• บัวใต้น้ำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : werayutsan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-27
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 17111
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
บัวใต้น้ำเที่ยวอินเดีย
ไม่ว่าเราจะเครียดหรือเราจะขำก็หนีไม่พ้นความเป็นธรรมะ ทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นแล้วคงทนอยู่ได้ต้องดับไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือความเป็นธรรมะของสรรพสิ่ง มาอยู่ตรงกลางและพบความจริงที่เป็นไปทั้งเครี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/5445
วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2551
Posted by บัวใต้น้ำ , ผู้อ่าน : 832 , 10:44:13 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อินเดีย7 สาวัตถีโจรเศรษฐีอยู่ที่นี่ด้วยกัน 
  

 

 

(1)

             นครสาวัตถีเป็นเมืองใหญ่อันดับ  1  ใน  6 ของเมืองใหญ่ที่สุดในสมัยพุทธกาล

ระยะทางห่างจากเมือง ลัคเนาว์มาประมาณ 150 กม.        ปัจจุบันอยู่ในการปกครองของ

อำเภอ Gonda  สาวัตถีเป็นเมืองของแคว้นโกศลในอดีตซึ่งมีเมืองอโยธยาเป็นเมืองหลวง

ฝ่ายใต้ มีเรื่องราวใน มหากาพย์รามเกียรติ์อย่างยาวนานมาก่อนสมัยพุทธกาล  เพราะเป็น

บ้านเกิดของพระราม  ชื่อเมืองสาวัตถี Sravasti มาจากการที่เมืองนี้เคยมีพ่อค้าเอาสินค้า

มาขายมากมาย มีการถามกันว่า ..คิมบะดามอัตถี  แปลว่ามีอะไรขายบ้าง พ่อค้าก็จะตอบ

เหมือนๆกันว่า ...สะบามอัตถี แปลว่ามีทุกอย่าง ตอบอย่างนี้มากๆจนเป็นชื่อเมือง   นานๆ

เข้าชื่อก็เลยเพี้ยนมาเป็น สาวัตถี

           เมื่อมองจากแผนที่ทางอากาศจะเห็นผังเมืองสาวัตถีเป็นรูปเหมือนพัดจีบหรือกลีบ

ส้มหงายขึ้น   มีแม่น้ำอจิระวดีไหลผ่านทางด้านบน    ส่วนครึ่งวงกลมด้านล่างนอกกำแพง

เมืองก็คือพระวิหารเชตวัน ตามคัมภีร์ว่าห่างออกไป 1200 ก้าว จากประตูเมือง รูปถ่ายข้าง

บนก็คือขึ้นมาถ่ายบนสถูปท่านเศรษฐีอนาถปิณทิกะ ทางด้านแม่น้ำ มองไปผ่านป่าละเมาะ

สุดป่านั่นก็คือพระวิหารเชตวัน(1) บริเวณป่าละเมาะนี้จะไม่มีชาวบ้านเข้ามาทำไร่ทำนาหรือ

อยู่อาศัย รัฐบาลคงกันพื้นที่อนุรักษ์ไว้ มองจากแผนที่ Google Earth   จะเห็นเป็นป่าเขียว

ชัดเจน เคยได้ยินข่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเสนองบประมาณช่วยเหลือ   ขุดค้นหาหลักฐาน

ทางโบราณคดีทั้งเมืองสาวัตถี  ไม่ทราบว่ารัฐบาลอินเดียจะตกลงหรือเปล่า

           
ปัจจุบันแม่น้ำอจิระวดีได้เปลี่ยนเส้นทางไหลขึ้นเหนือห่างออกไปหลายกิโลเมตร

นี่ก็อาจเป็นสาเหตุของการย้ายเมืองในอดีตก็เป็นได้   แต่ดูในแผนที่ก็ยังเห็นชัดว่าในอดีต

เคยมีแม่น้ำไหลผ่าน   ในบริเวณเขตเมืองสาวัตถีนี้ มีสถานที่ให้เข้าชมได้เพียง 3 แห่งเท่า

นั้น คือสถูปท่านเศรษฐีอนาถปิณทิกะ และสถูปท่านพระ องคุลิมาล ซึ่งอยู่ติดกัน  อีกแห่ง

