*/
  • 9Charlie
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-10-27
  • จำนวนเรื่อง : 65
  • จำนวนผู้ชม : 180729
  • จำนวนผู้โหวต : 65
  • ส่ง msg :
  • โหวต 65 คน
ทุกข์รวมไทย ๒

เนื้อร้อง จีรนันท์ พิตรปรีชา ทำนอง ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ขับร้อง หนูมิเตอร์

View All
วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม 2555
Posted by 9Charlie , ผู้อ่าน : 3620 , 16:13:43 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว , ลูกแม่ลำดวน และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

ทัวร์สร้างญาติ ณ  ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า

            อยู่มาวันหนึ่ง คุณพี่บุญยืนแห่งมหา-ลัยท่าพระจันทร์ ก็ส่งเสียงมาบอกว่า “นี่ คุณน้องคะ ไปภูฐานกันนะ” กะเหรี่ยงสาวก็ยินดีเป็นยิ่งนักเนื่องจากว่าภูฐานเป็นดินแดนที่อยากไปมากมานานแล้ว ประกอบกับคำร่ำลือที่ว่ากันว่าประเทศนี้ไปยากบ้างล่ะ แพงบ้างล่ะ จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวบ้างล่ะ

           

            

           

            เมื่อหลายปีก่อนที่คนไทยจะได้รู้จักและชื่นชมพระจริยาวัตรของเจ้าชายจิ๊กมี (พระยศในขณะนั้น) แห่งภูฐานนั้น ภูฐานสร้างความฮืออาในสังคมโลกด้วยการประกาศจุดยืนว่า ประเทศของเขาจะวัดความก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศด้วยค่าเฉลี่ยของความสุขมวลรวมที่เรียกว่า Gross National Happiness หรือ GNH แทนที่จะสนใจวัดความก้าวหน้าด้วยค่าเฉลี่ยของผลผลิตมวลรวมหรือรายได้ประชาชาติอย่างที่ชาติอื่นๆ (รวมทั้งเมืองไทย) ใช้กันอยู่ ทำให้ภูฐานเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกและใครต่อใครก็สนใจอยากไปเที่ยวชมดินแดนแห่งนี้ แต่ภูฐานก็กลับสวนกระแสด้วยการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด และจำกัดลักษณะการมาท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัดเช่นกัน

          

สรุปว่ากะเหรี่ยงอยากไปจริงๆ แต่จะตกปากรับคำง่ายๆก็จะเสียเชิง จึงโยกโย้จนพอใจก่อนจะตกปากรับคำ คุณพี่บุญยืนบอกว่าจ่ายเงินอย่างเดียวแล้วมีคนจัดการอื่นๆให้หมด อันนี้กะเหรี่ยงก็ดีใจยิ่งนัก ปกติเวลาจะเดินทางไปไหนต่อไหนนั้นต้องจัดการอะไรต่อมิอะไรอยู่เพียงลำพัง

            ยิ่งไปกว่านั้น คุณพี่บุญยืนยังบอกว่าจะมีการนัดดูตัว.....เอ๊ย .....นัดรวมตัวกันที่ท่าพระจันทร์ เพื่อชื่นชมรูปถ่ายที่คุณน้องมอน ผู้จะเป็นหัวหน้าทัวร์ของเราเป็นผู้ถ่ายมา และเป็นโอกาสที่สมาชิกผู้จะร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ทั้งแปดเก้าคนจะได้มาทำความรู้จักกัน ในการนี้กะเหรี่ยงตกลงว่าจะพา คุณหลานชายสุดเลิฟซึ่งบังเอิญมาเยี่ยมเมืองไทยในตอนนั้นให้ร่วมเดินทางไปด้วย

          

อันว่าคุณหลานนั้นเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกันมาหลายเที่ยวแล้ว ความที่เป็นคนชอบเที่ยวพอๆกัน (และเธอพูดได้หลายภาษา ไม่เสียทีที่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ จึงเป็นการดีที่มีเธอไปไหนด้วย) แต่การจะพาคุณหลานไปด้วยต้องมีการเตรียมการเล็กน้อยเพราะว่าเธอมีโรคประจำตัว ทำให้ต้องกินยาและอาหารที่พิถีพิถันกว่าคนธรรมดาบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของชีวิตแต่อย่างใด และเวลาเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองเธอก็ไม่ได้เรื่องมากอะไร เพียงแต่อาจจะระมัดระวังเรื่องบางเรื่องกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย ดังนั้นในการจัดกระเป๋าไปภูฐานคราวนั้นจึงต้องเตรียมของบางอย่างที่คุณหลานชอบติดไปด้วย เช่น ซ็อสฝาเขียว (ขวดเล็ก) ซึ่งเธอชอบใช้ปรุงรสอาหารบางชนิด เช่น ไข่ดาวเป็นต้น เวลาแพ็คก็เอากระดาษทำครัวห่อครั้งหนึ่งก่อนจะห่อด้วยถุงพลาสติคสองชั้น แล้วใส่ไว้ในถุงเท้านุ่มๆ ไม่ว่าจะกระแทกกระทั้นอย่างไรก็จะแตกได้ยาก หรือถึงขวดจะแตกก็ไม่หกออกมาเลอะเทอะข้าวของอื่นๆในกระเป๋า ตั้งแต่พาซ็อสนี้ไปไหนมาไหนด้วยหลายแห่งในโลกนี้ ยังไม่เคยทำแตกเลยสักครั้งเดียว

    

วันที่นัดดูตัวกันที่ธรรมศาสตร์ ปรากฎว่ามากันไม่ครบคน เนื่องจากว่าญาติของคุณพี่บุญยืนฝ่ายหนึ่งที่บอกไว้ว่าจะไปด้วย เกิดป่วยกระทันหันต้องเข้าโรงพยาบาล ส่วนคุณน้องบีเธอมีงานด่วนจี๋จึงไม่ได้มาปรากฎตัว ณ ที่นัดหมาย ส่งแต่ตัวแทนของเธอคือคุณน้องจีมาเพียงลำพัง

    

    

     

สรุปว่าคณะทัวร์ของเราจึงเหลือกันเพียงเจ็ดชีวิต ได้แก่ คุณพี่บุญยืน คุณพี่ทองนิด คุณน้องจี คุณน้องบี คุณหลาน กะเหรี่ยงและคุณน้องมอนหัวหน้าทัวร์ ซึ่งวันนั้นเราก็ได้ทำความรู้จักกันสมอารมณ์หมาย และดูหน้าดูตาพูดคุยกันแล้วเห็นว่าพอจะร่วมใช้ชีวิตด้วยกันได้ในเวลาห้าหกวันที่จะต้องร่วมเดินทางกัน (มีผู้มาสารภาพในภายหลังว่า วันนั้นเห็นหน้ากะเหรี่ยงแล้วคิดว่ายัยนี้ท่าทางจะแรงส์ ......เหอ.....เหอ.....เหอ....)

      

เมื่อถึงวันที่เดินทางชาวเราก็นัดไปเจอกันที่สุวรรณภูมิ เนื่องจากเวลาที่เครื่องออกนั้นเป็นเวลาที่ไร้พระเจ้า (แปลตรงตัวจากที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า ungodly hours) คือเป็นเวลาอันไม่สะดวกทั้งปวงคือประมาณตีสี่ครึ่ง ทำให้เราต้องมาถึงสนามบินประมาณตีสอง เราต่างสงสัยกันว่าทำไมถึงต้องตั้งเวลาเครื่องออกที่แสนจะไม่สะดวกอย่างนั้น คำถามนี้ได้คำตอบเมื่อเราไปถึงสนามบินเมืองพูโรที่ภูฐาน เป็นสนามบินที่มีรันเวย์สั้นมาก

     

เท่านั้นยังไม่พอ ที่ปลายรันเวย์ยังมีภูเขาขวางอยู่ เป็นรันเวย์ที่ไม่ควรมาลงตอนแสงสว่างไม่ดีอย่างเด็ดขาด เที่ยวบินที่มาขึ้นและลงที่สนามบินนี้จึงต้องมาลงในเวลาที่ฟ้าแจ้งจางปางเท่านั้น (อันนี้เป็นข้อสรุปที่พวกเราเห็นจากเที่ยวบินและภูมิประเทศของเขา)

      ที่น่าประทับใจประการแรกคืออาหารที่แจกบนเครื่องบิน เนื่องจากเดือนที่เราเดินทางคือเดือนสิงหายน....เอ๊ย....สิงหาคม....นั้นอยู่ระหว่างเทศกาลเข้าพรรษาที่ผู้คนส่วนใหญ่ถือมังสวิรัติ อาหารกล่องที่มาแจกมีให้เลือกสองอย่างคือข้าวกับแกงกะหรี่มันฝรั่ง (หน้าตาเป็นแขกพอๆกับผู้โดยสารส่วนใหญ่ในเครื่อง) อีกอย่างคือข้าวกับพริกผัดเนยและผักอะไรอีกนิดหน่อย  ดูหน้าแล้วคงจะกินได้ดีกว่าแกงกะหรี่มันฝรั่ง ว่ากันว่าเป็นอาหารประจำชาติภูฐาน (ซึ่งต่อไปจะเห็นบ่อยมาก) รสชาติก็ไม่ต่างจากที่คาดไว้มากนัก ขนาดคุณหลานซึ่งที่บ้านเรียกกันเล่นๆว่า “ลูกฝรั่ง” เนื่องจากเธอกินอยู่เป็นฝรั่งมากกว่าใครในบ้าน ฐานที่มาอยู่เมืองฝรั่งตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ยังถึงกับออกปากว่า “เอ่อ..ข้าวกับมันฝรั่งหรือพริกผัดเนยนี่...มันแปลกไปหน่อยนะครับ....คิดถึงซ็อสฝาเขียวจัง” หลังจากเห็นอาหารบนเครื่องบินแล้ว เราก็เริ่มทำใจว่า “งานนี้มีผอมแน่นอน” แต่เราแอบเอากาต้มน้ำ บะหมี่ซอง มะนาวและพริกป่นมาด้วย ผิดนักก็ต้มหมี่กันละ

    

     อันว่าประเทศภูฐานนั้นควบคุมการเข้าออกและการเดินเล่นของนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างค่อนข้างจะเข้มงวด การเดินทางไปประเทศนี้จึงต้องมีหัวหน้าคณะทัวร์ที่ติดต่อกับบริษัททัวร์ทางภูฐาน ซึ่งจะเป็นผู้จัดรายการทุกสิ่งทุกอย่างให้ผู้เดินทาง ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบินสายการบินแห่งชาติ Druk Air ซึ่งมีอยู่สายเดียว (มีเครื่องบินรวมทั้งสิ้นสองลำ....จริงๆ) ผูกขาดการเดินทาง การขอวีซ่า การเดินทางในประเทศ ที่พัก คนขับรถนำเที่ยว ผู้นำทาง และอาหารการกินทุกมื้อ เรียกว่าผู้เดินทางจ่ายเงินอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ

    

         

     สนามบินเมืองพูโร เมื่อไปถึง

    

     คณะของเรานับว่าโชคดีอยู่มากที่หัวหน้าทัวร์คือคุณน้องมอนนั้นเคยเป็นครูไปถวายอักษรภาษาไทยให้พระเจ้าน้าของเจ้าชายจิ๊กมี และบริษัทฝ่ายภูฐานที่เป็นผู้ดูแลการเดินทางของเราเป็นพระญาติสายหนึ่ง คุณน้องมอนเคยไปอยู่ที่นั่นมาระยะหนึ่งและเคยพาคณะทัวร์เดินทางไปภูฐานมาหลายครั้งแล้ว เรียกว่าเป็นผู้ที่รู้จักประเทศนี้เป็นอย่างดีทีเดียว นอกจากนั้นเธอยังเป็นนักวิชาการที่กระฉับกระเฉง จึงสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างดี และเนื่องจากคณะของเราเป็นคณะเล็กๆ เราจึงตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าเราจะไม่ไปแบบคณะทัวร์อาชีพชนิดวิ่งกิน วิ่งนอน วิ่งขึ้นรถ วิ่งถ่ายรูป แล้ววิ่งขึ้นเครื่องกลับ แบบนั้นไม่เอา จะไปแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง คือเดินทางตามตารางที่วางไว้นี่แหละแต่จะไม่เครียด ถ้าเหนื่อยนักก็จะไปช้าๆ เนื่องจากภูฐานเป็นประเทศที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำ ทะเลมาก อากาศจะบาง เรายังไม่รู้ว่าร่างกายอันเก่าแก่ของเราแต่ละคนซึ่งเพิ่งจะเคยไปภูฐานเป็นครั้งแรกจะมีปฏิกริยาต่อภูมิอากาศเช่นไร เรื่องนี้จึงเป็นที่ตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าเราจะไปเที่ยวอย่างบันเทิงใจโดยไม่เร่งรัดตัวเองและเพื่อนร่วมทาง

