*/
  • 9Charlie
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-10-27
  • จำนวนเรื่อง : 65
  • จำนวนผู้ชม : 163318
  • จำนวนผู้โหวต : 65
  • ส่ง msg :
  • โหวต 65 คน
ทุกข์รวมไทย ๒

เนื้อร้อง จีรนันท์ พิตรปรีชา ทำนอง ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ขับร้อง หนูมิเตอร์

View All
วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน 2554
Posted by 9Charlie , ผู้อ่าน : 4053 , 01:31:00 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมายเหตุ ผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม เชิญแสดงความเห็นได้ตามสบาย

นี่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเดินทางที่ไม่ได้ต้องการให้มีข้อมูลที่จริงจัง มากนัก

แต่อยากเล่าประสบการณ์และเกร็ดที่ไม่อาจหาอ่านได้ในวิกิพีเดียหรือหนังสือนำเที่ยวที่มีขายกันทั่วไป

ขอขอบคุณที่สนใจ เข้ามาอ่านและแสดงความเห็น ช่วยกันโหวตด้วยนะคะ :D)

๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

โรมในฝัน 2

วันที่สี่ของการเดินทาง

 ดังที่ได้บอกแล้วว่าการเดินทางมาอิตาลีครั้งนี้เป้าหมายหลักคือจะมาดูโบสถ์ใหญ่กลางกรุงโรมที่ชื่อ เซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา และพิพิธภัณฑ์วาติกัน จึงได้วางแผนว่าจะให้เวลาทั้งวันที่จะไปเดินท่อง และเดินเที่ยวสถานที่ทั้งสองแห่ง นอกจากนั้นก็จะได้มาย้อนรอยดูสถานที่ต่างๆที่แดน บราวน์เขียนเอาไว้ในหนังสือนวนิยายเรื่อง เทวากับซาตาน ซึ่งขณะนั้นกำลังตีโฆษณาว่าจะเข้าฉายในไม่ช้านี้

 

 สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือนี้ อยากจะแนะนำว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านและสนุกกว่าหนังซึ่งดัดแปลงไปจากหนังสือมากเสียจนเสียอรรถรสและความซับซ้อนของโครงเรื่องที่ชวนให้ติดตามอ่านชนิดวางไม่ลง ในนวนิยายเรื่อง เทวากับซาตาน แดน บราวน์เปิดตัวพระเอกของเรื่องคือโรเบิร์ต แลงดอน ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาสัญลักษณ์ในศาสนาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสืบสวนหาตัวฆาตกรที่ฆ่านักวิทยาศาสตร์ผู้สามารถประดิษฐ์สสารสำคัญชนิดหนึ่งที่เรียกว่า anti-matter ซึ่งมีอานุภาพทำลายสูงกว่านิวเคลียร์ถึงหนึ่งพันเท่าและฆาตกรขโมยสสารนั้นไปด้วย เหตุการณ์ทำให้เขาได้มาพบกับวิตตอเรียลูกสาวบุญธรรมของนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้น และทั้งคู่ต้องไปเผชิญอันตรายหลายอย่างด้วยกันที่นครวาติกัน (ซึ่งเป็นรัฐอิสระตั้งอยู่กลางกรุงโรม) เนื้อเรื่องจึงน่าสนใจเพราะว่ามีเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ดำเนินไปในขณะเดียวกัน ฆาตกรที่ฆ่านักวิทยาศาสตร์ทิ้งรอยเผาประทับตราของสมาคมลับไว้บนหน้าอกเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และยังประกาศว่าสมาคมลับนี้เป็นผู้วางยาพิษพระสันตปาปาซึ่งเพิ่งสิ้นพระชนม์ และจะฆ่าพระคาร์ดินัลสี่องค์ (ซึ่งเป็นตัวเก็งในการเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่) ตามสถานที่ต่างๆในกรุงโรมซึ่งโรเบิร์ตและวิตตอเรียค้นหาคำกลอนปริศนาได้จากบันทึกของกาลิเลโอในหอสมุดของสำนักวาติกัน

 

 

 สิ่งที่น่าสนใจมากและนับเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งในหนังสือเล่มนี้ คือการที่แดน บราวน์สร้างสัญลักษณ์ของสมาคมลับที่เรียกชื่อว่า อิลลูมิเนติ (Illluminati) ขึ้นมา องค์กรลับนี้เป็นพวกที่ต่อต้านศาสนาจักรในกรุงโรม เพราะว่าศาสนจักรเป็นผู้ทำร้ายนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญเช่นกาลิเลโอ สมาคมลับอิลลูมิเนติจึงส่งมือสังหารมาและประกาศว่าจะฆ่าพระคาร์ดินัลสี่องค์โดยใช้หลักการของธาตุทั้งสี่คือ ดิน ลม น้ำ ไฟ (Earth, Air, Water, and Fire) โรเบิร์ตและวิตตอเรียต้องพยายามไขปริศนาเพื่อตามหาสถานที่ที่ฆาตกรจะลงมือ ด้วยความหวังว่าจะสามารถหยุดฆาตกรได้ทันเวลา

 ที่ว่าน่าสนใจก็เพราะว่า สัญลักษณ์ของสมาคมลับที่เรียกตัวเองว่า อิลลูมิเนติ นั้นเป็นตัวหนังสือแบบแอมบิแกรม (ambigram) คือ เป็นตัวหนังสือที่อ่านตรงๆหรืออ่านกลับหัวก็จะได้ข้อความเดียวกัน นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่แสดงอัจฉริยะภาพของคนออกแบบทีเดียว

    

 


ลองกลับหัวอ่านแอมบิแกรม ชื่อหนังสือนี้ดู

หลังจากที่หนังสือเล่มนี้ของแดน บราวน์ออกวางตลาด บรรดานักออกแบบก็ทำแอมบิแกรมสำเร็จรูปออกมาให้เล่นมากมาย ที่เห็นด้านบนนี้มาจากเว็บไซต์ของแดน บราวน์โดยตรง(www.danbrown.com) แอมบิแกรมของแดน บราวน์ ในนิยายนี้ มีทั้งหมด 6 คำคือคำว่า Illuminati, Earth, Air, Water, and Fire (ซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบชื่อจอห์น แลงดอน) มีความเด่นที่ตราประทับอันสุดท้ายที่รวมธาตุทั้งสี่ไว้ในตราเดียว เป็นการออกแบบที่น่าทึ่งและสวยงามมาก


 หนังสือนวนิยายของแดน บราวน์ทุกเรื่องเป็นหนังสือที่น่าอ่านเพราะว่ามีการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียดและอ้างอิงที่มาอย่างชัดเจน เมื่อหนังสือเรื่อง รหัสลับดาวินชี กลายเป็นนิยายขายดีที่สุดในโลกปัจจุบัน (มีการแปลเป็นภาษาต่างๆประมาณ 40 ภาษา และขายได้กว่า 80 ล้านเล่ม ทั่วโลก) มีผู้ฟ้องร้องแดน บราวน์ว่าลอกเลียนเนื้อหาจากงานเขียนของตนแต่แดน บราวน์ก็สามารถแสดงพยานหลักฐานได้ว่าเขาลงมือค้นคว้าจริงโดยมีภรรยาของเขาซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นผู้ช่วยค้นคว้าข้อมูล ทั้งคู่เดินทางไปยุโรปหลายครั้งและใช้เวลาในการค้นคว้าและเขียนหนังสือแต่ละเล่มประมาณสองปี

 ความน่าอ่านอีกอย่างในนวนิยายของแดน บราวน์คือการที่เขานำเอาสิ่งที่ผู้อ่านอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว (โดยเฉพาะผู้อ่านในโลกตะวันตกที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมของศาสนาคริสต์) เช่นไม้กางเขน ภาพวาดโมนาลิซ่า ฯลฯ แล้วสอดแทรกความหมายใหม่ๆให้กับสิ่งเหล่านั้น ทำให้ผู้อ่านมองสิ่งที่คุ้นเคยด้วยสายตาและความคิดที่แปลกไปจากเดิม สร้างความหมายที่แปลกใหม่ขึ้น เป็นลักษณะที่น่าทึ่งในขณะเดียวกันก็สร้างกระแสต่อต้าน จุดประเด็นโต้แย้ง และทำให้งานเขียนของเขาเป็นที่กล่าวขวัญถึงโดยทั่วไป ทั้งจากผู้ที่ชื่นชอบวิธีการเขียนและมุมมองของเขา และจากกลุ่มผู้ไม่ชอบและต่อต้านประเด็นที่เขานำเสนอ

 

Bernini 

 ในนวนิยายเรื่อง เทวากับซาตาน ก็เช่นเดียวกัน แดน บราวน์สร้างแนวเรื่องพื้นฐานขึ้นจากประเด็นโต้แย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายศตวรรษในโลกตะวันตกคือข้อโต้แย้งและสงครามเย็นระหว่างความเชื่อถือศรัทธาถ้อยคำในพระคัมภีร์ไบเบิลฝ่ายหนึ่ง และความรู้ความจริงทางวิทยาศาสตร์อีกฝ่ายหนึ่ง

 เอาเท่านี้ดีกว่า ก่อนนี้เรื่องเล่าวันนี้จะกลายเป็นบทความวิจารณ์วรรณกรรมไป ที่เล่าให้ฟังก็เพราะว่าจ่าหัวเอาไว้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเดินตามหาสัญญลักษณ์ต่างๆในหนังสือเทวากับซาตาน ของ แดน บราวน์ ก็ต้องอธิบายที่มาที่ไปของหนังสือนี้ให้ฟังกันเล็กน้อยเป็นการปูพื้นสำหรับผู้อ่านที่อาจจะยังไม่ได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์นี่เองที่ทำให้พระเอกของแดน บราวน์ต้องเดินทางมาที่นครวาติกัน เพื่อเข้าไปค้นหาปริศนาที่สมาชิกคนสำคัญของอิลลูมิเนติคือกาลิเลโอซ่อนเอาไว้ในงานเขียนของเขา โดยมีสมาชิกคนสำคัญของอิลลูมิเนติอีกคนหนึ่งคือ


Piazza de Popolo จัตุรัสโปโปโล


โบสถ์ Santa Maria del Popolo (Altar of Earthในหนังสือนิยาย เทวากับซาตาน)

เบอร์นินี ศิลปินเอกของนครวาติกัน เป็นผู้สร้างผลงานทางศิลปะที่เรียกว่า แท่นบูชาวิทยาศาสตร์ (altars of science) เอาไว้ตามจุดต่างๆทั่วกรุงโรม ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นความฉลาดและความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะของผู้เขียนที่เลือกสถานที่เหล่านี้ เพราะเป็นสถานที่สี่แห่งที่ตั้งอยู่ ณ จุดสี่จุดกลางกรุงโรมที่สามารถขีดเส้นต่อกันเป็นรูปไม้กางเขนได้ ถ้าจะบอกว่าสถานที่ตั้งของโบสถ์ทั้งสี่แห่งเป็นความบังเอิญ ก็นับว่าเป็นความบังเอิญที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักและเป็นความสามารถของผู้เขียนที่ค้นคว้าจนค้นพบ “ความบังเอิญ” นี้


 San Pietro Basilica (Altar of Wind)

 

น้ำพุตะวันตก ฝีมือเบอร์นินี ข้างหน้าที่มีกลุ่มคนยินอยู่ห้าคนนั้นยืนล้อมป้าย "ลมตะวันตก" อยู่

 แท่นบูชาวิทยาศาสตร์ (altars of science) ทั้งสี่แห่งในกรุงโรมตามที่แดน บราวน์ใช้เป็นสถานที่เกิดเหตุในนวนิยายของเขาล้วนเป็นโบสถ์ที่เบอร์นินีเป็นผู้ออกแบบและสร้างตามคำสั่งของนครวาติกัน ซึ่งแดน บราวน์ (ตามที่เขียนไว้ในนวนิยายของเขา) บอกว่าเป็นอุบายอันแยบยลของเบอร์นินีผู้เป็นสาวกอิลลูมิเนติที่สามารถแฝงตัวเข้ามารับใช้ศาสนจักร เพื่อจะได้เป็นผู้สร้างแท่นบูชาไว้ให้สมาคมอิลลูมิเนติโดยที่ศาสนจักรไม่มีทางจะรู้ได้ และเขาซ่อนคำกลอนปริศนาเอาไว้เพื่อชี้ทางให้ตามหาแท่นบูชาเหล่านี้ ซึ่งโรเบิร์ต แลงดอนและวิตตอเรียก็สามารถไขปริศนาได้จนค้นพบแท่นบูชาทุกแห่ง จากแท่นบูชาธาตุดิน ที่โบสถ์ซานตามาเรียเดลโปโปโล มาที่แท่นบูชาธาตุลมที่หน้าจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ จนพบแท่นบูชาธาตุไฟที่โบสถ์ซานตามาเรียเดลลา วิตตอเรีย และแท่นบูชาธาตุน้ำที่โบสถ์เซนต์แอกเนส ทุกแห่งฆาตกรจะฆ่าพระคาร์ดินัลแห่งละองค์เพื่อเป็นการสังเวยโดยการใช้ธาตุแต่ละชนิดตามลำดับ

 


Piazza Barberini, Triton Fountain หน้าโบสถ์ Santa Maria della Vittoria (Altar of Fire)


St Teresa in Ecstasy ฝีมือเบอร์นินีในโบสถ์Santa Maria della Vittoria (Altar of Fire)

 

 

Fountain of the Four Rivers, Piazza Navano, St Agnes in Agony (Altar of Water)

แม่น้ำทั้งสี่เป็นตัวแทนดินแดนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสันตปาปาอินโนเซนต์ที่สิบ

ได้แก่ แม่น้ำคงคา หมายถึงทวีปเอเชีย แม่น้ำไนล์ หมายถึงทวีปอัฟริกา

แม่น้ำดานูป หมายถึงทวีปยุโรป และแม่น้ำPlata หมายถึงทวีปอเมริกา

   บอกก่อนว่าตอนจบของหนังสือนี้หักมุมอย่างสนุกสนาน (แม้ว่านักอ่านนิยายสืบสวนอย่างเราพอจะเดาทางได้ก็ยังสนุกมากจริงๆ) และคาดไม่ถึงสำหรับคนหลายคน ไปหาอ่านกันเอาเองแล้วกันนะ (สนุกกว่าตอนจบของ รหัสลับดาวินชี ขอ-บอก)

 เอาล่ะ เล่าเรื่องประเทืองปัญญาแล้ว ก็มาออกเดินทางเลยแล้วกัน

 ก่อนอื่นก็เตรียมเสบียงก่อน เนื่องจากกะว่าจะเดินทั้งวัน พกของกินติดตัวไปเล็กน้อยได้แก่แอ็ปเปิลหนึ่งลูกหั่นเรียบร้อยพร้อมเสริฟ ช็อกโกแลตแท่งนึง และน้ำดื่ม ถ้าไปเจออะไรที่หน้าตาดีข้างหน้าก็อาจจะแวะกิน แต่ถ้าไม่เจอก็กินเท่าที่มีนี่แหละ ว่าแล้วก็ออกมาถามคนที่โรงแรมว่าจะไปจัตุรัสซานปิเอโตรได้อย่างไร (ภาษาอิตาเลียนพูดไม่ยาก แค่เปลี่ยนสำเนียงจากภาษาฝรั่งเศสมานิดหน่อยก็ใช้ได้ คำไหนที่มีตัว rสะกด ก็ออกเสียงรัวลิ้นเหมือน “ร” ภาษาไทยเด๊ะ ง่ายมาก คนอิตาเลียนจะดีใจถ้าเห็นเราพยายามพูดภาษาของเขา) เขาก็บอกให้เป็นอย่างดี แถมทำหน้าแปลกใจเวลาที่เราบอกขอบคุณเป็นภาษาอิตาเลียน (บอกแล้วว่าพูดได้ห้าคำ)


 ที่น่าหนักใจคือบ้านเมืองกรุงโรมเปลี่ยนไปมาก แถวจัตุรัสซานปิเอโตรนั้นเมื่อก่อนด้านหน้าจะโล่งกว้างเป็นเวิ้งใหญ่มองเห็นตัวโบสถ์ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนิน แต่ไปคราวนี้กะเหรี่ยงชะเง้อแล้วชะเง้ออีก พยายามมองหาว่าอยู่ไหนหนอ จนในที่สุดก็นั่งรถมาจนสุดทาง หาไม่เจอ ต้องยอมแพ้ไปถามคุณพี่คนขับว่า “เอ้อ...คุณพี่คะ วิหารซานปิเอโตรอยู่ที่ใดเด้อค่ะ” คุณพี่คนขับก็มองหน้าประหนึ่งจะดูว่ากะเหรี่ยงนี่มันโง่จริงหรือแกล้งโง่ แต่ด้วยนิสัยประจำชาติคน-เลี่ยนที่หยิ่งในความเป็นแมนและคุ้นเคยกับการช่วยเหลือสาวน้อยมาทั้งชีวิต คุณพี่ก็มองอย่าง (เวทนา)ปราณีแล้วบอกว่า “คุณกะเหรี่ยง ก็ที่เราผ่านมาเมื่อกี้นี่ไง ที่คนเขาลงกันจนหมดรถนั่นน่ะ ทำไมไม่ลง” ก็มันไม่เห็นมีเวิ้งๆอย่างที่จำได้นี่นาคุณพี่ ว่าแล้วกะเหรี่ยงก็ขอบคุณพี่-เลี่ยนแล้วลงเดินย้อนทางกลับไป ทีนี้ก็ใช้วิชาเดิมที่ใช้เสมอเวลาหลงทางคือเดินตามๆคนข้างหน้าไป จนในที่สุดก็มาเจอป้ายและทางเข้าจัตุรัสซานปิเอโตรแอบอยู่เบื้องหลังอาคารแถวหนึ่ง ทำเอาอึ้ง ลองนับนิ้วมือดูว่าคราวก่อนที่มากับครั้งนี้ห่างกันกี่ปี แล้วก็ปลงว่า สิ่งทั้งหลายเป็นอยู่ ดับไป ไม่เที่ยงจริงๆ เวลานานป่านนั้นจะไม่ให้เขาสร้างตึกรามบ้านช่องขึ้นมาบังเวิ้งเดิมบ้างเลยรึ ก็ยังดีที่ตึกที่สร้างในสมัยหลังพวกนี้ยังคงลักษณะสถาปัตยกรรมแบบตึกเก่าๆที่มีมาก่อน ทำให้ดูไม่น่าเกลียดเหมือนที่เห็นเกร่อในเมืองฟ้าอมรของเรา

 

 

นาฬิกาหน้าโบสถ์ ยังใช้การได้ เดินตรงมาก

 วันที่ไปจัตุรัสซานปิเอโตรนั้นได้วางแผนการไว้แล้วว่าจะไปแต่เช้า ก็ไปถึงราวๆเก้าโมงเช้า คนยังไม่มาก แต่ก็มีแถวยาวแล้ว รีบไปเข้าแถวที่นี่ไม่เก็บค่าผ่านประตูเหมือนโบสถ์ใหญ่บางแห่งในอังกฤษ แต่จะมีกล่องให้บริจาค และเวลาไปจุดเทียนสวดมนต์ก็มีกล่องให้บริจาคค่าเทียนเหมือนกัน กะเหรี่ยงก็บริจาคไปสิบยูโร เพราะรู้ว่าการรักษาโบสถ์อย่างนี้ต้องใช้เงินมาก เมื่อมาครั้งก่อน จำได้ว่าโบสถ์จะปิดตอนบ่ายสองโมงเพราะว่าไม่มีเงินจ้างคนทำงาน เดี๋ยวนี้สถานะทางการเงินคงดีขึ้น เพราะว่ารู้จักวิธีหาเงินเข้าโบสถ์ ห้องน้ำและห้องฝากของที่มีให้บริการก็ไม่คิดสตางค์ แต่วางจานรับบริจาคไว้แทน ผู้คนก็บริจาคกันทุกคน นอกจากนั้นก็มีร้านขายของที่ระลึก มีคาเฟทีเรียขายอาหาร และมีไปรษณีย์ขายแสตมป์ด้วย แสตมป์ที่นี่ก็มักจะเป็นรูปพระสันตปาปา และสถานที่บางแห่งในนครวาติกัน (มีคนมากมายอยากมาส่งจดหมายที่มีตราประทับของนครวาติกัน) นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทันยุคทันสมัยน่าชื่นชม

 ความจริงแล้วภายในมหาวิหารเชนต์ปีเตอร์ก็ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก ถ้าจะเดินวนให้รอบก็ใช้เวลาไม่นาน แต่เนื่องจากทุกจุดมีสิ่งที่น่าสนใจ สวยงามอย่างวิจิตรพิสดาร ตั้งแต่ด้านนอกเข้ามาเลยทีเดียว ทำให้อยากจะหยุดชมและหยุดถ่ายรูป จึงทำให้ใช้เวลามาก

 

 

ทหารสวิสที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในนครวาติกัน

สิ่งแรกที่เริ่มถ่ายกันเป็นต้นมาเลยทีเดียวก็คือทหารสวิสที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในนครวาติกัน ทหารเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกมาเป็นอย่างดี รูปร่างสูงสง่า (และส่วนใหญ่หน้าตาดีด้วย) แต่ที่น่าสนใจคือชุดครื่องแบบที่ดูไม่จืดจริงๆ เพราะว่ามีสีสันสวยงามตามที่ลือกันว่าได้ความคิดในการออกแบบมาจากภาพวาดของไมเคิลแอนเจโล ตั้งแต่ยุคเรอแนสซองส์ยังไงยังงั้น ไม่ได้เปลี่ยนมาเลย ตั้งกี่ศตวรรษมาแล้วล่ะ สีไม่ตกด้วย ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนยาวพอง ส่วนกางเกงเป็นทรงขาพอง (จริงๆ) เป็นริ้วสีแดงเข้มสลับสีส้มและน้ำเงิน ใส่หมวกสีม่วง ออกสีฉูดฉาดซะปานนั้น จะจืดได้อย่างไร ดีว่าสูงหล่อใส่อะไรก็ดูดี ไม่งั้นคงแย่ที่เครื่องแบบมีสีสันราวกับชุดตัวตลกเช่นนั้น

พอหายคิดถึงคุณทหารสวิสที่ไม่ได้เห็นมาซะนาน ก็เข้ามาในตัวโบสถ์ ก็ถ่ายรูปอย่างไม่อั้น เพราะว่าทุกจุดมีความหมาย และมีความงาม แม้แต่ลายหินอ่อนที่พื้นก็ยังบรรจงทำเป็นลวดลายวิจิตรพิสดาร ใช้หินอ่อนสีต่างๆกันมาทำลวดลายสารพัด บางดอกนับดูได้ตั้งเจ็ดสี ลองคิดดูว่าต้องนั่งสกัดหินเป็นชิ้นเล็กๆ ในสมัยที่ยังไม่มีเครื่องตัดหินแบบใช้ไฟฟ้า แล้วเอามาปะติดปะต่อทีละชิ้นจนเป็นรูปทรงต่างๆที่สวยงามจะต้องใช้เวลาและความเพียรพยายามสักเพียงไหน นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นศรัทธาของผู้ทำ ที่คิดว่าเป็นการทำงานเพื่อพระผู้เป็นเจ้าของเขา 

 






 

ลายพื้นหินอ่อนอันวิจิตรบรรจง



แท่นบูชาและเพดานครอบที่เรียกว่าbaldachin ฝีมือเบอร์นินี



"Cathedra Petri" and "Gloria" ฝีมือเบอร์นินีเช่นกัน


 





รูปแกะสลักจากหินอ่อนเป็นรูปพระแม่มาเรียอุ้มพระเยซูไว้บนตัก (La Pièta) โดยไมเคิลแอนเจโล

ในมหาวิหารเชนต์ปีเตอร์มีสิ่งที่น่าสนใจมากอยู่สองสามอย่างคือแท่นบูชาใหญ่ตรงกลางโบสถ์ เสาและหลังคาแกะสลักสีดำเหนือแท่นบูชา รูปแกะสลักลอยตัวผลงานของไมเคิลแอนเจโล เป็นรูปพระแม่มาเรียอุ้มพระเยซูไว้บนตัก (ซึ่งมีชื่อว่าLa Pièta) ซึ่งเป็นงานแกะสลักหินลอยตัวที่มีชื่อเสียงมากชิ้นหนึ่ง และหินอ่อนสีแดงแกะสลักเหนือประตูที่เป็นฝีมือของเบอร์นินี อีกเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมเมื่อเห็นหินก้อนหนึ่งอัจฉริยะเหล่านี้จึงเกิดความคิดว่าจะสลักหินเป็นรูปอะไรได้บ้างเช่นไมเคิลแอนเจโลที่สลักหินก้อนหนึ่งเป็นรูปพระแม่และพระบุตร หรือเบอร์นินีที่สลักหินสีแดงเป็นผ้าคลุม และหินสีขาวเป็นรูปคนเช่นด้านล่างนี้

 

 



 หินอ่อนสีแดงแกะสลักเหนือสุสานสันตปาปาอเล็กซานเดอร์ที่เจ็ด ฝีมือของเบอร์นินี

มีมือของ “ความตาย” ถือนาฬิกาทรายยื่นให้องค์สันตปาปาซึ่งคุกเข่าอยู่ด้านบน

 

"Truth" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปสลักนี้

หลังจากเดินชม นั่งชม ถ่ายรูป จนพอใจก็ถึงเวลาต้องไปต่อ ณ เวลานั้นประชาชนก็หลั่งไหลเข้ามากันจนเต็มโบสถ์เพราะว่าบรรดานักท่องเที่ยวตื่นนอนแล้วพากันออกเที่ยว ก็ออกเดินอ้อมนครวาติกันไปตามป้ายที่เขาบอกทางจนไปถึงพิพิธภัณฑ์วาติกัน ไปยังไม่ถึงก็ต๊กกะใจ แถวนักท่องเที่ยวที่มาคอยยาวมาก.....กกกก โดยปกติเวลาไปเจอแถวยาวๆแบบนี้จะเปลี่ยนใจไม่อยากคอย แต่วันนี้ตั้งใจมา เพราะว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องไปมิลาน ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาโรมอีก และอยากมาถ่ายรูปภาพวาดในพิพิธภัณฑ์ส่วนที่เรียกว่าซิสตีน แชปเปิล Sistine Chapel ก็ตกลงใจยอมเข้าแถวคอยกับบรรดาที่คอยอยู่แล้ว ฆ่าเวลาด้วยการดูนั่นดูนี่ไป หนุ่มสาวบางคู่ที่มาด้วยกัน ก็ฆ่าเวลาด้วยการคุยกันไป จุ๊บกันไป อยากถ่ายรูปมาให้ดูแต่อย่าดีกว่า....เขิน




 พิพิธภัณฑ์วาติกันก็เหมือนกันกับพิพิธภัณฑ์ใหญ่พิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลกที่เปิดให้ดูเฉพาะส่วนที่จัดแสดงไว้อย่างถาวรเพียงบางส่วน และเขาขึงเชือกเป็นเส้นทางให้เดิน จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง เดี๋ยวนี้มีบริการหูฟังที่เป็นคำอธิบายหลายภาษาให้เลือกตามความถนัด และตามชิ้นส่วนที่จัดแสดงก็ติดหมายเลขไว้ ถ้าเราเดินตามแผนที่ที่เขามีให้และฟังคำอธิบายไปด้วยก็จะได้ความรู้ดีมาก แต่ว่าเราอยากถ่ายรูปด้วยนี่น่ะซี ทำให้การฟังไม่ค่อยสนุกนัก แต่ก็นับว่าดีกว่าที่จะเข้ามาเดินดูเฉยๆอย่างไม่รู้อะไรเลย ก็เลยฟังๆหยุดๆ บางชิ้นที่เขาอยากอธิบายก็ไม่ใช่ชิ้นที่เราสนใจนัก

 

ขอยืนยันว่าเจ้าหนูคนนี้เป็นคนเดียวในสถานที่นี้ (เท่าที่สังเกตเห็น)

ที่ยืนเปลือยแล้วอวัยวะบางส่วนไม่ได้ถูกกระเทาะออกหรือเอาใบไม้มาบดบังไว้




ส่วนคุณคนนี้นั่งคิดจากฝรั่งเศสมาถึงอิตาลี ยังคิดไม่ตก

The Thinker  โดย โรแดง (Auguste Rodin)



 ห้องแผนที่ มีแผนที่สมัยโบราณมากมาย บอกให้รู้ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมันดูเพดานก่อนว่าอลังการขนาดไหน

 


ภาพวาดที่มีชื่อเสียง School of Athens เป็นภาพที่รวมนักปราชญ์ในสาขาวิชาต่างๆ จุดศูนย์กลางของภาพคือเพลโตที่กำลังเดินคุยกับอริสโตเติล วาดโดยราฟาเอล   จิตรกรแอบใส่ตัวเองไว้ในรูปด้วย (คนที่สองจากเสามุมขวา) ทั้งๆที่เขาไม่ใช่คนร่วมสมัยกับบุคคลเหล่านั้น

 

 



นี่เป็นห้องประชุมที่เรียกว่าConclave ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการชุมนุมพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่



 

ภาพวาดบนเพดานอันมีชื่อเสียงมากที่สุดในที่นี้คือภาพจากพระคัมภีร์ตอนกำเนิดโลก

The Creation เป็นภาพพระผู้เป็นเจ้าแตะมือให้ชีวิตมนุษย์คนแรก ฝีมือไมเคิลแอนเจโล

 

ภาพ Jesus และสาวกทั้งสิบสอง

 

 

ภาพวาดที่เรียกว่า The Last Judgment อยู่บนผนังด้านหนึ่งของห้องโถงใหญ่

เมื่อเห็นภาพนี้ครั้งแรก บรรดาพระคาร์ดินัลทั้งหลายอาจอยากจะกรี๊ดใส่ไมเคิลแอนเจโล เพราะว่าในภาพไม่มีใครนุ่งผ้าเลย



ผนังโดยรอบห้องนี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นบนสุดเป็นภาพวาดนักบุญต่างๆเรียงรายอยู่ ชั้นที่สองถัดลงมาเป็นภาพเหตุการณ์ต่างๆจากพระคัมภีร์ไบเบิล ส่วนชั้นล่างสุดเป็นการวาดภาพที่ฉลาดมาก คือเป็นภาพผ้าม่าน เหมือนมีม่านปิดกั้นไว้รอบห้อง ดูง่ายๆแต่สวยงาม

     กลับออกมาทางด้านหลังพิพิธภัณฑ์วาติกันผ่านสวนด้านในซึ่งอยู่ติดกับบริเวณที่เป็นคาเฟทีเรีย แล้วกลับออกมาที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ได้อย่างไรก็ไม่รู้ ถ่ายรูปอีกรอบ จากมุมมองที่ต่างจากขาเข้ามา

     หลังจากเดินและถ่ายรูปจนหมดแรงก็มานั่งชื่นชมความงามและความอลังการที่อยู่โดยรอบ เมื่อก่อนนี้จะมองเห็นแต่ความงามและความวิจิตรพิสดารที่ศิลปินต่างๆทุ่มเทฝีมือแข่งขันกัน บ้างก็ทำด้วยศรัทธาในศาสนา บ้างก็ทำเพื่อยังชีพ แต่ผลงานที่ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อเดี๋ยวนี้เวลามองแล้วชื่นชมความงามแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่ต้องสูญเสียชีวิตและน้ำตาของไพร่พลไปมากมายเพียงใดกว่าจะสร้างสถานที่อันใหญ่โตมโหระทึกเช่นนี้ได้ ว่ากันว่างบประมาณส่วนหนึ่งของการก่อสร้างมหาวิหารนี้ (ประมาณสี่สิบแปดล้านเหรียญดูกัทส์) มาจากการขายใบล้างบาปที่เรียกว่า Letter of Indulgences ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้มีผู้คัดค้านเช่นมาร์ติน ลูเธอร์ จนบานปลายกลายเป็นการแบ่งศาสนาคริสต์ออกเป็นสองนิกายในเวลาต่อมา

 ขณะที่ออกมาจากพิพิธภัณฑ์วาติกันเป็นเวลาบ่ายกว่าแล้วนั่งรถเมล์กลับไปโรงแรม เอาหนังสือไปเก็บ (ซื้อหนังสือมาอีกตามเคย สวยๆน่าอ่านทั้งนั้น และคิดเป็นเงินไทยแล้วก็ไม่แพงด้วย ถ้าไม่เกรงใจว่าต้องเดินทางไปอีกไกล อาจจะซื้อเยอะกว่านั้นอีก)

    แต่ว่ายังไม่ค่ำเลย (เดือนพฤษภากลางวันยาว กว่าจะค่ำเกือบสามทุ่ม) ก็ออกมาเดินต่อดีกว่า เมื่อวานไปหาน้ำพุเทรวีไม่เจอ วันนี้ไปหาอีกครั้งดีกว่า ออกจะคิดถึง ว่าแล้วดูแผนที่ก่อน ศึกษาเส้นทางจนพอจะเข้าใจก่อนจะออกเดินต่อ  แต่การดูแผนที่บางทีก็ไม่ค่อยช่วยอะไร เพราะว่าสถานที่จริงกับแผนที่ต่างกันมาก เนื่องจากกรุงโรมเป็นเมืองเก่ามากและมีแม่น้ำไทเบอร์ผ่ากลางเมือง (เหมือนเมืองฟ้าอุทกอมรของเรานี่แหละ) ก็จะมีลักษณะคล้ายเมืองเก่าทั่วไปคือว่าผังเมืองไม่ได้เรื่อง การจะวางผังเมืองใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะมีคนออกมาโวยวายว่าจะทำลายสถานที่และซากโบราณสถาน ฯลฯ ต่างๆนานา ดังนั้น ก็จะมีถนนวกวนเวียน มีซอกเล็กซอยน้อยมากมาย

 

เห็นป้ายบอกทางไปเทรวีแล้ว


    อย่างไรก็ตามคราวนี้แผนที่ใช้การได้ ก็นั่งรถเมล์จากหน้าโรงแรมไปที่จัตุรัสบาร์เบอรินีเลยทีเดียว ตามแผนที่ไปเลย แล้วก็เดินตามป้ายไป คราวนี้หาเจอไม่ยาก แต่ออกจะเศร้าใจ เพราะว่าน้ำพุอันงดงามกว้างขวางใหญ่โตนั้น คลายความสง่างามไปมากเนื่องจากต้องมาซุกตัวอยู่ในหลืบหลังตึกแถวมากมาย ยังดีที่ตึกใหม่ของเขายังไม่ฉีกออกจากบรรดาตึกเก่ามากนัก แต่มองเห็นได้ชัดว่าบริเวณเดิมถูกรุกเข้ามามาก

 

 ทางเข้าด้านข้างเมื่อก่อนรถยนต์แล่นเข้ามาได้สบาย

 


เมื่อมาคราวก่อนตึกแถวด้านหน้าน้ำพุเหล่านี้ยังไม่เกิด

จะเห็นน้ำพุเด่นเป็นสง่า งดงามกว่านี้

 

น้ำพุเทรวีตั้งอยู่ ณ จุดที่ถนนสามสายมาบรรจบกับ เดิมทำหน้าที่เป็นทางนำน้ำเขามาในกรุงโรมจากแหล่งน้ำที่อยู่นอกเมืองประมาณสิบสามกิโล ประมาณปี คศ. 1629 สัตปาปาเออร์บันที่แปดเป็นผู้บัญชาให้เบอร์นินีออกแบบน้ำพุใหม่เพื่อให้ยิ่งใหญ่กว่าของเดิม แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะพระองค์สิ้นชีวิตเสียก่อน

 

 

น้ำพุเทรวีเป็นงานศิลปะที่ตั้งใจสร้างให้เป็นสัญลักษณ์ มีเจ้าสมุทรยืนเด่นอยู่ตรงกลาง และมีไทรทันสองนายกำลังควบคุมรถเปลือกหอยของเจ้าสมุทรที่เทียมม้าสมุทรสองตัว ตัวหนึ่งพยศ ส่วนอีกตัวหนึ่งเชื่อง สื่อถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำที่มีทั้งยามสงบและยามคลุ้มคลั่ง รูปปั้นอื่นๆที่เรียงรายล้อมอยู่ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น



แผ่นป้ายด้านบนบอกปีที่สร้าง ผู้สร้าง และผู้บัญชาให้สร้างต่อเติมคือสันตปาปาเคลมเมนต์ที่แปด

ประมาณปีคศ. 1730 ใช้เวลาสร้างจริงๆระหว่างปี คศ. 1732 ถึง 1762

     น้ำพุเทรวีเป็นงานศิลปะที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดงานศิลปะอื่นมากมาย เป็นฉากของภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันดีน่าจะเป็นเพลง Three Coins in the Fountain ประกอบภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน


  เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องเข้ากับความเชื่อเกี่ยวกับน้ำพุนี้ ที่ว่าถ้าใครอยากจะกลับมาอีก ก็ให้หันหลังโยนเหรียญข้ามไหล่ให้ตกลงไปในน้ำพุ กิจกรรมนี้ยังมีผู้นิยมอยู่ แม้จะเห็นอยู่ว่ามีเด็กๆคอยจ้องลงไปงมเก็บเหรียญกันหลายคน (ก็อย่าโยนเหรียญแพงนักก็ได้ และโยนเอาสนุก อย่าคิดมาก)

 

http://youtu.be/ZvI09n9hMgg

 

    หลังจากถ่ายรูปจนสาแก่ใจ (อยากหายากนัก ถ่ายซะ) ก็ออกเดินทางกลับบ้าน นั่งรถเมล์สายเดิม มาแวะซื้อพาสต้า ผลไม้ และของกินเล็กน้อย กลับไปเป็นอาหารเย็น และสำหรับการเดินทางไปมิลาโนในวันรุ่งขึ้น

   เออ...แต่ว่ายังไปดูสถานที่ต่างๆที่เขียนไว้ในนวนิยายของแดน บราวน์ไม่ครบเลย สงสัยต้องหาทาง (หาเงินด้วย) กลับมาอีกทีซะแล้วเรา วันนี้เหนื่อยมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้าเช่นเคย คืนนี้เขียนโปสการ์ดแล้วก่อนนอนต้องนวดขาสักหน่อย วันนี้เดินครบสิบสองชั่วโมงพอดี

    พรุ่งนี้ไปมิลาโนกันนะจ๊ะ

 






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พี่โบเดีย วันที่ : 19/11/2011 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/borderline

มารำลึกความหลัง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Diaphragm วันที่ : 19/11/2011 เวลา : 08.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/diaphragm
http://twitter.com/moltobenegrazie

ขอไปเที่ยวด้วยคนนะครับ เที่ยวหน้าที่มิลานอยากไปดูโอโม

ความคิดเห็นที่ 1 9Charlie ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Diaphragm วันที่ : 19/11/2011 เวลา : 08.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/diaphragm
http://twitter.com/moltobenegrazie

ขอไปเที่ยวด้วยคนนะครับ เที่ยวหน้าที่มิลานอยากไปดูโอโม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน