*/
  • thip_q
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chathip@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 294975
  • จำนวนผู้โหวต : 34
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
'รักแรก' ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี

นิทรรศการภาพถ่ายโดยสุชาติ สวัสดิ์ศรี

View All
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน 2550
Posted by thip_q , ผู้อ่าน : 837 , 17:43:02 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "

"ผมพยายามฝ้าสังเกตความเป็นไปของโลกโดยวิถีแห่งพุทธ โลกแห่งวัตถุและความว่างเปล่า ความสุขสมและความเศร้าสร้อย ความเรียบง่ายและความซับซ้อน ความสงบและความวุ่นวาย โลกที่เปิดกว้างให้เห็นความจริง/เท็จด้วยใจ เพราะสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มนตรี เติมสมบัติ ศิลปินร่วมสมัย พูดถึงผลงานล่าสุดในนิทรรศการ 'Nirvana / Paradise : reality/ illusion, 2550' ที่เขาเลือกนำเสนอไอเดียเกี่ยวกับชีวิตในรอยต่อระหว่างวิถีทางแห่งพุทธะกับศาสนาคริสต์ โดยใช้สื่อแสดงด้วยตนเองในลักษณะหุ่นนิ่งบนหลังคาอาคารบ้านเรือน แล้วใช้กล้องดิจิทัลขนาดเล็กเก็บผลงานเป็นภาพถ่ายมานำเสนอ

มนตรี เติมสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนักออกแบบเสื้อผ้ารุ่นใหม่ ในงานแฟชั่นนานาชาติกรุงเทพฯ 2542 ก่อนจะหันเหแนวทางการแสดงออกมาสู่การทำงานศิลปะแสดงสดก่อนจะต่อเนื่องมาเป็นงานศิลปะจัดวาง (Installation) งานวิดีโอ อาร์ต งานศิลปะแบบผู้ชมมีส่วนร่วม และล่าสุด งานภาพถ่ายชุดนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ระหว่างเป็นศิลปินในพำนัก ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา 

ปีค.ศ.2003 เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเชิญเข้าร่วมเทศกาลศิลปะเวนิซ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 50 มนตรีเป็นหนึ่งในศิลปินทีมชาติที่ไปนำเสนอผลงานในเทศกาลศิลปะครั้งนั้น โดยเขาเปลือยร่างท่อนบนเขียนตัวหนังสือเล็กๆ ลงไปจนเต็ม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งทำสมาธิท่ามกลางกลุ่มคนที่เข้าชมเทศกาลศิลปะ ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นทำงานศิลปะที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดพุทธปรัชญาของมนตรี

"ก่อนหน้านั้นผมจะทำงานในประเด็นเกี่ยวกับสังคมบริโภค ทุนนิยม ความขัดแย้งในสังคมซึ่งเป็นเรื่องหนักมาก แล้วก็มารู้สึกว่าคนทำงานศิลปะเองก็ต้องการที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ตรงนี้ อยากหาทางออก อยากปลดปล่อย ทำให้เริ่มกลับมามองตัวเอง ก็คิดว่าการตั้งสติ ทำสมาธิเป็นวิธีทดลองน่าจะมีคำตอบอะไรให้เรา ลองค้นหา เริ่มหันมาสนใจพุทธปรัชญาและการดำเนินชีวิตแบบพุทธ"

หลังกลับจากเวนิซ เขาแสดงผลงานอีกครั้งที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โดยจัดพื้นที่ในห้องแสดงผลงานเป็นห้องอบสมุนไพรและห้องทำสมาธิให้ผู้ชมงานเข้าไปใช้ ก่อนจะพัฒนาต่อไปเป็นการสร้างผลงานห้องทำสมาธิพร้อมกับแสดงภาพวิดีโอที่มีตัวเขานั่งหันหน้าออกสู่ท้องทะเล แต่ตัดเสียงคลื่นทะเลออกและใส่เสียงลมหายใจของตัวเองที่มีจังหวะเดียวกับคลื่นทะเลเข้าไปแทน เพื่อสื่อสารกับผู้ชมงานถึงการทำสมาธิและการเผชิญความจริงในชีวิต 

จนมาถึงนิทรรศการล่าสุดครั้งนี้ เขานำแรงบันดาลใจจากพุทธปรัชญามาเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อในคริสต์ศาสนา แนวคิดเกี่ยวกับนิพพานและสวรรค์ ซึ่งล้วนมีอยู่ในตัวคนทุกคน เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ"

"เมื่อไหร่ที่เราเกิดสติปัญญา ความสงบ ก็คือสวรรค์ ก็คือความสุขที่แท้จริง แต่ในขณะเดียวกันบางคนอาจเชื่อว่าสวรรค์หรือนิพพานอาจจะเกิดหลังความตายซึ่งเราพิสูจน์ไม่ได้ ในงานชุดนี้ผมลองเอาตัวเองไปใส่ในคาแรคเตอร์ต่างๆ ที่ผมเลือกมาเพื่อทดลองจินตนาการและซึมซับความรู้สึกของสวรรค์ในแต่ละแบบ"

ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เขาปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอแนวคิด จากการทำงานศิลปะบนพื้นฐานของแฟชั่นและศิลปะการแสดงสด ศิลปะการจัดวางและวิดีโอ อาร์ต มาสู่การนำเสนอผลงานด้วยภาพถ่าย 

"ผมเริ่มจากการทำงานศิลปะการแสดงสด พอเสร็จจากการแสดงแล้วชุดที่ใช้ในการแสดงก็จะกลายเป็นตัวงานที่เอาไปนำเสนอแบบอินสตอลเลชั่น (ศิลปะการจัดวาง) อีกทีหนึ่ง แล้วก็จะมีการจัดแสดงวิดีโอหรือภาพนิ่งที่ถ่ายมาจากการแสดงสดบ้าง แต่ในนิทรรศการครั้งล่าสุดนี้เป็นช่วงที่ผมเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ถ้าต้องจะขนชุดย้ายงานไปมาก็ไม่สะดวก ก็เลยแปลงตัวคอนเซปต์เป็นงานที่เคลื่อนย้ายได้ ใช้เครื่องมืออย่างกล้องดิจิทัลหรือคอมพิวเตอร์ที่นำไปทำงานไกลๆ ได้สะดวกขึ้น จนได้ข้อสรุปในการทำงานเป็นภาพถ่าย"

มนตรี เล่าอีกว่า ช่วงที่ไปเป็นศิลปินพำนักที่ฝรั่งเศส เขาไปพบเข้ากับหมู่บ้านเล็กๆ ชายฝั่งแอตแลนติกของฝรั่งเศส ก่อนจะติดต่อเจ้าของบ้านขอยืมพื้นที่บนหลังคาเป็นที่ทำงาน พร้อมกับยืมตัวเจ้าของบ้านมาทำหน้าที่ถ่ายภาพให้ด้วย

"ผมขึ้นไปบนหลังคาแล้วคิดว่าจะลองเล่นอะไรกับสิ่งที่ผมเห็นบนนั้น อย่างในภาพที่ชื่อว่า 'Sattellite#3' ซึ่งผมจินตนาการถึงไม้กางเขน เหมือนยืนอยู่บนไม้กางเขนแล้วก็เหมือนเป็นดาวเทียมส่งสัญญาณบางอย่าง ทุกๆ ภาพผมจะฉีกส่วนที่เป็นหน้าตัวเองออกเพื่อให้เกิดช่องว่างที่คนดูสามารถจะจินตนาการหน้าใครเข้าไปแทรกก็ได้ 

ถามว่าทำไมต้องขึ้นไปทำงานบนหลังคาบ้านเรือน เขาตอบว่า "ผมคุ้นเคยกับการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคาบ้านของผมในชนบท ชอบมองจากรอบๆ ตัวเองออกไปเรื่อยๆ ยังครอบครัว บ้านเรือน ถนน รถยนต์ ไร่สวน ลำธาร นาข้าว ภูเขา ก้อนเมฆ ฝูงนก และผีเสื้อ ชอบที่จะสูดอากาศหายใจอย่างช้าๆ และหวังให้อากาศนั้นนำพาผมให้หลุดพ้นไปจากโลก พอได้หลังคาถูกใจแล้วก็เอาตัวเราเข้าไปเป็น 'คน' ที่ผมนึกถึง บางภาพผมลองเป็นโมนาลิซา ผมรู้สึกว่าเธอเคยอยู่ในบรรยากาศของธรรมชาติที่แวดล้อมเธออยู่ในภาพ แต่แล้วเธอก็ต้องจากอิตาลีไปอยู่พิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศส มันเหมือนกับเป็นภาวะจำยอม ต้องยิ้มสู้แขกบ้านแขกเมือง ผมตีความว่าโมนาลิซาอาจจะอยากหลุดพ้นและหนีไปก็ได้"

นอกจากผลงานภาพถ่าย นิทรรศการครั้งนี้มีเซอร์ไพรส์เป็นผลงานจัดวาง 'Locket to Paradise' (I am my own charm) รับกระแสเครื่องรางของขลังในเมืองไทย ผนังอีกด้านของห้องแสดงจึงแขวนไว้ด้วยสายสร้อยเส้นยาวพร้อมกรอบพระเครื่อง แต่ที่อยู่ภายในกลับมิใช่หลวงพ่อวัดดังใด แต่เป็นภาพใบหน้าของมนตรีเอง

"ก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ ได้ข่าวกระแสคนไทยต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตัวผมเองไม่กล้าตัดสินตรงนั้น แต่ถ้าเอาใจตัวเองไปใส่ไว้ในสถานการณ์ที่วิกฤติคงต้องตั้งสติ คิดวิธีว่าเราจะหลุดพ้นไปได้อย่างไร เลยเกิดแรงบันดาลใจว่าด้วยความเป็นชาวพุทธเราต้องมีสติ พอมีสติความสงบ สิ่งดีๆ มันคงเกิดจากข้างในเราก่อน ผมเลยคิดว่าเราน่าจะเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ ด้านดีๆ ของศาสนาอยู่ในตัวทุกคนเท่าเทียมกัน ก็เลยลองเอาหน้าตัวเองใส่ไว้ในกรอบพระเครื่องเพื่อเตือนสติตัวเองว่าตัวเราเป็นที่พึ่งของตัวเอง ต้องมีสติแล้วความสงบจะเกิดขึ้น"

ก่อนจากมนตรีแย้มพรายให้ฟังว่า แต่ละภาพที่แสดงในงานนี้อาจจะนำไปขยายผลทำต่อเป็นซีรีส์ไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะทดลองจับความรู้สึกโมนาลิซาที่บินข้ามโลกมาลองนวดไทยบ้างก็เป็นได้



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน