว่างทุนสามานย์กับศักดินาล้าหลัง มีการดึงอะไรกันขึ้นมา กรุณาเถอะครับ พระมหากษัตริย์ ในจักรีวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ 10 กว่าปี เท่ากับที่กษัตริย์ญี่ปุ่น กว่าจะทรงดึงอำนาจมา เรื่องการเลิกทาส เปลี่ยนเป็นเทศาภิบาล เป็นขั้นเป็นตอน ขั้นที่ 3 สร้างรัฐชาติ ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้สำเร็จ การเผชิญหน้าเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญสามารถแก้ได้ ต้องแก้ ปัญหาเผชิญหน้าอยู่ที่รัฐธรรมนูญ เอาสิ่งนี้ให้พี่น้องส่วนใหญ่ให้ประชาชนได้รู้ เมืองไทยจริงๆ มันมีกระบวนการไม่หวังดี กระบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า มีมากน้อยเท่าไร ไม่รู้ ไม่พูดกันดีกว่า แต่ตอนนี้ขอให้แก้ปัญหาของชาติให้ได้ เพื่อให้ประชาธิปไตยตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11004





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จงเจริญ วันที่ : 28/04/2008 เวลา : 16.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/50000up

การจัดการบรรยายพิเศษ ปาฐกถาเกียรติยศแห่งปี
จัดโดย โครงการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
สาขาภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ

“ยุทธศาสตร์กู้ชาติและเข็มทิศใหม่เพื่อผ่าทางตันทางการเมืองไทย”
โดย ฯพณฯ พล. อ.ชวลิต ยงใยยุทธ

วันศุกร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑

ณ ห้องประชุมชั้น ๓ อาคาร ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน
ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต



ณ วันนี้ นับเป็นโอกาสดียิ่งที่ได้รับเกียรติจากสถาบันมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ให้มาปาฐกถาพิเศษ ว่าด้วยเรื่อง การเมืองการปกครองของไทยและการแก้ไขเสมือนหนึ่งว่าจะให้กระผมเป็นผู้นำทางความคิดเพื่อแก้ปัญหาการเมืองการปกครองไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการที่ยืนหยัดมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กระทำสำเร็จมาแล้ว ในระยะเปลี่ยนผ่าน หัวเลี้ยวหัวต่อของชาติบ้านเมือง อันเกิดจากภัยคอมมิวนิสต์โดยการรับใส่เกล้าฯ ในพระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ประชาธิปไตย ๓ พระองค์คือล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ มาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์สงครามกลางเมืองเป็น “นโยบายแห่งชาติ” (National Policy) ที่ลือลั่นคือ “นโยบาย ๖๖/๒๓” ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงใช้เป็นพระบรมราโชบาย ต่อสู้เอาชนะภัยจากลัทธิล่าอาณานิคม รักษาเอกราชของชาติสยามไว้ได้อย่างงดงามมาแล้วในอดีต แต่ภารกิจแห่งชาติในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่นี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะติดปัญหาความคิดที่ยังแก้ไขไม่ตก เพราะขาดผู้นำทางความคิด ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาความคิดของประเทศ ที่เป็นปัญหาแรกที่สุดของชาติ สถาบันมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เป็นที่หล่อหลอม สร้างสรรค์ผู้นำทางความคิดของชาติที่ยังขาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำทางความคิดระดับสูงสุด คือนักศึกษาปริญญาเอกอันเป็นปัญญาชน (Intelligensia) นั้นเป็น นักปรัชญา (Philosopher) จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด จะเป็นผู้นำทางความคิดให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน ฉะนั้นกระผมจึงได้ค้นพบแล้ววันนี้ ผู้นำทางความคิดที่ขาดหายไปเสมือนข้อต่อประสานแห่งชาติ (Missing Link) ที่ขาดหายไป นั่นคือ ท่านนักศึกษาปริญยาเอกนี่เอง “นักศึกษาคือสะพานเชื่อมที่ฉับไวของประชาธิปไตย” ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ (Sensitive Revolutionary Bridge) และจึงยกระดับขึ้นเป็นผู้นำทางความคิดสูงสุดระดับปริญญาเอกเช่นทุกท่านในขณะนี้ ผู้ที่จะสามารถอย่างยิ่งในการสร้างการนำระดับสูง คือการนำทางความคิด นำพาประเทศชาติและประชาชน ให้ลุดพ้นจากวิบัติหายนะล่มจม ไปสู่ความเจริญวิวัฒน์พัฒนา
ประเทศไทยหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ เหตุเพราะขาดผู้นำทางความคิดที่ถูกต้อง จึงเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองที่วิปริตผิดเพศ ที่เรียกว่า “อาเพศประเทศไทย ๑๐ ประการ “ คือ

๑.การเมืองปัจจุบัน : เป็นการเมืองเรื่องตัณหา ไม่ใช่การเมืองเรื่องคุณธรรม
๒.พรรคการเมือง : ทำเป็นแต่การหาเสียงเลือกตั้ง แต่ทำการจัดตั้งประชาธิปไตยไม่เป็น
๓.ส.ส. : เป็นได้แค่ผู้แทนผลประโยชน์ของปัจเจกชน แต่เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปวงชนไม่ได้
๔.ทหาร : ทำเป็นแต่การรัฐประหาร แต่ทำการปฏฺวัติไม่เป็น
๕.นักเคลื่อนไหว : ทำเป็นแต่ม็อบ (Mob) แต่ทำแม็ส (Mass) ไม่เป็น
๖.นักวิชาการ : คิดเป็นแต่ลัทธิรัฐธรรมนูญ แต่คิดลัทธิประชาธิปไตยไม่เป็น
๗.ผู้นำ : นำเป็นแต่ม็อบและองค์การ แต่นำทางการเมือง ความคิด จิตวิญญาณไม่เป็น
๘.รัฐบาล : สร้างเป็นแต่รัฐธรรมนูญ แต่สร้างประชาธิปไตยไม่เป็น
๙.สื่อมวลชน : สะท้อนได้แต่ปรากฏการณ์ แต่สะท้อนธาตุแท้ไม่เป็น
๑๐.รัฐธรรมนูญ : ทำหน้าที่เป็นนโยบาย แต่ไม่ทำหน้าที่กฎหมาย

การเมืองเป็นเรื่องตัณหา ตามหนังสือของ พณฯ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพที่ทั้งถูกต้อง และไม่ถูกต้อง โดยแท้จริงแล้ว “การเมืองคือคุณธรรม” ท่านพุทธทาสภิกขุเทศนาไว้ว่า “ธรรมะคือการเมือง” นี่กล่าวในด้านจินตภาพรูปธรรม (Concrete) หรือด้านจำเพาะการเมืองของระบอบใด ถ้าเป็นการเมืองของระบอบประชาธิปไตยก็เป็นการเมืองที่ดี เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดี นั่นคือประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน รูปธรรมประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คืออำนาจรัฐชนิดสูงสุดเป็นของปวงชน นั่นคือ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” กล่าวอย่างถึงที่สุดคือ ผลประโยชน์และความสุขของประชาชนเป็นใหญ่อันเป็นธรรม ดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ถ้าเป็นการเมืองของระบอบเผด็จการ ก็จะเลวร้ายสกปรก เป็นเรื่องตัณหาอย่างที่ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวชท่านเขียนนั่นแหละ ดังนั้นหนังสือของท่านเรื่อง “การเมืองเรื่องตัณหา” จึงผิดในด้านทั่วไป แต่ถูกในด้านจำเพาะ ถ้าพูดหรือเขียนวา “ การเมืองเฉย๐ สั้นๆแค่นี้” แล้วบอกว่าเป็นเรื่องตัณหาก็ผิด แต่ถ้าเติมรูปธรรมลงไปด้วยก็จะถูกต้องว่า “ การเมืองเผด็จการเรื่องตัณหา” แต่ก็ต้องมองโลกในแง่ดี (Optimistic) ว่า “ฯพณฯ นายกฯ คงหมายถึงการเมืองในระบอบเผด็จการ” คงไม่หมายถึงการเมืองของระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้า หมายถึงระบอบประชาธิปไตย ก็คงวิบัติอาเพศอย่างร้ายแรง หรือเรียกว่า “อวิชชา” แต่ค่อยยังชั่วเพราะ ฯพณฯ นายกฯ ท่านพูดออกอากาศทาง TV ช่อง ๑๑ รายการ “พูดจาภาษาสมัคร” ว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพราะประชาธิปไตยครึ่งใบก็คือเผด็จการนั่นเอง เพราะการปกครอง (Government) แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือด้านหลักการปกครอง (Principle of Government) และด้านรูปการปกครอง (Form of Government) โดยแท้จริงของการปกครองปัจจุบันคือ “มีหลักการปกครองเป็นเผด็จการ แต่มีรูปการปกครองเป็นประชาธิปไตย” กล่าวคือระบอบเป็นเผด็จการ นั่นคือระบอบเผด็จการ หรือกล่าวอย่างเป็นธรรมถึงที่สุดคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อย แต่มีระบบเป็นประชาธิปไตย นั่นคือระบบรัฐสภา หรือกล่าวถึงอย่างที่สุดคือ การเลือกตั้งตามธรรมชาติแล้ว “รูปแบบต้องขึ้นต่อเนื้อหา” หรือ “ ระบบต้องขึ้นต่อระบอบ” หรือ” วิธีการย่อมขึ้นต่อความมุ่งหมาย” ถ้าเป็นคน เสื้อผ้า รูปร่างหน้าตา ย่อมต้องขึ้นต่อนิสัยใจคน ดังนั้น รูปการปกครองต้องขึ้นต่อหลักการปกครอง นั่นคือระบบรัฐสภาขึ้นต่อระบอบเผด็จการ ฉะนั้นการมีเลือกตั้งหรือมีระบบรัฐสภา ไม่ใช่มีประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ต้องตัดสินชี้ขาดที่ระบอบ ถ้าระบอบเป็นเผด็จการ ก็เป็นเผด็จการเต็มใบ แต่ถ้าระบอบเป็นประชาธิปไตยก็เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยหรือเผด็จการครึ่งใบไม่มี เช่น เดือนครึ่งวงก็เป็นเดือนอยู่ดี นั่นือ เผด็จการครึ่งใบก็คือเผด็จการอยู่ดี นั่นคือดีต้องให้ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ถ้าดีไม่ครบก็คือชั่วนั่นเอง จะชั่วมากชั่วน้อยก็ชั่วนั่นเอง จะเป็นดีไปไม่ได้เลย
