*/
  • thip_q
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chathip@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 293898
  • จำนวนผู้โหวต : 34
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
'รักแรก' ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี

นิทรรศการภาพถ่ายโดยสุชาติ สวัสดิ์ศรี

View All
<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2552
Posted by thip_q , ผู้อ่าน : 2861 , 16:27:40 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ณ เชิงผาริมสายน้ำกว้างสุดตา ชายในชุดเสื้อเกราะนักรบจีนโบราณผู้นั้นยืนสงบนิ่งไม่ติงกายอยู่บนเชิงเทินของค่ายปีกกาที่ทอดยาวบนฝั่งน้ำ สรรพเสียงล้วนนิ่งสงัด มีเพียงลมหนาวอ่อนโรยพัดแผ่วเพียงระเล่นกับพู่ขนนกสีแดงบนยอดหมวกขุนพล กระแสลมเหนือแม่น้ำแยงซียามนี้ไม่แรงไปกว่าลมหายใจแห่งความเคร่งเครียดที่เขาระบายออก

สายตาของขุนศึกทอดไกลไปเบื้องหน้า ต่ำลงไปที่เชิงผา ผืนน้ำกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นฝั่งตรงข้าม ยามนี้ถูกระบายด้วยฝูงเรือรบนับพันที่ดาหน้ามาอย่างแช่มช้าราวกับจะอวดโอ่แสนยานุภาพอันเกริกไกรของทัพข้าศึกที่มุ่งมาด้วยความฮึกเหิมหมายเข้าตีชิงเอาอาณาจักรฝ่ายใต้ทั้งหมดไว้ในกำมือ

ไม่เพียงชีวิตของเหล่าทหารและราษฎรที่ต้องสังเวย ไม่เพียงผืนแผ่นดินแดนใต้อันอุดมสมบูรณ์สงบสุขที่ต้องลุกเป็นไฟ หากไม่อาจขับไล่ทัพเรือเบื้องหน้าให้แตกพ่าย แม้แต่ยอดหญิงงามในใต้หล้าผู้เป็นเมียแก้วเมียขวัญยังต้องตกอยู่ในเงื้อมมืออำมหิตของข้าศึก ศึกครั้งนี้จึงใหญ่หลวงนัก ใหญ่หลวงพอจะเรียกได้ว่ามีทุกสิ่งในชีวิตเป็นเดิมพัน

ลม...ชะตากรรมบ้านเมืองยามนี้ขึ้นอยู่กับกระแสลม ขุนศึกคนเดิม (พอดูใกล้ๆ รู้สึกว่าหน้าตาคล้ายกับเหลียงเฉาเหว่ย) แม้สายตาจับจ้องที่กองเรือข้าศึกที่เรียงรายกลาดเกลื่อนคุ้งน้ำ แต่ที่อยู่ในใจของขุนพลกลับเป็นชายอีกคนไกลออกไปเบื้องหลังบนเนินเขาเหนือฟากฝั่งน้ำเดียวกัน

ณ ที่นั้น ชายในชุดนักพรตลัทธิเต๋าหยัดร่างยืนสงบบนแท่นพิธี (คนนี้ดูคล้ายทาเคชิ คาเนชิโรเอามากๆ) พลันกระบี่นักพรตในมือค่อยขยับไหวแหวกว่ายสายลมแผ่วอย่างแช่มช้าก่อนเร้าเร่งขึ้นเป็นลำดับ

และแล้วสิ่งที่ตั้งตารอก็มาถึง สายลมแผ่วไล้ยอดขนนกบนหมวกขุนพลค่อยๆ ทวีกำลังกล้าเป็นพายุใหญ่ มหานทีปั่นป่วน ทัพเรือข้าศึกมหึมาเบื้องหน้าถูกสายน้ำสาดซัดกรรโชกแรง ล่องลอยไร้การควบคุมราวกับเป็นเพียงใบไม้เล็กกระจ้อยที่หลงทาง

ขุนพลตวาดคำสั่ง พลเกาทัณฑ์เร่งน้าวสายส่งธนูเพลิงลิ่วลอยราวห่าฝนไฟ เปลวเพลงที่ไร้ปราณีแผดเผาทัพเรือข้าศึกเบื้องหน้า กระแสลมรุนแรงราวพายุหลงฤดูยิ่งโหมซ้ำ ทัพเรือยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินบัดนี้กลายเป็นคบเพลิงยักษ์ลุกไหม้ ดารดาษราวดวงดาวบนฟากฟ้าคืนเดือนแรม เป็นทีกองเรือฝ่ายใต้รุกกระหนาบซ้ำหวังขับไสทัพข้าศึกถอยร่น

เสียงดนตรีใสเย็นสายหนึ่งแว่วดังขึ้นทั่วบริเวณ พลันเสียงเอื้อนเอ่ยของอิสตรีหนึ่งลอยเลื่อนลงจากฟากฟ้า กังวานสำเนียงนั้นอ่อนหวานราวเพลงพิณของนางไม้ในตำนาน ทแกล้วทหารสองฝ่ายล้วนรามือจากเข่นฆ่า นับหมื่นนับแสนนักรบต่างแหงนหน้ามองท้องฟ้าเลื่อนลอยราวถูกสะกด เสียงนั้นชัดแจ้ง เพียงถ้อยจำนรรกลับเป็นภาษาที่หามีใครเข้าใจ

“Attention please...we are now landed at Wuhan airport. Thank you for flying with us and hope to see you again.Thank you and good bye.”

เห็นจะเป็นเพราะหนัง 'สามก๊ก 2 โจโฉแตกทัพเรือ' ที่ยืมแผ่นเพื่อนมาดูก่อนออกเดินทาง ทำให้ฉากการรบทางเรือติดตาจนตามมาเข้าฝันระหว่างการเดินทางสู่ 'อู่ฮั่น' เพื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์สามก๊กครั้งนี้

ท่ามกลางอากาศเย็นพอสบาย เราเดินทางมาถึง 'อู่ฮั่น' เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย มีพื้นที่ 8,467.11 ตารางกิโลเมตร กับประชากรราว 8,100,000 คน เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยสามก๊ก ปัจจุบันอู่ฮั่นมีความสำคัญทั้งในฐานะเมืองอุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ เครื่องจักร อาวุธ จนถึงการผลิตยาสูบ ทำรายได้ราวหมื่นล้านหยวนต่อปี

เพื่อให้สมดังตั้งใจในการเดินทางย้อนรอยสามก๊กครั้งนี้ ทันทีที่คนพร้อม รถพร้อม เราจึงมุ่งหน้าไปยัง 'ผาแดง' (ซานกั๋วชื่อปี้) หรือที่นักอ่านสามก๊กรู้จักกันในชื่อ 'เซ็กเพ็ก' ตั้งอยู่ห่างจากเมืองชื่อปี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 36 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีด้านใต้ เป็นจุดที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ทำสงครามผาแดงระหว่างทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่กับทัพของโจโฉเมื่อปีค.ศ.208

เหตุการณ์ตามท้องเรื่องสามก๊กฉบับวรรณกรรมระบุว่า หลังจากเล่าปี่ทิ้งเมืองซินเอี๋ยและห้วนเสีย อพยพราษฎร์หนีการตามล่าของทัพโจโฉไปที่เมืองแฮเค้าที่เล่ากี๋ครองอยู่ จากนั้นจึงส่งขงเบ้งไปเจรจากับซุนกวนให้ร่วมกันทำศึกกับโจโฉ บังทองออกอุบายหลอกโจโฉใช้โซ่ผูกเรือทั้งหมดติดกันเป็นแพก่อนโจมตีด้วยไฟ ขณะที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกลมพายุมาช่วยโหมเผาทัพเรือโจโฉจนพ่ายแพ้หมดรูป กลายเป็นกรณี 'โจโฉแตกทัพเรือ' นั่นเอง ว่ากันว่าเพลิงที่เผาผลาญกองทัพโจโฉครั้งนั้นทำให้หน้าผาบริเวณนี้ปรากฏเป็นสีแดงเพลิงไปทั่วทั้ง เป็นที่มาของชื่อ 'ผาแดง' หรือ 'ชื่อปี้' นั่นเอง อันที่จริงตลอดริมฝั่งแม่น้ำแยงซีมีจุดที่สันนิษฐานว่าเป็น 'ผาแดง' อยู่หลายแห่ง ก่อนที่นักประวัติศาสตร์จะร่วมกันลงความเห็นว่าจุดที่เรียกว่าผาแดงในปัจจุบันคือบริเวณที่ตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด

หลังจ่ายค่าเข้าชมเรียบร้อย เราเริ่มต้นเส้นทางเดินสู่ผาแดงที่ 'กระท่อมบังทอง' แน่นอนว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไป 1,800 ปีตัวกระท่อมของจริงย่อมไม่เหลือเศษซากให้เห็น มีเพียงอาคารหลังเล็กที่สร้างใหม่ตรงจุดที่คาดว่าเคยเป็นที่อาศัยของบังทอง กับต้นแปะก๊วยโบราณที่ว่ากันว่าบังทองเป็นผู้ลงมือปลูกด้วยตนเอง

จากกระท่อมบังทอง เราเดินต่อไปตามขั้นบันไดมุ่งหน้าขึ้นเขาชื่อปี้ จนถึง 'แท่นเรียกลม' ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกพายุนอกฤดูมาโจมตีกองทัพเรือโจโฉ เราพยายามมองหาแม่น้ำแต่ไม่เห็นเพราะมีป่าไม้ขวางอยู่เต็มตา แต่หากนึกภาพว่าไม่มีต้นไม้มาบังขงเบ้งก็อาจจะยืนบนแท่นพิธีแล้วมองลงไปเห็นแม่น้ำได้เหมือนกัน

เดินต่อไปตามทางก็จะพบกับ 'พิพิธภัณฑ์สงครามผาแดง' จุดนี้มีการจัดแสดงโบราณวัตถุบางส่วนที่ค้นพบในพื้นที่ มีข้อมูลเรื่องการศึกที่ผาแดงให้อ่านพอเข้าใจ ชุดขุนศึกให้ใส่ถ่ายรูปเล่นได้ถ้าไม่กลัวโรคติดต่อทางผิวหนัง ออกจากจุดนี้เดินต่อไปก็จะพบกับทางเดินเท้าที่ทอดยาวขึ้นลงตามแนวเนินเขา สองข้างทางกำลังมีการก่อสร้างอาคารสถานที่ตามประวัติศาสตร์สามก๊ก เช่น หอบัญชาการรบ ฐานทัพกองทัพง่อก๊ก ฯลฯ เพื่อพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

ประคองร่างเดินขึ้นเขาลงเนินกันพอเหนื่อย ในที่สุดเราก็เดินมาถึงเชิงผาแดงริมแม่น้ำแยงซีเสียที มหานทีกว้างใหญ่มองแทบไม่เห็นฝั่งตรงข้ามดูแล้วก็หลับตานึกภาพกองเรือมหึมาของโจโฉที่รุกคืบเข้ามา อาจจะเป็นลมแม่น้ำพัดเย็นเดียวกันนี้เองที่โหมเพลิงเผาทัพเรือโจโฉมอดไหม้ไปตามกัน แต่จะเป็นเพราะฝีมือการเรียกลมของขงเบ้งหรือโจโฉตัดสินใจเผาเรือตัวเองระหว่างถอนทัพเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเอาไปใช้ได้ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกเชื่อ 'ตำนาน' หรือ 'ประวัติศาสตร์' อย่างไรก็ตาม เดินไกลมาถึงจุดนี้ใครไม่ถ่ายรูปคู่กับตัวอักษร 'ผาแดง' เป็นที่ระลึกถือว่าพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย

เสร็จเรื่องสมรภูมิผาแดง เราเดินทางต่อไปชม 'หอกระเรียนเหลือง' (หวงเฮ่อโหลว) อีกหนึ่งร่องรอยประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เรื่องเล่าฉบับตำนานเล่าว่า เดิมที่นี่เป็นร้านเหล้า วันหนึ่งมีเต้าหยิน (นักพรต) มาจุ่ยเหล้าแต่ไม่มีเงินจ่าย ด้วยความใจดีเจ้าของร้านไม่เรียกตำรวจจับแถมเปิดฟรีบาร์ให้เต้าหยินมาก๊งเหล้าฟรีอยู่เป็นปี เมื่อจะมีอันต้องจากกันเต้าหยินหยิบเปลือกส้มวาดรูปนกกระเรียนเหลืองไว้บนฝาร้านเป็นที่ระลึก วันหนึ่งนกกระเรียนเหลืองหลุดออกมาจากฝาผนังกลายเป็นนกกระเรียนตัวเป็นๆ ให้ท่านนักพรตก็ขี่ขึ้นสวรรค์เป็นเซียนไป

แต่ถ้าเป็นเรื่องเล่าฉบับประวัติศาสตร์ระบุว่าหอกระเรียนเหลืองแรกสร้างในปี ค.ศ. 223 เป็นอีกสถานที่สำคัญในการทำศึกสมัยสามก๊ก โดยซุนกวนซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งง่อก๊ก เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์และบัญชาการรบในยามสงคราม

ปัจจุบัน หอกระเรียนเหลืองเป็นสถานที่จัดแสดงงานเขียนอักษรจีนและจิตรกรรมมีชื่อหลายยุคหลายสมัย และด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามทำให้หอแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ของหองามแห่งเจียงหนานร่วมกับหออีก 2 แห่ง คือ หอเย่ว์หยาง มณฑลหูหนาน และหอเถิงหวังเก๋อ มณฑลเจียงซี

เราปิดท้ายการเยือนอู่ฮั่นที่ 'หอพิณโบราณ' แรกสร้างปีไหนมีแต่สวรรค์ที่ทราบ บอกได้เพียงว่าได้รับการบูรณะในสมัยจักรพรรดิ์เจี่ยชิ่งแห่งราชวงศ์ชิงเมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าขาน (อีกแล้ว) ระบุว่าหอพิณโบราณแห่งนี้เป็นอนุสรณ์แห่งมิตรภาพระหว่างอวี๋ป๋อหยา ครูพิณของแคว้นกู่ในสมัยจ้านกว๋อกับจงจื่อฉีสหายผู้เข้าใจในเพลงพิณขนาดที่สามารถอ่านใจอวี๋ป๋อหยาออกเพียงแต่ได้ยินเสียงพิณ

ดังคำพูดที่ว่าโลกนี้ไร้จีรัง วันหนึ่งจงจื่อฉีตายจากไป เสียงเพลงพิณของอวี๋ป๋อหยาแม้เข้าขั้นเทพแต่เมื่อไร้ผู้ฟังที่เข้าถึงก็จะมีความหมายอันใด อวี๋ป๋อหยาจึงหักใจสะบันสายฟาดพิณคู่มือจนแหลก เลิกบรรเลงเป็นการถาวร เหลือเพียงบทเพลง 'เกาซานหลิวสุ่ย' หรือ 'ภูสล้าง น้ำไหล' ที่อวี๋ป๋อหยาเล่นให้จงจื่อฉีซึ่งฟังยังคงมีผู้เล่นตกทอดมาถึงปัจจุบัน

ที่หอพิณโบราณนอกจากนิทรรศการย่อมๆ เล่าเรื่องของอวี๋ป๋อหยาและจงจื่อฉี ยังมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงพิณให้ฟังกันสดๆ ใครฟังแล้วเกิดอาการ ‘อิน’ จะซื้อพิณกู่ฉินขนานแท้และดั้งเดิมกลับไปหัดเล่นที่บ้านก็ยังไหว มีคนกระซิบให้ฟังว่าสนนราคาพิณดีๆ ก็ไม่แพงเท่าไรแค่ซื้อเปียโนได้หลังเดียว ถ้าศรัทธายังไม่แก่กล้าขนาดนั้นก็เอาเป็นว่าซื้อซีดีไปเปิดฟังแกล้มชาจีนร้อนๆ ก็คงพอ

มุมหนึ่งของหอพิณโบราณยังมีศาลาหลังเล็กที่ขึงโซ่เหล็กไว้หลายสาย ตรงนี้รักใครชอบใครก็จูงมือกันเอาแม่กุญแจมาช่วยกันล๊อคไว้กับสายโซ่ ต้องเรียกว่าล๊อคตายเพราะลูกกุญแจโยนทิ้งไปไม่เก็บไว้ เป็นสัญญาว่าเราสองจะรักกันจนกว่าแม่กุญแจเหล็กกล้าจะสิ้นสลาย

ไม่แน่ใจว่ากรรมวิธีล๊อคชะตาสองใจให้อยู่ด้วยกันแบบนี้จะมีผลเฉพาะกับชาวจีนหรือว่านักเดินทางต่างถิ่นก็ใช้ได้ด้วย ถ้าใครคิดจะลองก็คงไม่ผิดกติกาอันใด แต่หากวันใดที่ตกลงใจจะแยกทางกันเดินจะต้องพากันกลับมาสะเดาะกุญแจถอนมนต์สะกดหรือเปล่านั้นยังไม่มีใครตอบได้

...................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
OKeel วันที่ : 31/07/2009 เวลา : 00.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keeluaey
เราทำสิ่งดีๆ เพื่อชาติได้เสมอ

โหวต
ให้กับเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
อ่านเพลินไปเลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน