• สนต้นที่เก้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-26
  • จำนวนเรื่อง : 96
  • จำนวนผู้ชม : 173219
  • ส่ง msg :
  • โหวต 60 คน
สนต้นที่เก้า
ต้นสนต้นที่เก้า มาบอกเล่าประสบการณ์ อันเรื่องราวที่ผันผ่าน มาเปิดม่านให้ท่านชม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/9th-pinetree
วันเสาร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551
Posted by สนต้นที่เก้า , ผู้อ่าน : 3683 , 04:41:41 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แม้ในสัปดาห์นี้จะมีข่าวมากมายที่ทำให้ผมและหลายคนต้องคอยติดตามกันอย่างใกล้ชิด  แต่ข่าวที่ผมสนใจที่สุดข่าวหนึ่งก็คือข่าวการจะประกาศเอกราชของโคโซโว  ซึ่งผู้ติดตามการเมืองระหว่างประเทศคงจะทราบดีว่าพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองมาตั้งแต่อดีต  การประกาศเอกราชที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้(17 ก.พ.) คงจะเป็นเรื่องราวธรรมดาหากรัสเซียและเซอร์เบียไม่ออกมาคัดค้านเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน  แม้จะได้รับการรับรองจากสหรัฐฯและสหภาพยุโรป  การส่งสัญญาณของรัสเซียจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง  วันนี้ขอนำท่านเข้าสู่เรื่องราวของ "โคโซโว" ดินแดนที่ถวิลหาความสงบ เพื่อที่ทุกท่านจะได้เข้าใจที่ไปและที่มาของดินแดนแห่งนี้  ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมันดำเนินมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร

โคโซโวเป็นดินแดนน่าสงสารแห่งหนึ่ง  แม้จะมีประวัติอันยาวนานนับตั้งแต่ยุคสมัยไบเซ็นไทน์ซึ่งเมื่อก่อนใช้ชื่อว่าดาร์ดาเนีย  ต่อมาในปี 850 ได้อยู่ในการปกครองของอาณาจักรบัลกาเรีย และได้กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของไบเซ็นไทน์อีกครั้งในปี 1018  ในช่วงนั้นเกิดการพยายามหลายครั้งที่จะแย่งดินแดนต่างๆคืนจากชาวเซิร์บ  ในสุดที่อาณาจักรเซอร์เบียก็ได้ครอบครองโคโซโวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1208 ซึ่งเป็นสมัยของสเตฟาน เนมันยาแห่งราชวงศ์เนมานยิก  ซึ่งโคโซโวก้ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมือง  ศาสนาและวัฒนธรรมของราชอาณาจักรนี้ไป  ราชอาณาจักรเซอร์เบียได้ถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 1346 ในยุคที่สเตฟาน ดูซานได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ของชาวเซิร์บ วลัคส์  กรีก และอัลบาเนียโดยควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของกรีกได้  แต่เมื่อเขาเสียชีวิตทุกอย่างก็ถึงจุดเปลี่ยนแปลง  กลุ่มอำนาจเก่าต่างๆก็พยายามแย่งชิงอำนาจของตนคืนมาก  จนทำให้เปิดช่องทางการเข้ามารุกรานของจักรวรรดิ์จักรออตโตมัน

โคโซโวตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรออตโตมันหลังจากการล่มสลายของราชอาณาจักรเซอร์เบียในปี 1459  ซึ่งการมาของออตโตมันนั้นได้นำเอาศาสนาอิสลามเข้ามาพร้อมกันด้วย  หลังจากนั้นโคโซโวก็ต้องตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย ในปี 1683  เมื่อออสเตรียชิงเมืองดังกล่าวไปได้  สงครามครั้งนั้นออสเตรียได้รับการสนับสนุนจาก  อัลบาเนีย    แต่ต่อมาในปี 1690 ออตโตมันก็ได้โซโวคืน  ในการกลับมาครั้งนี้ของออตโตมันทำให้ชาวเซิร์บจำนวนมากต้องอพยบหนีไปพร้อมกับผู้นำ  ส่วนพวกที่เหลือก็เข้ารับอิสลามและได้ผสมกลมกลืนกับกลุ่มชาติพันธ์อื่น  ออตโตมันก็ได้ล้มล้างระบบเดิมๆออกไป  ชาวอัลบาเนียนที่นับถือศาสนาอิสลามก็ได้มีตำแหน่งสำคัญๆในโคโซโว  ว่ากันว่าการเข้ารับอิสลามยังทำให้จ่ายภาษีแก่รัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  การปกครองของออตโตมันต่อโคโซโวยาวนานเกือบห้าศตวรรษด้วยกัน

 

หลังจากนั้นโคโซโวก็ยังไม่สงบเพราะกลุ่มชาวเซิร์บได้พยายามที่จะแย่งเอาดินแดนต่างๆที่เคยปกครองคืนจากออตโตมัน  ในปี 1878 ได้มีการทำข้อตกลงสัติภาพซึ่งมีผลทำให้เมืองพริสตินา และ โคโซฟกา มิโทรวิกาต ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเซอร์เบีย  ส่วนเขตที่เหลือของโคโซโวให้อยู่ในการปกครองของออตโตมัน  หลังจากนั้นชนเชื้อสายอัลบาเนียนได้สร้างแนวร่วมของตนขึ้นมาเพื่ออยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน  โดยได้มีแกนนำชาวอัลบาเนียจากโคโซโว และมาเซโดเนียตะวันตกเข้าร่วมประชุมหารือกันเพื่อปกป้องกลุ่มของตนจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ  ทั้งนี้ได้ตั้งสันนิบาตแห่งปริซเรนขึ้นในปีเดียวกันเพื่อเป็นการรวมชนเชื่อสายอัลบาเนียไว้ด้วยกันภายใต้ร่มเงาของจักรวรรดิ์ออตโตมัน  การกระทำในครั้งนี้ทำให้ชาวคริสเตียนเซิร์บต้องอพยพหนีขึ้นไปทางตอนบน  ต่อมาเซอร์เบียได้ร้องต่อผู้นำโลกเพื่อกดดันให้ออตโตมันยอมทำตามข้อตกลงในเรื่องดินแดนที่ก่อนหน้านี้ออตโตมันเลี่ยงที่จะทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้  ในที่สุดออตโตมันก็ต้องยอมทำสงครามกับกองทัพอัลบาเนีย  หลังจากนั้นสามปี ออตโตมันจึงได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด  การกระทำดังกล่าวทำให้สนธิสัญญา ซาน  สเตฟานได้ปฏิบัติตามข้อตกลงอีกครั้ง  ผลจากสงครามทำให้พื้นที่ของอัลบาเนียส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้ออตโตมัน  และกองทัพเซิร์บต้องถอนกองกำลังออกจากโคโซโวเช่นกัน  ท้ายที่สุดก่อนสิ้นศตวรรษที่ 19 ชาวอัลบาเนียก็ได้เข้าไปแทนที่ชาวเซิร์บในโคโซโว

แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมันสันนิบาตปริซเรนก็ยังต้องการให้รวมเขตที่มีประชากรอัลบาเนียทั้งสี่เขตเข้าด้วยกันให้เป็นรัฐอัลบาเนียภายใต้จักรวรรดิ์ออตโตมัน  แนวคิดตังกล่าวก็ถูกคัดค้านจากกลุ่มยังเตริกในออตโตมันและชาวเซิร์บที่มีอยู่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นในตอนนั้น  แม้มีการจราจลเกิดขึ้นบ้างแนวคิดดังกล่าวก็ไม่เกิดผล

ต่อมาในช่วงสงครามบัลขานปี 1912  พื้นที่ส่วนใหญ่ของโคโซโวตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรเซอร์เบีย ส่วนพื้นที่ในเขตเมโทหิจาตกอยู่ภายใต้ราชอาณาจักมอนเตนิโกร  หลังจากนั้นชาวเซิร์บจากที่ใกล้เคียงก็อพยพเข้าสู่โคโซโวเพื่อที่จะเอาโคโซโวกลับคืนมาอีกครั้ง  ในทางกลับกันชาวอัลบาเนียก็หลบหนีออกไปอยู่ตามที่ต่างๆ  จากการประชุมคณะทูตที่ลอนดอนในปีเดียวกันซึ่งเซอร์ เอ็ดเวิร์ด  เกร์เป็นประธาน โคโซโวได้ถูกรับรองให้อยู่ใต้การปกครองของราชอาณาจักรเซอร์เบียและมอนเตนิโกร

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 1915-1916 กองทัพเซอร์เบียได้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับจากเนื้อมือของออสเตรีย-ฮังการี  ทำให้กองทัพเซอร์เบียต้องถอยออกจากโคโซโว  การถอยทัพของเซอร์เบียในครั้งนี้ทำให้โคโซโวต้องตกไปอยู่ภายใต้การครอบครองของบัลกาเรีย  และ ออสเตรีย-ฮังการี  ชาวอัลบาเนียก็ถือโอกาศสนับสนุนอำนาจใหม่ทันที  ในช่วงนี้มีการเปิดโรงเรียนของชาวอัลบาเนียขึ้นมาใหม่อยากมากมาย  ส่วนโรงเรียนแบบเซิร์บก็ถูกปิดไปมากเช่นกัน  หลังจากนั้นในปี 1918 เซอร์เบียก็มายึดโคโซโวคืนได้  ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 กลุ่มประเทศดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นราชอาณาจักรเซิร์บ  โครเอ็ท และ สโลเวเนีย ในวันที่ 1 ธันวาคมปี 1918 ซึ่งพวกเขาได้รวมเอาดินแดนที่ได้รับมาจากชัยชนะไว้ด้วยกัน

ในสมัยราชอาณาจักรใหม่นี้โคโซโวถูกแบ่งเป็นสี่ส่วน  สามส่วนอยู่ในเซอร์เบีย (ซเวคาน โคโซโว และ เมโทหิยาทางตอนใต้) หนึ่งส่วนอยู่ในมอนเตนิโกร (เมโทหิยาทางตอนเหนือ)  ต่อมาเมื่อ 26เมษายน ปี 1922 โคโซโวก็ถูกแบ่งย่อยเป็นสามเขตด้วยกันคือ โคโซโว ราสเซีย และ เซตา    ในปี 1921 ผู้นำชาวอัลบาเนียได้ร้องเรียนต่อสันนิบาตชาติว่าชาวอัลบาเนียถูกฆ่าตายกว่า 12000 คน  และถูกกักขังอีก 22000 คน และพวกเขายังเรียกร้องให้มีดินแดนที่มีแต่ชาวอัลบาเนียน  ผลที่ตามมาคือพวกเขาได้ก่อตั้งขบวนการติอาวุธที่มีชื่อว่ากาชัคมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรัฐชาวอัลบาเนียขึ้นมา

ต่อมาในปี 1929 ราชอาณาจักรดังกล่าวก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย  โคโซโวก็ถูกแบ่งอีกคือ เซตา มอโรวา และวาร์ดาร์  ราชอาณาจักรดังกล่าวสิ้นสุดลงไปหลังจากการรุกรานของฝ่ายอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1941  ดินแดนส่วนใหญ่ของโคโซโวได้ตกอยู่ในการปกครองของกลุ่มฟาสซิสอัลบาเนียที่ควบคุมโดยอิตาลี  และอีกส่วนที่เล็กกว่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของซาร์แห่งบัลกาเรีย  ส่วนเซอร์เบียนั้นตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนาซีเยอร์มัน  หลังจากอิตาลียอมแพ้สงครามในปี  1943 โคโซโวจึงตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของเยอร์มัน  แต่หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปีโคโซโวก็ได้เป็นอิสระจากเยอร์มัน  และได้รวมเข้าเป็นจังหวัดหนึ่งของเซอร์เบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยยูโกสลาเวีย

แม้ว่าการร่วมอยู่ในสาธารณรับใหม่โคโซโวจะได้รับสิทธิปกครองตนเอง  แต่ในทางปฎิบัติก็ไม่ได้เป็นดังนั้น  การได้รับสิทธิในการปกครองที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนชื่อยูโกสลาเวียและเซอร์เบียไปเป็น สหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย  และสาธารณรัฐสังคมนิยมเซอร์เบีย ในปี 1960   ต่อมาตามรัฐธรรมนูญ  ปี 1974 ทำให้จังหวัดสังคมนิยมที่ปกครองตนเองโคโซโวได้รับอำนาจในการปกครองตนเองเพิ่มขึ้น  โดยการมีตำแหน่งสูงสุดอย่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี  พร้อมกันนี้ยังมีตำแหน่งในรัฐบาลกลางอีกด้วย  ต่อมาติโตได้ทำให้อำนาจของเซอร์เบียน้อยลงเพื่อผลประโยชน์ของยูโกสลาเวีย  การนี้ยังผลให้  วอจโวดีนาและโคโซโวกลายเป็นดินแดนที่มีอำนาจปกครองตนเองเพิ่มมากขึ้น  จนทำให้ภาษาราชการที่ใช้ในสหพันธรัฐมีทั้ง เซิร์บ โครเอท  อัลบาเนียและตุรกี

ในปี 1981 นักศึกษาอัลบาเนียได้ประท้วงเรียกร้องให้โคโซโวยกฐานะเป็นสาธารณรัฐภายใต้การปกครองของยูโกสลาเวีย  ซึ่งการเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากยูโกสลาเวีย  ต่อมาในปี 1986 สถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์และศิลปะแห่งเซอร์เบียได้จัดทำเอกสารที่เรียกว่าบันทึกซานูเพื่อนเตือนประธานาธิบดีถึงความขัดแย้งที่มีอยู่และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น  ซึ่งบันทึกดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมากต่อแนวคิดของชาวเซิร์บ  นายศโลโบดาน  มิโลเซวิคได้อาศัยเรื่องดังกล่าวและช่วงเวลาที่เหมาะสมจนทำให้เขาก้าวขึ้นมามีอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเซอร์เบียโดยการมุ่งประเด็นสนใจไปยังโคโซโว  ซึ่งต่อช่วงปลายยุค 80 (1989) มาเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันเป็นผลให้หยุดการให้สิทธิในการปกครองตนเองของโคโซโวและ วอจโวดีนาต้องจบลงไป

หลังจากการลดฐานะการปกครองตนเองของโคโซโว  ชาวอัลบาเนียนได้ก่อตั้งขบวนการสันติวิธีเพื่อเป็นเอกราช  ซึ่งชาวอัลบาเนียจะควำบาตรทุกกิจกรรมของรัฐ  ทั้งนี้พวกเขาได้สร้างโรงเรียนและสถาบันทางการเมืองขึ้นมาเอง  ในวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1990 รัฐสภาของโคโซโวได้ประกาศให้โคโซโวเป็นเอกราช  อย่างไรก็ตามมันไม่ได้มีการรับรองจากชาติอื่นๆ  ในอีกสองปีต่อมารัฐสภาก็ได้จัดให้มีการลงประชามติที่มีนานาชาติร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์แต่ไม่ได้เป็นการรับรองจากนานาชาติอย่างเป็นทางการ  ผลปรากฎว่ามีคนมาลงคะแนนทั้งสิ้นกว่า 80 เปอร์เซ็น  และ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ลงความเห็นให้โคโซโวเป็นเอกราช

หลังจากมีข้อตกลงเดตันในปี 1995   ชาวอัลบาเนียนได้ตั้งกลุ่มกองกำลังปลดปล่อยโคโซโวขึ้นมา  โดยใช้ยุทธวิธีกองโจรเข้าต่อกรกับกองกำลังของเซอร์เบีย  หลังจากนั้นในปี 1998 ชาติตะวันตกเริ่มที่จะเข้ามากดดันรํฐบาลเซอร์เบียโดยให้ลงนามเพื่อหยุดการโจมตีและให้ถอนกองกำลังออกไป  โดยจะมีตัวแทนจากชาติตะวันตกคอยสังเกตการณ์ในการถอนกำลังดังกล่าว  แต่การหยุดยิงก็เกิดขึ้นได้ไม่นานการปะทะของทั้งสองฝ่ายก็เกิดขึ้นอีกที่เมืองราซัก  ซึ่งทางทางสหภาพยุโรปได้ส่งตัวแทนมาเพื่อสืบสวนกรณีย์ดังกล่าว  จากกรณีย์การฆ่ากรรมหมู่ชาวอัลบาเนียที่เมืองราซักทำให้สหภาพยุโรปพยายามให้ยูโกสลาเวียยอมลงนามในข้อตกลงที่เตรียมไว้แต่ยูโกยังปฏิเสธ

นาโตจึงเปิดฉากการกดดันทางทหารในยุทธการ 78 วัน ปี 1999 โดยมุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหารในโคโซโว  ต่อมาก็ขยายไปสู่ทั่วทั้งยูโกสลาเวีย  โดยเป้าหมายจะเป็น  สะพาน  โรงไฟฟ้า  โรงงาน  สถานีโทรทัศน์  ไปรษณีย์ และตึกทางราชการต่างๆ   ในช่วงนี้คนเชื้อสายอัลบาเนียนับล้านได้อพยพออกจากโคโซโว  และส่วนหนึ่งก็เสียชีวิตจากการปะทะกันดังกล่าว  นอกจากนี้ยังมีการฆ่ากรรมหมู่ชาวอัลบาเนียเกิดขึ้นในหายแห่งเช่น คัสกา โปดูเจโว  เวลิกา ครูซา  ซึ่งกระทำโดยฝ่ายกองกำลังเซอร์เบีย  และในการโจมตีครั้งนั้นกลุ่มกองกำลังเซิร์บก็มุ่งทำลายสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวอัลบาเนียด้วย โดยการทำลายมัสยิดไปถึง 200 กว่าแห่ง  แต่หลังสงครามก็มีการทำลายโบสคริสต์เหมือนกัน

 

หลังจากสงครามสิ้นสุด  สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติข้อตกลงที่ 1244 โดยให้โคโซโวอยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ และ KFOR หรือกองกำลังเพื่อสันติภาพที่นำโดยนาโต   หลังจากนั้นกลุ่มเชื้อสายอัลบาเนียก็โจมตีกลุ่มเชื้อสายอื่นทันที โดยเฉพาะเชื้อสายเซิร์บ  ทำให้คนเหล่านั้นจำนวนมากต้องอพยพออกจากโคโซโวไป  ในปี 2001 ยูเอ็นได้ประกาศกรอบรัฐธรรมนูญของโคโซโวเพื่อที่จะจัดตั้งสถาบันต่างๆให้เกิดขึ้นมา  และได้มีการเลือกตั้งในปลายปีนั้น  ต่อมาในปี 2004 ได้มีการปะทะกันทางเชื้อชาติที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโคโซวา  มีการทำร้ายซึ่งกันและกัน  เกิดจราจลไปทั่วเมือง  หลังจากนั้นตำรวจโคโซโวได้ก่อตั้งทีมพิเศษเพื่อจัดการเรื่องดังกล่าว 

และหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา(17 พฤศจิกายน 2007)นายฮาชิม  ทาชิได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของโคโซโว  เขาได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ที่จะประกาศเอกราชให้กับโคโซโว  ซึ่งคาดว่าการประกาศดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้  โดยมีสหรัฐฯและสหภาพยุโรปสนับสนุนการกระทำดังกล่าว  แต่ทว่ามีเสียงคัดค้านดังมาจากผู้นำหมีขาวผู้ซึ่งจะลงจากตำแหน่งในไม่อีกกี่วันข้างหน้านี่ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติซึ่งเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว  และจะไม่รับรองคำประกาศดังกล่าวที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่จะมาถึงนี้  นอกจากรัสเซียแล้วยังมีอีกประเทศที่ออกมาประกาศต่อต้านการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจนก็คือเซอร์เบียซึ่งแม้จะเสนอญัติดังกล่าวให้กับสหประชาชาติเพื่อทบทวนเรื่องดังกล่าว  แต่การที่ลูกพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯออกมาสนับสนุนด้วยแล้วเรื่องดังกล่าวก็ยากที่จะทัดทาน  เราต้องติดตามดูกันต่อไปว่าสุดท้ายเรื่องราวของประเทศที่น่าสงสารนี้จะลงเอยเช่นใด  แม้บทเรียนจากประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้จักความผิดพลาดในอดีต  เราก็มักจะตกหลุมพลางแห่งความผิดพลาดนั้นซำแล้วซำเล่า  แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ยังมีค่าแก่การจดจำ

 

สนต้นที่เก้า

ภาพประกอบจาก

http://img.timeinc.net/time/daily/special/kosovo/maps/kosovomap.gif

เนื้อหาโคโซโวแปลและเรียบเรียงมาจากวิกีพีเดีย




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เสลดพังพอน วันที่ : 16/02/2008 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jummum

แค่เพียงความต้องการของคนไม่กี่คนแต่นำพาให้หลายชีวิตต้องทุกข์ทรมาน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
feng_shui วันที่ : 16/02/2008 เวลา : 07.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ขอความสงบ มาสู่โคโซโว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chaiyassu วันที่ : 16/02/2008 เวลา : 05.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

สำรวจข้อมูลหลาย ๆ entry แล้ว ได้ความรู้ดีมาก แล้วจะแวะมา (แอบ) อ่านเรื่อย ๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chaiyassu วันที่ : 16/02/2008 เวลา : 05.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

-วันนี้แวะมาอ่าน
-ขออนุโมทนาสำหรับข้อมูลความรู้ระหว่างประเทศ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  



[ Add to my favorite ] [ X ]