พรรคการเมืองทำเป็นแค่การหาเสียงเลือกตั้ง แต่ทำการจัดตั้งประชาธิปไตยไม่เป็น ทั่วโลกมี ๓ สถาบัน ที่สร้างประชาธิปไตยได้คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันกองทัพ สถาบันพรรคการเมือง แต่ประชาธิปไตยของไทยยังไม่เกิดขึ้นปรากฎเป็นจริง แสดงว่าพรรคการเมืองไม่มีความเป็นพรรคการเมืองจริงๆ และไม่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ระบอบเผด็จการถูกกระชับมากขึ้น โดยกฎหมายพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองเกิดขึ้น และพัฒนาไปตามกฎหมายมิได้เกิดขึ้นและพัฒนาไปตามธรรมชาติที่ถูกต้อง พรรคการเมืองภายใต้กฎหมายของระบอบเผด็จการที่เก่าแก่อายุกว่า ฿๔ ปี ถูกครอบงำโดยตกอยู่ภายใต้วิธีคิดเผด็จการ อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ อยู่ภายใต้กฎหมายเผด็จการ จึงทำให้ไม่มีความเป็นอิสระเพียงพอที่จะยกเลิกระบอบเผด็จการสร้างระบอบประชาธิปไตย ทำให้พรรคเป็นเผด็จการจนถูกยุบทิ้ง ไม่มีเงื่อนไขสร้างประชาธิปไตย ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นสถาบันทางการเมืองได้ พรรคการเมืองที่จะเป็นอิสระอยู่เหนือระบอบเผด็จการ เป็นประชาธิปไตย เป็นสถาบัน และเป็นระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เพียงพอที่จะสร้างประชาธิปไตยได้ คือ พรรคการเมืองที่จะเป็นอิสระอยู่เหนือระบอบเผด็จการ เป็นประชาธิปไตย เป็นสถาบัน และเป็นระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เพียงพอที่จะสร้างประชาธิปไตยได้ คือ เป็นสถาบัน และเป็นระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เพียงพอที่จะสร้างประชาธิปไตยได้คือ จะมีนโยบายที่สะท้อนผลประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริง และการจัดตั้งองค์การที่สามารถประกันความสำเร็จในการปฏิบัตินโยบายดังกล่าวได้ เพราะนโยบายและโครงสร้างการจัดตั้งองค์การพรรคที่เป็นประชาธิปไตยนั้น มาจากวิธีคิดอุดมการณ์ลัทธิประชาธิปไตย และความมมุ่งหมายอุดมคติ สังคมประชาธิปไตย นี่คือสาเหตุที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นเผด็จการสร้างประชาธิปไตยไม่ได้ จึงเกิดอาเพศประเทศไทยคือ พรรคการเมืองทำเป็นแค่การหาเสียงเลือกตั้งแบบเผด็จการ ไม่สามารถรณรงค์การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย (Election Campaign) ไม่มีงานการจัดตั้ง และงานการเมืองที่มาจากงานทางความคิดคือ การจัดตั้งทางความคิด หรือการติดอาวุธทางความคิด ด้วยอาวุธทางความคิดที่แหลมคมทรงพลังที่สุด ลัทธิประชาธิปไตย อันเป็น “ การนำทางความคิด” ที่มีพลังการเหนี่ยวนำสูงยิ่ง ไปสู่การต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสร้างประชาธิปไตยด้านแรกที่สำคัญที่สุด คือสร้างประชาธิปไตยทางความคิดของพรรคการเมือง ที่จะเป็นสถาบันที่จะทำการสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จต่อไป
ส.ส. เป็นได้แค่ผู้แทนผลประโยชน์ของปัจเจกชน (Individual) แต่เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปวงชนไม่ได้ (People) โดยหลักวิชาของประชาธิปไตยสากลแล้วจะต้องปกครองทางผู้แทน คือมีรัฐบาล รัฐสภา เป็นผู้แทน ทำหน้าที่ปกครองแทนประชาชนโดยเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานการณ์ ของแต่ละสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ถ้าเลือกตั้งมาก็เป็นไปตามหลักการปกครองของการปกครองแบบประชาธิปไตย หลักที่ ๔ คือ “ การปกครองจากการเลือกตั้ง “ (Elected Government) โดยเฉพาะในองค์การแห่งอำนาจอธิปไตยที่สำคัญ เช่นรัฐสภา คือส.ส. เป็นต้น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทำหน้าที่เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ดังนั้นส.ส.จึงมาจากการเลือกตั้งทั่วทุกเขต การเลือกตั้งทั่วประเทศ (Constituency) จึงทำหน้าที่เป็น “ ผู้แทนเขต” ซึ่งรวมกับส.ว. ซึ่งเป็นผู้แทนเขตและผู้แทนอาชีพครบถ้วน จึงเป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และจะทำให้รัฐสภาเป็นการปกครองทางผู้แทน จากผู้แทนผลประโยชน์ของปวงชนชาวไทยที่แท้จริงและครบถ้วน รัฐสภาคือการปกครองทางผู้แทน (Representative Government) ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งคือการปกครองจากการเลือกตั้ง (Elected Government)
แต่ส.ส.บ้านเรานั้นถูกมองว่าเป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปัจเจกชนคนส่วนน้อยเพราะเป็นผู้แทนของพรรค พรรคเป็นของปัจเจกชนคนใดคนหนึ่ง ไม่ลักษณะเป็น “ผู้แทนของปวงชนชาวไทย” (Character) เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเสรีในการสมัครอิสระ ถูกบังคับให้สังกัดพรรคเท่านั้น และพรรคก็ถูกกฎกมายพรรคการเมืองของระบอบเผด็จการ ของลัทธิเผด็จการครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เกิดระบบหัวคะแนนไปซื้อเสียง อันเป็นการตัดสิทธิ์การเลือกตั้งของประชาชน จนเกิดปรากฏการณ์ “การยุบพรรค” อันเป็นการยุบพรรคทางกฎหมาย มิได้ยุบพรรคทางความคิด ดังนั้นการยุบพรรคเช่นนี้เป็น “การยุบพรรคเพื่อรักษาความคิด หรือระบอบ เผด็จการไว้ “ นั่นเอง เพราะ “พรรคคือแนวทางความคิด “ (Line of Thought) โดยแท้จริงแล้วจะต้องยุบเลิกแนวทางความคิดเผด็จการ มิใช่ยุบเลิกองค์การพรรคทางกฎหมาย ไม่ยุบเลิกแนวทางความคิดของพรรค จึงเป็นการ “ยุบพรรคเพื่อรักษาระบอบเผด็จการ” ถ้าต้องการยุบเลิกระบบเผด็จการ และยุบเลิกระบอบเผด็จการ จะต้องยุบเลิกกฎหมายพรรคการเมืองที่เป็นต้นตอการทำเช่นนี้คือ การเลิกความคิดเผด็จการ เลิกกฎหมายเผด็จการ ยกเลิกระบอบเผด็จการแล้วสร้างประชาธิปไตยโดยนโยบายให้แล้วเสร็จ เมื่อมีความคิดประชาธิปไตย มีระบอบประชาธิปไตยคือ ส.ส. ที่เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง จะไม่เกิดอาเพศประเทศไทย คือส.ส. เป็นผู้แทนผลประโยชน์ของปัจเจกชนคนส่วนน้อยเช่นในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ทหาร (บางคณะ) ทำเป็นแต่การรัฐประหาร ทำปฏิวัติไม่เป็น คณะราษฎรได้ก่อการรัฐประหารครั้งแรกสำเร็จเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่คณะราษฎรมิได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เป็นเพียงการรัฐประหารคือการเปลี่ยนตัวเปลี่ยนคณะ กันเท่านั้นเอง หรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแต่ไม่เปลี่ยนระบอบ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้นเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ระบอบยังคงเป็นเผด็จการเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากระบอบเผด็จการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นเผด็จการรูปแบบเก่า มาเป็นระบอบเผด็จการรูปแบบใหม่ที่มีรัฐธรรมนูญ คือระบอบเผด็จการรัฐประหารและระบอบเผด็จการรัฐสภา การเปลี่ยนรูปแบบจึงเรียกว่า การรัฐประหาร แต่ไม่ไดเปลี่ยนเนื้อหาที่เรียกว่า การปฏิวัติ คำว่า”ปฏิวัติ” (Revolution) นั้น กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือ “ท่านวรรณ” ได้นำเอาคำว่าปฏิวัติมาจาก “ปฐมเทศนา” ของพระพุทธเจ้าคือ “ธรรมะจักกัง ปวัตติตัง อัปปฏิวัตติตัง” แปลความว่า “ธรรมอันเป็นจักรนี้ เมื่อหมุนไปข้างหน้าแล้วจะไม่หมุนกลับ” ท่านวรรณจึงนำคำว่าปฏิวัติจากปฐมเทศนา มาแทนคำอังกฤษว่า “Revolution” แต่คำว่า “รัฐประหาร” (Coup) คือการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยความรุนแรงและผิดกฎหมาย
ทหารที่ทำปฏิวัติเป็น โดยไม่ทำรัฐประหาร คือทหารประชาธิปไตยในอดีต โดยใช้นโยบาย ๖๖/๒๓ เป็นเครื่องมือ ไม่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ จึงประสลความสำเร็จ สามารถยุติสงครามกลางเมือง ชนะสงครามปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ รักษาชาติและราชบัลลังก์ไว้ได้ตลอดจนกระทั่งบัดนี้ ยังเหลือขั้นตอนสุดท้าย คือการสร้างประชาธิปไตยระดับสูงที่ยังไม่ทำสำเร็จ เพราะจะต้องแก้ปัญหาทางความคิด หรือมิจฉาทิฎฐิให้ตกไปเสียก่อน ซึ่งปัญหาความคิดหรือปัญหามิจฉาทิฎฐินี้เป็นปัญหาที่ยากที่สุดของมนุษย์ ดังเช่น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบปัญหาความเห็น หรือปัญหาทิฎฐิ หรือปัญหาทฤษฎี เป็นปัญหาสูงสุดที่รวมศูนย์ทุกปัญหาของมนุษย์ไว้ทั้งหมด ถ้าแก้ปัญหาทิฎฐิได้ ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความคิดได้ และนำไปสู่การแก้ปัญหาความคิดได้ และนำไปสู่การแก้ปัญหาการกระทำได้ต่อไป กระผมได้ลาออกจากกองทัพมาตั้งพรรค และเลือกตั้งเป็นรัฐบาลเพื่อแก้ไขความคิด หรือแก้ปัญหามิจฉาทิฎฐิด้วยการ “อธิบาย อธิบาย อธิบาย และอธิบาย” ประสานสอดคล้องไปกับการปฏิบัติด้วยอำนาจรัฐเท่าที่จะมีเงื่อนไขอำนวยให้ แต่เนื่องจาก “ปัญหาความเห็นผิด” หรือ “ปัญหาความคิด” เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด จะต้องสร้างผู้นำทางความคิดจำนวนมากเพื่อจะช่วยกันระดมแก้ปัญหาอันยากยิ่งนี้ เพื่อนำทางความคิดของประชาชน ให้ร่วมกันผลักดันการสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ พระพุทธเจ้าทรงออกผนวชใช้เวลา ๖ ปี จึงแก้ปัญหามิจฉาทิฎฐิด้วยตัวของพระองค์เองได้ และทรงใช้เวลาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์แก้ปัญหามิจฉาทิฎฐิของมนุษย์ในชมพูทวีปก็สำเร็จระดับหนึ่ง สามารถสถาปนาพระพุทธศาสนาได้สำเร็จ และเมื่อแก้ของกระผมเองสำเร็จแล้วจึงดำเนินการแก้ปัญหามิจฉาทิฎฐิมาจนกระทั่งบัดนี้ สามารถสะสมสำเร็จเรื่อยมาแต่ยังไม่เพียงพอ แต่ถ้าได้ผู้นำทางความคิดของนักศึกษาปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ก็อาจเพียงพอเป็นกองทัพผู้นำทางความคิด ทำสงครามทางความคิด ต่อสู้เอาชนะความเห็นผิดได้สำเร็จในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน
ส่วนในกองทัพแห่งชาติก็ต้องแก้ปัญหาความคิด ทำลายมิจฉาทิฎฐิโดยสัมมาทิฎฐิ ตามนโยบาย ๖๖/๒๓ ขั้นตอนที่ ๒ ยุติรัฐประหาร เริ่มความคิดปฏิวัติประชาธิปไตยตามพระบรมราโชบาย สถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า อันเป็นการปฏิวัติสันติที่ยิ่งใหญ่สูงสางที่สุดในโลก กล่าวคือ ยกระดับจากทหารประชาธิปไตย ในยุทธศาสตร์ขั้นตอนที่ ๑ ขึ้นสู่กองทัพประชาธิปไตยในยุทธศาสตร์ขั้นตอนที่ ๒ ต่อไป
นักเคลื่อนไหวทำเป็นแต่ม็อบ (Mob) แต่ทำแม็ส (Mass) ไม่เป็น การสร้างประชาธิปไตยนั้นถ้าขาด “การผลักดันสนับสนุนจากมวลชน” ก็ไม่มีทางสำเร็จ หรือมีการสนับสนุนผลักดันผิดๆก็จะล้มเหลวเช่นกัน มวลชนคือประชาชนที่มีการจัดตั้งทางความคิด และการจัดตั้งทางองค์การมวลชนโดยลัทธิประชาธิปไตย จึงเป็นมวลชนประชาธิปไตย (Democratic Mass) มวลชนประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าผลักดันการสร้างประชาธิปไตยต่อผู้ปกครองสำเร็จได้
กระผมได้ใช้นโยบาย ๖๖/๒๓ เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธมาเป็นแนวทางสันติ เปลี่ยนมวลชนคอมมิวนิสต์ ยกระดับขึ้นเป็น “มวลชนประชาธิปไตย” หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยนั่นเอง แต่พี่น้องผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กำลังยกระดับขึ้นสู่มวลชนประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่บางส่วนก็ไปเคลื่อนไหวในรูปของม็อบ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเบื้องต้น (ปฐมภูมิ) ของประชาชนในระบอบเผด็จการ เพื่อจะยกระดับขึ้นสู่มวลชนประชาธิปไตย แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะมีปัญหามิจฉาทิฎฐิบดบังเป็นอุปสรรค แต่บางส่วนก็เคลื่อนไหวม็อบเพื่อโค่นล้มผู้ปกครองตามแนวทางรุนแรงของเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการคอมมิวนิสต์ มิได้ยกระดับความเคลื่อนไหวสู่มวลชนประชาธิปไตย เพื่อเข้าผลักดันช่วยผู้ปกครองสร้างประชาธิปไตยตามแนวทางสันติ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวต่อสู้กับระบอบเผด็จการรัฐสภา แต่กำลังยกระดับจากความเคลื่อนไหวม็อบในระดับพื้นฐานจากตัวบุคคล หรือคณะรัฐบาล คือพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หรือรัฐบาลขึ้นสู่ระบอบทักษิณ และยกระดับพัฒนาสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือโค่นล้มระบอบเผด็จการรัฐสภาทางการเมือง และระบบทุนนิยมผูกขาดทางเศรษฐกิจ ซึ่งพันธมิตรฯเรียกว่า “ต่อต้านเผด็จการรัฐสภาทุนนิยมสามานย์” โดยการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับติดอาวุธทางความคิดหรือเรียกว่า “ การจัดตั้งกลางสนาม” แต่ยังติดอยู่ในความคิดลัทธิรัฐธรรมนูญ เช่นการเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ แม้ฝ่ายนำจะกำหนดเป็นเพียงยุทธวิธีเท่านั้นก็ตาม แต่มวลชนหรือฝูงชนยังแยกไม่ออกว่าเป็นการเคลื่อนไหว เป็นยุทธวิธีหรือเป็นยุทธศาสตร์ แต่ยังคงเคลื่อนไหวโดยอาศัยลัทธิรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นลัทธิเผด็จการของระบอบเผด็จการรัฐสภาและทุนนิยมผูกขาดสามานย์ก็จะยกระดับจาก “ม็อบ” ขึ้นสู่ “แม็ส” ไม่ได้ก็จะเกิดปรากฏการณ์เก่าคือ ทำได้เพียงจลาจล หรือมิคสัญญีกลียุคเท่านั้น เช่นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม และพฤษภาทมิฬ จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการรัฐสภาและระบบทุนนิยมผูกขาด ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ระบบทุนนิยมเสรีอย่างมีการกำกับ ไม่สามารถแปลเปลี่ยนความขัดแย้งรวมศูนย์อย่างเป็นเอกภาพไปสู่การพัฒนาได้ ดังนั้น จะต้องยกระดับขึ้นสู่ความสำเร็จด้วยลัทธิประชาธิปไตย มิฉะนั้นเราจะล้าหลังกว่าสถานการณ์ หรือผู้นำจะล้าหลังกว่ามวลชน อันเป็นลักษณธของ “สถานการณ์ปฏิวัติขึ้นสู่กระแสสูง” คือลักษณะคนล้าหลังตื่นตัว หรือมวลชนก้าวหน้ากว่าผู้นำ จะทำให้ผู้นำสูญเสียฐานะการนำ จะทำให้เผด็จการรัฐสภาและทุนนิยมผูกขาดเข้มแข็งขึ้นอย่างเป็นไปเอง
แต่ถ้ายกระดับจากม็อบขึ้นสู่แม็สคือยกระดับทางความคิดจากลัทธิรัฐธรรมนูญขึ้นสู่ลัทธิประชาธิปไตย หรือจากความมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ จากการต่อสู้โค่นล้มบุคคลหรือรัฐบาล ขึ้นสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบและระบบ สู่ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา และระบบทุนนิยมเสรีอย่างมีการกำกับ ก็จะเกิดการพลิกผันของขั้วสงครามหรือคู่ต่อสู้ คู่ขัดแย้ง ศัตรูจะหันมาเป็นมิตร ให้ความร่วมมือสนับสนุนเข้าร่วมขบวนการต่อสู้นอกจากจะไม่โดดเดี่ยวตัวเองจากประชาชนแล้วยังดึงประชาชนและศัตรูเข้าร่วมขบวนอีกด้วย
