• อักษราภรณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-16
  • จำนวนเรื่อง : 1092
  • จำนวนผู้ชม : 868918
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1551 คน
อักษราภรณ์
การเดินทางของชีวิตที่มีธรรมะเข้ามาประกอบ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม 2557
Posted by อักษราภรณ์ , ผู้อ่าน : 1995 , 21:43:52 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน chailasalle , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

หนังสือ ๑๐๐ ปี  ชาตกาล

หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
chailasalle วันที่ : 28/05/2014 เวลา : 04.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

อุบายดีดีที่มาจากปัญญา หาอยู่ครับ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 06/05/2014 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....



ความคิดเห็นที่ 2 ..เวลาสวัสดิ์.. , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 05/05/2014 เวลา : 07.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


กาย แปลว่าประชุม, ประชุมนามรูป
เข้าด้วยกัน เรียกว่ากาย. นาม แยก
ออกไปเป็น ๔ คือ กิริยาที่รู้สึกทาง
ตา หู จมูก ลิ้น กาย มนะ เรียก
ว่า วิญญาณ, กิริยาที่เสวยสุขทุกข์ ไม่
ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข เรียกว่า เวทนา,
กิริยาที่จำได้หมายรู้ เรียกว่า สัญญา,
อาการที่นึกคิดเรียกว่า สังขาร. นี้เป็น
ส่วนนาม, ส่วนรูป ก็คือรูปกายที่เห็น
อยู่ด้วยดวงตา และถูกต้องได้ด้วยกาย.
ถ้ามีแต่นามคือวิญญาณ เวทนา สัญญา
สังขาร ไม่มีรูปเป็นที่รองรับ, วิญญาณ
เวทนา สัญญา สังขาร ก็ไม่ปรากฏ,
ถ้ามีแต่รูป ไม่มีนาม ก็เหมือนกับรูป
ท่อนไม้กองดิน ไม่รู้สึกอย่างไร, ความ
เสวยสุข ทุกข์ ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ก็
ไม่มี, ความจำก็ไม่มี, ความคิดนึกก็
ไม่มี, แต่เพราะทั้ง ๒ ส่วนรวมกันเข้า
อาศัยกันเป็นไป กายนี้จึงปรากฏ. เมื่อ
บุคคลติดอยู่ในนามเป็นเบื้องต้นแล้ว จึง
ยื่นไปยึดอารมณ์ที่เป็นภายนอก, เมื่อ
ไม่ข้องไม่ติดอยู่ในนามรูป ก็คงไม่เกี่ยว
ข้องในอารมณ์ที่เป็นภายนอก, เมื่อเป็น
เช่นนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกังวล ไม่มี
ความเกี่ยวข้อง ไม่มีกังวลในกาย และ
ในอารมณ์ทั้งหลาย, ถึงทุกข์มี ก็ไม่มีผู้รับ.
ทุกข์ที่เกิดแต่กายได้ ก็เพราะกายเป็นที่
ตั้งแห่งทุกข์ หรือเป็นตัวทุกข์, แต่เมื่อ
ไม่มีผู้ไปยึดทุกข์ ไม่ข้องอยู่กับทุกข์คือ
กายนี้แล้ว ทุกข์ก็ไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้น พระพุทธภาษิตจึงแสดงว่า
ทุกข์ทั้งหลายไม่ตกถึงบุคคลผู้ไม่ข้องอยู่ใน
นามรูป ไม่มีกังวล ดังนี้.
โดยนัยนี้ ไม่ใช่ว่า ทางพระพุทธ-
ศาสนาสอนให้คนไม่ให้ทำอะไร หรือ
สอนให้ปล่อยเวลาของชีวิตล่วงไปเปล่า ๆ
ไม่มีประโยชน์, หาได้สอนอย่างนี้ไม่,
พระพุทธศาสนาสอนให้ตนมีอุตส่าห์บาก
บั่นที่จะทำกิจอันสมควรแก่หน้าที่ให้เป็น
ไปด้วยดี ไม่ใช่สอนให้ชีวิตล่วงไปเปล่า,
ชีวิตของผู้ที่ทำกิจ ให้สำเร็จเป็นไปได้
ตามหน้าที่ และให้เป็นไปในทางดีทาง
ชอบ ไม่เป็นไปในทางชั่วทางเสื่อม
เป็นชีวิตที่เป็นประโยชน์ เป็นชีวิตที่ดี,
ชีวิตของคนที่ปล่อยให้ล่วงไปเปล่า ๆ ไม่
มีประโยชน์ เป็นชีวิตเปล่า, ชีวิตของ
ผู้ทำกิจให้เป็นในทางชั่วทางผิด เป็น
ชีวิตที่ชั่ว. ( วชิร. ๒๙๑-๒๙๓ ). ดู อุปา-
ทินนกสังขาร และ สรีรยนต์ ด้วย.
...

ความคิดเห็นที่ 1 ..เวลาสวัสดิ์.. , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 05/05/2014 เวลา : 06.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


อภิณหปัจจเวกขณ์
๕, อภิณห แปลตามศัพท์ว่า เฉพาะวัน
หมายความว่าเนื่อง ๆ , ปัจจเวกขณะ
พิจารณา, อภิณหปัจจเวกขณะ ก็แปลว่า
พิจารณาเนือง ๆ. ข้อที่จะพึงพิจารณา
เนือง ๆ มี ๕ คือ :-
ข้อ ๑ ทานสอนให้พิจารณาว่า ชรา-
ธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต เรามีความแก่
เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่
ได้. ว่าถึงแก่ แก่ขึ้น คือแก่ตั้งแต่เล็ก
เติบโตขึ้นไปโดยลำดับ จนถึงท่ามกลาง
นั่นท่านเรียกว่า ปฏิจฉันนชรา ชราที่
ปกปิด เพราะคนเข้าใจว่าไม่ใช่ชรา
เป็นความเติบโตของร่างกายหรือความ
เจริญ, แต่เพราะเติบโต หรือเจริญนั่น
แหละ เมื่อถึงท่ามกลางแล้วก็เสื่อมลง นี่
เรียกว่าแก่ลงเป็นอัปปฏิจฉันนชรา ชรา
ที่ไม่ปกปิด คือเห็นกันได้ง่าย ๆ รู้กันได้
ง่าย ๆ, เมื่อพิจารณาเช่นนี้ จะบรรเทา
ความเมาในอายุเสียได้ เพราะคนเมาใน
อายุเห็นว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวยังอายุน้อย
ยังจะอยู่ได้อีกนาน ก็เลินเล่อ อะไรที่ควร
ทำก็ไม่ทำ อะไรที่ไม่ควรทำก็กลับไปทำ
เข้า เพราะนึกว่าจะมีเวลาแก้ตัวได้.
ข้อ ๒ ท่านสอนให้พิจารณาว่า พฺยาธิ-
ธมฺโมมฺหิ พฺยาธึ อนตีโต เรามีความ
เจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บ
ไข้ไปไม่ได้. พยาธิความเจ็บไข้นี้แยกออก
ได้เป็น ๒ คือ ความเจ็บไข้ที่ปิดบัง เรียก
ว่า ปฏิจฉันนพยาธิ ความเจ็บไข้ที่ปิดบัง
เช่นความเจ็บไข้ที่เกิดขึ้นแล้วแก้ได้ง่าย ๆ
เช่น หิวข้าว อยากน้ำ ก็เป็นความเจ็บ
ชนิดหนึ่ง, กินข้าวแก้หิว ดื่มนำแก้กระหาย
หิวข้าว อยากน้ำ ก็หายไป, หรือนั่งนาน ๆ
เมื่อย ก็เป็นความเจ็บ, ลุกขึ้นเดินหรือ
นอนเสีย เมื่อหายก็ไม่รู้สึกว่าเจ็บ ถึง
โรคอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ที่เกิดขึ้นแล้วแก้
ได้ง่ายจนตัวเองไม่รู้ว่าเจ็บ, นี่เรียกว่า
ปฏิจฉันนพยาธิ. ความเจ็บที่ต้องล้ม
หมอนนอนเสื่อ ที่ต้องหาหมอมารักษากัน
เรียกว่า อัปปฏิจฉันนพยาธิ ความเจ็บ
ไข้ที่ไม่ปิดบัง. เมื่อพิจารณาข้อนี้ ท่าน
ว่าเป็นเครื่องกำจัดหรือบรรเทาความเมา
ในความไม่มีโรค, เพราะคนเข้าใจว่า ตัว
ไม่มีโรคเบียดเบียนสบายอยู่ แต่ที่จริง
โรคมีอยู่เสมอ แต่เป็นโรคที่แก้ได้ง่าย ก็
เลยไม่รู้สึกว่าเป็นโรค. มีเรื่อง นกุล บิดา
ของนกุลไปทูลพระพุทธเจ้าว่า ตัวเองมี
โรคภัยเบียดเบียนอยู่เสมอ ๆ ขอให้พระ-
พุทธเจ้าทรงแสดงธรรม, พระพุทธเจ้าก็
ตรัสรับโดยความว่ากายนี้ กระสับกระส่าย
มีโรคอยู่เสมอ เพียงแต่บุคคลหยุดพิจารณา
สักครู่ก็จะเห็นได้, เพราะฉะนั้น พึงศึกษา
ว่า เมื่อกายของเราอาดูรคือกระสับกระส่าย
อยู่ จิตจักไม่กระสับกระส่าย. ลองนึกดู
บัดนี้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นอะไร ไม่สบายมีโรค
อะไรเกิดขึ้น. เมื่อพิจารณาข้อนี้ จะ
บรรเทาความเมาในความไม่มีโรคเสียได้.
ข้อ ๓ ท่านสอนให้พิจารณาว่า มรณ-
ธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต เรามีความตาย
เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่
ได้. ความตายก็เหมือนกัน แยกออกเป็น
๒ คือ ปฏิจฉันนมรณะ ความตายที่ปก
ปิดอย่างหนึ่ง อัปปฏิจฉันนมรณะ ความ
ตายที่ไม่ปกปิดอย่างหนึ่ง. ความตายที่ปก
ปิดก็ได้แก่ของเก่าที่หลุดไปแล้วของใหม่
เกิดขึ้นแทน เช่น ผม ขน เล็บ ร่วงหลุด
ไป หรือผิวหนังร่วงหลุดไป นี่เป็นตาย,
วัยที่ล่วงไป ๆ ก็เป็นตายตอนหนึ่ง ๆ, อย่าง
เด็กเล็ก ๆ เลื่อนขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว นี่ก็
ตาย: ตายจากเด็กเล็กมาเป็นหนุ่มเป็นสาว
ตายจากหนุ่มสาวก็เป็นผู้ใหญ่ ตายจากผู้
ใหญ่ก็เป็นคนแก่ ตายมาเรื่อย ๆ เช่นนี้
แหละ, แต่ว่าเพราะมี สันตติ คือความ
เนื่องกัน, นี่เรียกว่า ปฏิจฉันนมรณะ
ความตายที่ปกปิด. ความตายที่ไม่ปกปิด
เป็น อัปปฏิจฉันนมรณะ ก็คือตายอย่างที่
เห็น ๆ กันอยู่ ร้องไห้เศร้าโศกกัน ต้องทำ
ศพกัน, เมื่อพิจารณาข้อนี้แล้วจะบรรเทา
ความเมาในชีวิตเสียได้.
ข้อ ๔ ท่านสอนให้พิจารณาว่า สพฺ-
เพหิ เม ปเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว
วินาภาโว เราต้องพลัดพรากจากของรัก
ของชอบใจทั้งหลายทั้งปวง. นี่ถ้าจะจัด
เป็นปกปิดและไม่ปกปิดก็ได้, ความพลัด
พรากที่ปกปิด ก็เช่นกับร่างกายเราแต่เดิม
ล่วงไปแล้วมีใหม่เกิดขึ้นแทนนี่พลัดพราก
กันอยู่เสมอ สิ่งใดที่เราชอบก็ไม่อยู่ได้ ต้อง
ล่วงไป, แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ แล้วก็ล่วง
ไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่, เพราะฉะนั้น เรา
พลัดพรากจากร่างกายที่เรารักเราชอบอยู่
เสมอ แต่ว่าไม่รู้สึกตัว นี่เป็นพลัดพราก
ที่เป็น ปฏิจฉันนะ คือ ที่ปกปิด. ต่อเมื่อ
พลัดพรากที่เห็นได้ง่าย เช่น สิ่งที่เรารัก
เราชอบ แล้วสิ่งนั้นล่วงไปตายไปหรือหาย
ไป เศร้าโศกเสียใจ เหมือนอย่าง พ่อตาย
แม่ตาย, ถ้ามีเมียมีลูก เมียตายลูกตาย
พลัดพรากไป หรือข้าวของเสียหาย นั่น
เห็นกันได้ง่าย ๆ เป็น อัปปฏิจฉันนะ
พลัดพรากที่ไม่ปกปิด. นี่ก็เป็นธรรมดา
เหมือนกัน, เมื่อพิจารณาเช่นนี้ จะบรรเทา
ความยึดถือร่างกาย และบรรเทาความยึด
ถือสิ่งที่เป็นภายนอกลงได้.
แต่เพียงเท่านี้ลองนึกดูเถิด เมื่อเรา
เห็นว่าเราต้องแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
ความแก่ไปได้ ต้องเจ็บเป็นธรรมดา ไม่
ล่วงพ้นความเจ็บเป็นได้ ต้องตายเป็น
ธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ต้อง
พลัดพรากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นไปได้ เราก็จะไม่ทำอะไรกัน จะ
ทำก็แต่สิ่งที่สนุก เพราะจะต้องแก่ ต้อง
เจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากไปหมด จะ
ทำทำไม, ฉะนั้น ในข้อ ๕ ท่านจึงสอน
ให้พิจารณาว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เราเป็นผู้
มีกรรมเป็นของ ๆ ตน กมฺมทายาโท เป็น
ผู้รับผลของกรรม กมฺมโยนิ เป็นผู้มีกรรม
เป็นกำเนิด กมฺมพนฺธุ เป็นผู้มีกรรมเป็น
เผ่าพันธุ์ กมฺมปฏิสรโณ เป็นผู้มีกรรม
เป็นที่พึ่งอาศัย ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ
วา ปาปกํ วา เราจักทำกรรมอันใดไว้ ด
ีหรือชั่ว ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ จักเป็น
ผู้รับผลของกรรมนั้น.
ในข้อต้นที่ว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เรา
เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เพราะเป็น
ผู้รับกรรม คือ กมฺมทายาโท ไม่เหมือน
ของอื่นที่ว่าเป็นของตน, เหมือนอย่าง
ทรัพย์สินเงินทองที่ว่าเป็นของตน คนอื่น
ก็นำเอาไปได้ เราให้เขาก็ได้, แม้ร่างกาย
ส่วนหนึ่ง ๆ ซึ่งเรียกว่าองค์ หรือ อวัยวะ
เช่น มือ เท้า เป็นต้น เมื่อถึงคราวจำเป็น
ตัดทิ้งเสียก็ได้ เช่นคนที่เป็นโรคที่มือที่
เท้าต้องตัด แม้ตัดเท้าทิ้งเสีย ตัวตนก็ยัง
คงอยู่ ; ส่วนกรรมเป็นของตน ให้ใคร
ไม่ได้, เราจะไปรับจากใครก็ไม่ได้ นอก
จากตัวทำให้เกิดขึ้นแก่ตัว, เหมือนดังเรา
เรียนหนังสือความรู้หนังสือก็เป็นของเรา,
เราเกียจคร้านไม่เรียนหนังสือ ความไม่
รู้หนังสือก็เป็นของเรา, เราไม่ฆ่าเขา ลัก
ของเขา การฆ่า การลักก็เป็นของเรา,
เราช่วยชีวิตสัตว์ สงเคราะห์ผู้อื่น การ
ช่วยชีวิตสัตว์ การสงเคราะห์ผู้อื่นก็เป็น
ของเรา, เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่าเป็นผู้
มีกรรมเป็นของ ๆ ตน เพราะให้ใครไม่
ได้ รับจากใครก็ไม่ได้ นอกจากตัวทำให้
เกิดขึ้นเป็นของตัวเอง ทั้งส่วนดีทั้งส่วน
ชั่ว.
กมฺมทายาโท เป็นผู้รับผลของกรรม
ก็คือ ทั้งกรรมทั้งผลของกรรมที่ตนทำก็
มารวมลงอยู่ที่ตน ตนจึงเป็นผู้รับกรรม
หรือรับผลของกรรม.
กมฺมโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
หรือ กำเหนิด แปลงมาจากเกิด จะเรียก
อย่างไรก็ตาม แล้วแต่จะพูดกัน, กรรมนี้
แหละเป็นผู้ให้เกิดคือให้เป็น. ถ้าทำดี
ก็เป็นดี ทำชั่วก็เป็นชั่ว. ทางพระพุทธ
ศาสนาก็ได้แก่ ชนกกรรม คือ กรรมที่
นำให้เกิด, ท่านแสดงว่า เมื่อจะเกิดข้าง
หน้าต่อไป จะเกิดดีในสุคติ หรือเกิด,
ชั่วในทุคติ ก็เพราะกรรมเป็นผู้นำให้เกิด
แต่เมื่อพิจารณาแล้ว, จะเห็นว่า ไม่ใช่
จำเพาะแต่ชาติหน้า ในปัจจุบันนี้เอง
กรรมก็เป็นผู้นำให้เกิด, เพราะเมื่อทำ
กรรมดี กรรมก็นำผู้ทำให้เกิดเป็นภพที่ดี,
ถ้าทำกรรมชั่ว กรรมก็นำผู้ทำให้เกิดเป็น
ภพที่ชั่ว แม้ต่อไปก็เป็นเช่นนั้น, เพราะ
ฉะนั้น จึงว่าเป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด คือ
นำให้เกิดเป็นดีหรือเป็นชั่วตามกรรม.
กมฺมพนฺธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
คือ สืบเนื่องกันไป เหมือนดังคนเกิดใน
สกุลใด ก็มีเชื้อสายสืบเนื่องไปตามสกุล
นั้น, กรรมก็เหมือนกัน เมื่อทำกรรม
อะไรไว้ ผู้นั้นก็สืบเนื่องไปตามกรรมนั้น,
เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
คือสืบเนื่องไปตามกรรม เป็นคนดีก็สืบ
เนื่องไปตามกรรมที่ดี เป็นคนชั่วก็สืบ
เนื่องไปตามกรรมที่ชั่ว, กรรมจึงเป็นเผ่า
พันธุ์ คือสืบเนื่องไป.
กมฺมปฏิสรโณ เป็นผู้มีกรรมเป็นที่
พึ่งอาศัย, คนทุก ๆ คน ท่านว่าพึ่งอาศัย
กรรมนั่นแหละไป, ถ้าทำกรรมดีก็พึ่ง
อาศัยกรรมดีไป ถ้าทำกรรมชั่วก็พึ่งอาศัย
กรรมชั่วไป, แม้เราไม่อยากจะได้ประสบ
ชั่ว เราอยากได้ประสบดี แต่ถ้ากรรมที่
ทำเป็นกรรมชั่ว ก็ต้องพึ่งกรรมชั่วนั่น
แหละไป, เมื่อเราทำกรรมดีก็พึ่งกรรมดี
นั่นแหละ คนที่เกิดในสกุลสูงมั่งมี มีรูป-
พรรณสัณฐานงดงาม มีผิวพรรณดีมีความ
เฉลียวฉลาด ก็เพราะกรรมดีเป็นที่พึ่งจึง
เป็นเช่นนั้น, คนที่เกิดในสกุลต่ำ ทุกข์
ยากลำบากเข็ญใจขัดสน มีรูปพรรณสัณ-
ฐานชั่วโง่ ก็กรรมนั่นแหละเป็นที่พึ่ง, คน
ที่ได้ดิบได้ดีแม้ในปัจจุบันก็เพราะกรรมดี
นั้นเป็นที่พึ่ง, คนติดคุกติดตะรางก็เพราะ
กรรมชั่วเป็นที่พึ่ง, คนเราไม่ต้องการติด
คุกติดตะราง แต่ต้องติด ก็เพราะกรรม
ชั่วเป็นที่พึ่ง, กรรมจึงเป็นที่พึ่งอาศัย.
เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงต่อไปว่า
ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ
วา เราจักทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว
ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ จักเป็นผู้รับ
ผลของกรรมนั้น ถ้าพิจารณาข้อนี้แล้ว ก็
จะเตือนใจให้มุ่งทำกรรมที่ดี ไม่ทำกรรม
ที่ชั่ว.
นี่ประโยชน์ของอภิณหปัจจเวกขณ์
มีเช่นนี้. ( โอ. ๑/๘๘-๙๔ ).

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]