คือวัดเชนฐิธารอังคาร อยู่ตอนล่างใกล้ทางออกไปวิหารเชตวัน  นอกนั้นก็เป็นป่าอันรกร้าง

ว่างเปล่า

(2)

            ในโอกาสที่มาบ้านท่านเศรษฐีใจบุญ ทุกคนก็จะได้รับการบอกเล่าว่าช่องลึกๆที่

เห็นอยู่นี่ก็คือห้องเก็บทองคำของท่านเศรษฐีอนาถปิณทิกะ(2)      ที่มีชื่อเดิมว่าสุทัตตะ

ทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ได้ถูกนำไปซื้อที่ดินจากเจ้าเชต เพื่อสร้างพระวิหารเชตวันถวายแด่

พระบรมศาสดา เพื่อทำการเผยแผ่พระศาสนาสืบต่อมาจนถึงอนุชนรุ่นหลัง 

(3)

            มองออกไปไม่ไกลคือสถูปของท่านองคุลิมาล(3) จ อมโจรผู้โหดเหี้ยมที่ไม่มี

ใครทำให้สงบได้ มีเพียงพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแสดงธรรมให้องคุลิมาลสงบ และ

ดวงตาเห็นธรรมได้   ขอเชิญอ่านพระสูตร

       พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 141

             อังคุลิมาลสูตร

            พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดองคุลิมาลโจร 

[๕๒๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
           
          สมัยหนึ่ง     พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล ในแว่นแคว้น

ของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีโจรชื่อว่าองคุลีมาล เป็นคนหยาบช้า   มีฝ่ามือ

เปื้อนเลือด ปักใจมั่นในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย. องคุลิ-

มาลโจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง  กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง

กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง.   เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือ

ร้อยเป็นพวงทรงไว้.    ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว

ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี  ครั้นแล้ว

ในเวลาปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บเสนาสนะ  ทรงถือ

บาตรและจีวร เสด็จดำเนินไปตามทางที่องคุลิมาลโจรซุ่มอยู่.


            พวกคนเลี้ยงโค พวกคนเลี้ยงปศุสัตว์ พวกชาวนาที่เดินมา   ได้

เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินไปตามทางที่องคุลิมาลโจรซุ่มอยู่    ครั้น

แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่สมณะ อย่าเดินไปทางนั้น    ที่

ทางนั้นมีโจรชื่อว่าองคุลิมาลเป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด ปักใจใน

การฆ่าตี ไม่มีความ กรุณาในสัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนั้น  กระทำบ้าน

ไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคมบ้าง  กระทำชนบทไม่ให้เป็น

ชนบทบ้าง เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวง ทรงไว้ ข้าแต่

สมณะ พวกบุรุษสิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคนก็ดี ย่อมรวม

เป็นพวกเดียวกันเดินทางนี้ แม้บุรุษผู้นั้นก็ยังถึงความพินาศ  เพราะมือของ

องคุลิมาลโจร. เมื่อคนพวกนั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว    พระผู้มีพระภาคทรง

นิ่ง ได้เสด็จไปแล้ว.

            [๕๒๒] แม้ครั้งที่สอง พวกคนเลี้ยงโค ....ข้อความซ้ำ

            [๕๒๓] แม้ครั้งที่สาม พวกคนเลี้ยงโค ....ข้อความซ้ำ

            [๕๒๔] องคุลิมาลโจรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล.

ครั้นแล้วเขาได้มีความ ดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลย พวกบุรุษ

สิบคนก็ดี ยี่สิบคนก็ดี สามสิบคนก็ดี สี่สิบคนก็ดี     ก็ยังต้องรวมเป็นพวก

เดียวกันเดินทางนี้    แม้บุรุษพวกนั้นยังถึงความพินาศเพราะมือเรา เออก็

สมณะนี้ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ชรอยจะมาข่ม ถ้ากระไร เราพึงปลงสมณะเสีย

จากชีวิตเถิด.        ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรถือดาบและโล่ห์ผูกสอดแล่งธนู

ติดตามพระผู้มีพระภาคไปทางพระปฤษฎางค์.    ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค

ทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร โดยประการที่องคุลิมาลโจรจะวิ่งจนสุดกำลังก็

ไม่อาจทันพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จไปตามปกติ. ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรได้มี

ความดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลยด้วยว่าเมื่อก่อน      แม้ช้าง

กำลังวิ่ง ม้ากำลังวิ่ง รถกำลังแล่น เนื้อกำลังวิ่ง เราก็ยังวิ่งตามจับได้ แต่ว่า

เราวิ่งจนสุดกำลัง ยังไม่อาจทันสมณะนี้ซึ่งเดินไปตามปกติ   ดังนี้ จึงหยุด

ยืนกล่าวกะพระผู้มีพระภาคว่า จงหยุดก่อนสมณะ จงหยุดก่อนสมณะ พระ

ผู้มีพระภาคตรัสว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล ท่านเล่า จงหยุดเถิด.

                        องคุลิมาลโจรละพยศ

[๕๒๕] ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรดำริว่า สมณศากยบุตรเหล่านั้น มักเป็นคน

พูดจริง มีปฏิญญาจริง แต่สมณะรูปนี้เดินไปอยู่เทียว กลับพูดว่า เราหยุด

แล้ว องคุลิมาล ท่านเล่าจง หยุดเถิด  ถ้ากระไร เราพึงถามสมณะรูปนี้เถิด.

ครั้งนั้น องคุลิมาลโจรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาความว่า  ดูกร

สมณะ ท่านกำลังเดินไป ยังกล่าวว่า เราหยุดแล้ว และ ท่านยังไม่หยุด ยัง

กล่าวกะข้าพเจ้าผู้หยุดแล้วว่าไม่หยุด ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความ

นี้กะท่าน ท่านหยุดแล้วเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่หยุดแล้วเป็นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรองคุลิมาล เราวางอาชญาในสรรพสัตว์ได้แล้ว

จึงชื่อว่าหยุดแล้วในกาลทุกเมื่อ ส่วนท่านไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เพราะ

ฉะนั้นเราจึงหยุดแล้ว ท่านยังไม่หยุด.


องคุลิมาลโจรทูลว่า    ดูกรสมณะ ท่านอันเทวดามนุษย์บูชาแล้ว แสวงหา

คุณอันยิ่งใหญ่     มาถึงป่าใหญ่เพื่อจะสงเคราะห์ข้าพเจ้าสิ้นกาลนานหนอ

ข้าพเจ้านั้นจักประพฤติละบาป    เพราะฟังคาถาอันประกอบด้วยธรรมของ

ท่าน     องคุลิมาลโจรกล่าวดังนี้แล้ว ได้ทิ้งดาบและอาวุธ  ลงในเหวลึกมี

หน้าผาชัน องคุลิมาลโจร     ได้ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระสุคต

แล้วได้ทูลขอบรรพชากะพระสุคต ณ ที่ นั้นเอง.

ก็แลพระพุทธเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณาทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เป็นศาสดาของโลกกับทั้งเทวโลก  ได้ตรัสกะองคุลิมาลโจรในเวลานั้นว่า

ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด    อันนี้แหละเป็นภิกษุภาวะขององคุลิมาลโจรนั้น

ดังนี้.   ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีพระองคุลิมาลเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จ

จาริกไปทางพระนครสา
วัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับเสด็จถึงพระนครสา-

วัตถีแล้ว.

           พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้า

        [๕๒๖] ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.   ก็สมัยนั้น หมู่

มหาชนประชุมกันอยู่ที่ประตูพระราชวัง ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่งเสียง

อื้ออึงว่า ข้าแต่สมมติเทพในแว่นแคว้นของพระองค์ มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล

เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือด ปักใจในการฆ่าตี  ไม่มีความกรุณาใน

สัตว์ทั้งหลาย องคุลิมาลโจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคม

ไม่ให้เป็นนิคมบ้าง  กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง      เขาเข่นฆ่าพวก

มนุษย์แล้วเอานิ้วมือร้อยเป็นพวงทรงไว้ ขอพระองค์จงกำจัดมันเสียเถิด.


ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากพระนครสาวัตถี  ด้วยกระบวน

ม้าประมาณ ๕๐๐ เสด็จเข้าไปทางพระอารามแต่ยังวันทีเดียว เสด็จไปด้วย

พระยานจนสุดภูมิประเทศที่ยานจะไปได้ เสด็จลงจากพระยานแล้ว  ทรง

พระราชดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ   ครั้น

แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.


[๕๒๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง ณ ที่

ควรส่วนข้าง หนึ่งแล้วว่า ดูกรมหาบพิตร พระเจ้าแผ่นดินมคธจอมเสนาทรง

พระนามว่า พิมพิสาร ทรงทำให้พระองค์ทรงขัดเคืองหรือหนอ หรือเจ้าลิจ-

ฉวี เมืองเวสาลี   หรือว่าพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์เหล่าอื่น? 


พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดิน

มคธ  จอมเสนาทรงพระนามว่า พิมพิสารมิได้ทรงทำหม่อมฉันให้ขัดเคือง

แม้เจ้าลิจฉวีเมืองเวสาลี ก็มิได้ทรงทำให้หม่อมฉันขัดเคือง แม้พระราชาที่

เป็นปฏิปักษ์เหล่าอื่น ก็มิได้ทำให้หม่อมฉันขัดเคือง แต่ข้าพระองค์ผู้เจริญ

ผู้เจริญในแว่นแคว้นของหม่อมฉัน มีโจรชื่อว่าองคุลิมาล เป็นคนหยาบช้า

มีฝ่ามือเปื้อนเลือด     ปักใจในการฆ่าตี ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย

องคุลิมาลโจรนั้น กระทำบ้านไม่ให้เป็นบ้านบ้าง กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคม

บ้าง กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบทบ้าง เขาเข่นฆ่าพวกมนุษย์แล้วเอานิ้ว

มือร้อยเป็นพวงทรงไว้ หม่อมฉันจักกำจัดมันเสีย.

ภ. ดูกรมหาราช    ถ้ามหาบพิตรพึงทอดพระเนตรองคุลิมาลผู้ปลงผมและ

หนวดนุ่งห่ม  ผ้ากาสายะ  ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  เว้นจากการฆ่า

สัตว์  เว้นจากการลักทรัพย์  เว้นจากการพูดเท็จ   ฉันภัตตาหารหนเดียว

ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจะพึงทรงกระทำอย่างไรกะเขา?

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   หม่อมฉันพึงไหว้   พึงลุกรับ   พึงเชื้อเชิญด้วย

อาสนะ   พึงบำรุงเขาด้วยจีวร  บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช

บริขาร    หรือพึงจัดการรักษา   ป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ แต่องคุลิมาลโจรนั้น เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม จักมีความ

สำรวมด้วยศีลเห็นปานนี้ แต่ที่ไหน?

                              ทรงเห็นพระองคุลิมาลแล้วตกพระทัย

[๕๒๘] ก็สมัยนั้น ท่านพระองคุลิมาลนั่งอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค. พระผู้

มีพระภาค ทรงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้ตรัสบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า

ดูกรมหาราช นั่นองคุลิมาล.


ลำดับนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล  ทรงมีความกลัว  ทรงหวาดหวั่น พระโลม

ชาติชูชันแล้ว.

พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น

มีพระโลมชาติชูชันแล้ว จึงได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า อย่าทรงกลัว

เลย   มหาราช      อย่าทรงกลัวเลย มหาราช   ภัยแต่องคุลิมาลนี้ไม่มีแก่

มหาบพิตร.

ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงระงับความกลัว ความหวาดหวั่น หรือ

โลมชาติชูชันได้แล้ว จึงเสด็จเข้าไปหาท่านองคุลิมาลถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้

ตรัสกะท่านองคุลิมาลว่า ท่านผู้เจริญ พระองคุลิมาลผู้เป็นเจ้าของเรา.

ท่านพระองคุลิมาลถวายพระพรว่า อย่างนั้น มหาราช.

ป. บิดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร มารดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตร

อย่างไร?

อ. ดูกรมหาบพิตร บิดาชื่อ คัคคะ มารดาชื่อ มันตานี.

ป. ท่านผู้เจริญ ขอพระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตร จงอภิรมย์เถิด ข้าพเจ้า

จักทำ ความขวนขวาย เพื่อจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช

บริขารแก่พระผู้เป็นเจ้า คัคคะมันตานีบุตร.

ก็สมัยนั้น ท่านองคุลิมาลถือการอยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็น

วัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือผ้าสามผืนเป็นวัตร. ครั้งนั้น ท่านองคุลิมาล

ได้ถวายพระพรพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า    อย่าเลย มหาราช ไตรจีวรของ

อาตมภาพบริบูรณ์แล้ว.

[๕๒๙] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่

ประทับ    ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วจึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง. แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา

ที่พระผู้มีพระภาคทรงทรมานได้ซึ่งบุคคลที่ใคร ๆ ทรมานไม่ได้   ทรงยัง

บุคคลที่ใคร ๆ ให้สงบไม่ได้ ให้สงบได้ ทรงยังบุคคลที่ใคร ๆ ให้ดับไม่ได้

ให้ดับได้ เพราะว่าหม่อมฉันไม่สามารถจะทรมานผู้ใดได้   แม้ด้วยอาชญา

แม้ด้วยศาตรา ผู้นั้น   พระผู้มีพระภาคทรงทรมานได้โดยไม่ต้องใช้อาญา

ไม่ต้องใช้ศาตรา     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้

หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด

ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลุกจากที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มี

พระภาคแล้วเสด็จหลีกไป.

                      พระองคุลิมาลโปรดหญิงมีครรภ์

[๕๓๐] ครั้งนั้นเวลาเช้า ท่านพระองคุลิมาลครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตร

และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี.    กำลังเที่ยวบิณฑบาตตาม

ลำดับตรอกอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก. ครั้น

แล้วได้มีความดำริว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลายย่อม

เศร้าหมองหนอ ดังนี้.    ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลเที่ยวบิณฑบาตในพระ

นครสาวัตถี เวลาปัจฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ

ภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ขอประทานพระวโรกาส

เวลาเช้า ข้าพระองค์ครองอันตรวาสกแล้ว    ถือบาตรและจีวร      เข้าไป

บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี กำลังเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกอยู่ใน

พระนครสาวัตถี ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก.

ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลาย

ย่อมเศร้าหมองหนอ ดังนี้.

[๕๓๑] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรองคุลิมาล ถ้าอย่างนั้น เธอจงเข้า

ไปหาสตรีนั้น และกล่าวกะสตรีนนอย่างนี้ว่า ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิด

มาแล้วจะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตหามิได้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอ

ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.

ท่านพระองคุลิมาลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อาการนั้นจักเป็น

อันข้าพระองค์กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่เป็นแน่ เพราะข้าพระองค์แกล้งปลงสัตว์

เสียจากชีวิตเป็นอันมาก.

ภ. ดูกรองคุลิมาล   ถ้าอย่างนั้น เธอจงเข้าไปหาสตรีนั้น แล้วกล่าวกะสตรี

นั้นอย่างนี้ว่า ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติ     จะได้รู้สึกว่า

แกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่

ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.

พระองคุลิมาลทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาหญิงนั้นถึงที่อยู่  ครั้น

แล้วได้กล่าว กะหญิงนั้นอย่างนี้ว่า ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่เวลาที่ฉันเกิดแล้ว

ในอริยชาติ จะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตทั้งรู้หามิได้   ด้วยสัจจวาจานี้   ขอ

ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด. ครั้งนั้น

ความสวัสดีได้มีแก่หญิง ความสวัสดีได้มีแก่ครรภ์ของหญิงแล้ว.

                          พระองคุลิมาลบรรลุพระอรหัต

[๕๓๒] ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่

ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ไม่นานนัก   ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่

สุดพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่น   ยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน

บวชเป็นบรรพชิตต้องการ   ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่

ได้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจ

อื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกมิได้มี ดังนี้.         ก็ท่านพระองคุลิมาลได้เป็น

อรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

[๕๓๓] ครั้งนั้นเวลาเช้า ท่านพระองคุลิมาลนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้า

ไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี.           ก็เวลานั้นก้อนดิน ... ท่อนไม้ ...

ก้อนกรวดที่บุคคลขว้างไปแม้โดยทางอื่น  ก็มาตกลงที่กายของท่านพระ

องคุลิมาล    ท่านพระองคุลิมาลศีรษะแตก   โลหิตไหล บาตรก็แตก ผ้า

สังฆาฏิก็ฉีกขาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ.  พระผู้มีพระภาค

ได้ทอดพระเนตรท่านพระองคุลิมาลเดินมาแต่ไกล  ครั้นแล้วได้ตรัสกะท่า

นพระองคุลิมาลว่า เธอจงอดกลั้นไว้เถิดพราหมณ์    เธอจงอดกลั้นไว้เถิด

พราหมณ์ เธอได้เสวยผลกรรมซึ่งเป็นเหตุจะให้เธอ พึงหมกไหม้อยู่ในนรก

ตลอดปีเป็นอันมาก ตลอดร้อยปีเป็นอันมาก ตลอดพันปีเป็นอันมากใน

ปัจจุบันนี้เท่านั้น.

                       พระองคุลิมาลเปล่งอุทาน

[๕๓๔] ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลไปในที่ลับเร้นอยู่   เสวยวิมุติสุข เปล่ง

อุทานนี้ในเวลานั้นว่า ก็ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท    ภายหลังผู้นั้นไม่ประมาท

เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดังพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ   ฉะนั้น ผู้ใดทำ

กรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล  ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง

ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ภิกษุใดแล  ยังเป็นหนุ่ม ย่อมขวน

ขวายในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง   ดุจพระจันทร์ซึ่ง

พ้นแล้วจากเมฆ   ฉะนั้น ขอศัตรูทั้งหลายของเราจงฟังธรรมกถาเถิด  ขอ

ศัตรูทั้งหลายของเราจงขวนขวายในพระพุทธศาสนาเถิด     ขอมนุษย์ทั้ง

หลายที่เป็นศัตรูของเราจงคบสัตบุรุษผู้ชวนให้ถือธรรมเถิด ขอจงคบความ

ผ่องแผ้วคือขันติ ความสรรเสริญคือเมตตาเถิด    ขอจงฟังธรรมตามกาล

และจงกระทำตามธรรมนั้นเถิด   ผู้ที่เป็นศัตรูนั้น ไม่พึงเบียดเบียนเราหรือ

ใคร ๆ อื่นนั้นเลย   ผู้ถึงความสงบอย่างยิ่งแล้ว พึงรักษาไว้ซึ่งสัตว์ที่สะดุ้ง

และที่มั่นคง คนทดน้ำ ย่อมชักน้ำไปได้ ช่างศรย่อมดัดลูกศรได้ ช่างถาก

ย่อมถากไม้ได้ ฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมทรมานตนได้  ฉันนั้น คนบาง

พวก ย่อมฝึกสัตว์ ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยขอบ้าง ด้วยแส้บ้าง    เราเป็นผู้ที่

พระผู้มีพระภาคทรงฝึกแล้ว โดยไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศาตรา   เมื่อ

ก่อนเรามีชื่อว่าอหิงสกะ แต่ยังเบียดเบียนสัตว์อยู่   วันนี้เรามีชื่อตรงความ

จริง เราไม่เบียดเบียนใคร ๆ เลย เมื่อก่อนเราเป็นโจร ปรากฏชื่อว่าองคุลิ-

มาล ถูกกิเลสดุจห้วงน้ำใหญ่พัดไป มาถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว เมื่อ

ก่อนเรามีมือเปื้อนเลือด ปรากฏชื่อว่า องคุลิมาล ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

จึงถอนตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเสียได้ เรากระทำกรรมที่จะให้ถึงทุคติเช่น

นั้นไว้มาก อันวิบากของกรรมถูกต้องแล้ว เป็นผู้ไม่มีหนี้    บริโภคโภชนะ

พวกชนที่เป็นพาลทรามปัญญา   ย่อมประกอบตามซึ่งความประมาท ส่วน

นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้       เหมือนทรัพย์อัน

ประเสริฐ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอย่าประกอบตามซึ่งความประมาท อย่า

ประกอบตามความชิดชมด้วยสามารถความยินดีในกาม      เพราะว่าผู้ไม่

ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์  การที่เรามาสู่พระพุทธ

ศาสนานี้นั้น เป็นการมาดีแล้ว ไม่ปราศจากประโยชน์   ไม่เป็นการคิดผิด

บรรดาธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ดีแล้ว เราก็ได้เข้าถึงธรรมอัน

ประเสริฐสุดแล้ว (นิพพาน)  การที่เราได้เข้าถึงธรรมอันประเสริฐสุดนี้นั้น

เป็นการถึงดีแล้ว ไม่ปราศจากประโยชน์ ไม่เป็นการคิดผิด  วิชชา ๓ เรา

บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำแล้วดังนี้. 

                            จบอังคุลิมาลสูตร

(4)

            ข้อความพระสูตรค่อนข้างยาว แต่ก็คงไม่ได้ยาวเกินไปกว่าบท

ภาพยนต์ที่เขาเอามาแต่งเติมกันเพื่อให้ดูเป็นความบันเทิงนะครับ รูปข้าง

บนนี่แหละครับ(4) เป็นสถูปองคุลิมาล ช่องตรงกลางอาคารจะมีลักษณะ

เป็นห้องเดินเข้าไปได้ เสร็จแล้วก็จะมีช่องต่ำๆ แคบๆ พอที่คนจะเลื้อยตัว

ลอดออกไปข้างๆ สถูปได้แบบน่ากลัวนิดๆ    ก็มีคำบอกเล่าว่า  หากใคร

อธิษฐานขออะไรแล้วมุดลอดช่องแคบนี้ออกไปได้ก็จะสมปรารถนา   มี

โชคดี มีโรคภัยไข้เจ็บก็จะหาย หลายคนก็จะนิยมเข้าไปลอดดู   แต่จะมี

โชคสมปรารถนาเพียงไรยังไม่สามารถสรุปได้
            
             มีอยู่สมัยหนึ่งเมื่อรถบัสของพวกเรามาจอด ท่านผู้อาวุโสที่ร่วม

ทางนั่งติดกันมากับรถเราก็เล่ากับผู้เขียนว่า      ครั้งหนึ่งลูกชายไม่สบาย

ป่วย รักษาไม่หาย ก็เคยมาลอดถ้ำนี้และอธิษฐาน  ตอนลอดถ้ำก็ได้เก็บ

ก้อนหินสีดำเอาไปเป็นที่ระลึกบูชา    หลังจากนั้นทุกคนในรถก็ลงไปท่อง

เที่ยวชมสถูปทั้งสองแห่งนี้จนกระทั่งกลับเข้ามาในรถ    ผู้เขียนก็ได้ถาม

ท่านผู้อาวุโสท่านนั้นว่า หินดำๆ อย่างนี้หรือเปล่าครับ     เก็บเอากลับไป

บ้านจะดีหรือครับ ไม่รู้ทางเจ้าของเขาหวงหรือเปล่า    ยังไม่อยากเป็นนิ้ว

ที่ 1001 ขององคุลิมาลนะครับ 

            มีการวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ว่า เอาไปดีไม่ดีก็อาจโชคร้ายเป็น

โรครักษาไม่หายขึ้นมาจะว่ายังไง.....ถ้าทุกๆคนเชื่อว่าเอาอิฐ หินเหล่านี้

กลับไปบ้านแล้วจะมีโชคลาภ อีกหน่อยสถูปนี้คงหมดเป็นแน่... บางคน

เคยเอาของต้องห้ามเหล่านี้ไปแล้วประสบเคราะห์กรรมต่างๆนาๆ   มีคน

หนึ่งเอาไปแล้ว ธุรกิจล้มละลายตั้งสองรอบ   ต้องฝากพวกทัวร์เอากลับ

มาคืน..บรื๋อว์ ..ขณะนั้นรถบัสกำลังจะถอยออกจากที่จอด ผู้เขียนเริ่มตา

แหกแล้ว...เลยต้องร้องว่า    ...เดี๋ยวๆ บาบู...อย่าเพิ่งไป...เปิดประตูรถ

หน่อย ...จะเอาหิน องคุลิมาลไปคืน เสร็จแล้วก็ลงจากรถเพื่อจะวิ่งข้าม

ถนนเอาหินไปเก็บที่สถูป ทันใดนั้นก็มีเสียงคนในรถร้องเรียกขึ้นมาว่า....

            พี่ๆๆๆ.....เดี๋ยวๆ ...หนูฝากด้วย ..หนูก็ฝากด้วย ...ไม่เอาแหล่ว

...หิน องคุลิมาล     .....เอาไปเด๋วถูกตัดนิ้ว...ไม่อยากเป็นนิ้วที่ห้อยคอ

องคุลิมาล....

          ค่อยยังชั่วหน่อย ยังมีเพื่อน...............เฮ้อ...วิ่งซะเหนื่อย......

ทั้งเครียด ทั้งขำ เป็นธรรมะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 07/11/2008 เวลา : 23.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

ชอบอินเดียค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน