• กฤตบวรวิชญ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-15
  • จำนวนเรื่อง : 57
  • จำนวนผู้ชม : 68816
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
นางฟ้า"พู่ไหม"
ลูก คือ กล่องดวงใจของ พ่อ ลูก คือ จิตวิญญาณของ แม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/AOT
วันอังคาร ที่ 22 มกราคม 2551
Posted by กฤตบวรวิชญ์ , ผู้อ่าน : 1224 , 11:50:35 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จิตใต้สำนึก

อากาศยังคงร้อนเหมือนทุกวันในช่วงเดือนนี้  แม้ฝนจะตกลงมาบ้าง ก็คงแค่ประปราย น้ำฝนดูมีปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับหน้าดินที่ร้อนระอุ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากคำโบราณที่ว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ปีนี้ฝนมาช้ากว่าปีก่อนๆ ที่นาบางที่มีการไถพลิกหน้าดิน รออยู่ก่อนแล้ว จนดินที่ตากรออยู่แห้งแข็งยังกับซีเมนต์

ชาวนาบางคนตัดสินใจล้มเลิกอาชีพที่บรรพบุรุษให้มา เพราะทนต่อฤดูกาลที่ไม่แน่นอนไม่ไหว ระยะเวลาที่เคยใช้ในการกำหนดการ ไถ คราด หว่าน ดำ และเก็บเกี่ยวตามระบบของคนรุ่นก่อนนั้น ปัจจุบันนี้ไม่สามารถที่จะยึดถือเป็นปฏิทินอาชีพได้อีกต่อไป  ความไม่แน่นอนของฤดูกาลยังส่งผลกระทบต่อไปยังผลผลิตข้าวอีกทอดหนึ่ง หากปีไหนแห้งแล้งมากๆต้นข้าวก็จะเหี่ยวแห้งตาย ส่วนที่เหลือรอดมาได้ก็เป็นต้นข้าวที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งผลผลิตที่ตามมาในภายหลังก็จะได้เป็นเมล็ดพันธ์ที่ลีบและมีคุณภาพต่ำ บางปีโชคร้ายหนักเข้าไปอีกเพราะมีมรสุมน้ำหลากเอาช่วงที่ข้าวกำลังสุก ทั้งเมล็ดข้าวและต้นข้าวก็หลุดลอยไปตามกระแสน้ำ ปล่อยให้ชาวนาได้แต่นั่งมองดูท้องทุ่งนาของตนที่กลายสภาพเป็นท้องทะเล อยู่อย่างสลดหดหู่

เมื่อเป็นเช่นนั้นชาวนาหลายคนจึงเลือกที่จะผันกายไปประกอบอาชีพอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า หลายคนหันมาใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองด้วยการซื้อข้าวจากร้านค้ามากิน อาจจะ สะดวกสบาย แต่ข้าวที่กินก็คงจะไม่อร่อยลิ้นเท่ากับข้าวที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของตนอย่างแน่นอน

ผลกระทบที่ได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อมจากธรรมชาติ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของหลายสรรพสิ่ง น้ำในลำคลองสายนี้ก็เช่นกัน อากาศที่ร้อนทำให้ปริมาณน้ำลดลงอย่างมาก สายน้ำหยุดนิ่งหงอยเหงาและมีสีขุ่นข้น เนินทรายโผล่ร่างขึ้นเป็นทอดๆ  หลุดพ้นจากการคลอบงำของสายน้ำมาชั่วขณะ ในบริเวณน้ำตื้นตะไค้เริ่มขยายพันธุ์ขึ้นอย่างหนาแน่น พวกปลาเล็กปลาน้อยก็พากันมาอาศัยบารมีเป็นที่หลบซ่อนแอบอิงกายและหาอาหาร

ลำคลองสายนี้เปรียบได้ดังสายเลือดหลักที่ทอดผ่านท้องทุ่งแถบนี้มานาน คอยเอื้อประโยชน์มากมายให้สรรพสัตว์ที่สัญจรไปมาและอาศัยอยู่ ได้ใช้ดื่ม ใช้อาบ และหาเลี้ยงชีพ ในอดีตลำคลองสายนี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาน้ำจืดหลายชนิด หลากสายพันธุ์ มาอาศัยรวมกันอยู่อย่างชุกชุม และความสมบูรณ์เหล่านั้นยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้จำนวนปลาจะลดน้อยจากอดีตไปมากแต่ก็ยังถือว่าเป็นลำคลองที่มีปลามากที่สุด เมื่อเทียบกับลำคลองสายอื่นในบริเวณใกล้เคียง เพราะมันเป็นลำคลองที่มีปริมาณระดับน้ำมากที่สุด  แม้ในฤดูแล้งน้ำที่นี่ก็ไม่เคยแห้งขอด  อีกทั้งแถบแถวริมตลิ่งตลอดแนวลำคลอง ก็อุดมไปด้วยต้นไม้หลากชนิดที่ปักรากแตกหน่อเคียงคู่มากับลำคลองสายนี้นานหลายปี จนก่อให้เกิดเพิงให้ปลาได้เข้าไปอยู่ หลบซ่อน อาศัย

แต่บางครั้งชื่อเสียงก็นำมาซึ่งความวุ่นวาย ลำคลองสายนี้ก็เช่นเดียวกัน การได้มาซึ่งชื่อเสียงนำพาให้เหล่าพรานมัจฉาแวะเวียนมาล่าเหยื่ออย่างไม่ขาดสาย ยิ่งช่วงฤดูน้ำลดเช่นตอนนี้ก็ยิ่งมีการล่าอยู่ตลอดไม่เว้นแต่ละวัน วิธีการล่าของนักล่าแต่ละพวกจะไม่เหมือนกัน บางพวกใช้เครื่องมือการล่าที่มีการใช้มาตั้งแต่นมนาน เช่น เบ็ด กัด ไซ แหซึ่งมีศิลปะในการล่า และพวกเขาเหล่านั้นจะนิยมล่าแต่พอกิน ไม่โลภมาก ส่วนนักล่าอีกพวกที่เป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น จะนิยมใช้วิธีการล่าที่แปลกๆเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการซ๊อตด้วยไฟฟ้า วางยา ระเบิด  พวกนี้นิยมล่ากันตอนกลางคืนเพราะเป็นยามที่ปลอดตาคน แม้จะได้ปลามากมายแต่ก็ได้มาด้วยวิธีการสกปรก

 

ผมเดินเรียบลำคลองมาเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งซึ่งมีวัยรุ่นสามคนกำลังหาปลาอยู่ในลำคลอง ผมอดที่จะแวะดูการหาปลาของวัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่ได้ เพราะปกติแล้วในช่วงเวลากลางวันเช่นนี้จะไม่ค่อยมีวัยรุ่นมาหาปลากันมากนัก ผมเลือกที่จะนั่งยองๆแล้วมองดูพวกเขาอยู่บนฝั่ง วัยรุ่นคนหนึ่งหันมายิ้มให้  เมื่อเห็นผมนั่งมองพวกเขาอยู่ ซึ่งนักล่าเหล่านั้นไม่ใช่ใครที่ไหน  เป็นเด็กในหมู่บ้านนี่เอง

                การล่าเพิ่งเริ่มต้น พวกเขาใช้กัดตาถี่ล้อมรอบบริเวณเพิงที่เป็นเป้าหมาย จากนั้นวัยรุ่นคนหนึ่งก็เข้าไปอยู่ด้านในวงล้อมของกัด โดยมีถุงที่ใส่ผงสีขาวๆเข้าไปด้วย ส่วนอีกสองคนก็แยกกันเฝ้าดูอยู่คนละด้านของหัวและท้ายกัด เพื่อคอยดักจับปลาที่จะวิ่งเข้ามาชนและติดกัด ส่วนบริเวณลูกทุ่นของกัดนั้น ถูกยกขึ้นไปเกี่ยวไว้กับกิ่งไม้เพื่อกันไม่ให้ปลาบางตัวกระโดดข้ามพ้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อม วัยรุ่นที่เข้าไปอยู่ในวงล้อมก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตน เขากำผงสีขาวๆในถุงยัดเข้าไปในเพิงรากไม้ที่อยู่ใต้น้ำอย่างไม่ยั้ง และต่อมาไม่นานน้ำบริเวณนั้นก็เริ่มที่จะมีสีขุ่นข้น แต่เด็กวัยรุ่นที่อยู่ด้านในก็ยังไม่วางมือ เขาเริ่มทำการรวนน้ำในบริเวณนั้นอีกครั้ง และแล้วเสียงวัยรุ่นอีกคนที่เฝ้าอยู่ตรงบริเวณหัวกัดก็ดังขึ้น เขาจับได้ปลาช่อนตัวเขื่องเป็นตัวแรก และสักพักก็มีปลาอื่นอีกมากมายว่ายเข้ามาติดกัดให้เหล่านักล่าได้จับกันอย่างสนุกสนาน

                แม้ผมจะพลอยเคลิบเคลิ้มไปกับการล่าของวัยรุ่นกลุ่มนั้น แต่สุดท้ายแว๊บหนึ่งของความคิดภายในสมองก็ทำให้ผมอดที่จะสงสัยเจ้าฤทธิ์เดชของไอ้ผงขาวนั้นไม่ได้ ผมไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด...?

                กลุ่มวัยรุ่นเดินขึ้นจากคลองหลังจากเสร็จภารกิจจากการล่า แม้สีหน้าจะดูพอใจกับผลงานที่ได้รับอยู่พอสมควร แต่พฤติกรรมของพวกเขาดูแตกต่างไปจากสีหน้าโดยสิ้นเชิง มือไม้ที่อยู่ไม่นิ่ง เดี๋ยวเกาตรงนี้ที ตรงนั้นที จนวุ่นวายไปหมดทั้งตัว ก็ยิ่งทำให้ผมเกิดอาการสงสัยเพิ่มมากขึ้นไปอีก ผมตรงเข้าไปใกล้ถุงขาวๆที่วางอยู่ข้างวัยรุ่นคนหนึ่ง แล้วหยิบมันขึ้นมาดู กลิ่นของมันแสบจมูกจนผมต้องรีบละมือ  แล้วนำมันออกไปให้ห่างจากจมูกทันที เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่นั่งมองดูผมยิ้มแบบขำๆก่อนจะบอกให้ผมรู้โดยที่ไม่ต้องถาม

                “มันคือปูนขาว” เขาหยิบปูนขาวขึ้นมากำหนึ่งแล้วโรยลงบนฝูงมดเพื่อประกอบการอธิบาย ทันใดฝูงมดที่เดินแถวจัดทัพอย่างเป็นระเบียบก็ต้องแตกพ่านอย่างไม่เป็นกระบวน

                “ทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้” ผมถามด้วยสีหน้าเรียบๆ

                “พี่ก็เห็นไม่ใช่หรือ  ว่ามันทั้งง่าย รวดเร็ว สนุก แถมยังได้ปลาเยอะอีกแน่ะ” เด็กคนเดิมตอบอย่างด้านชา

                “แต่พี่ว่ามันไม่ค่อยดีสำหรับลำคลองเลย”

                “โอ๊ย! นี่ ยังมีคนหัวโบราณอย่างพี่เหลือให้เห็นอีกเหรอ นี่มันยุคไหนแล้ว พี่ไม่เคยดูโทรทัศน์บ้างหรือ  สมัยนี้มือใครยาวสาวได้สาวเอา ลองดูนักการเมืองสมัยนี่ซิ ว่ามันตะกละตะกราม  หน้าด้านขนาดไหน พวกมันไม่เคยสนใจหรอกว่าถ้าทำอย่างนั้นจะกระทบต่อสิ่งนี้ ถ้าทำอย่างนี้จะกระทบต่อสิ่งนั้น แล้วเป็นไงใครเอาผิดพวกมันได้ ....ไม่มี”

                “แต่นี่มันเป็นคลองสายหลักของหมู่บ้านเรา เราก็ควรที่จะรักษาไม่ใช่หรือ ?”

                “ผมไม่อยากทำดีแล้วล่ะพี่ ทำกี่ครั้งก็ไม่มีใครเห็น แต่ลองทำพลาดไม่ดีเพียงครั้งเดียวก็ดังกระฉ่อน”เด็กหนุ่มยังเลือกที่จะยืนยันเข้าข้างความคิดของตัวเองอย่างหนักแน่น

                “แล้วนี่จะล่าต่อกันอีกหรือเปล่าล่ะ” ผมถามพร้อมลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่ก้นกางเกงออก

                “ก็น่าจะต่อเพิงด้านบนอีกซักที่มั้ง เพราะเดี๋ยวต้องแบ่งสันปันส่วนกันอีก...ว่าแต่พี่จะไปไหนเหรอ”

                “กะว่าจะไปกินน้ำตาลเมาที่ขนำของลุงเคียง  จะไปด้วยกันมั้ย”

                “คงไม่หรอกพี่  ผมไม่อยากเข้าไปให้ลุงเคียงแกว่าเอาอีก พี่ก็รู้ว่าลุงเคียงแกเป็นคนอย่างไร”

“พี่ก็ว่าแกเป็นคนดีนะ”

                “ก็แล้วแต่จะคิดเถอะ....เอ้อ ! เมื่อกี้พี่บอกว่าจะไปกินน้ำตาลเมาไม่ใช่หรือ”

                “ใช่..”

                “ถ้างั้นก็เอาปลาดุก ปลาช่อนไปย่างกินเป็นกับแกล้มซิพี่  ปลาสดๆอย่างนี้ถ้าได้ย่างไฟอ่อนๆให้สุกทั้งตัว รับรองอร่อยอย่าบอกใคร”

                “ไม่เป็นไร  ขอบใจ   ไปแล้วน่ะ”

                ผมยังคงก้าวเท้าต่อไปข้างหน้า สายตายังกวาดมองทิวทัศน์ที่อยู่รอบๆกายอย่างไม่รู้เบื่อ ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ ก็ยังมีสายลมเป็นผู้ช่วยบรรเทามิให้ร้อนจนเกินไป ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าของพระอาทิตย์ ก็ยังมีปุยเมฆคอยบดบังในบางครา เฉกเช่นเดียวกัน ท่ามกลางผืนนารั้งที่อบอวลไปด้วย เปลวแดด ก็ยังมีต้นไมยราบที่แตกยอดทอดดอกประดับประดาท้องทุ่ง อย่างไม่คิดเกรงกลัวต่อสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย และดูเหมือนจะเป็นวัชพืชที่มีอำนาจมากที่สุดในท้องทุ่งแห่งนี้ เพราะแม้กระทั่งวัวที่ว่าแน่ๆก็ยังไม่ค่อยกล้าที่จะลิ้มลองรสกิ่งใบของมันนัก

                จุดหมายปลายทางอยู่ใกล้กับลูกกะตาเต็มที ผมไม่เร่งรีบเพราะไม่มีกฎบังคับ อีกอย่างทุกสิ่งรอบข้างก็ยังพร้อมที่จะให้ผมศึกษาเปรียบเทียบกับชีวิตในโลกของความเป็นจริง  เพื่อก่อให้เกิดจินตนาการ  เห็นเป็นมโนภาพในห้วงความคิดที่แตกต่างออกไปจากเดิม ผมกำลังใช้วิจารณญาณในการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งต่างๆที่ก่อกำเนิดบนเจ้าโลกใบนี้  นับวันวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายจะบอกให้รู้ว่าพวกมันคือเจ้าของอำนาจที่จะจับยัดกลืนกินวัฒนธรรมของพวกเราที่มีมาแต่เดิมให้สูญสิ้นไป การจะแหกปากเรียกร้องหาความยุติธรรมในโลกนี้นั้นเป็นสิ่งที่ยาก เพราะขนาดดวงอาทิตย์เจ้าแห่งจักรวาลยังมีความเอนเอียงมากกว่าเที่ยงตรงเสียอีก แล้วนับประสาอะไรรับมนุษย์ขี้เหม็นที่มีจิตใจอ่อนไหวอย่างเรา/ท่าน

          เมื่อหวนคิดกลับไปถึงพวกวัยรุ่นหาปลาที่เพิ่งผ่านพบมา  ก็ทำให้ผมเกิดรู้สึกฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าที่เด็กพวกนั้นได้พูดเอาไว้ในเชิงเหยียดหยามพวกผู้มีอำนาจนั้น อาจจะเป็นคำพูดที่กลั่นกรองมาจากความคิดอันลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าที่ผมเข้าใจในตอนแรก

          ผมเดินมาถึงขนำของลุงเคียงแล้วก็แวะนั่งลงบนแคร่ไม้กระดานที่แวววับจากการขัดสีด้วยก้นของผู้มาเยือน ปีแล้ว ปีเล่า ที่สถานที่แห่งนี้คอยเอื้อประโยชน์ให้กับคนในท้องทุ่ง ได้ใช้เป็นที่หลบแดดหลบฝนเป็นที่พักเหนื่อยยามเมื่อยล้า เป็นที่พบปะพูดคุยของชาวไร่ ชาวนา หรือ คนเลี้ยงวัว และยังเป็นสถานที่สังสรรค์เมื่อถึงฤดูของน้ำตาลเมาอีกด้วย

                ขนำหลังนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยฝีมือของสถาปนิกชื่อดังของท้องทุ่ง นามว่าลุงเคียง เสาไม้แกนที่ปักหลักอยู่แต่ละมุมสร้างความมั่นคงให้กับโครงสร้างมาแล้วหลายรสฤดู ฝาขนำถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายจากแผ่นไม้ ปีกไม้ที่เหลือจากการใช้งานอย่างอื่น ส่วนหลังคาปูด้วยกระเบื้องดินเผาซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกันความร้อนได้ดี ถึงแม้ขนำหลังนี้จะไม่ใช่งานสร้างที่ยิงใหญ่อลังการเฉกเช่นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่หากคิดให้ลึกซึ้งเข้าไปถึงแก่นแท้ ขนำหลังนี้กลับมีคุณค่าทางความรู้สึก และมีความหมายทางด้านจิตใจไม่ด้อยไปกว่าสถานที่สำคัญๆในโลกนี้เลย

          ผมเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆตัว แต่ไม่เห็นใครอยู่ที่ขนำ นอกจากฝูงวัวที่กำลังและเล็มหญ้าอยู่อย่างไม่สนใจใคร  ต่อเมื่อเสียงลมที่พัดหวูมาโดยตลอดเงียบลงสักพัก ผมจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ผมต้องการจะพบนั้นอยู่ไม่ไกลจากที่ผมยืนอยู่ตรงนี้

 

บริเวณอันเป็นพื้นที่นารั้งซึ่งมีต้นตาลโตนดก่อร่างอยู่เป็นทิวแถวตรงหัวคันนา  ผมสังเกตเห็นสมาชิกน้ำตาลเมาสองคน นั่งดื่มอยู่ก่อนแล้วตรงบริเวณที่ร่มใกล้คันนา  โดยเฉพาะลุงเคียงผู้ อวุโสในวัยเจ็ดสิบต้นๆนั้นดูจะบอกอาการออกมาทางสีหน้าให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่นเดียวกับน้าศักดิ์ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่เคียงข้างก็มีอาการไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากแต่อนุภาพของน้ำเมาชนิดนี้เป็นที่รู้กันอยู่ว่ามันมีฤทธิ์เดชที่รุนแรงไม่ด้อยไปกว่าใคร

                “อ้าว.....มาตั้งแต่เมื่อไหร่...เอานั่งซิ” ผมนั่งลงใกล้ๆกับลุงเคียง เมื่อสิ้นเสียงเชิญจากเฒ่าอาวุโส ทันทีที่ก้นถึงพื้นน้ำสัมพันธภาพก็ถูกยื่นมารออยู่แล้ว กฎของการดื่มน้ำตาลเมามีอยู่ไม่มาก คือ เมื่อมีใครยื่นมาให้เรา เราก็ต้องรับมันมาแล้วดื่มให้หมดในคราวเดียว อย่าเหลือไว้ครึ่งๆกลางๆแล้วยื่นต่อให้กับคนอื่นเพราะนั่นถือว่ามารยาทไม่ดี เพราะเหตุนี้การดื่มน้ำตาลเมาจึงเป็นการดื่มที่ต่างจากเหล้าและเบียร์ จึงไม่แปลกที่คนดื่มน้ำตาลเมาจะเมาเร็วกว่าการดื่มน้ำเมาชนิดอื่นๆ

                เมื่อดื่มน้ำสีขุ่นหมด ผมก็ยื่นกะลาเปล่ากลับไปให้ลุงเคียงพร้อมกับคำขอบคุณ จากนั้นก็ควักบุหรี่ก้นกรองมาวางไว้ตรงกลางวง

                “ให้มันได้อย่างนี้ซิไอ้หลาน” น้าศักดิ์กล่าวคำเบิกทางก่อนหยิบบุหรี่ในซองมาสูบ

                “ไม่สนใจหรือพี่เคียง” น้าศักดิ์หยิบบุหรี่ในซองออกมาอีกมวล แล้วนำมาล่ออยู่ต่อหน้าลุงเคียงในเชิงล้อ

                “เอ็งก็รู้  ว่าข้าสูบแต่ใบจาก” ชายเฒ่าผิวแห้งกร้านตอบกลับไป

                “อ้อ...ลืมไป” บุหรี่มวลนั้นที่น้าศักดิ์ใช้นำมาเป็นเหยื่อล่อใจลุงเคียงก็ถูกเสียบไว้บนใบหูของแกทันที

                สมาชิกขาประจำอีกคน เพิ่งลงมาจากต้นตาลโตนด ก้าวเดินมาพร้อมกระบอกไม้ไผ่ที่สะพายมาอย่างพะรุงพะรัง แกมีชื่อว่าพัท เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดอีกคนก็ว่าได้ แกเป็นหน่วยเสบียงที่คอยลำเลียงน้ำตาลเมาจากยอดสูงมาให้เราได้ดื่มกัน ฝีมือการคาบตาลของน้าพัทเป็นที่ยอมรับกันในคอนักดื่มน้ำตาลเมาแถบนี้ ว่ารสชาติกลมกล่อม และน้าพัทก็เคยบอกสูตรให้ฟังว่า วิธีการที่จะทำให้รสชาติของน้ำตาลอร่อย ไม่หวานหรือฝาดจนเกินไปนั้นทำได้ไม่ยาก ข้อสำคัญขึ้นอยู่กับปริมาณไม้เคี่ยมที่เราใส่ลงไปว่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งปริมาณที่ใส่ก็อาศัยประสบการณ์เป็นตัวกะคาดคะเนเอา เพียงเท่าแหละก็จะได้น้ำตาลรสเลิศที่ผู้ดื่มทุกคนจะต้องเมาแบบเตลิดทุ่งกันเลยทีเดียว

                กะลายังคงเวียนไปรอบวงเรื่อยๆ ผ่านลุงเคียง น้าศักดิ์ น้าพัทแล้วก็มาถึงผมตามลำดับ สำหรับรอบหลังๆหลายคนเริ่มมีสีหน้าสะอิดสะเอียนเมื่อน้ำเมาได้โคจรมาถึงตน และในวินาทีนี้ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า อาการของผมก็เริ่มไล่ทันคนอื่นๆที่นั่งร่วมวงอยู่ด้วยกัน

                บรรยากาศยังคงสนุกสนานและเป็นกันเอง ก็เพราะผู้อาวุโสทุกคนไม่ถือตัว ผมอาจจะแก่แดดไปนิด แต่ก็ไม่ผิดถ้าผมทำตัวเป็นผู้ฟังและผู้เมาที่ดี แกลลอนเปล่าเจ้ากรรมถูกนำมาเคาะจังหวะอีกคราวด้วยฝีมือของน้าศักดิ์ จากนั้นเสียงร้องที่หวานแว่วในเพลงลูกทุ่งของน้าพัทก็ตามมาทันทีอย่างเข้าขา เมื่อหน้าเริ่มตึงสติเริ่มเลือนลุงเคียงก็เริ่มปล่อยอารมณ์ลุกขึ้นเต้นแรงเต้นกาจนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย แล้วเสียงดนตรีก็กลายมาเป็นเสียงหัวเราะแทน

                สมาชิกขาประจำอีกคนเพิ่งมาถึงพร้อมเสียงหัวเราะ ชายวัยสามสิบต้นๆ ผู้มีนามเรียกขานว่า ดำ แต่สำหรับผมจะเรียกแกว่าหลวงดำ จนเคยชิน วันนี้หลวงดำมาช้าแต่ไม่ได้มามือเปล่า ที่มือข้างหนึ่งของแกหิ้วถุงพลาสติกซึ่งมีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น

                “ปล่อยแก่อีกแล้วเหรอลุง” สมาชิกใหม่แซวลุงเคียง

“ไปเครียดกับชีวิตให้ปวดกะบาลทำไมเล่า ปลดปล่อยได้ก็ปลดปล่อยกันไป” มือทั้งสองข้างของชายเฒ่ายังคงตั้งหน้าตั้งตามัดปมผ้าถุงที่เพิ่งจะหลุดลุ่ย แต่แกพยายามมัดเท่าไหร่ก็ไม่ได้ซักที เนื่องจากร่างที่โอนเอนดังสนต้องลมเดี๋ยวโยกไปโน้นที่ มานี้ที กลายเป็นอุปสรรคที่เจ้าตัวเองก็ควบคุมไม่อยู่ ต่อเมื่อหลวงดำเข้ามาช่วยพยุงร่างเอาไว้ให้นิ่งๆ แกจึงสามารถผูกปมผ้าถุงได้สำเร็จ

                “ในถุงนั้นปลาอะไรว๊ะ” ลุงเคียงชี้นิ้วไปที่ถุงที่หลวงดำหิ้วมา

                “ปลาดุกเนื้ออ่อนสองตัว แล้วก็ปลาช่อนอีกสองตัว” ผู้มาใหม่ชี้แจงพร้อมชูถุงใส่ปลาให้ทุกคนดู

                “ให้มันได้อย่างนี่ซิได้หลาน เหมาะเหม็งเลย” อาศักดิ์แลบลิ้นเลียที่ริมฝีปากเมื่อพูดจบ

                “เอ๊ะ ! เอ็งไม่เคยหาปลาไม่ใช่เหรอ” ลุงเคียงถามต่อทันที

                “พวกไอ้เปี๊ยกหลานน้ากำนันบ้านใต้มันเก่งชะมัดเลยแหละลุง ขนาดล้อมแค่สองเพิงเองแต่มันได้ปลาไปตั้งครึ่งกระสอบแน่ะ”

                “ผมว่ามันแปลกอยู่ น๊ะ คลองบ้านเรามีรากไม้เพิงไม้มากจะตาย ขนาดผมเองยังไม่เคยล้อมปลาได้มากขนาดนั้นเลย” น้าพัทแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง

                “เออจริงด้วย....หรือว่าพวกนั้นมันจะใช้วิธีสกปรกอีกแล้ว” ลุงเคียงเสริมขึ้น

                “ใช่แล้วครับลุง  เด็กพวกนั้นใช้ปูนขาวอัดเข้าไปในเพิง เมื่อกี้ผมก็หยุดดูพวกมันทำมาแล้ว” ผมแสดงความคิดเห็นหลังจากที่นั่งฟังอยู่นาน

                “กูนึกแล้วว่าไอ้พวกฉิ-บหายนั่นจะต้องใช้วิธีสกปรก” ลุงเคียงเอามือขวาทุบหน้าอกข้างซ้าย ให้พอเกิดเสียง

                “แม่-ง ! มันไม่คิดบ้างหรือว่าผลกระทบที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ไอ้พวกนี้มันเห็นแก่ได้จริงๆ” อารมณ์ของเฒ่าอาวุโสเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่คนใกล้ชิดว่าลุงเคียงแกรักธรรมชาติขนาดไหน อาจจะเป็นเพราะความผูกพันที่แกได้คลุกคลีกับทุ่งนาป่าคลองมาตั้งแต่เด็กๆจนคล้ายกับว่าสิ่งนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแกที่แกจะต้องปกป้องดูแลให้ดีที่สุดก็ว่าได้

                “ทำอย่างนี้มันจู่ลู่กันนี่หว่า   เอาเปรียบกันชัดๆ เล่นใช้ปูนขาวทำอย่างนั้น  แล้วปลาที่ไหนมันจะทนได้ ทั้งร้อน ทั้งเหม็น ทั้งแสบตา ต่อให้ปลาตัวใหญ่แค่ไหนมันก็ต้องออกมาให้ไอ้เด็กเวรพวกนั้นจับอยู่ดีแหละ   เด็กสมัยนี้ยิ่งเรียนมันก็ยิ่งฉลาดแกมโกงกันแต่ในทางเลวๆเสียจริงๆ” น้าพัทเสริมขึ้น

                นี่ถ้าไอ้เด็กพวกนั้นเป็นลูกหลานของข้านะ รับรองได้เลยว่าต้องหลังลายแน่ๆ แต่นี่มันเป็นหลานไอ้กำนันโน่น พวกเอ็งก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าไอ้กำนันคนนี้ มันถือญาติพี่น้องมันขนาดไหน มีหรือที่เรื่องอย่างนี้มันจะเอาผิดหลานของมัน  คนเราพอมีอำนาจคุ้มหัวเข้าหน่อยก็เป็นอย่างนี้แหละ เปลี่ยนเป็นคนละคนจนลืมหน้าที่ที่แท้จริง” พูดจบลุงเคียงกระดกน้ำตาลในกะลาลงคอดั่งว่ามันไม่มีรสชาติใดๆ

                “แล้วนี่เราจะทำอย่างไรกับไอ้ปลาสี่ตัวนี่ล่ะลุง “ หลวงดำชูถุงใส่ปลาขึ้นอีกครั้ง

                “ง่ายนิดเดียวไอ้หลาน  เราก็แค่ก่อไฟให้พอเป็นถ่าน จากนั้นก็หาไม้มาเสียบปลา แล้วก็เอาไปย่างบนไฟให้พอสุกก็เป็นอันเสร็จพิธีการ” น้าศักดิ์เสนอ

                “เอ็งนี่พูดอะไรก็พัวพันอยู่แต่เรื่องกินตลอด  ข้าว่าทางที่ดีควรปล่อยปลาพวกนี่กลับไปสู่ลำคลองให้พวกมันได้ขยายเผ่าพันธุ์ต่อจะดีที่สุด เพราะถ้าหากวันนี้เรามาย่างมันกินพรุ่งนี้เราก็คงขี้ออกมาหมด ซึ่งมันไม่คุ้มเพราะเราอร่อยได้แค่มื้อเดียว แต่ถ้าหากปล่อยพวกมันกลับสู่ลำคลอง แน่นอนว่าพวกเราทุกคนจะได้อร่อยกับลูกหลานของพวกเราอีกหลายมื้อ” พูดจบลุงเคียงก็หันไปมองทุกคน เมื่อไม่เห็นผู้ใดโต้ตอบ แกก็หันไปสั่งให้หลวงดำนำปลาพวกนั้นไปปล่อยกลับลงสู่ลำคลอง หลวงดำทำตามอย่างไม่ขัดขืน ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปสู่ลำคลองในทันที

ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนต่างเห็นด้วยกับความคิดของลุงเคียง เนื่องจากแกเปรียบเสมือนหัวหน้าแห่งท้องทุ่งที่ทุกคนในที่นี้ต่างให้ความเคารพนับถือ   แล้วสักพักหลวงดำก็เดินกลับมา

                “ดีมากไอ้หลานดำ   ผลดีที่เอ็งทำในวันนี้มันจะตอบแทนเอ็งไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเอ็งโน่นแหละ ที่ข้าเตือนเอ็งและก็บอกกับทุกๆคนก็เผื่อว่าวันหน้าข้าตายไปก็จะได้อาศัยพวกเอ็งเป็นคนคอยเตือนเด็กรุ่นหลังๆต่อไป” ลุงเคียงเอามือตบหัวไหล่หลวงดำเบาๆก่อนจะยื่นน้ำตาลเมาให้ตามหลัง

                “โอ๊ย...ถึงตอนนั้นนาแถวนี้จะเป็นตึก โรงแรม รีสอร์ท สนามบินหรือสนามกอล์ฟ เสียแล้วก็ไม่รู้” น้าศักดิ์สอดแทรกขึ้น

                “แต่ผมว่าน่าจะเป็นสุสานมากกว่า  สุสานที่ฝังประวัติศาสตร์เอาไว้ใต้ผืนคอนกรีต” หลวงดำกล่าวขึ้นและเป็นที่ชอบใจของหลายๆคน

                “ว่าแต่สมัยนี้มีวิธีการหากินกันแปลกๆเยอะนะ” น้าพัทเสนอข้อโต้แย้งใหม่ขึ้นมา

                “แปลกยังไงเหรอพี่พัท”หลวงดำถาม

                “ก็ไอ้พวกเด็กวัยรุ่นนะซิ ขนาดกบร้องอยู่ในรูแท้ๆพวกมันยังจับเอาง่ายๆเลย”

                “แล้วมันทำกันยังไง”หลวงดำถามต่อทันที ในขณะที่คนอื่นๆต่างตั้งใจรอฟังคำตอบ

                พวกนั้นมันเอาแอมโมเนียที่เขาเอาไว้ใส่กันไม่ให้น้ำยางพารามันจับตัว มาหยอดลงไปในรูที่แน่ใจว่ามีกบอาศัยอยู่ จากนั้นก็นำตาข่ายมาดักรอไว้ที่ปากรู รออีกประมาณไม่ถึงหนึ่งนาทีเจ้ากบตัวนั้นก็จะโดดโหยงๆออกจากรู  มาอยู่ในตาข่ายที่ดักรออย่างง่ายดาย เห็นมั้ยง่ายๆไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย “น้าพัทดูมีความสุขกับการได้เล่า

                “อย่าว่าแต่กบเลย ขนาดคนยังไม่อยากอยู่ใกล้ ทั้งเหม็น ทั้งแสบจมูก ทั้งแสบตา “ผมแสดงความคิดเห็นขึ้นมาอีกครั้ง

          “ยังมีอีกเรื่อง” น้าพัทพูด

                “เรื่องอะไร” หลวงดำถาม

                “วันก่อนไอ้หลานชายข้า มันจะหาไส้เดือนไปธงเบ็ด เอ็งลองทายซิว่ามันทำอย่างไร” น้าพัทถามแล้วก็รอฟังคำตอบจากทุกคน

                “มันก็ขุดเอาซิ”หลวงดำตอบอย่างซื่อๆ

                “ไม่ใช่...แบบนั้นมันเหนื่อยไป”

                “มันเรียกเอาเหมือนสังข์ทองมั้ง” น้าศักดิ์โพล่งขึ้น ซึ่งสมารถเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมวงได้เป็นอย่างดี

                “เออ!  คล้ายๆกัน”น้าพัทตอบ..ทุกคนเงียบและอึ้ง

                “มึงจะบ้าเหรอไอ้พัท  กูแค่พูดเล่นๆไปตามนิทาน”น้าศักดิ์แจ้งกลับในทันควัน

                “ก็มันอย่างนั้นจริงๆ  วันก่อนข้าไปเห็นมันใช้น้ำส้มยาง (น้ำกรดที่นิยมใส่ในน้ำยางพาราเพื่อทำให้น้ำยางจับตัวกันเป็นก้อนในเวลาอันรวดเร็ว) ราดลงตรงบริเวณดินที่มีขี้ไส้เดือนมากๆ จากนั้นก็นั่งรออยู่ซักประเดี๋ยว ไม่นานพวกไส้เดือนก็สะดีดสะดิ้งขึ้นมาให้จับอย่างง่ายได้ แป๊บเดียวเองมันได้ไปตั้งสองกระป๋องนมแน๊ะ”

                “เออ..มันฉลาดแกมโกงกันนักไอ้เด็กสมัยนี้”ลุงเคียงพูดขึ้นหลังจากที่เงียบฟังมานาน

                “หากพูดถึงเรื่องฉลาด ลูกผมก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน ดูอย่างปีนี้ซิมันสอบได้ทุนหลวงไปเรียนอเมริกาโน่น” น้าศักดิ์รีบคว้าโอกาสทองในการโฆษนา

 

“เอ็งพูดให้ข้าฟังเป็นสิบๆครั้งแล้ว แหม!        ลูกชายได้ไปเรียนเมืองนอกหน่อยทำเป็นโม้ อีแดงหลายข้าก็ไปเรียนอยู่ที่อเมริกาตั้งสองปีแล้วข้ายังไม่โม้ให้ใครฟังเลย” น้าพัทแทรกขึ้น

                “อีแดงหลานเอ็งมันไปอยู่ที่เมืองอะไรเหรอ เผื่ออยู่ใกล้ๆกับลูกชายข้า มีอะไรมันจะได้ช่วยเหลือกัน” น้าศักดิ์ถาม

                “เค้าเรียกเมืองอะไรน๊า.....ข้านึกไม่ค่อยออก เดี๋ยวขอเวลานึกแป๊บนึง” น้าพัทเงียบไปพักหนึ่ง

                “อ๋อ...นึกออกแล้วเค้าเรียกเมือง แอลเอ็ม..เออใช่ แอลเอ็ม” น้าพัทยิ้มเมื่อนึกออกแต่ผมกับหลวงดำถึงกับหัวเราะกลิ้งเกลือก แบบที่ยั้งอารมณ์ไม่อยู่ เลยทีเดียว ฝ่ายลุงเคียง น้าศักดิ์ น้าพัท นั่งมองดูพวกเราหัวเราะด้วยอาการมึนงง แกคงไม่รู้ว่าพวกเราหัวเราะเพราะสาเหตุอะไร พอหัวเราะกันจนพออิ่มแล้วหลวงดำก็ถามขึ้น

                “เมื่อกี้อาพัทบอกว่าหลานสาวเรียนอยู่เมืองอะไรนะ”

“แอล ..เอ็ม”น้าพัทยังคงตอบเน้นคำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเช่นเดิม

“น้าแน่ใจเหรอว่าจำไม่ผิด” หลวงดำแย้งอีกครั้ง

“เออ..ข้าได้ยินมากับสองหู แล้วจะไม่ให้แน่ใจได้อย่างไรว๊ะ” นิ้วของอาพัทชี้ไปที่ใบหู

“ถ้างั้นหูน้าก็เริ่มเพี้ยนแล้วล่ะ เพราะเมืองแอลเอ็มที่ว่านั้นไม่มีหรอกในอเมริกา ถ้าจะมีก็คือเมือง แอลเอ ส่วนไอ้ชื่อ แอลเอ็ม ที่น้าพัทพูดมานั้นมันคือชื่อบุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง” 

ทันทีที่คำชี้แจงจบลง ทุกคนในวงก็พากันหัวเราะไม่เว้นแม้แต่ตัวน้าพัทเอง

“เออใช่ไอ้หลานพูดถูก หลานข้าที่อยู่กรุงเทพฯมันก็เคยเอาให้ข้าลองสูบแล้วเหมือนกัน ไอ้แอลเอ็ม....แอลเอ  อะไรนี่แหละแต่ข้าว่าสู้ใบจากของข้าไม่ได้ว่ะ สูบทีไรก็แน่นไปถึงลัดดวงโมง”

ประโยคสุดท้ายจากลุงเคียงสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้อีกครั้ง ทุกคนหน้าชื่นตาบาน  สบายอกสบายใจกันอย่างทั่วถึง

ตะวันเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆทุกคนต่างลุกขึ้นแยกย้ายกันไปตามหน้าที่ของตน โดยกิจวัตรประจำวันของพวกเราส่วนใหญ่คือการต้อนฝูงวัวกลับคอก  ถึงแม้จะเมาหนักขนาดไหนพวกเราทุกคนก็สามารถจูงวัวกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยเสมอ อาจมีบ้างบางครั้งที่วัวจะเป็นฝ่ายจูงเรากลับบ้านแต่นั้นคือภาพที่น่ารักไร้มารยาไปอีกแบบ

ผมเดินกลับบ้านอย่างโดดเดี่ยว ความสุขชั่ววูบที่เพิ่งผ่านพบยังตราตรึงอยู่กับความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป  หวนคิดถึง “ลุงเคียง” ชายเฒ่าผู้มีชีวิตจมปลักอยู่กับท้องทุ่งนาและลำคลอง แกคือ คนเดิมๆที่ผมได้พานพบ พูดคุยอยู่เป็นประจำ แต่ทุกครั้งที่ผมได้สัมผัสกับแก มันเหมือนกับว่าผมได้ซึมซับเอาอะไรบางสิ่งบางอย่างจากแกเข้ามาด้วย แกมีจิตใต้สำนึกที่จะรักและถนอมธรรมชาติอย่างแรงกล้า  พยายามจะปลูกฝังเมล็ดพันธุ์อันดีงามที่แกมีอยู่ไว้กับจิตใจของทุกๆคนที่เข้ามาใกล้ชิด

ลุงเคียงยังมีชีวิตวนเวียนอยู่อย่างเดิม  เวียนว่ายอยู่กับลำคลองและท้องทุ่งเดิมๆ แต่ภายในสิ่งแวดล้อมเดิมๆนี่แหละ ที่ทุกชีวิตในท้องทุ่งแห่งนี้กลับมีความภูมิใจและปรารถนาที่จะได้อยู่แบบนี่เรื่อยไป.....เรื่อยไป....ตราบเท่าที่ชีวิตของพวกเขาที่โรยราลงไปทุกวันยังมีโอกาสได้สัมผัส และหวังจะให้คงอยู่ตกทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

 

               

     

                  .....................................................................................................................................

 

 

   



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หนุ่มใต้ใจดี วันที่ : 22/01/2008 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sijo


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]