ด้านน.ป.ก. หรือแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ หรือน.ป.ช. ก็เป็น “ยุทธวิธีแยกกันเดินรวมกันตี” ด้านน.ป.ก. ต่อต้านระบอบเผด็จการรัฐประหาร (เผด็จการทหาร) พัฒนาต่อจากสมาพันประชาธิปไตยที่ต่อต้าน รสช.ในอดีต ก็กำลังยกระดับขึ้นสู่การยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐประหารอย่างถาวรตลอดไป แต่จะสำเร็จก็ต่อเมื่อต้องทำลายเงื่อนไขของการรัฐประหารคือระบอบเผด็จการรัฐสภาให้หมดสิ้น ดังนั้นน.ป.ก. ยกระดับรัฐบาล และพรรคพลังประชาชนก็ยกระดับได้ ในขณะเดียวกันพันธมิตรก็จะเป็นแนวร่วมมุมกลับ เป็นกำลังทางยุทธวิธี ช่วยน.ป.ก.ผลักดันรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนให้ก้าวหน้าสร้างประชาธิปไตยในทางที่สุด แต่น.ป.กง ยังยกระดับไม่ได้ เพราะติดลัทธิรัฐธรรมนูญยังคงสนับสนุนหรือเป็นพลังผลักดัน หรือเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้รัฐบาลและพรรคพลังประชาชน รักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาและทุนนิยมผูกขาดไว้ ซึ่งเป็นลักษณะที่ล้าหลัง และจะโดดเดี่ยวตัวเองจากประชาชนและยังเป็นการทำลายกำลังของประชาชน คือทำให้ประชาชนต่อสู้กันเอง อันเป็นการช่วยเผด็จการ อย่างเป็นไปเองโดยไม่รู้ตัว จะทำสำเร็จได้ต้อง “สามัคคีประชาชนต่อสู้ระบอบเผด็จการทุกชนิดและสร้างประชาธิปไตย”
การต่อต้าน (Anti) นั้นเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่มีวันชนะ เพราะต่อต้านเผด็จการเฉยๆไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอาชนะ ดังนั้นยุทธศาสตร์ต่อต้านคือยุทธศาสตร์แพ้ ยุทธศาสตร์ต่อสู้เอาชนะ คือยุทธศาสตร์เอาชนะ ทั้งพันธมิตรฯและแนวร่วมฯ ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกัน คือยุทธศาสตร์ต่อต้าน (Anti Strategy) เพียงแต่มีความมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์รูปธรรม แตกต่างกันเพียงรูปของเผด็จการเท่านั้น คือเผด็จการรัฐสภา กับเผด็จการรัฐประหารและนอกจากจะมียุทธศาสตร์ทั่วไปเหมือนกันแล้ว ทั้งพันธมิตรฯ และน.ป.ก. ก็มีอุดมการณ์เดียวกันคือ อุดมการณ์ลัทธิรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นลัทธิประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอุปสรรคขั้นสุดท้ายที่จะยกระดับได้สำเร็จ คือถ้าไม่ละทิ้งรัฐธรรมนูญ หันมายึดถือลัทธิประชาธิปไตย ก็จะไม่มีทางยกระดับขึ้นสู่ขั้นตอนใหม่ของยุทธศาสตร์ใหม่ได้ ก็จะไม่บรรลุความสำเร็จแห่งภารกิจทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่
นักวิชาการ คิดแต่เป็นลัทธิรัฐธรรมนูญ แต่คิดลัทธิประชาธิปไตยไม่เป็น นักวิชาการคือผู้นำทางความคิดของสังคม แต่นักวิชาการบ้านเราบางคนกลายเป็น “ เสาค้ำเผด็จการ” ช่วยใช้ความรู้บิดเบือนวิชาการ หรือเพราะมีความเห็นผิด มีมิจฉาทิฎฐิ มีอวิชชา รักษาระบอบเผด็จการโดยไม่รู้ตัว เช่นในประเทศไทย นักวิชาการส่วนใหญ่ เป็นนักวิชาการของลัทธิรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่นักวิชาการของลัทธิประชาธิปไตยและเพราะไม่ยอมศึกษาการเมืองไทยก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นบทบาทการสร้างประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่มีอคติ ศึกษาการเมืองเฉพาะหลัง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เท่านั้น จึงกลายเป็นนักวิชาการของลัทธิรัฐธรรมนูญ โดยเห็นผิดว่าตนเองเป็นนักวิชาการของลัทธิประชาธิปไตย สร้างการนำทางความคิดที่ผิดให้แก่นักการเมือง นักเคลื่อนไหว นักเรียนนิสิตนักศึกษา จนเกิด ๑๔ ตุลา และพฤษภาทมิฬ มีชัยชนะแต่ไม่ได้ประชาธิปไตย ได้แต่รัฐธรรมนูญ เข้าลักษณะ “ยิ่งต่อสู้ยิ่งเป็นเผด็จการยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย”
ดังนั้น จะต้องหล่อหลอมนักวิชาการประชาธิปไตยขึ้นใหม่ เช่นนีกศึกษาปริญญาเอกของสถาบันแห่งนี้ จะเป็นผู้นำทางความคิดของลัทธิประชาธิปไตย เป็นความหวังใหม่อันสดใสของประเทศชาติและประชาชน
“ ผู้นำ” นำเป็นแต่ม็อบ แต่องค์การ แต่นำทางการเมือง ทางความคิด ทางจิตวิญญาณไม่เป็น ภารกิจใหญ่น้อยทั้งหลายของมวลมนุษยชาติจะสำเร็จได้ ต้องมีมวลชนเข้าร่วมอย่างมากมายเพียงพอทั้งจะต้องมีความเข้มแข็งทรงพลังที่สุด สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็แต่โดยจะต้องมีการนำ (Leading) การนำหรือการเหนี่ยวนำต่อมวลมนุษยชาติมี ๕ ระดับคือ การนำทางอารมณ์ร่วม การนำทางการจัดตั้ง การนำทางการเมือง การนำทางความคิด การนำทางจิตวิญญาณ
การสถาปนาการนำทั้ง ๔ ชนิดนี้ จะต้องนำเอาหลักการหรือทฤษฎีวิชาการของการนำทั้ง ๕ ระดับ มายึดถือปฏิบัติ ผู้ยึดถือและปฏิบัตินั่นแหละคือ “ผู้นำ”
การนำทางอารมณ์ร่วมคือ การปลุกเร้าอารมณ์ร่วม (Mob Emotion) แก่ฝูงชนหรือประชาชน ผู้ที่ถูกระบอบเผด็จการกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจนเกิดสภาพ “คับแค้นทางจิตใจ ยากไร้ทางวัตถุ” จึงเกิดการเคลื่อนไหว เบื้องต้น ด้วยการเกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง และมีการเข้าไปเคลื่อนไหวของนักจัดตั้ง หรือนักเคลื่อนไหวของขบวนการเมืองต่างๆเช่น ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือขบวนการคอมมิวนิสต์ หรือชบวนการเผด็จการฯลฯ นำพาฝูงชนออกมาเคลื่อนไหวตามแนวทางของขบวนการนั้นๆ คนเหล่านี้คือผู้นำม็อบ หรือผู้นำของการนำทางอารมณ์ร่วม ซึ่งประเทศไทยก็มีอยู่มากมาย
การนำทางการจัดตั้งคือ การจัดตั้งองค์การขึ้นแล้วมีสมาชิก มีการนำทางการจัดตั้งตามนโยบาย แนวทาง ระเบียบวินัย ธรรมนูญ มติต่างๆ ซึ่งมี ๓ ระดับคือ องค์การมวลชน องค์การพรรค องค์การรัฐ ผู้นำองค์การมวลชน เช่น คุณสนธิ ลิ้มทองกุล คือผู้นำพันธมิตร คุณหมอเหวง คือผู้นำแนวร่วมฯ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้นำองค์การจัดตั้งของพรรค และเป็นผู้นำองค์การจัดตั้งของรัฐ คือนายกรัฐมนตรี เป็นต้น การนำทางการจัดตั้งมีพลังเหนือกว่าการนำทางอารมณ์ร่วม

การนำทางการเมือง คือบุคคลหรือองค์การต่างๆ ลุกขึ้นมานำเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเอกราช หรือเพื่อประชาธิปไตย หรือต่อสู้เผด็จการ จะเกิดการเหนี่ยวนำ ที่มีพลังเหนือกว่าการนำทางอารมณ์ร่วมและการนำทางการจัดตั้ง จะดึงประชาชนเข้าร่วมต่อสู้จำนวนมาก จะมีผู้นำของการนำทางการเมืองขึ้น เพราะการเมืองคือการต่อสู้ การเคลื่อนไหวที่มีลักษณะต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญสูงสุด ก็จะมีพลังการนำที่ทรงพลังมากเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังไม่มีผู้นำของการนำทางการเมืองที่นำได้อย่างแท้จริงประสบความสำเร็จ มีแต่นำพาไปล้มเหลวจึงไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริง
การนำทางความคิด คือ ความรู้ความเข้าใจ เข้าถึงความคิดทฤษฎี วิชาการ ลัทธิต่างๆ เช่น ลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิชาตินิยม ฯลฯ จะเกิดพลังทางอุดมการณ์ หรือพลังการเหนี่ยวนำ มากกว่าระดับการนำทางอารมณ์ร่วม การนำทางการจัดตั้ง การนำทางการเมือง ประเทศไทยปัจจุบันหาผู้นำทางความคิด แทบจะเป็นการงมเข็มในมหาสมุทร และการนำชนิดนี้สำคัญสูงยิ่ง แต่ยากยิ่งที่จะสร้างขึ้นได้ ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความรู้ความสามารถมาก ในการจัดตั้งหล่อหลอมอย่างมีความทุ่มเทและเสียสละที่สุด แต่ถ้าสามารถสร้างการนำทางความคิดขึ้นได้แล้ว จะมีพลังการนำที่ทรงพลังยาวนานตลอดไป
การนำทางจิตวิญญาณ คือลัทธิศาสนาต่างๆ เป็นการนำที่เป็นนามธรรมที่สุด แต่มีพลังการนำมากที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์ การเข้าถึงลัทธิศาสนาต่างๆ จะทำให้เกิดการนำทางจิตวิญญาณขึ้น ซึ่งเหนือกว่าการนำทุกชนิดทั้ง ๔ ระดับดังกล่าวมาแล้ว จะมีความยั่งยืนยาวนานตลอดไป ผู้นำทางจิตวิญญาณคือพระศาสดาทั้งหลายหรือ พระ นักบุญ นักบวช นักพรต นักปฏิบัติธรรม การนำชนิดนี้มักจะเป็นจิตนิยม (Spiritualism) ไม่ใช่วัตถุนิยม หรือเหนือวิทยาศาสตร์
รัฐบาลสร้างเป็นแต่รัฐธรรมนูญ แต่สร้างประชาธิปไตยไม่เป็น รัฐบาลคือผู้บริหารระบอบ รัฐบาลของไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลภายใต้ระบอบเผด็จการทั้งสิ้น และเป็นรัฐบาลที่เดินตามวิธีคิดลัทธิรัฐธรรมนูญ ดังเช่น ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยแท้จริงแล้ว รัฐบาลจะเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยเพราะเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือรัฐบาลใต้ระบอบเผด็จการรัฐประหาร หรือรัฐบาลภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภาของพรรคการเมือง นอกจากรัฐบาลจะมีหน้าที่บริหารระบอบแล้ว ยังมีหน้าที่เปลี่ยนระบอบด้วย แต่รัฐบาลของไทยจะรู้จักทำเพียงหน้าที่เดียวคือ “บริหารระบอบ” และระบอบที่ดำรงอยู่คือระบอบเผด็จการ จึงเป็นรัฐบาลที่รักษาระบอบเผด็จการตลอดมา คือเดินตามลัทธิรัฐธรรมนูญไม่เคยมีรัฐบาลที่จะรู้จักการทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงระบอบ จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยเลย ดังนั้น จะต้องมีการนำทางความคิด และทางจิตวิญญาณ ต่อรัฐบาลและพรรคการเมืองและกองทัพ
สื่อมวลชน สะท้อนได้แต่ปรากฏการณ์ แต่สะท้อนธาตุแท้ไม่เป็น ภายใต้ความเห็นผิดมิจฉาทิฎฐิ ที่ครอบงำด้วยลัทธิรัฐธรรมนูญตลอดระยะเวลา ๗๖ ปี ตั้งแต่เปลี่ยนแปลง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนมาถึงบัดนี้ สื่อมวลชนไม่สามารถทำหน้าที่ฐานันดรที่ ๔ เช่นเดียวกับกำเนิดฐานันดรที่ ๔ ในฝรั่งเศสและอังกฤษได้ ทั้งๆที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากกว่าประชาชน แต่สื่อมวลชนก็ถูกลัทธิรัฐธรรมนูญครอบงำทางความคิด เช่นเดียวกับทุกฝ่ายในสังคมไทย ดังนั้นสื่อมวลชนไทยจึงไม่สามารถสร้างประชามติมหาชนที่ถฏต้องได้ สื่อมวลชนได้แต่สะท้อนปรากฏการณ์จากขบวนการต่างๆ แต่ไม่สามารถจะสะท้อนธาตุแท้ได้ ทำหน้าที่ติดอาวุธทางความคิดของประชาชนได้ นอกจากสื่อ (Press Organ) ของขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตย แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
รัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่นโยบายแต่ไม่ทำหน้าที่กฎหมาย ความเห็นผิดของคนไทยโดยเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญคือเครื่องมือสร้างประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญคือ เครื่องมือปฏิรูปการเมือง อันเป็นความเห็นผิดจากหมุดทองเหลืองที่ฝังไว้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าว่า “ ณ ที่นี้ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ” และการสร้างอนุสาวรีย์วีรชนที่สี่แยกคอกวัวแล้วใส่ชื่อว่า “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ทำให้นักศึกษาและประชาชนหลงผิดเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าจะได้ประชาธิปไตยและผิดพลาดเรื่องนี้มาจนบัดนี้ นโยบายคือเครื่องมือสร้างประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญคือเครื่องมือรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยความเห็นผิดจึงใช้รัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่เป็นนโยบาย อยากได้ประชาธิปไตยก็ร่างใส่รัฐธรรมนูญ แล้วจึงทำให้รัฐธรรมนูญไม่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายหลัก คือสะท้อนระบอบที่ดำรงอยู่ หรือรักษาระบอบไว้ นี่คืออาเพศประเทศไทยที่ยังแก้ไม่ตก อาเพศคือ อะเพศ นั่นคือ ไม่เป็นไปตามปกติธรรมชาติหรือความวิปริตนั่นเอง
ความอาเพศประเทศไทยทั้ง ๑๐ ประการนี้ เกิดจากอาเพศทางความคิดหรือความเห็น คือเห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นเผด็จการรัฐสภาเป็นประชาธิปไตย เห็นว่าลัทธิรัฐธรรมนูญคือลัทธิประชาธิปไตย ดังวิปลาศ ๓ ของพระพุทธเจ้า คือ ๑) สัญญาวิปลาส ๒) จิตวิปลาส ๓) ทิฎฐิวิปลาส
วิปลาสที่ร้ายแรงที่สุดคือ ทิฎฐิวิปลาส ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนด “สัมมาทิฎฐิ” ไว้เป็นมรรคองค์นำองค์แรกของอริยมรรค มีองค์ ๘ ประการในอริยสัจ ๔แห่งพระสูตรแรกของพระพุทธศาสนาที่เป็นพระสูตรที่สำคัญที่สุดอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
หลายฝ่ายกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงแตกหัก ทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นคือการก่อปัญหา แต่การแก้ปัญหา คือการแก้ไขความเห็น หรือ การนำทางความคิดให้ถูกต้อง จากลัทธิรัฐธรรมนูญมาสู่ลัทธิประชาธิปไตยอันเป็นการแก้ไขจากมิจฉาทิฎฐิมาเป็นสัมมาทิฎฐิ อันเป็นมรรคองค์นำองค์แรกที่สำคัญที่สุด มรรคองค์แรกถูกต้อง องค์ต่อๆไปก็ถูกต้องตลอดไปทั้งหมด การแก้ไขทางการเมืองการปกครองไทย ต้องแก้สิ่งแรกสุด คือจากลัทธิรัฐธรรมนูญ สู่ลัทธิประชาธิปไตยทางความคิดความเห็น แล้วจะนำไปสู่นโยบายประชาธิปไตย สู่วัฒนธรรมประชาธิปไตย สู่สังคมประชาธิปไตยนั่นเอง ดังอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ คือเห็นถูก คิดถูก พูดถูก ทำถูก เลี้ยงชีพถูก เพียรถูก สติถูก สมาธิถูก ซึ่งเป็นหนทางพ้นทุกข์ พบสุขนิรันดร
นี่คือยุทธศาสตาร์กู้ชาติ และเข็มทิศใหม่ผ่าทางตันทางการเมืองไทย ที่ถูกต้องตลอดมาและตลอดไป อย่างปราศจากเงื่อนไข เป็นสัจธรรมอัลติมะ( Ultimatetruth) ของไทยและของโลกนั่นเอง


สวัสดี

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
จงเจริญ วันที่ : 26/04/2008 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/50000up


มาช่วยกันสร้างความสามัคคีได้แล้วครับ ก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จงเจริญ วันที่ : 26/04/2008 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/50000up


พวกเราพร้อมครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จงเจริญ วันที่ : 26/04/2008 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/50000up


เห็นด้วยครับ ถึงเวลาแล้วนะครับ ที่ท่านต้องออกมาสร้างการเมืองใหม่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน