• สราลี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Khunaunchit@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 608
  • จำนวนผู้ชม : 166893
  • ส่ง msg :
  • โหวต 146 คน
ยุวประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง
อนุชิต อินทรนุ่ม ประธานยุวประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/AnuchitIntranum
วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม 2552
Posted by สราลี , ผู้อ่าน : 2292 , 08:47:08 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2552

พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมขอใช้เวลาไม่มากนักในการพูดถึงการทำงานในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากทีเข้ามารับหน้าที่และบริหารราชการแผ่นดินแล้วในช่วงท้ายจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถาม ซักถามเกี่ยวกับงานที่เราได้ทำมา และที่กำลังจะเดินหน้าต่อไป ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่าอยากให้ทุกคนได้นึกย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้วเดือนธันวาคม 2551 เป็นช่วงเวลาที่ผมเชื่อว่าทุกคนในสังคมมีความทุกข์มีความทุกข์มีความวิตกกังวลทั้งในเรื่องของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งได้ลุกลามมาจากต่างประเทศอย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แล้วก็ตัวเลขทางเศรษฐกิจซึ่งเคยเติบโตมาโดยตลอดก็เริ่มเห็นเป็นตัวเลขที่ติดลบมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และที่สำคัญก็คือว่าวิกฤตทางการเมือง และความขัดแย้งของผู้คนในสังคมก็ทวีความรุนแรง แล้วก็เป็นวิกฤตที่ต่อเนื่องยาวนานมาเป็ฯระยะเวลาหลายปี แต่ที่ผมคิดว่าที่แย่ที่สุดในขณะนั้นก็คือว่านอกเหนือจากที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์กับวิกฤต 2 วิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว เรามองไม่เห็นทางออกในวันนั้น ไม่มีใครกล้าแม้ที่จะตั้งความหวังว่าเศรษฐกิจไทย การเมืองไทย ประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร 

ผมและรัฐบาลเข้ามารับภาระหน้าที่ในสถานการณ์อย่างนั้น และผมรู้ตั้งแต่วันแรกว่าวิกฤตที่จะต้องคลี่คลายที่จะต้องแก้ไขไม่ง่าย ความรุนแรงทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ และการเมือง ต้องถือว่ารุนแรงมากเมื่อเทียบกับวิกฤตครั้งอื่น ๆ ที่เราเคยประสบมาในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาตั้งแต่วันแรกก็คือ ผมและรัฐบาลจะทุ่มเททำงานอย่างหนัก และไม่มีอะไรดีไปกว่าการยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งในการทำงาน และถ้าจะสรุปก็ต้องบอกว่าเป้าหมายของรัฐบาลก็คือ ความสุขของพี่น้องประชาชนคนไทย ในการทำงานในการกำหนดนโยบายนั้น ผมได้ยึดถือเอานโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งก็ได้กลั่นกรองมาจากนโยบายของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็เคยมีเรื่องของแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันอยู่ด้วย ก็ได้ถือเอาตรงนั้นมาเป็นหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายพร้อม ๆ ไปกับการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากวันที่พรรคการเมืองทั้งหลายได้เคยกำหนดนโยบายไว้ในช่วงของการเลือกตั้ง 6 เดือนแรก หรือครึ่งปีแรกผ่านไป นโยบายเหล่านั้นถูกแปรสภาพมาเป็นกว่า 100 มาตรการ และผมมั่นใจว่าได้นำไปสู่อีกหลายล้านความสุขที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ที่พวกเราเข้ามาทำงานนั้นผมเปรียบเทียบอยู่เสมอว่าเสมือนกับเข้ามาแก้ไขปัญหาอาคารที่กำลังถูกไฟไหม้ งานแรกที่เราต้องทำก็คือต้องช่วงเหลือคนที่อยู่ในอาคารนั่นหมายถึงคนที่อ่อนแอที่สุด ที่มีความเสี่ยงที่สุด ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้น งานที่ 2 ก็คือดับไฟนั่นก็คือต้องหามาตรการในการที่จะมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับวิฤตเศรษฐกิจ และการเมืองที่เกิดขึ้น และแน่นอนที่สุด งานที่ 3 ไม่ได้มีความสำคัญยิ่งหย่อนกว่า 2 งานแรกก็คือการสร้างความแข็งแกร่งออกแบบอาคารใหม่ให้สามารถที่จะเป็ฯที่อยู่อาศัยที่ทุกคนมีความสุข มีความมั่นคง และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต ทุกนโยบายทุกมาตรการผมได้จัดลำดับ และทำให้เกิดความสม่ำเสมอต่อเนื่องก็คือว่าทำข้อที่ 1 ก็เล็งเอาไว้เลยข้อที่ 2 จะต้องเกิดขึ้นด้วย ทำข้อที่ 2 ก็จะต้องแก้ข้อที่ 3 ไปพร้อม ๆ กันด้วย ไม่มีลักษณะของการทำงานที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว หรือแก้ปัญหาว่าวันนี้เป็นอย่างไรขอให้ปัญหามันพ้นไปไม่ใช่แนวทางที่รัฐบาลได้ทำงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการสรุปงานสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จแล้วใน 6 เดือนแรก หลายเรื่องผมถือเป็นคำมั่นสัญญา

จะเป็นจากการหาเสียง จะเป็นจากการกำหนดนโยบายของพรรค ของรัฐบาล หรือการแสดงวิสัยทัศน์ในที่ต่าง ๆ ผมอยากจะยืนยันว่าคำมั่นสัญญาหลายอย่าง ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเหล่าพึ่งมาเป็นจริง และเราได้ทำแล้วในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มต้นจากการช่วยเหลือคน กลุ่มคนกลุ่มแรกที่เราได้ช่วยเหลือชัดเจนที่สุดก็คือเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง เป็นการบรรเทาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในเรื่องของค่าใช้จ่าย พร้อม ๆ ไปกับการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดที่ผมยืนยันมาตลอดก็คือ เรื่องของการลงทุนในด้านการศึกษา ต้องขอขอบคุณว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่เด็กของเราได้รับประโยชน์ 12 ล้านคน คือนโยบายที่สามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรม โดยมีการส่งเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของเครื่องแบบ ในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน และสนับสนุเรื่องของตำราเรียนให้กับผู้ปกครองทั้งหมด พร้อม ๆ กับการลดรายการที่มีการเรียกเก็บโดยไม่ให้เก็บในรายการที่เป็นเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นบริการพื้นฐานที่เป็นสิทธิที่ลูกหลานเราจะต้องได้รับ งานนี้เป็นงานซึ่งควรจะทำมาตั้งนานแล้ว กฎหมายบังคับมาให้ทำมาตั้งแต่ปี 2545 แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ผมต้องขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการที่การกำหนดนโยบายอาจจะคิดง่ายครับประโยชน์สั้น ๆ เรียนฟรี แต่ในแง่ของการปฏิบัติผมรู้ว่ามีเรื่องที่เป็นรายละเอียดยุ่งยากมากมาย แต่ก็ได้ทำสำเร็จภายในการเริ่มต้นของปีการศึกษาคือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

กลุ่มคนกลุ่มที่ 2 ก็คือผู้สูงอายุ เช่นเดียวกันในขณะที่เราบอกว่าผู้สูงอายุของเราควรจะได้รับการตอบแทนจากสังคมนี้ แต่นโยบายพียงแค่จะมีเบี้ยยังชีพไม่ได้มากมายอะไรเลย 500 บาทต่อเดือน เราก็ยังมีผู้สูงอายุหลายล้านคน ซึ่งไม่เคยได้รับโอกาสตรงนี้ภายใน 6 เดือนเช่นเดียวกัน เราได้จัดระบบให้มีการขึ้นทะเบียนสำหรับผุ้สูงอายุ อายุเกิน 60 ปี ทุกคนยกเว้นผู้ที่มีบำนาญอยู่แล้ว ที่สุดก็มีคนที่มาใช้สิทธิ์ 3,500,000 คน เพิ่มเติมจากที่รับอยู่ในปัจจุบัน เงินเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ บัดนี้ก็จ่ายเป็นรายเดือน และก็จะมีการเดินหน้าตลอดไป รวมทั้งจะมีการขึ้นทะเบียนรอบใหม่ในเดือนกันยายน สำหรับคนที่มีอายุถึง 60 หลังจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถัดมาเราก็ต้องดูแลพี่น้องประชาชนที่ยากจนที่สุดก็คือกลุ่มเกษตรกร จริงอยู่นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรนั้นก็ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้ เพราะว่ามันคาบเกี่ยวกับฤดูกาล การเพาะปลูก แต่เราเจอกับปัญหาที่ว่าโครงการการแทรกแซงราคาพืชผลนั้น โควต้าที่กำหนดไว้ไม่พอเพียง แล้วก็มีปัญหาอีกหลายปัญหา แต่ก็ได้มีการดำเนินการแก้ไข ทั้งในส่วนที่เป็นพืชหลัก ข้าว มันสัมปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม ยาง ไปจนถึงเรื่องของผลไม้ที่ออกมาตามฤดูกาลต่าง ๆ จนในที่สุดเกษตรกรกว่า 1,500,000 ครัวเรือน หรือครอบครัว ได้ประโยชน์จากตรงนี้

ถัดจากเกษตรกรเราก็ต้องไปช่วยคนว่างงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายวิตกกังวลและเป็นห่วงที่สุดที่จะเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ โครงการที่รัฐบาลได้ดำเนินการก็คือ ต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ผ่านการอบรมแล้วกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ และได้สร้างงานกว่า 140,000 คน รวมทั้งอีก 20,000 คน ที่เป็นโครงการที่เป็นการชะลอการเลิกจ้าง อันนี้คือในส่วนของต้นกล้าอาชีพ และถ้ารวมกับที่กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ก็มีการสร้างงานอีกหลายแสนอัตรา รวมไปถึงการชะลอการจ้างงานในส่วนของกระทรวงแรงงานอีกจำนวนหนึ่งเช่นเดียวกัน และสำหรับพี่น้องประชาชนทั่วไปก็มีการดำเนินการมาตรการลดภาระค่าครองชีพช่วยเหลือประชาชน 5 มาตรการด้วยกัน เรื่องของก๊าซหุงต้ม ซึ่งมีการตรึงราคาไว้ เพราะเรารู้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกือบทุกครัวเรือนก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เรื่องของการลดและให้ใช้น้ำ ไฟ ฟรี สำหรับคนที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนน้อย ได้ช่วยเหลือในการลดภาระพี่น้องประชาชนไปประมาณ 8 ล้านครัวเรือน กว่า 8 ล้านสำหรับไฟ และต่ำกว่า 8 ล้านสำหรับน้ำ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมคนจำนวนมากในบ้านเมืองของเรา ขณะเดียวกันในส่วนของลดเมล์ รถไฟ กระทรวงคมนาคมก็ได้เดินหน้าในการสานต่อในเรื่องของโครงการที่ให้บริการฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย ก็มีการประมาณการกันว่ามีผู้ได้มาใช้ประโยชน์จากตรงนี้ รถเมล์อาจจะเดือนละ 13 ล้านเที่ยว รถไฟอาจจะ 3 ล้านเที่ยวต่อเดือน ก็เป็นการลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ส่วนคนที่มีรายได้อยู่แต่เป็นรายได้น้อยนั้น เราก็ได้มีการแบ่งเบาภาระการเพิ่มรายได้ในโครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท และก็มีคนได้รับเช็คตรงนี้ไปแล้วอีก 9 ล้านคน และก็เสริมด้วยโครงการที่เข้าไปดูแลเศรษฐกิจของชุมชนก็คือในส่วนของชุมชนพอเพียง ซึ่งขณะนี้ก็มีโครงการลงไปประมาณ 30,000 โครงการแล้ว นี่คือกลุ่มคนต่าง ๆ ที่เราช่วยเหลือ

แต่ในส่วนของภาคธุรกิจ เอกชน ในภาพรวมผมจะไม่ขอใช้เวลามาเล่าถึงมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว จะเป็นภาคการค้า การลงทุน ซึ่งกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหลายได้ร่วมกันทำงานอย่างเป็นทีม และมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดอยู่ทุกสัปดาห์ในครม.เศรษฐกิจ แต่ว่าผมยกเพียงตัวอย่างเดียวว่าในส่วนของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม ซึ่งมีปัญหาในเรื่องสินเชื่อ เราก็ต้องใช้หลายมาตรการ และก็สามารถทำให้มีการปล่อยสินเชื่อรวมไปได้ในช่วงแรก 2,2800 กว่าล้านบาท และในปัจจุบันหลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้มีการเร่งในอัตราที่สูงขึ้นทุกเดือน ๆ นอกจากโครงการเหล่านี้กลุ่มคนเหล่านี้แล้วก็ยังมีนโยบายบางเรื่อง ซึ่งเราเคยพูดเราเคยสัญญากันมา และวันนี้เราก็ได้ทำจริงแล้วก็คือกรณีของอสม.ทั่วประเทศ เกือบ 1 ล้านคนที่ได้ค่าตอบแทนคนละ 600 บาทต่อเดือน ดังนั้นจะเห็นว่ามาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงที่ยากลำบากนั้นเราได้ทำเพื่อคนไทยทุกภาค ทุกคน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 60 – 80 ปี และเดี๋ยวอีกสักครู่ผมจะชี้ให้เห็นว่าแม้ว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้ ซึ่งเราก็คาดการตั้งแต่แรกว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกก็ต้องเป็นในช่วงปลายปี แต่ได้ส่งผลอย่างไรต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ตรงนี้อย่างที่ผมบอกครับคือการช่วยเหลือคนพร้อม ๆ ไปกับการบรรเทา และก็มีส่วนในการแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งเพราะว่ามาตรการเหล่านี้ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แต่เราไม่ได้หยุดเท่านั้น เราเดินหน้าต่อทันทีว่าเราจะต้องแก้และกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อม ๆ ไปกับเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยของเรา ลงทุนเพื่อคนไทยทั้งประเทศ และในช่วงระยะเวลา 6 เดือนเช่นเดียวกัน เราก็ได้จัดทำแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แล้วก็ได้มีการจัดแผนในเรื่องของการระดมทุนเข้ามา ซึ่งก็คือเงินที่เป็นเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระบบธนาคารส่วนหนึ่ง และขณะนี้ก็ได้มาซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งไปแล้ว ที่เหลือก็จะเป็นการกู้เงินจากภายในประเทศ เพราะว่าเงินในระบบธนาคารสภาพคล่องของเรายังมีมาก ไม่ได้เป็นเรื่องของการไปก่อหนี้โดยการไปกู้เงินจากต่างประเทศแต่อย่างใด ในปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้นสิ่งที่เรากำลังทำคือเรากำลังวางรากฐานสำหรับประเทศไทย หลังจากที่เราต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมานั้นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยนั้นเสื่อมโทรมลงไปมาก ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไทยเข้มแข็งก็ครอบคลุม 7 ด้าน ด้านแรกก็คือในส่วนของการดูแลภาคการเกษตรของเราที่จะมีการสร้างและปรับปรุงแหล่งน้ำทั่วประเทศเกือบ 1,500 แห่ง และจะมีประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ที่ได้ประโยชน์จากระบบชลประทาน และการกระจายน้ำที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้

ด้านที่ 2 ก็คือด้านของการขนส่งคมนาคม โลจิสติก ซึ่งอันนี้ก็มีตั้งแต่ระบบรางที่จะมีการดำเนินการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในส่วนของรถไฟ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็เดินหน้าเต็มที่ทั้งในภูมิภาค และในกรุงเทพมหานคร ในภูมิภาคนั้นก็จะเป็นการปรับปรุงรางเดิม วางระบบรางคู่ มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและเชื่อมโยงกับประเทศจีนที่จะเกิดขึ้นต่อไป เป็นการอำนวยความสะดวกให้คนไปมาหาสู่ และเป็นการเปิดเส้นทางเพื่อเอาสินค้าออกมาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยอยู่ห่างไกลสามารถ

ตลาดได้มากขึ้น ส่วนถนนนั้นก็จะมีถนนไร้ฝุ่น ถนนปลอดภัยทุกชุมชน ในส่วนของกระทรวงคมนาคมก็จะดำเนินการให้เสร็จภายในปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนี่คือด้านที่ 2

ด้านที่ 3 เราก็เดินหน้าในเรื่องของการศึกษาว่านอกจากเรื่องเรียนฟรีที่ได้ทำไปแล้ว เราก็จะเดินหน้ายกระดับคุณภาพโรงเรียนอีก 8,000 แห่ง มีการปรับปรุงห้องสมุดกว่า 1,700 แห่ง และจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดอีกมากมายที่เราจะทำ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกเครื่องระบบการสอบคัดเลือกหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ระบบการศึกษาเราดีขึ้น

ด้านที่ 4 ด้านสาธารณสุข ซึ่งจะมีการยกระดับสถานีอนามัยมาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบลทั่วประเทศ ความจริงแล้วเริ่มต้นไทยเข้มแข็งไป 1,000 แห่งจะเสร็จในปีนี้ และจำดำเนินการที่เหลือในโครงการไทยเข้มแข็งไปพร้อม ๆ กับการลงทุนในโรงพยาบาลระดับอำเภอ ระดับจังหวัดกว่า 800 แห่ง และมีเรื่องของการพัฒนาสถานพยาบาลรักษาโรคหัวใจ รักษาโรคมะเร็ง และโรคอื่น ๆ ที่เป็นโรคสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนไทยต้องเสียชีวิตหรือเจ็บป่วย

มีโครงการเกี่ยวกับการวิจัยที่จะเชื่อมโยงกับทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข ก็คือห้องแล็ปแห่งชาติเพื่อคนไทย อันนี้เพื่อสร้างงานและลดการนำเข้า เช่นเดียวกัน นอกนั้นก็เป็นการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องของการส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งผมจะได้พูดต่อไป

และด้านสุดท้ายในโครงการปฏิบัติไทยเข้มแข็งก็คือเป็นส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นหัวใจของการที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกือบ 400 โครงการ ซึ่งต่อไปนี้ประชาชนในพื้นที่จะสัมผัสได้ เพราะมีเรื่องของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฮาลานครบวงจร มีการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน และที่สำคัญก็คือมีเป้าหมายว่าจะมีการเพิ่มรายได้ต่อหัวสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมากให้ได้ 60,000 บาทต่อคน ในช่วงของการเดินหน้าโครงการปฏิบัติไทยเข้มแข็ง

ผมจึงขอโอกาสเรียนในเรื่องของปัญหาภาคใต้ 6 เดือนแรกมีการปรับทิศทาง ปรับนโยบายอย่างชัดเจน เอาเรื่องความยุติธรรม และการพัฒนา รวมไปถึงเรื่องการเมืองมานำในเรื่องของการทหาร และเรื่องเดียวที่ผมพูดไว้แต่ต้นว่าไม่สามารถททำได้ใน 99 วันคือเรื่องของกฎหมาย ในการตั้งสำนักงานเราก็ได้ตั้งคณะรัฐมนตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นเฉพาะ และจะผลักดันกฎหมายที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนนี้เพื่อที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นใน 6 เดือนอย่างที่ผมบอก เราได้ช่วยคน เราได้ดับไฟ และเราได้วางรากฐานสำหรับอนาคตให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมได้ให้เห็นภาพว่าแต่ละกลุ่มคนนั้นได้รับประโยชน์อย่างไรกับการทำงาน 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ผมอยากให้เห็นด้วยว่าในภาพรวมของวันนี้หลังจากทำงานไปได้ 6 เดือน ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การรายงานภาพตัวเลขทางเศรษฐกิจในอดีตเรามักจะดูตัวเลขเปรียบเทียบปีต่อปี ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเข้าใจได้ แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจวิกฤตมาก การที่จะดูแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรจะต้องดูตัวเลขไตรมาสต่อไตรมาส และเดือนต่อเดือน ซึ่งดูตัวเลขตรงนี้จะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไป กับภาวะการเปลี่ยนไปของเศรษฐกิจโลกว่ากำลังส่งผลกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร นี่คือการเติบโตของจีดีพี เทียบไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่นิตยาสารทางด้านเศรษฐกิจธุรกิจใช้คำนวณกับประเทศอื่นมาบ้างแล้ว ผมเลยให้ทำดูในประเทศเอเชียที่สำคัญ เช่น จีน เวียดนาม เกาหลี และของไทย อยากจะชี้ให้เห็นว่าถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่าเราได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และขณะนี้ได้มีแนวโน้มของการขจยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างเร่งตัวขึ้นมาพอสมควร ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะบอกว่าเป็นการฟื้นฟูแบบตัววีคือลงเร็วและขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่ไม่ใช่เฉพาะตัวเลขตัวนี้ แต่ถ้าเราไล่ดูตัวเลขอื่น ๆ ที่ตามมามันจะบ่งบอกสัญญาณในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น เช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ถ้าเทียบเป็นลักษณะไตรมาสต่อไตรมาสก็จะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจน เหมือนกันครับอัตราการใช้กำลังการผลิตก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งอันนี้คือเป้าหมายหลักของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกว่าจะสามารถหยุดยั้งการทรุดลงของสถานการณ์และกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณที่ดี

รายได้ ภาษี การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องการบริโภคก็เป็นภาพเหมือนกันหมดว่าขณะนี้การฟื้นตัวกำลังเริ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องการส่งออกถ้าดูจากตัวเลข เปรียบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส เดือนต่อเดือน รวมไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมนอกจากนั้นในรายของอุตสาหกรรมเองดูการเติบโตของยอดการขายรถยนต์ จักรยานยนต์ก็เป็นแนวโน้มเดียวกันหมด ขณะเดียวกันการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นของสมาคมบริษัทผู้จดทะเบียน ถ้าถามถึงว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวคาดการลงทุนมองไปข้างหน้า มองผลงานของรัฐบาลและการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ล้วนแล้วแต่ยืนยันว่า 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ทุกคนยากลำบากที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ แต่ผมมั่นใจว่าจุดเลวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว และขณะนี้จากการวางแผนที่ต่อเนื่องของเศรษฐกิจนั้นจะทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้น และเราได้เตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจหลังการฟื้นตัวแล้วด้วย นี่คือภาพรวมเศรษฐกิจ

สำหรับภาพรวมของประเทศในด้านอื่น ๆ 6 เดือนที่ผ่านมาผมใช้เวลาพอสมควรในการสื่อสารกับต่างประเทศที่เห็นแต่ข่าวร้ายจากประเทศไทยมาโดยตลอดระยะเวลาหลายปี และได้ดำเนินการหลายเรื่องโดยเฉพาะประธานอาเซียนที่จะมีบทบาทในภูมิภาค ที่จะมีบทบาทในฐานะตัวแทนของภูมิภาคในเวทีโลกด้วย แน่นอนครับมีเหตุการณ์ช่วงเดือนเมษายนที่ยังคงเป็นปัญหา และปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งก็เป็นปัญหากันในกว่า 100 ประเทศในขณะนี้ ก็ยังเป็นจุดที่เราต้องเดินหน้าแก้ปัญหาภาพลักษณ์ในส่วนนี้กันต่อไป แต่อยากสรุปให้เห็นว่าภาพที่ได้ฉายออกมา 6 เดือน คือการทำงานที่มุ่งไปสู่ประชาชนด้วย และทำงานให้กับภาพรวมของประเทศ ของสังคม อย่างมีแผน อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ผมมั่นใจจะทำให้เรามองเห็นว่าในอนาคตข้างหน้าเราได้ก้าวผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุด และกำลังกลับเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง

ซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งทีสัญญาแล้ว และทำได้แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสัญญา และสัญญาจะทำ และก็จะทำให้เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย เรื่องแรกคือเรื่องสวัสดิการของประชาชน เราได้เริ่มต้นแล้วในเรื่องของการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน เรากำลังขยายระบบประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสหรือบุตรได้สิทธิ์มากขึ้น และจะขยายไปสู่แรงงานนอกระบบ เราจะทำระบบการออม สำหรับชราภาพ เพื่อให้คนไทยทุกคนจะมีประกันสังคมของตัวเอง 3 – 4 เรื่องนี้จะนำมารวมกันเป็นระบบสวัสดิการของชาติอย่างชัดเจน และจะเกิดขึ้นภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ต่อไปนี้เราจะได้พูดเต็มปากว่าไม่ใช่เฉพาะข้าราชการ ไม่ใช่เฉพาะคนในหลักประกันเท่านั้น ที่มีหลักประกันในชีวิตที่จะมีบำนาญต่อไปในอนาคต แต่ประชาชนทุกคนจะได้สิทธิ์นี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้ที่รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าจัดทำกฎหมาย และวางระบบตรงนี้ทั้งหมด และไม่เพียงแต่สวัสดิการเท่านั้นปัญหาที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในเชิงพื้นฐาน ในเชิงความไม่เป็นธรรม ที่เป็นปัญหารื้อรังนั้นก็จะได้รับการสะสางด้วย เช่น ปัญหาที่ทำกินที่ขณะนี้จากการทำงานกับภาคประชาชนเราก็กำลังเอาระบบโฉนดชุมชนมาใช้เป็นทางเลือกทางแก้อีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับการที่เราจะขยายบ้านขยายบ้านมั่นคงในระบบที่อยู่อาศัย และเราก็จะทำระบบภาษีของเราให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยการปรับปรุงภาษีทรัพย์สินและที่ดิน แล้วเอาเงินส่วนหนึ่งมาตั้งเป็นกองทุนธนาคารที่ดินด้วย นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องการสะสางแก้ปัญหาที่ทำกิน ซึ่งเป็นหายืดเยื้อมาโดยตลอด และอยากจะเรียนว่าเช่นเดียวกับปัญหาที่ทำกิน คือเรื่องหนี้สินเราได้เดินหน้าสะสางผ่านกองทุนฟื้นฟู และผ่านโครงการธนาคารต้นไม้และโครงการอื่นๆ ที่จะมีการดำเนินการออกมา

มีอีกหลายเรื่องที่ต้องมีการเดินหน้าต่อ จะสะสางเรื่องความมั่นคงในการจัดหาพลังงาน การส่งเสริมพลังงานทดแทน และที่สำคัญในแง่ของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ

แต่ว่าทั้งหมดนี้ผมอยากเรียนว่าก็ต้องดำเนินไปกับการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ทั้งในเรื่องของการเมือง และเรื่องของสังคม จริงๆตัวเลขของการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเราไม่ได้ใช้วิธีการนอกกฎหมายแต่เราสามารถจับได้มากกว่าในช่วงที่ผ่านมา และคนที่ถูกจับก็เป็นรายใหญ่ดูจากปริมาณของของที่ยึดได้ต่อจำนวนคนที่ถูกจับก็แสดงให้เห็นว่าขณะนี้เรากำลังเอาจริงเอาจังในการทำลายเครื่อข่ายของการค้ายาเสพติดอย่างเต็มที่

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนคือว่าเรื่องการเมือง ผมทราบดีครับว่าความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่หมด และผมรู้ว่าความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองไม่มีทางหมดไป และนั้นก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสัมคมทั่วไป และก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องสร้างสังคมประชาธิปไตย แต่ผมก็อยากจะยื่นยันครับว่าสิ่งที่ผมได้พูดตั้งแต่วันแรกในเรื่องการปกป้องสถาบันหลักของชาติในเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ เราได้ทำอย่างเต็มที่ แต่เราทำบนความรอบคอบระมัดระวังไม่ได้ทำในลักษณะตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการที่จะเห็นความขัดแย้งขยายวงไปสู่สถาบันต่างๆ และต้องการให้เกิดความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น

ผมได้กำหนดจุดของความพอดีและได้แสดงออกอย่างชัดเจนใน 6 เดือนที่ผ่านมาว่าอะไรที่เป็นสิทธิเสรีภาพที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีความคิดอ่านทางการเมืองอย่างไร สามารถจะใช้สิทธิตรงนั้นได้แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย ทำความเดือดร้อนให้กับส่วนรวม รัฐบาลก็พร้อมที่จะใช้กฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดจริงจัง

เหตุการณ์เดือนเมษายน เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีต่อแนวคิดและแนวปฏิบัติของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งผมและคณะรัฐบาลยึดถืออย่างเคร่งครัด ว่าไปแล้วพวกเราก็แทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็รักษาตรงนี้ไว้บนพื้นฐานของหลักการในการเคารพความแตกต่างในสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างถึงที่สุด

ผมมั่นใจครับว่าแม้ความขัดแย้งยังมีอยู่ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองจะต้องมีต่อไป แต่แนวทางที่รัฐบาลยึดถือมาและจะยึดต่อไป รวมทั้งความก้าวหน้าในการทำงานร่วมรัฐสภาในการแก้ปัญหาทางการเมือง เช่นเรื่องของรัฐธรรมนูญ จะเป็นคำตอบให้กับสังคมได้ในที่สุด

สำหรับพี่น้องเกษตรกรเราจะมีการปรับเปลี่ยนปฏิรูประบบการแทรกแซงราคาพืชผลครั้งใหญ่ที่ต่อไปนี้จะไม่พูดถึงว่ามีโควต้ากี่ล้านตันแล้วพบว่าเกษตรกรเข้าโครงการได้เพียง 20-30 % เท่านั้น และมีปัญหาที่รัฐบาลเข้าไปแข่งขันค้าขายกับเอกชน และมีปัญหาในเรื่องของทุจริตคอรัปชั่น เราจะปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบประกันราคา หรือ ประกันรายได้ให้เกษตรกร โดยเกษตรกรทุกคนมาขึ้นทะเบียนจะได้รับประโยชน์ ในแง่ของหลักประกันมีการประกาศราคาชัดเจนว่า เกษตรกรจะได้ราคาเท่าไหร่ เราได้เริ่มต้นแล้วในส่วนของมันสำปะหลัง ข้าวโพด และกำลังเดินหน้าในเรื่องของข้าวนาปี ตรงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำปสู่ระบบของการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันในการเกษตรของไทย การเอาจริงเอาจังกับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปรับปรุงผลิตภาค ปรับปรุงระบบการแข่งขัน ปรับปรุระบบการบริการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอกชน ทั้งหมดงานเหล่านี้เริ่มต้นแล้วทั้งสิ้น และเป็นงานที่มีแผน มีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งผมจะเร่งผลักดันต่อไป ที่จริงนับตั้งแต่วันนี้ผมก็จะเริ่มหยิบเป็นเรื่องๆมา และมีการจัดการผู้ประชุมที่เกี่ยวข้องเป็นกลุ่มเล็กเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการเร่งรัดงานมากขึ้น อย่างเช่นวันนี้ก็จะเริมต้นด้วยการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงเกิน 70 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดที่ผมกำหนดไว้แต่แรกว่าเป็นจุดที่เราต้องทบทวนในเรื่องของราคาน้ำมันต่อไป  

สุดท้ายก่อนที่จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามผมอยากจะเรียนว่างานทั้งหลายที่ผมพูดมาทั้งหมด ที่ประสบผลสำเร็จได้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นพิเศษในหลายต่อหลายเรื่อง และผมทราบว่า 6 เดือนที่ผ่านมาที่เราต้องปรับปรุงแก้ไข และถ้าพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนมีส่วนเสนอแนะ อย่างสร้างสรรเราพร้อมรับฟัง เราพร้อมแก้ไขอยู่ตลอดเวลา

แนวทางการทำงานที่ผมยึดถือ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ผมก็ยังยืนยันเต็มร้อย และยังจะเห็นว่าทุกเรื่องที่มีข้อครหา เกี่ยวกับงานของรัฐบาล ถ้ามีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเราทำอย่างจริงจังอย่างตรงไปตรงมาที่จะสะสางทุกปัญหาต่อไป แต่ขอให้ความมั่นใจในสิ่งนี้ ผมยืนยันว่าแนวทางนี้เท่านั้นที่จะเป็นแนวทางออกและเป็นความหวังสำหรับประชาชนคนไทย และประเทศไทย ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทย และขอยืนยันและสัญญาว่าการทำงานของผมและคณะรัฐมนตรีจะต้องทำงานหนักขึ้น จะต้องทำงานแข่งขันกับเวลามากขึ้น จะต้องทำเรื่องยากๆ ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องระยะยาว ที่เกี่ยวของกับเรื่องโครงสร้าง และจะยังคงยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติและหลักการประชาธิปไตยและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นธงนำในการทำงานต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นคำมั่นสัญญาด้วย และเหมือนกับหลายเรื่องที่เราเคยสัญญาและเราได้ทำแล้วใน 6 เดือน สิ่งที่สัญญาในวันนี้เราก็จะทำให้สำเร็จต่อไปสำหรับพี่น้องประชาฃชนคนไทยทุกคน

 ขอขอบคุณครับ.





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]