      ความจริงแล้วกะเหรี่ยงเป็นห่วงทั้งตัวเองและคุณหลาน เนื่องจากเราต่างเป็นคนมีโรคส่วนตัวทั้งคู่ กะเหรี่ยงน้อยนั้นนอกจากจะเป็นโรค(ความ)ดันทุรังสูงแล้วยังเป็นโรคกลัวความสูงอย่างยิ่ง ขนาดแค่มองลงมาจากเขาหลวงราชบุรียังเป็นลมล้มพับทั้งยืนมาแล้ว ส่วนคุณหลานเป็นโรคเลือดขาวไล่จับเลือดแดงของตัวเองกินทุกวัน แต่คุณหลานยืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะว่าคุณหลานเคยบุกป่าขึ้นไปเที่ยวดอยอินทนนท์กับเพื่อนฝรั่งมาแล้วอย่างสมบุกสมบัน และยังรอดชีวิตกลับมาอย่างดี คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงจนเกินไป ข้อนี้จึงทำให้เบาใจไปส่วนหนึ่ง

       

     ท้องฟ้าเมืองพูโร มองจากที่พัก

     

     

     

      จิตรกรด้วยจิตวิญญาณ ไม่ต้องมีปริญญา

     ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือตารางการเดินทางท่องเที่ยวที่เขาส่งมาให้ดูนั้นไม่มีอะไรที่เป็นอบายมุขเลย เช่นไปดูพิพิธภัณฑ์เมืองพูโร ไปดูวัด (คือด์ซงค์ dzong ซึ่งคุณน้องมอนแปลว่ามหาปราการาม คือเป็นปราการและอารามบวกกัน) ประจำเมืองทิมพู ไปถวายน้ำมันจุดตะเกียง แวะขึ้นไปสวดมนตร์ที่โดจูลาซึ่งมีสถูปร้อยแปดองค์ ไปดูวัดประจำเมืองภูนาคาซึ่งเป็นเมืองของตระกูลวังชุก Wangchuk ของเจ้าชายจิ๊กมีและเป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกในเวลาอีกไม่นานหลังจากที่เราไปกัน (วันที่เราไปกำลังปรับพื้นที่เตรียมงานกันเลยล่ะ) และปีนเขาขึ้นไปกราบพระที่วัดบนยอดเขาซึ่งเป็นที่เคารพของตระกูลเจ้าผู้ครองนคร (เรียกว่าหกวันที่ไปอยู่ประเทศนี้ไปวัดมากกว่าอยู่เมืองไทยมาทั้งปี ชีวิตอะไรจะดีงามขนาดนั้น) ถึงขนาดว่าเมื่อตอนไปยื่นหนังสือลาราชการ เลขานุการคณะฯบอกว่า “เปลี่ยนชนิดของการลาเป็นไปทัศนศึกษาวัดดีไหมคะ ไม่เห็นไปที่อื่นเลยนอกจากไปวัดกับสำนักสงฆ์” ..นั่นซินะ....

    

     ดซงค์แห่งแรกที่ไปเยี่ยมชม (รินพุง)

    

    

    

    และก็เป็นดังนั้นจริงๆ ตลอดการเดินทางมีรายการไปวัดทุกวัน เพราะว่าวัดเป็นทุกอย่างในชีวิตของคนภูฐาน เจ้าของบริษัททัวร์ฝ่ายภูฐานบอกเราว่าศาสนาพุทธเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของชีวิต

    

     ทุกหนทุกแห่งในประเทศภูฐานมีศาสนสถานอยู่ทั่วไป มีวัด มีสถูป มีกงล้อสวดมนตร์ที่หมุนด้วยกำลังน้ำธรรมชาติ หรือกำลังลม

    

     กงล้อสวดมนตร์กลางทาง ใช้แรงน้ำธรรมชาติ

     นอกจากนั้นคนภูฐานยังถือกงล้อสวดมนตร์ขนาดเล็กติดมือไปไหนมาไหนด้วยเสมอ และเมื่อเดินผ่านวัดก็จะหยุดกราบอย่างตั้งใจ ที่ต้องกราบอย่างตั้งใจเพราะว่าในขณะที่คนไทยเรากราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ (คือกราบด้วยอวัยวะห้าส่วน) แต่คนภูฐานกราบพระแบบอัฎฐางคประดิษฐ์ คือต้องพังพาบกราบด้วยอวัยวะแปดส่วนแนบกับพื้น ตั้งแต่ปลายเท้าถึงมือที่พนมจรดไว้กลางหน้าผาก (ลองทำดูได้เลย)

     

     ไกด็วังชุกของเรา หมุนล้อก่อนอื่นเลย

           

           

           

           

           

            ที่จะเห็นบ่อยที่สุดคือธงมนตร์ซึ่งมักจะผูกปลายไม้ปักไว้หรือขึงเป็นราวทุกหนทุกแห่งที่ขึงได้โดยเฉพาะที่มีสายลมผ่าน เคยเห็นเขาขึงจากภูเขาลูกหนึ่งมาอีกลูกหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร และการปักธงมนตร์นี้ก็เพื่อให้สายลมพัดพาเอามนตราที่จารึกไว้บนผืนธงให้โบกสะบัดอำนวยพรและปกป้องคุ้มภัยให้ทุกผู้ทุกคนในแผ่นดิน

           

เมื่อแรกเห็นรู้สึกว่ารกหูรกตาแต่พอรู้ความตั้งใจของเขาก็รู้สึกนิยมศรัทธาอันมุ่งมั่นในศาสนาของเขา และทุกครั้งที่เห็นก็รู้สึกถึงความร่มเย็นและความตั้งใจดีของผู้คนที่อุตส่าห์ลำบากขึ้นไปปักหรือผูกธงเหล่านั้นไว้มากมาย

          

           

            ในระหว่างการเดินทางชายหนุ่มคนนำเที่ยวของเรา (ซึ่งเคี้ยวหมากปากแดงอยู่ตลอดเวลา) จะมีผ้าแถบยาวสีขาวติดตัวไว้ผืนหนึ่ง ทุกครั้งก่อนจะเข้าไปในเขตด์ซงค์ด้านที่เป็นวัด เขาจะจัดขยับกระโปรงที่นุ่งอยู่ให้เรียบร้อยขึ้น แล้วเอาผ้าแถบสีขาวนั้นพันห่มแบบที่เราห่มสไบ ทั้งนี้เพราะด์ซงค์เป็นสถานที่ที่เป็นวัดกึ่งหนึ่งและเป็นสถานที่ราชการอีกกึ่งหนึ่ง  สองส่วนนี้จะแยกจากกันโดยมีลานกว้างอยู่ตรงกลาง

         

            กระโปรงของผู้ชายภูฐาน (ซึ่งเรียกว่า “โกะ”) นั้นน่าสนใจมาก เพราะว่าเขาป้ายไปมาไขว้กันแล้วผูกด้วยเชือกให้หย่อนๆที่เอว ให้เป็นกระเป๋าเก็บสมบัติซึ่งใส่ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เอกสาร เงิน ของใช้ที่ต้องพกติดตัว รวมทั้งข้าวห่อ (เคยเห็นเขาควักห่อข้าวออกมาจากพุงซึ่งๆหน้า) และกระโปรงนั้นนุ่งยาวเสมอเข่าซึ่งน่าหวาดเสียวยิ่งนัก เวลาลุกๆนั่งๆอาจโป๊ได้โดยไม่ต้องตั้งใจ

           

            ส่วนผู้หญิงภูฐานนุ่งซิ่นยาวกรอมถึงซ้นเท้า แต่วิธีนุ่งไม่เหมือนคนไทยหรือคนลาวซึ่งนุ่งซิ่นป้ายหน้าด้านใดด้านหนึ่ง ผู้หญิงภูฐานนุ่งซิ่นที่ป้ายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่รู้เหมือนกันว่านุ่งได้อย่างไร พยายามจะคอยมอง แต่เขานุ่งเร็วมากจึงจับวิธีไม่ทัน

            

และแม้จะนุ่งซิ่นแต่ก็ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเดินขึ้นเขาอย่างว่องไว วันที่เราไปไหว้พระที่วัดบนยอดเขา คณะของเราใช้เวลาเดินราวๆชั่วโมงกว่า แต่สาวภูฐานเจ้าของบริษัทซึ่งนุ่งซิ่นยาวใส่รองเท้าแตะเดินขึ้นเขาล่วงหน้าไปก่อน ด้วยท่าทางและความเร็วเหมือนเราเดินขึ้นบันไดศูนย์การค้าอย่างไรอย่างนั้น ใช้เวลาเพียงสี่สิบกว่านาทีก็ขึ้นถึงวัดที่ยอดเขา แล้วโทรศัพท์ลงมาถามว่าเราขึ้นมาถึงไหนกันแล้ว ปรากฎว่าเราเพิ่งถึง “ซำแฮ็ก” ได้หนึ่งในสามเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเพราะเราพากันเดินช้าๆ ชมเมฆไม้มวลหมอกมาตามทาง (ความจริงคือไม่มีปัญญาเดินขึ้นเขาได้เร็วกว่านั้น) ทิวทัศน์สวยงามจนไม่อาจสรรหาถ้อยคำมาบรรยายได้ครบถ้วน เหมือนสวรรค์บนดินจริงๆ มีเมฆหมอกมากมายทุกแห่งหนรอบตัวเรา สมกับที่เป็น “ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า” (เราจึงรีบสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปชะล้างเขม่าควันรถที่จับปอดมาจาก กทม.) เป็นเมืองหนึ่งที่เรียกได้ว่า “แค่มาหายใจ ก็คุ้มแล้ว”

           

                    

 

 

           

            ภูมิประเทศของภูฐานเป็นเทือกเขาสูง นอกจากจะปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกทั่วทุกแห่งหน ยังมีโตรกธารน้ำไหลแรงอยู่ข้างทางที่รถผ่านเกือบตลอดเวลา ซึ่งน้ำนี้เป็นแหล่งทำเงินของภูฐานเพราะว่ากระแสน้ำแรงมากและใสสะอาด เอามาใช้กินอาบได้ดีพอๆกับเอาไปทำไฟฟ้า คนภูฐานเล่าว่ามีทั้งบริษัทอินเดียและญี่ปุ่นแข่งกันมาลงทุนให้ พระเจ้าแผ่นดินภูฐานทรงพระปรีชาสามารถและเห็นแก่ประโยชน์ของแผ่นดิน จึงทรงรักษาสมดุลย์อำนาจทางการค้าจากภายนอกไว้ได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ยินยอมให้ธุรกิจของชาติใดชาติหนึ่งมามีอิทธิพลมากจนเกินไป

           

        ระหว่างขึ้นไปวัดผ่านบ้านเจ้าชายจิ๊กมี ชะเง้อคอมองลอดรั้วฝาไม้ไผ่เข้าไปในบ้านเจ้าชาย เผื่อว่าจะได้เห็นท่านเจ้าของบ้าน

           

            

            ภาพเขียนทองอร่ามบนหน้าผาน้อยระหว่างทางขึ้นเขาไปวัด

            

             คนนี้ก็จะเอาของไปส่งที่วัด เดินไม่รอกันเล้ย

            

             เดินมานานสองนานเพิ่งได้หนึ่งในสาม พักก่อนที่ "ซำเฮ็ก"

            

            น่าจะขอยืมมาให้คนแถวบ้านเราอ่านบ้าง "คิดแต่สิ่งที่เหมาะที่ควร ก่อนจะสายเกินการ"

           

           

นี่คือภาพที่เห็นจนเจนตาเจนใจ ตลอดเวลาที่อยู่ในดินแดนมังกรสายฟ้า แม้ว่าจะเป็นหน้าร้อนนะนี่

           

            อาคันตุกะผู้เคยมาเยือนวัดนี้

           

            กราบเจ้าอาวาสแล้ว ออกมาจุดเทียนน้ำมนต์ ทำบุญกัน

            

            ได้เวลาฉันเพล พอดี....ตั้งใจมาขอข้าวพระกินสักมื้อ มีซุปด้วย เป็นมังสวิรัติแน่นอน

            เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง ถนนจึงแคบและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา มีน้ำไหลแรงอยู่ข้างทาง รถที่ใช้กันมากจึงเป็นรถตู้ขนาดสิบที่นั่ง คนขับรถมีความสามารถมากและใจเย็นอย่างที่สุด บางครั้งรถแล่นผ่านถนนที่มีสถูปตั้งอยู่กลางถนน รถของเราต้องหยุดรอให้รถจากอีกฝั่งผ่านมาก่อน บางทีไปเจอวัวนอนอยู่กลางถนน ไม่ยอมลุก คนขับก็จะคอยจนกว่าคุณวัวจะยอมเยื้องกรายลุกจากที่นอนให้รถผ่านไปได้ และบางช่วงที่ถนนแคบมากๆ ต้องเลาะไหล่เขาไป เหลือพื้นที่ห่างจากขอบล้อเพียงสามสี่ฝ่ามือ เรียกว่าคนนั่งหวาดเสียวเอาใจช่วยคนขับไปตลอดทาง

          

           ดูถนนเสียก่อน พับไปก็พับมา

           

            ด่านตรวจก่อนเข้าเมืองทิมพู

           

            คุณโชเฟอร์แสนน่ารักของเรา หล่อด้วยนะ

     เห็นคนขับรถที่นี่แล้วนึกถึงบรรดาคุณโชเฟอร์รถเมล์ในพระนครเมืองฟ้าอมรของเรา (โดยเฉพาะสายปากน้ำ) มาเจอแบบนี้คงอัดอั้นใจพิลึกที่ไม่อาจซิ่งหนีได้ หรือไม่ก็คงบีบแตรด่าวัวให้ลั่นทุ่งไปหมด แต่คนขับรถที่นี่ไม่ทำเช่นนั้น เท่าที่เห็นเธอขับรถให้นั่งห้าหกวันนั้น ไม่เคยเห็นเธอหัวเสียหรือทำหน้าตาไม่พอใจอะไรเลย คนนำทางก็เช่นกัน นับว่าคนแถวนี้ใจเย็นจริงๆ

                

                เมืองทิมพู

               

 

               

                คุณจราจรเมืองทิมพู มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งกลางถนนหลวงเลยทีเดียว ยืนรำไม่ต้องกลัวร้อน

              

               ตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง

              

              

             

              ยังใช้ตาชั่งแบบอาแป๊ะเมื่อห้าสิบปีก่อนในเมืองไทย

              

             

             

              

             

             

             

             

             

             

              ตลาดสดและตลาดของที่ระลึกในเมืองทิมพู

             

              ทะเบียนรถ

             

             ห้องน้ำในโรงแรมที่พักที่ทิมพู นอกโรงแรมไม่ต้องหา แค่ตามกลิ่นไปเป็นเจอ

            

             คนนี้ไม่มีที่นอน

            

            เมืองทิมพู หน้าตาเหมือนพิษณุโลกเมื่อหลายสิบปีก่อน

           

           นี่ก็เซ็นเตอร์พอยท์ มีวัยรุ่นเยอะมาก บางคนนุ่งยีนส์ด้วยนะ

   การเดินทางของเรานับว่าสนุกสนานอย่างยิ่งเริ่มจากวันแรกที่เราพยายามทำความรู้จักกันแต่ก็ยังเขินๆกันอยู่บ้าง ก็มีคุณพี่บุญยืนและคุณน้องมอนเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ เพราะว่าทั้งสองรู้จักทุกคนที่มาในคณะในขณะที่คนอื่นๆไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อน แต่เราก็มาค้นพบว่าแท้จริงแล้วเราอาจจะเคยเจอะเจอกันมาบ้างโดยที่ไม่ได้รู้จักกันอย่างใกล้ชิดเพราะว่าคุณน้องบีนั้นเธอได้ปริญญาตรีมาจากโรงเรียนที่กะเหรี่ยงสอนหนังสืออยู่ แถมยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับกลุ่มลูกศิษย์ที่เคยทำกิจกรรมกันมาหลายปี จึงเริ่มคุยกันรู้เรื่องเพราะว่าเรามานั่งหวนรำลึกถึงความหลังและเหล่าบุคคลที่เราต่างก็รู้จักกันดีแต่คนละแง่มุม มิหนำซ้ำยังมีรสนิยมในการฟังเพลงใกล้เคียงกันเสียด้วย แม้เธอจะเป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์แต่เธอก็ชอบภาษาฝรั่งเศสและมีเพลงโปรดภาษาฝรั่งเศสในดวงใจ และช่างบังเอิญเสียจริงว่าในขณะที่เรานั่งรถไปร้องเพลงกันไป เธอก็บังเอิญเอ่ยขึ้นว่าเธอชอบเพลงอยู่เพลงหนึ่งแต่จำได้วรรคเดียว (ชื่อเพลง L’Oiseau et l’Enfant ขับร้องโดย Marie Miriamโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเป็นเพลงโปรดของกะเหรี่ยงเช่นกัน ขนาดพกเนื้อเพลงติดตัวมาเลยทีเดียว) ทันใดนั้นกะเหรี่ยงจึงเปิดสมุดเพลงส่วนตัวที่พกติดไปด้วยแล้วร้องให้เธอฟังในทันที จึงเป็นที่ประทับใจกันและกันตั้งแต่นั้นมา เราทั้งหมดจึงคุยกันอย่างสนิทสนมมากขึ้นทั้งๆที่เพิ่งจะได้รู้จักกันวันเดียวนี่แหละ

         

         ไปเยี่ยมทะคิ่น สัตว์ประจำชาติ

         

         

         

          การแข่งขันยิงธนูเป็นกิจกรรมเอาเป็นเอาตายของชายภูฐาน

    และแล้ววันที่สองของการเดินทางคุณน้องบีก็เอ่ยขึ้นว่า “วันก่อนเห็นแถวนี้มีซ็อสฝาเขียวด้วย แต่พอจะใช้ไม่รู้หายไปทางไหน ว่าจะเอามากินกับไข่ดาวสักหน่อย” กะเหรี่ยงจึงเฉลยว่า เป็นของส่วนตัวที่แอบเอามาเองเพราะว่าคุณหลานชอบ แต่เนื่องจากเกรงใจคนอื่นไม่อยากให้ใครนึกว่าต้องกินอยู่พิเศษวุ่นวาย ก็เลยมักจะเก็บกลับไปเมื่อคุณหลานกินอาหารเสร็จ ไม่นึกเลยว่าจะมีคนอีกคนหนึ่งที่พิสมัยด้วย (คือคนอื่นๆที่นั่งกินข้าวพร้อมกันก็ไม่เคยมีใครปรารถนา) คุณน้องบีและคุณน้องจีมักจะตื่นสายกว่าทุกคน จึงไม่ค่อยมานั่งกินข้าวเช้าทันพวกเราสาวๆและหนึ่งเด็กซึ่งรีบกินแล้วออกไปเดินถ่ายรูปเล่นกัน ตั้งแต่วันนั้นมาก็ถูกคุณน้องชายทั้งสองล้อเลียนเรื่องหวงซ็อสฝาเขียวทุกวัน

        

        

         นี่เลย...จานนี้เลย....พริกหยวกผัดเนย....ของชอบ มีพริกสีแดงจัดจ้านวางไว้เผื่อใครอยากเผ็ดมาก

        

   ในระหว่างการเดินทางอาหารมื้อที่ดีที่สุดของเราน่าจะเป็นมื้อที่บ้านเจ้าของบริษัทและญาติของเขาตามเมืองต่างๆ เป็นเจ้าภาพ มีหลายมื้อที่เขาทำกับข้าวที่เป็นเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู และปลาเป็นพิเศษนอกจากอาหารที่เป็นผักต่างๆซึ่งเป็นอาหารปกติของเขา และเราก็ได้เห็นพริกหยวกผัดเนยในรูปแบบต่างๆอีกแทบจะทุกมื้อจนเกิดความชอบขึ้นมาเพราะว่ามีรสชาติเผ็ดน้อยๆแก้เลี่ยนอาหารจานอื่นๆได้ดีมาก และมักจะมีไข่เจียวด้วย คุณน้องมอนบอกว่าพวกเราเป็นคนมาสอนให้คนที่นี่ทอดไข่เจียวแบบที่คนไทยกิน ซึ่งต่างจากออมเล็ตแบบฝรั่ง ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาอาหารที่ทำมารับคณะของเรานั้นเป็นอาหารที่ปลอดสารพิษอย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นผักและผลไม้ที่ปลูกกันเองในสวนหลังบ้านของเขานั่นแหละ คุณน้องมอนเล่าว่าคนที่นี่ไม่นิยมใช้ยาเคมีในการเพาะปลูก ซึ่งเราก็จะเห็นได้จากเวลาไปเที่ยวตลาดสด ผักหญ้าที่เอามาขายหน้าตาทรุดโทรมแบบผักตามบ้าน...จริงๆ

     ที่น่าชมเชยอย่างหนึ่งคือคนที่นี่กินข้าวหมดจานแบบเรียบร้อยกันทุกคน ไม่เห็นใครกินทิ้งกินขว้างเลย ทำให้เราเกรงใจมากเวลาที่กินอะไรไม่หมด แม้ว่าเจ้าของบ้านจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตามที

     ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือคนที่นี่ไม่กินขนมอะไรจุบจิบอย่างคนไทยเลย ไม่มีลูกชิ้นปิ้ง ลูกชิ้นทอด ส้มตำ สาคูไส้หมู กล้วยทอด ฯลฯ มีร้านขายของจุกจิกแบบร้านโชห่วยที่บ้านเราเหมือนกัน แต่หน้าตาไม่น่าสนใจ มีร้านขายขนมเล็กๆข้างทางขายท็อฟฟี่ที่กวนเอง แต่ก็ไม่น่าสนใจนัก ที่แน่ๆไม่มีการกินของว่างเช้าบ่ายอย่างเราแน่นอน ทำให้รู้สึกว่าขาดอะไรไป และทำให้เข้าใจว่าทำไมคุณน้องมอนจึงต้องพกขนมต่างๆติดตัวมาแจกลูกทัวร์มากมาย

     คนภูฐานที่มีฐานะนิยมส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือที่อินเดียและที่มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองไทย ของใช้และเครื่องไฟฟ้าหลายอย่างในห้องพักที่โรงแรมนั้นเป็นของนำเข้าจากเมืองไทยทั้งสิ้น ตั้งแต่หม้อหุงข้าว พัดลม จนถึงเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว คนภูฐานหลายคนที่เราคุยด้วยบอกว่าใฝ่ฝันอยากมากรุงเทพฯเพื่อมาซื้อของและขึ้นบันไดเลื่อนตามห้างในกรุงเทพฯ

   

    

    

     เจ้าของวัดแห่งหนึ่งซึ่งเราไปแวะเยี่ยมพาพ่อของเขามารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และนอนพักอยู่ถึงสามเดือน

     

     

     เขาชวนเราเข้าไปดูห้องพักของพ่อเขาซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่เดือนก่อนที่เราจะมากัน

     บ้านนี้เป็นคณะนักแสดงที่มีชื่อเสียง มีคนในบ้านมากมายหลายสิบคน มีที่ดินกว้างขวางและมีวัดเป็นของตนเอง นอกจากนั้นยังมีห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอีกด้วย นับว่าเป็นคนมีฐานะทีเดียว (ไม่งั้นคงไม่อาจมานอนโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ได้ถึงสามเดือนแล้วยังมีขนหน้าแข้งเหลืออยู่!!!) แต่เจ้าของบ้านทำตัวธรรมดามาก ไม่ได้วางท่าเป็นคนร่ำรวยหรืออะไร บ้านช่องก็ธรรมดาไม่ได้หรูหราดูแพงไปทุกอย่างเหมือนเศรษฐีบ้านเราบางคน

ฝ่ายเจ้าของบริษัทที่เป็นตัวแทนนำเที่ยวฝ่ายภูฐานนั้น บ้านช่องใหญ่โตโอ่อ่ามาก เป็นแนวตะวันตกผสมแบบภูฐาน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนมีฐานะ ในบ้านมีญาติมากมาย และมีคณะนักแสดงด้วย

     

เราไปกินน้ำชาที่บ้านนี้ และแต่งตัวชุดประจำชาติกันอย่างสนุกสนาน

     

     

    

    

   

   

   

    หลังจากนั้นก็นั่งชมการแสดงประมาณสิบชุดจนพลบค่ำ ก่อนที่เจ้าของบ้านจะมาเชิญให้ไปกินอาหารเย็นร่วมกับครอบครัวของเขา ลูกๆเจ้าของบ้านยังออกมาเล่นดนตรีและร้องเพลงให้ฟังด้วย เป็นเด็กๆที่มีความสามารถ มีมารยาทดีมากและหน้าตาดีทุกคน

   

     อาหารค่ำ

    จะว่าไปแล้ว ภูฐานทำให้นึกถึงกรุงเทพฯสมัยที่เรายังเป็นเด็ก กรุงเทพฯเมื่อห้าสิบปีก่อนเหมือนกันมากกับภูฐานที่ไปเห็นมา ทั้งความอ่อนโยนของผู้คน ความใจเย็นเนิบนาบ บ้านเมืองที่เป็นกสิกรรม ปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง ผู้คนมีศีลมีธรรมในใจ ไม่รีบร้อนกอบโกย นับเป็นยามที่บ้านเมืองมีความสุขสงบ แม้จะมีน้ำท่วมทุกปี ทำให้ต้องเดินใส่รองเท้าแตะ หิ้วรองเท้านักเรียนใส่ถุงกระดาษไปโรงเรียน แต่ก็เพียงปีละสี่ห้าวันเท่านั้น (เพราะยังไม่มีนักการเมืองคนไหนคิดได้ว่าควรผันน้ำให้พ้นจากนาข้าวหรือที่ดินส่วนตัว จะไปท่วมบ้านคนอื่นทั้งประเทศก็ไม่เป็นไร)

            ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบประเทศที่ไปเห็นมากับเมืองไทยใหญ่อุดมของเรา โดยเฉพาะเมื่อคนภูฐานกับเรามีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง คนภูฐานมีศรัทธาในองค์พระเจ้าอยู่หัวของเขามาก (และนับถือในหลวงของเรามากด้วย เจ้าชายจิ๊กมีเคยมีพระราชดำรัสอย่างเปิดเผย ในงานรับปริญญาที่ ม.รังสิต ว่าทรงเคารพในหลวงของเรามาก)

           

             รูปนี้มีความหมายดีมาก กษัตริย์พระองค์เก่ากำลังเดินกลับไป ส่วนพระองค์ใหม่เดินไปข้างหน้า

            

            

            

            

             สถูปที่โดชูลา

             และคนภูฐานมีศรัทธาในศาสนาอย่างที่สุด ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะมีสิ่งเตือนใจให้นึกถึงศาสนา คนภูฐานจึงไม่มีท่าทีเดือดร้อนกับความแร้นแค้นบางอย่าง (ตามมาตรฐานความคิดของคนไทย) เช่นอาหารสดที่มีอย่างจำกัด พืชผักอาหารที่มีไม่กี่ชนิด ขนมนมเนยที่เทียบกับเมืองไทยไม่ได้เลย สถานบันเทิงที่หน้าตาเหมือนโรงมหรสพตามงานวัดในกรุงเทพเมื่อห้าสิบปีก่อน  ฯลฯ แต่ในท่ามกลางความขาดแคลน (??) เหล่านี้  คนภูฐานกลับมีความสุข บ้านเมืองสงบ ไม่น่าแปลกใจที่ภูฐานเน้นวัดค่าเฉลี่ยของความสุขมวลรวม มากกว่าที่จะวัดค่าเฉลี่ยรายได้หรือผลผลิตประชาชาติ

ไม่รู้ว่าคนไทยเราหันมานิยมชีวิตที่ต้องตีนถีบปากกัดตั้งแต่เมื่อไหร่ และเพื่ออะไร

           

            แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดว่าโชคดีจริงๆที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย อยู่ในบ้านเมืองอันอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องตะเกียกตะกายทำมากก็พอมีพอกิน จนบางคนไม่รู้จักเสียดายสิ่งที่มีที่เห็นอยู่รอบตัว

           

           ภูนาคาในวันแรกที่มาเห็น

          

           ภูนาคา ดซงค์ สร้างตามคติ "ยานนาวา" ในศาสนาพุทธ งดงาม ยื่งใหญ่ สมเป็นเมืองเจ้าผู้ครองนคร

          

         

          

          

          

         

         

         

          ลายที่ตกแต่งอาคารต่างๆ วิธีเขียน การใช้สี และลักษณะลาย คล้ายกับวัดในเกาหลีมากเลย

         

          ภาพกงล้อธรรมะที่ด้านหน้าวัด

         

          อากาศสดใส เย็นสบาย มีแดดอ่อนๆแต่ไม่ร้อน มีทุ่งนาฟ้าครามสายลมอ่อน และทุ่งข้าวที่งดงาม

            ที่แน่ๆ การเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะได้พบเห็นแต่ความดีงามและคนดีงามแล้ว คณะของเรายังกลายเป็นญาติกันอย่างทันทีทันใด หลังจากกลับมาแล้วยังนับญาติกันและนัดพบกันต่อมาอีกหลายครั้งจนกระทั่งทุกวันนี้

          วันนี้ตั้งใจจะเล่าแต่เรื่องดีงามในดินแดนแห่งความดีงาม จึงขอจบด้วยความดีงามอีกหลายประการในภูฐานก็แล้วกัน

 

ดอกไม้จากภูฐาน ไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่สวยดีจริงๆ

ดอกนี้เมืองไทยก็มี

ดอกนี้น่าจะชื่อ “ดาวกระจายปรองดอง” (น่าจะเป็น French marigold ชนิดหนึ่ง)

      เย็นวันแรกที่ไปวัดภูนาคาก่อนกลับรุ้งกินน้ำขึ้นทั้งๆที่ใกล้มืดแล้ว

     

     

     

     

     รุ้งกินน้ำขึ้นที่ภูนาคาตอนที่เราไปเยี่ยม ด์ซงค์ภูนาคา ในตอนเย็น ก่อนจะกลับออกมาก็เห็นรุ้งกินน้ำขึ้นอยู่นานทีเดียวจนเกือบมืด (น่าแปลกที่ไม่มีแสงอาทิตย์แต่ยังมีรุ้ง) คนภูฐานบอกว่ารุ้งกินน้ำเป็นสัญญลักษณ์ของโชคดีและว่าเรานำโชคดีมาให้

     

      คนภูฐานนิยมทำปฏิทินเป็นรูปเจ้าเช่นกัน

     

     นี่ถ่ายมาจากบ้านเจ้าของทัวร์

    

    

ขากลับ แวะโรงแรมเดิมที่พูโร หินก้อนนั้นวาดเสร็จแล้ว จากการรังสรรค์ของธรรมชาติ กลายเป็นงานศิลปะโดยมนุษ์

      

      

ในเดือนอันเป็นมิ่งมงคลนี้ ขอส่งความสุขและกำลังใจมายังญาติมิตรที่เข้ามาอ่านทุกท่าน

ขอจงเข้มแข็งอยู่ในความดีงามอันห้อมล้อมเราอยู่ทุกผู้ทุกคน

____________________________________________________________________

(ขอบคุณภาพบางภาพจากคุณน้องจี ช่างภาพมืออาชีพและนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวสุดน่ารักประจำก๊วนของเรา)

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
9Charlie วันที่ : 10/12/2012 เวลา : 23.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/9stella

คุณลุงต้าลี่.....ไปกับทัวร์แบบนี้ ตัองคอยจังหวะหน่อยค่ะ เขาไม่ได้ไปกันบ่อย
ขอบคุณที่เข้ามาชมนะคะ
เชิญอ่านเอ็นทรีอื่นด้วยนะคะ มีเรื่องเล่ามากมาย ส่วนมากไปคนเดียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 10/12/2012 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

อ่านเรื่องราวแล้ว เล่าได้สนุกและอารมณ์ดีมากเลยครับ อยากไปกับทัวร์เที่ยวกันเองแบบนี้บ้าง

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
9Charlie วันที่ : 09/12/2012 เวลา : 10.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/9stella

คุณหม่อง....เอ็นทรีนี้พี่ตั้งใจใส่รูปเลยค่ะ ตัดออกไปมากมายเพราะว่าสัญญาณไม่ดี พี่ทำหลายครั้งว่าจะขึ้นมาได้ ...เป็นบ้านเมืองที่น่าไปดูค่ะ ขนาดว่าพี่เคยไปแล้วยังอยากไปอีกเลยค่ะ คราวหน้าพี่ว่าจะไปอีกฝั่งหนึ่งของประเทศ ที่จริงเขาเป็นประเทศเล็กๆแต่ใช้เวลาเดินทางนานเพราะว่าต้องอ้อมเขา....วันที่เราเดินทางมาภูนาคานั่งรถมาสามชั่วโมงเพิ่งอ้อมเขามาได้ลูกเดียว
....ตอนนี้พี่เห็นเขาโฆษณาในช่องบลูสกายทีวี ว่ากำลังจะมีทัวร์ไปนะคะ แต่เขาจะไปเมืองที่พี่เคยไปมาแล้ว เลยว่าจะคอยไปก่อน
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 08/12/2012 เวลา : 20.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

มีภาพให้ดูอย่างจุใจจริงๆ - เดินขึ้นเขาเหนื่อยแทนพี่น้อยเลยนะครับ แต่เดินขึ้นมาแล้วก็มีความสุขที่ได้เห็นวิถีชีวิตที่แปลกตา - ภูฐานเป็นประเทศที่ผมอยากมาสัมผัสมากที่สุดเลยละครับ

ความคิดเห็นที่ 10 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
9Charlie วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 23.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/9stella

คุณชาลี..ขอบคุณอีกครั้งค่ะที่เข้ามาตอบ
ความจริงก็ทำอย่างนั้น คือเขียนเรื่องใส่ไฟล์ไว้ก่อน ทำรูปไ้ว้ (แต่เพิ่งรู้ว่าได้รูปละ300 kb นึกว่ายังได้เพียง 100kb อยู่) แต่เวลาใส่รูปแล้ว ต้องเขียนคำบรรยายภาพ พอคลิก เผยแพร่/ไม่เผยแพร่ ระบบบอกว่าให้ล็อกอินใหม่ บางทีก็บอกว่าเฉพาะสมาชิก โดนหลายครั้งแล้วค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร เสียเวลามากเลยค่ะ
แต่ไม่เป็นไร ....ตั้งใจทำใหม่
ถ้ามีเทคนิคอื่นๆที่ควรรู้ กรุณาแนะนำด้วยนะคะ ยังทำไม่ค่อยเป็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
9Charlie วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 23.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/9stella

คุณสมโชค คุณAe คุณDDGeneral คุณHayyana....ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาอ่าน เอ็นทรีนี้ชอบมากค่ะ ตั้งใจทำอยู่หลายวัน อยากให้มีคนอ่านเยอะๆ เพาะว่าใส่รูปไว้เยอะมาก


ความคิดเห็นที่ 8 9Charlie ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Ae^ วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

บ้านเขาสวยงามมากเลยค่ะ ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

เป็นประเทศที่ปรารถนาอยากไปเที่ยวที่สุดเลยครับคุณ9Charlie ขอบคุณที่นำภาพมาฝากกันครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
DDGeneral วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 21.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DDGeneral

ทริปนี้น่าประทับใจ จังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 9Charlie ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 19.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 3 คุณ9Charlie

เขียนบล็อกต้องใจเย็นๆเหมือนจิบกาแฟครับ
จะใจร้ิอนมิได้

เอาเคล็ดวิชามาฝากครับ

แนะนำเบื้องต้น : เขียนเรื่องไว้ใน notepad แล้ว save ไว้ ก่อนจะ copy มาวางในบล็อก

เตรียมภาพไว้ให้พร้อม ไม่เกิน 300k

หากเรื่องยาว ภาพเยอะ ให้เลือกไม่เผยแพร่เป็นระยะ

ก่อนที่จะ Click ไม่เผยแพร่ / เผยแพร่ ให้ copy ข้อมูลทั้งหมดไว้ในเม้าท์ก่อน ป้องกันข้อความหาย มีปัญหาระหว่างโพส

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
hayyana วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ว๊าวเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
9Charlie วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 17.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/9stella

แหม....นึกว่าจะชอบสายหมอก ....ขอบอกว่ากาแฟอร่อยขึ้นท่ามกลางสายหมอกงามตามธรรมชาติ

ขอบคุณที่เข้ามาเจิมนะคะ เอ็นทรี่นี้พยายามทำมาหลายวัน แต่ระบบบอกให้ไปล็อกอินมาใหม่ แล้วหายไปหมดเลย โมโหระบบมากเลย เพราะว่ารูปเยอะมาก กว่าจะใส่ได้ตามที่อยาก นี่ก็เลยตัดออกไปหลายรูปค่ะ วันนี้ขึ้นมาได้ดีใจมากเลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

บอกตามตรงเลยครับ
เห็นถ้วยกาแฟแล้วอยากไปจิบกาแฟที่นั่นมาก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
9Charlie วันที่ : 07/12/2012 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/9stella

วันนี้สัญญาณดีมากเลยส่งเรื่องดินแดนแห่งความดีงามขึ้นมาปลอบใจญาติมิตร ให้ช่วยกันสวดมนต์ระดมความดีงาม ส่งพลังมาช่วยชาติ ขจัดมารร้าย
ตุนกำลังกันเอาไว้....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน