• กฤตบวรวิชญ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-15
  • จำนวนเรื่อง : 57
  • จำนวนผู้ชม : 68763
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
นางฟ้า"พู่ไหม"
ลูก คือ กล่องดวงใจของ พ่อ ลูก คือ จิตวิญญาณของ แม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/AOT
วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2552
Posted by กฤตบวรวิชญ์ , ผู้อ่าน : 942 , 11:55:43 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มาจาก…..โลตัส

                                                               โดย  สรรพเดช

ในสังคมเมืองที่แออัดยัดเยียดไปด้วยการแข่งขัน  ส่งผลให้จิตใจคนเมืองหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาผลประโยชน์เสียเป็นส่วนใหญ่

เมื่อเป็นเช่นนั้น สถาบันครอบครัวของหลายๆคนจึงเกิดช่องว่างให้เห็น  การที่เวลาชีวิตส่วนมากถูกนำไปทุ่มเทให้กับงานและธุรกิจจนหมด   ความผูกพันและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็เลยลดน้อยตามอย่างอัตโนมัติ

ในยุคที่ศักดิ์ศรีของช้างเท้าหน้าและช้างเท้าหลังไม่มีมนต์ขลัง การร่วมมือกันกอบโกยเงินทองจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของพวกคนเมือง  ภาระหน้าที่ของฝ่ายหญิงที่ต้องเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี คอยทำกับข้าวให้สามี คอยเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน ดูจะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในยุคปัจจุบัน  การจ้างพี่เลี้ยงเด็กจึงเป็นทางออกสำหรับหลายๆครอบครัว

“ สุรสีห์ “ หัวหน้าครอบครัวของครอบครัวหนึ่งซึ่งมีปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากเขาและครอบครัวต้องเอาเวลาส่วนมากไปทุ่มเทให้กับการงาน เพื่อที่จะได้มีเงินรองรับอนาคตของบุตรชายในภายหน้า

บุตรชายของ สุรสีห์  ตอนนี้พึ่งมีอายุ ๔ ขวบ และกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนประถมชื่อดังของจังหวัดที่เขาอยู่ ทุกเย็นพอเลิกงาน สุรสีห์ จะต้องมารับบุตรชายกลับบ้านเป็นกิจวัตร

วันนี้ก็เช่นกัน เมื่อฟอร์ด  เรนเจอร์  จอดลงหน้าโรงเรียน เด็กน้อยผิวขาว รางจ้ำม้ำ ก็เงื้อมมือเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งในรถทันที  เมื่อประตูรถปิดรถคันนั้นก็แล่นฉิวออกไป…..

“ แม่ล่ะครับ “ เสียงไสๆบริสุทธิ์จากเด็กน้อยถาม พ่อ ซึ่งกำลังขับรถอยู่

“ แม่ยังเคลียงานไม่เสร็จเลยลูก  แม่ก็เลยให้พ่อกลับมาก่อน “

“ แล้วแม่จะกลับกับใครล่ะครับ “ เด็กน้อยถามต่อทันที

“ แม่ของลูกเขาเอาตัวรอดเก่ง…ลูกไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวเพื่อนที่ทำงานก็มาส่งเองแหละ”

“ แล้วแม่ไม่หิวเหรอพ่อ”

“ เดี๋ยวแม่หนูก็คงแวะกินข้าวตรงร้านแถวนั้นเองแหละ”

“ พ่อไม่เป็นห่วงแม่เหรอครับ…..ไหนพ่อบอกว่ารักแม่ไง”

“ เออ……” สุรสีห์อุทานเบาๆ แล้วนึกถึงคำพูดของเด็กน้อย

“ ใช่…เรายุ่งกับงานมากจนเกินไปจนลีมใส่ใจซึ่งกันและกันเชียวหรือนี่”

“ พ่อพูดอะไรครับเมื่อกี้ผมไม่ได้ยิน”

“ อ๋อ…พ่อบอกว่าพ่อยังรักและเป็นห่วงแม่ของลูกเหมือนเดิมครับ”

ฟอร์ด  เรนเจอร์หยุดร่างลงตรงหน้าร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่ง เป็นร้านอาหารธรรมดาไม่หรูหรามากนัก

สองพ่อลูกเดินเข้าไปในร้าน  เลือกนั่งลงที่โต๊ะๆหนึ่ง เด็กเสริฟเดินเข้ามาบริการทันทีเมื่อลูกค้าผู้มาใหม่จัดแจงที่นั่งกันเสร็จ

“ จะรับอะไรดีค่ะ” เสียงใสๆจาก สาวเสริฟ คนสวยถาม

“ ขอเป็นผัดผักแอบรัก แล้วก็ข้าวผัดคนถัดไปก็แล้วกันครับ” เด็กเสริฟสาวถึงกับหน้าแดงเมื่อสุรสีห์พูดจบ

“ ไม่มีหรอกค่ะพี่เมนูที่ว่า” เด็กเสริฟตอบอย่างขัดๆเขินๆ

“ งั้นก็ขอเป็น…ยำรวมมิตรจิตเสน่ห์หา กับ ข้าวเปล่าเคล้าสัมพันธ์ก็แล้วกันนะครับ”

“ ก็ไม่มีอีกนั้นแหละพี่” สีมะเขือเทศกำลังลุกลามบนใบหน้าของสาวเสริฟมากขึ้นทุกที

“ ไหนบอกว่าจะมากินข้าวมันไก่ยังไงล่ะพ่อ  แล้วนี่มาสั่งอะไรก็ไม่รู้ …ตอนแม่มาด้วยพ่อไม่เคยสั่งอะไรมากมายอย่างนี้เลยนี่” ลูกชายสุรสีห์เอ๋ยขึ้น

“ อ๋อ…พ่อก็แค่อยากให้ลูกได้ลองกินอาหารแปลกๆดูบ้าง  แต่พี่คนสวยเขาบอกว่าไม่มีเสียอีก..ถ้างั้นก็สั่งข้าวมันไก่ดีกว่า…ขอข้าวมันไก่สองจานนะครับน้อง” เมื่อแก้ตัวกับลูกชายเสร็จ สุรสีห์ก็บอกเมนูที่ต้องการกับสาวเสริฟ

“ ค่ะ…เดี๋ยวรอสักครู่นะค๊ะ” เด็กเสริฟสาวยิ้มชื้นๆก่อนเดินจากไป

“ วันนี้มีการบ้านมั้ยลูก” สุรสีห์ถามขึ้นแล้วยกเก้วน้ำเปล่าขึ้นดี่มดับกระหาย

“ มีครับ…ครูบอกว่าให้กลับมาถามผู้ปกครองว่า  ข้าวที่เรากินได้มาจากไหน แล้วกลับไปบอกให้ครูฟังในวันพรุ่งนี้ครับ “

“ อ๋อ…เป็นคำถามที่ง่ายมากลูก ข้าวทีเรากินอยู่ทุกเม็ดได้มาจากการปลูกสร้างของชาวนาทั้งนั้นแหละลูก”

“ชาวนาคือใครกันล่ะพ่อ  คล้ายๆกับชาวประมงหรือเปล่า” เด็กน้อยทำหน้าสงสัย

สุรสีห็ค่อนข้างอึ้งกับคำถามของลูกชาย เขาไม่นึกเลยว่าลูกชายของเขาซึ่งสอบไล่ได้อันดับต้นๆเสมอจะไม่รู้จักชาวนา หรือเป็นเพราะความสะเพร่าของเขาเองที่ไม่เคยปลูกฝังให้ลูกได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของชาวนา สุรสีห์ฉุกคิดขึ้นมาทันที

“ แล้วไอ้คอมพิวเตอร์ที่ลูกคลุกคลีกับมันอยู่ทุกวัน มันไม่เคยบอกลูกเลยเหรอว่า ชาวนาเป็นใคร มีหน้าตาอย่างไร และสำคัญอย่างไร” สุรสีห์ถามลูกชายขึ้นบ้าง

“ ครับ มันไม่เคยบอก “ ความไร้เดียงสายังคงปกคลุมอยู่บนใบหน้าของเด็กน้อย

“ ก็วันๆลูกเอาแต่เล่นเกมส์ไม่ใช่เหรอ

“ ครับ…แต่มันสนุกมากนะครับ “ เด็กชายยิ้มพร้อมกระดิกคิ้วทั้งสองข้าง

“ ได้แล้วจ๊ะ …ข้าวมันไก่ “ เด็กเสริฟสาวคนเดิมกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับจัดแจงข้าวมันไก่ให้สองพ่อลูก  สุรสีห์  ส่งยิ้มหวานๆให้เด็กเสริฟสาวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเดินไปบริการโต๊ะอื่นต่อ

“ พ่อยังไม่ตอบผมเลยว่าชาวนาเป็นใคร “ เด็กน้อยท้วงขึ้นอีกครั้ง

“ ทานข้าวให้หมดก่อน แล้วเดี๋ยวตอนขับรถกลับบ้านพ่อจะเล่าให้ลูกฟังอย่างละเอียด “ สุรสีห์ก้มหน้าทานข้าวต่อ เมื่อเด็กน้อยเห็นเช่นนั้นก็ลงมือทานข้าวด้วย

“ ใครกินหมดก่อนชนะ “                                                                                                                                                                                            วิธีหลอกเด็กซึ่งดูจะเป็นวิธียอดนิยมถูกสุรสีห์งัดมาใ ช้อีกครั้ง เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาทาน

ข้าวอย่างขมักเขเม้น  สำหรับเด็กในวัยนี้ หากสามารถทำอะไรที่ชนะผู้ใหญ่ได้ ดูจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดภายใต้ความคิดที่ไร้เดียงสา

ฟอร์ด  เรนเจอร์ คันเดิมเคลื่อนที่ออกจากร้านอาหารเมื่อเสร็จภาระกิจการปรนนิบัติกระเพาะอาหาร

“ บอกได้แล้วยังครับพ่อ…ว่าชาวนาเป็นใคร “เด็กน้อยถามขึ้นอีกครั้ง

“นี่ถ้าหากไม่ค่ำเสียก่อน พ่อจะพาลูกไปดูไห้เห็นกับตาเลยว่าข้าวมันมาจากไหน และชาวนาคือใคร แต่วันนี้คงหมดสิทธิ์แล้วละ..เพราะมันใกล้จะมืดเสียแล้ว”

“ อยู่ไกลมั้ยพ่อ”

“ ไม่ไกลหรอกลูก…เดี๋ยววันหลังพ่อจะพาไปดู”

“ แล้วผมจะตอบคุณครูว่ายังไงดีครับพรุ่งนี้ “ เด็กน้อยท้วงขึ้นอีกครั้ง

“ ลูกก็..ตอบคุณครูไปว่า ข้าวที่เรากินได้มาจากการเพาะปลูกของชาวนา และชาวนาที่ลูกสงสัยว่าเป็นใครนั้น อันที่จริงเขาก็เป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเรานี่แหละเพียงแต่ว่าชาวนาเขาต้องอยู่กับตมกับโคลน เนื้อตัวผิวพรรณของเขาจะไม่ขาวสดใสเหมือนกับเรา “

“ ดูต่ำต้อยน่ะพ่อ “

“ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้ และคราวหลังอย่าพูดแบบนี้อีก…เพราะนั่นคือการดูถูกผู้มีพระคุณต่อเรา “

เด็กน้อยทำตามที่พ่อสั่งทันที

“ ลูกรู้มั้ยว่าข้าวที่ลูกกินอยู่ทุกวัน มันได้มาด้วยความเหนื่อยยากลำบากขนาดไหน กว่าที่จะออกมาเป็นข้าวสวยให้เราได้แทะกินอย่างอร่อยปากนั้น  มันต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย  ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูก คือการไถและคราด  แล้วยังมีการเตรียมเมล็ดพันธ์เพื่อใช้ในการปักดำหรือหว่าน  ซึ่งแต่ละขั้นตอนผู้เป็นชาวนาเขาต้องเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ทนหลังขดหลังแข็ง อาบเหงื่อต่างน้ำ เผชิญหน้ากับแดดกล้าจนผิวตัวดำด้าง  เท้าก็ต้องผุพังเพราะต้องลุยน้ำลุยโคลนอยู่เป็นวันวัน  แล้วเมื่อต้นกล้าเริ่มหยั่งรากแตกกองอกงามขึ้น  ชาวนาก็ต้องหมั่นตรวจตราระดับน้ำในนาอย่าให้ขาดตกบกพร่อง และยังต้องคอยถากถางพวกวัชพืชที่อาจจะรุกรานตามริมคันนา  มิฉะนั้นมันจะไปแย่งปุ๋ยแย่งอาหารของต้นข้าวได้ เมื่อต้นกล้าเริ่มเติบโตขึ้นมาอีกหน่อย  ชาวนาก็ต้องใส่ปุ๋ยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์  เพื่อผลผลิตที่ตามมาจะได้มีคุณภาพที่ดี  และ เมื่อต้นข้าวเริ่มตั้งท้องออกรวง พวกแมลงศัตรูพืช หนู นก ก็ยังมาคอยรังควาญ บั่นทอนผลผลิตให้ลดน้อยลงไปอีก หากจะคิดทำนาเป็นธุรกิจในสมัยปัจจุบันดูจะเป็นการเสี่ยงต่อการขาดทุนมากๆ เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆมันยิ่งทวีสูงขึ้นเรื่อยๆในขณะที่ราคาข้าวยังคงมีราคาถูก แถมเวลาไปขายยังถูกพ่อค้าคนกลางขูดเลือดปูเอาอีก “

“ ฟังดูน่าสงสารนะครับพ่อ “

“ ใช่…ชาวนาคืออาชีพที่น่าสงสาร  แต่ยังน่ายกย่องนับถือที่สุดเพราะพวกเขาคือผู้สร้างที่ไม่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น  และนั่นคือบรรพบุรุษโดยแท้ของเรานะลูก เพราะตอนที่วัฒนธรรมต่างๆของพวกตะวันตกยังไม่ลุกลามเข้ามา โคตรเง้าของพวกเราเขาก็ทำนากันทั้งนั้นแหละ “

“ แสดงว่าผมก็มีเลือดเนื้อเชื้อไขมาจากชาวนาด้วย  ใช่มั้ยพ่อ “

“ ถูกต้องนะครับ… ลูกมีสายเลือดของชาวนาผสมอยู่ด้วย เพราะปู่ของลูกเป็นชาวนา “

“ แล้วทำไมพ่อไม่ทำนาเหมือนปู่ล่ะครับ “  เด็กน้อยถามด้วยความไร้เดียงสา แต่คำถามนั้นกับแทงใจดำ สุรสีห์เอาเต็มๆ  เขาหวนคิดถึงตอนวัยเด็ก  ที่เคยอยู่กับทุ่งกับนา  เคยเก็บผักเก็บหญ้าหาปูหาปลาตามลำห้วยลำคลอง เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว  ท้องทุ่งที่บ้านก็จะมีคนในหมู่บ้านมากมายมาช่วยกันลงแขกเก็บเกี่ยวข้าว  และเขาก็มักจะเข้าไปร่วมขวางแข้งขวางขาอยู่ด้วย   เขาชอบทำปี่ซังข้าวมาเป่าเล่น  และเสียงของมันก็ยังก้องอยู่ในความรู้สึกคล้ายกับว่าเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งผ่านไปไม่นาน  มันคือความอิสระที่ไร้กฎเกณฑ์  ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมสุดท้ายแล้วเขากลับเลือกที่จะดำเนินชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคมเมืองแทน  มันอาจเป็นความคิดที่มักง่ายและเห็นแก่ตัว  แต่เขาก็ตัดสินใจทำไปแล้ว  เขายอมขายมรดกที่นาซึ่งพ่ออุตส่าห์บุกบั่นถากถางมาด้วยความยากลำบาก  เขาขายดินที่เคยเหยียบย่ำ เคยหล่อเลี้ยงชีวิตเพียงเพื่อแลกกับดินผืนน้อยในสังคมเมือง   เขาไม่แน่ใจว่าความสะดวกสบายที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้จะเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิตหรือเปล่า

“  พ่อครับ!  ทำไมถึงเงียบไปล่ะครับ”  เด็กน้อยเขย่าขาสุรสีห์ เมื่อเห็นอาการผิดสังเกต

“  อ๋อ!....ไม่มีอะไรหรอกครับ   แล้วเมื่อตะกี้ลูกถามพ่อว่าอะไรหรือครับ  ไหนลองถามใหม่อีกครั้งซิ”

“   ผมถามว่าทำไมพ่อถึงไม่ทำนาเหมือนกับปู่”

“ สาเหตุที่พ่อไม่ทำนามีอยู่ 3 ข้อ ด้วยกันก็คือ หนึ่งพ่อขี้เกียจ สอง พ่อขี้คร้าน ส่วนข้อสามก็คือ พ่อไม่ขยัน  เป็นไงเหตุผลฟังขึ้นไม่ลูก “

เด็กน้อยทำหน้างงๆกับคำพูดของพ่ออยู่พักหนึ่ง ..แล้วก็หัวเราะออกมาทันทีเมื่อเริ่มเข้าใจ

“  พ่อครับ...แล้วถ้าเกิดประเทศของเราไม่มีชาวนาเหลืออยู่มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างมั้ยครับ”

“  มีผลกระทบแน่นอนครับ  เพราะชาวนาเป็นผู้สร้างอาหารให้กับเรา  ถ้าเกิดผู้สร้างมีน้อยหรือไม่มีเลยในขณะที่ผู้บริโภคกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จะนำมาซึ่งความไม่สมดุลและเมื่อถึงเวลานั้นข้าวที่เรารับประทานอยู่ทุกวันก็จะมีราคาสูงขึ้น”

“ มีอะไรข้องใจอีกไม่ลูก “

“ มีครับ…เมล็ดข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันมันมาจากส่วนไหนของต้นข้าวหรือครับ และต้นข้าวมันมีหน้าตาอย่างไร เหมือนกับต้นมะม่วงหรือเปล่า “

“ ลูกรู้จักต้นหญ้าเจ้าชู้หรือเปล่าครับ”

“ ที่เมล็ดของมันชอบติดเสื้อผ้าใช่มั้ยพ่อ “

“ นั่นแหละใช่…..ส่วนต้นข้าวมันก็พวกพืชตระกูลเดียวกับพวกหญ้าเจ้าชู้นี่แหละ แต่ต้นข้าวมันวิเศษกว่าเพื่อนก็ตรงเมล็ดของมัน สามารถเป็นอาหารให้กับสรรพสัตว์มากมาย มันจึงกลายเป็นหญ้าที่สูงค่ากว่าหญ้าธรรมดาไงล่ะ …ส่วนที่ลูกสงสัยว่าเมล็ดข้าวมาจากส่วนไหนของต้นข้าวนั้น  คำตอบก็คือ เมื่อต้นข้าวถึงวัยเจริญพันธ์มันก็จะออกรวงมากจากกลางลำต้น ซึ่งแต่ละรวงก็จะมีเมล็ดข้าวมากมายเกาะติดอยู่ เมื่อเมล็ดข้าวแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวเมล็ดของมันก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ซึ่งคนส่วนมากนิยมเรียกว่า ข้าวเปลือก เมื่อนำข้าวเปลือกไปเข้าโรงสีเราก็จะได้เมล็ดข้าวสวยอย่างที่เราหุงกินนั่นเอง”

“ แล้วเปลือกข้าวมันหายไปไหนหมดล่ะพ่อ “

“ มันกันถูกแยกให้ไปรวมกันที่อื่น เพื่อรอนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อ เช่น นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการเผาถ่าน นำไปทำปุ๋ย ฯลฯ…แต่ตอนนี้ชื่อของมันเปลี่ยนแล้วนะลูก มันถูกเรียกว่า แกลบ แทน “

“ฟังดูชีวิตของข้าว  มันมั่วมากเลยนะพ่อแล้วทำไมเวลากินมันง่ายนิดเดียวล่ะพ่อ “

“ เรื่องกินมันง่ายทั้งนั้นแหละลูกเอ๊ย  มนุษย์ส่วนมากเขาชอบการบริโภค มากกว่าการสร้างทั้งนั้นแหละลูก…ถึงบ้านแล้ว  มีอะไรจะถามพ่ออีกมั้ยลูก “

“ ไม่มีแล้วครับ “

“ งั้นเราเข้าบ้านไปดูทีวีกันดีกว่าน๊ะ” สุรสีห์ชวนลูกชาย

บ้านยังคงมืดสนิท สุรสีหืรู้ดีว่าภรรยายังไม่ได้กลับมาถึงบ้านอย่างแน่นอน เขาจึงไขประตูบ้านเข้าไปข้างใน

ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังดูทีวีอยู่ในบ้านอย่างสนุกสนานก็ได้มีรถยนต์คันหนึ่งมาจอดอยู่หน้าบ้าน แล้วภรรยาสุรสีห์ก็ออกมาจากรถ พร้อมกับข้าวของถือหิ้วอยู่ในมือมากมาย รถยนต์ของเพื่อนภรรยาสุรสีห์ขับออกไปทันทีเมื่อเสร็จภารกิจ

“ แม่มาแล้ว “ เด็กชายรีบวิ่งออกไปรับแม่ที่หน้าบ้านอย่างดีใจ

“ ทำไมแม่มาช้าครับ “

“ วันนี้งานเยอะจ๊ะลูก   แล้วเมื่อกี้แม่ก็ไปซื้อของที่โลตัสกับเพื่อนมาด้วย “

“มีขนมมั้ยครับ “

“ ไม่มีหรอกจ๊ะ  แม่รีบก็เลยซื้อมาแต่เฉพาะข้าวสารกับเครื่องใช้จำเป็นเท่านั้นเอง   แล้วขนมในตู้เย็นลูกทานหมดแล้วเหรอจ๊ะ “

“ ยังไม่หมดครับ “

“ ถ้างั้นก็ทานไปก่อนน่ะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ค่อยซื้อมาให้ใหม่…เข้าบ้านกันเถอะ ลูก”

“ แม่ครับ…แม่ไม่เคยโกหกผมใช่มั้ยครับ “

“ จ๊ะ…ทำไมล่ะลูก “

“ คือ…ผมจะถามอะไรแม่ซักหน่อย ว่าข้าวในถุงที่แม่ถืออยู่นั้นได้มาจากไหน “

“ ก็แม่ซื้อมาจากโลตัสซิครับ ทำไมลูกถึงถามแปลกๆล่ะ “

“ไม่มีอะไรครับผมแค่อยากรู้ “

“ ไป…เข้าบ้านกันดีกว่า  พ่อไปไหนล่ะจ๊ะลูก “

“ พ่อนอนดูทีวีอยู่ครับ “

            ในห้องนอนที่มีแอร์เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ  สามพ่อแม่ลูกนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงนุ่มๆและคลุมร่างไว้ด้วยผ้าห่มผืนหนา  เด็กน้อยนอนอยู่ระหว่างกลางพ่อกับแม่  เขานอนยังไม่หลับเพราะจิตใจกำลังพะวักพะวงอยู่กับเรื่องคำตอบที่จะต้องใช้ตอบครูในวันพรุ่ง  เขารู้สึกสับสนกับข้อมูลที่แตกต่างกัน  ข้อมูลของพ่อที่ว่าข้าวมาจากชาวนานั้นแม้จะฟังดูคล้ายนิทานปรัมปราแต่ก็ยังมีข้อน่าเชื่อถืออยู่บ้าง  ส่วนอีกข้อมูลของแม่ที่ตัวเขาเอง ได้เห็นและได้สัมผัสอยู่อย่างเคยชินนั้นก็เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถืออยู่ไม่แพ้กัน  เขาลังเลที่จะเลือกเอาเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นหลัก  เขาครุ่นคิดวกวนอยู่นาน  จนในที่สุดก็เผลอหลับไป

เช้าวันใหม่ ฟอร์ด  เรนเจอร์ ถอยออกจากโรงรถอีกครั้ง วันนี้ก็เหมือนกับวันอื่นๆที่ผ่านมา ทุกอย่างมันซ้ำซากจำเจจนมองดูคล้ายละครชีวิตน้ำเน่าเรื่องยาว ทุกเช้าพวกเขาทั้งสาม พ่อ แม่ ลูก จะต้องขึ้นรถคันเดียวกันเสมอก่อนที่จะแยกย้ายกันลงคนละที่ หน้าโรงเรียนคือป้ายแรกที่จะต้องจอดให้สมาชิกตัวน้อยลง ก่อนที่สองสามีภรรยาจะไปยังที่ทำงานประจำของตนต่อไป

            

 

ในห้องเรียนหลังจากเข้าแถวเสร็จ

“ เมื่อวานครูให้การบ้านอะไรใครจำได้บ้างจ๊ะ “ ครูหญิงร่างท้วมๆถามขึ้น

“ จำได้ครับ / ค่ะ “ เด็กนักเรียนตัวน้อยทั้งห้องตอบพร้อมๆกัน

“ แล้วใครรู้บ้างหรือยังจ๊ะว่าข้าวที่เรากินได้มาจากไหน “ คุณครูถามขึ้นอีกครั้ง

“ รู้ครับ “ เด็กน้อยคนหนึ่งลุกขึ้นยืนอย่างมั่นใจพร้อมที่จะตอบ  เขาคือลูกชายของสุรสีห์นั่นเอง

“ ตอบมาเลยจ๊ะ เด็กชายสุรชาติ “ คุณครูชี้นิ้วไปยังลูกชายของสุรสีห์ที่ยืนอยู่

“ ข้าวที่เรากินได้มาจาก โลตัส ครับ” ลูกชายของสุรสีห์ยืนยืดอกอย่างมั่นใจเมื่อเสร็จสิ้นคำตอบ

คุณครูถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อได้ยินคำตอบของเด็กน้อย เพื่อนในห้องบางคนที่พอรู้เรื่องก็หัวเราะกันเป็นการใหญ่ ส่วนพวกที่ไม่รู้เรื่องก็พลอยหัวเราะกับเพื่อนๆไปด้วย  ลูกชายของสุรสีห์แปลกใจกับพฤติกรรมของเพื่อนๆและคุณครูนัก  เขาไม่ค่อยแน่ใจในความหมายของสายตาและเสียงหัวเราะ ที่คนรอบข้างกำลังมีกับเขา  เมื่อความมั่นใจหดหายไป ร่างน้อยที่เคยยืนอย่างมั่นคงองอาจก็เริ่มเปลี่ยนกิริยาบถเป็นยืนก้มหน้าแทน  เมื่อครูสาวเหลือบมาเห็นอาการของลูกชายสุรสีห์เช่นนั้น  ก็รีบเดินเข้ามาปลอบพร้อมกับส่งสัญญาณใบ้ให้เด็กนักเรียนในห้องเงียบเสียง

“  ไหนหนูลองบอกครูซิจ๊ะ  ว่าหนูได้คำตอบมาจากไหน” ครูสาวเอามือลูบหัวของลูกชายสุรสีห์ไปพลางๆระหว่างที่กำลังรอคอยคำตอบ

“   ก็ผมเห็นแม่ไปซื้อข้าวที่โลตัสอยู่เป็นประจำนี่ครับ”

“   อย่างนี้นี่เอง...แล้วหนูอยากฟังคำตอบจากเพื่อนๆดูมั้ยครับ”

“  อยากฟังครับ”

“  เอ้า...ใครตอบได้ว่าข้าวมาจากไหนยกมือขึ้น” เมื่อครูสาวถามจบเด็กชายตัวดำร่างผอมคนหนึ่งก็ชูมือขึ้นอย่างรวดเร็ว  “ตอบมาเลยจ๊ะ  เด็กชายบุญเลิศ”

“  ข้าวที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้  ได้มาจากการเพาะปลูกของชาวนาครับ”

“   เก่งมากจ๊ะ...นั่งลงได้”  ครูสาวชมเชยนักเรียนที่ตอบคำถามได้ถูกแล้วก็หันหน้ากลับมาที่ลูกชายของสุรสีห์  ’’ เข้าใจหรือยังครับ...ว่าข้าวได้มาจากไหน”

“  รู้แล้วครับ  เมื่อวานพ่อก็ยังเล่าให้ผมฟังอยู่เลย”

“  แล้วทำไมหนูถึงไม่เชื่อคำบอกเล่าของคุณพ่อล่ะครับ”

“  คุณพ่อชอบพูดโกหก  ผมก็เลยไม่อยากจะเชื่อ”

“   ฮือ! “ ครูสาวยิ้มกับลูกชายสุรสีห์  แล้วก็เดินไปหน้าห้องเรียน  หยิบรูปภาพที่เตรียมมาประกอบกับการสอนเรื่องชาวนาและข้าวอย่างละเอียดก่อนจะทิ้งท้ายด้วยข้อคิดไว้กับนักเรียนในห้องว่า “ สิ่งใดก็ตามที่สร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก สิ่งนั้นเราก็ควรที่จะใช้มันให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ที่สุด  อย่าใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีวันหมดสิ้นข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน  มันต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากมากมาย  เพราะฉะนั้นเราทุกคนในฐานะผู้บริโภค  ก็ควรที่จะใช้ข้าวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด  อย่ากินทิ้งกินขว้าง  ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว้าข้าว นั่นก็คือชาวนาหรือที่เรียกอีกชื่อว่าผู้สร้างชีวิต  ปัจจุบันชาวนามีจำนวนน้อยลงทุกวันเพราะไร้ผู้สืบทอด อาชีพชาวนาที่น่านับถือนั้นกำลังถูกเด็กรุ่นหลังดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยและไร้ศักดิ์ศรี...แล้วนักเรียนล่ะคิดอย่างนั้นหรือเปล่าค่ะ”

“  ไม่คิดเช่นนั้นครับ / ค่ะ’’

“   ดีจ๊ะ....พวกเราจะต้องไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้มีพระคุณต่อเราเป็นอันขาด...เพราะนั่นหมายถึงการเนรคุณ”

.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]