• อักษราภรณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-16
  • จำนวนเรื่อง : 1107
  • จำนวนผู้ชม : 965207
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1805 คน
อักษราภรณ์
การเดินทางของชีวิตที่มีธรรมะเข้ามาประกอบ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม 2563
Posted by อักษราภรณ์ , ผู้อ่าน : 482 , 13:51:50 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป โหวตเรื่องนี้

 

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

 

     

ฝึกตั้งสติพิจารณาธรรม

      

                          

บัดนี้จักแสดงธรรมะ

เป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต

ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่าน

ตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ

ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล  ทำสมาธิในการฟังเพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนให้ตั้งสติพิจารณาขันธ์ ๕

จากนั้นก็ตรัสสอนให้พิจารณาอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ ซึ่งประจวบกัน

การพิจารณาอายตนะนี้เป็นวิธีตั้งสติอย่างดียิ่ง

แหละเป็นการตั้งสติจับปัจจุบันธรรมธรรมะที่เป็นปัจจุบัน

อันมีอยู่เป็นไปอยู่ที่ตนเอง

แหละอายตนะนี้ย่อมเป็นที่ตั้งต้นของขันธ์  ซึ่งเป็นปัจจุบันธรรม

แหละเป็นที่อาศัยเกิดแห่งอกุศลธรรมและกุศลธรรมทั้งหลายอีกด้วย

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงทำความเข้าใจ

และตั้งสติกำหนดให้รู้จักอายตนะที่เป็นไปอยู่

และให้รู้จักตลอดจนถึงขันธ์ ๕ ที่บังเกิดขึ้นอาศัยอายตนะ

ตลอดจนถึงกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมทั้งหลาย

ที่อาศัยอายตนะบังเกิดขึ้นด้วย

อันอายตนะนั้นท่านแปลว่าที่ต่อ

แบ่งเป็นอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ คู่กัน

อายตนะภายในก็คือว่า

จักขุหรือจักษุ-ตา  โสตะ-หู  ฆานะ-จมูก  ชิวหา-ลิ้น

กายะก็คือกาย  แหละมโนหรือมนะก็คือใจ

ส่วนภายนอกก็ได้แก่รูปซึ่งเราก็ใช้เรียกว่ารูป

สัทธะคือเสียง  คันธะคือกลิ่น  รสะคือรส  โผฏฐัพพะคือสิ่งที่ถูกต้อง

และธรรมะในที่นี้คือเรื่องราว

ตากับรูปนั้นก็คู่กันต่อกัน  หูกับเสียงนั้นก็คู่กันต่อกัน  จมูกกับกลิ่น  ลิ้นกับรส

กายและโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้อง  และมโนหรือมนะ  คือใจกับธรรมะคือเรื่องราว

ก็คู่กันต่อกัน

เพราะเหตุที่ทั้งสองที่เป็นคู่กันต่างต่อกันจึงเรียกว่าอายตนะ

แหละในข้อที่ว่าด้วยอายตนะนี้

พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนให้พิจารณารวมความเข้าว่า

ให้ตั้งสติกำหนด  ให้รู้จักตา  ให้รู้จักรูป  แหละให้รู้จักว่าตาและรูป

อาศัยตาและรูป  สังโยชน์คือความผูกแห่งใจย่อมเกิดขึ้น

อาศัยหูกับเสียง  อาศัยจมูกกับกลิ่น  อาศัยลิ้นกับรส

อาศัยกายและโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้อง  อาศัยมโนคือใจและธรรมะคือเรื่องราว

สังโยชน์คือความผูกแห่งใจก็เกิดขึ้น

สังโยชน์จะเกิดขึ้นด้วยประการใด  ก็ให้รู้ประการนั้น

สังโยชน์จะละเสียได้ด้วยประการใด  ก็ให้รู้ประการนั้น

สังโยชน์ที่ละแล้วจะไม่เกิดขึ้นได้ด้วยประการใด  ก็ให้รู้ประการนั้น

ตรัสสอนให้ตั้งสติกำหนดให้รู้ดั่งนี้

ในทางปฏิบัตินั้นก็ให้ตั้งสติอยู่ที่จิตนี้เอง

 

อีกโวหารหนึ่ง

ให้ตั้งสติรักษาอยู่ที่ทวารทั้ง ๖  ทวารก็แปลว่าประตู

ทวารทั้ง ๖ ในที่นี้ก็หมายถึง

จักขุทวารประตูตา  อันเป็นที่เข้ามาของอารมณ์คือรูป

โสตะทวารประตูหู  อันเป็นที่เข้ามาของเสียงของอารมณ์คือเสียง

ฆานะทวารประตูจมูก  อันเป็นที่เข้ามาของอารมณ์คือกลิ่น

ชิวหาทวารประตูลิ้น  อันเป็นที่เข้ามาของอารมณ์คือรส

กายทวารประตูกาย  อันเป็นที่เข้ามาของอารมณ์คือโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้อง

มโนทวารประตูใจ  อันเป็นที่เข้ามาของอารมณ์คือธรรมะอันได้แก่เรื่องราว

ให้มีสติเหมือนอย่างนายทวารบาลคือคนรักษาประตู-ประตูเมืองเป็นต้น

และเมื่อกล่าวโดยตรงแล้ว  ก็คือมีสติรักษาอยู่ที่จิตนี้เอง

และเมื่อมีสติรักษาอยู่ที่จิต  ก็เป็นอันว่ามีสติรักษาอยู่ที่ทวารทั้ง ๖ นั้นด้วย

ทวารทั้ง ๖ อันเป็นที่เข้ามาของอารมณ์ทั้ง ๖ นั้น  ก็คือเข้ามาสู่จิต

หรืออีกโวหารหนึ่งก็คือว่า

จิตออกรับอารมณ์ทั้ง ๖ ทางทวารทั้ง ๖ นั้น

เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติ

ก็ให้หัดตั้งสติกำหนดอยู่ทุกขณะ

ที่ตากับรูปประจวบกัน  หูกับเสียงประจวบกัน  เป็นต้น

ตลอดจนถึงมโนคือใจกับธรรมะคือเรื่องราวประจวบกัน

พูดง่ายๆ ก็คือว่า

มีสติกำหนดอยู่ทุกขณะที่เห็นอะไร  ได้ยินอะไร  ได้ทราบอะไร  ได้คิดได้รู้อะไร

โดยกำหนดจำแนกให้รู้จักว่า

ที่เห็นนั้นก็คือตากับรูป  ที่ได้ยินนั้นก็คือเสียงกับหู

ที่ได้ทราบนั้นก็คือกลิ่นกับจมูก  ลิ้นกับรส  สิ่งถูกต้องกับกาย  และเรื่องราวกับใจ

กำหนดจำแนกให้รู้จักดั่งนี้

แหละเมื่อเกิดสังโยชน์คือความผูกแห่งจิต

อันหมายความว่า

เกิดความยินดีขึ้นในรูปในเสียงนั้นก็ดี

เกิดความยินร้ายไม่ชอบใจในรูปเสียงเป็นต้นนั้นก็ดี

หรือว่าเกิดความหลงใหลในรูปเสียงเป็นต้นนั้นก็ดี

ก็ให้รู้จักว่านี้คือสังโยชน์คือความผูก

อันหมายความว่าจิตนี้ผูกพัน

หรือว่ารูปเสียงเป็นต้นนั้นยังผูกพันอยู่ในจิต

จึงปรากฏเป็นยินดีชอบใจหรือยินร้ายไม่ชอบใจ

หรือว่าหลงใหลสยบติดอยู่  ในรูปเสียงเป็นต้นเหล่านั้น

ก็กำหนดดูให้รู้จักว่านี่เป็นตัวสังโยชน์คือความผูก

เพราะจิตมีสังโยชน์คือความผูกพันอยู่นี้เอง

จึงยินดีชอบใจ  หรือยินร้ายไม่ชอบใจ  หรือว่าหลงใหลสยบติด  ในรูปเสียงเป็นต้น

ที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้น  ทั้งหมดนั้น

กำหนดดูให้รู้จักดั่งนี้

ว่านี่คือตัวสังโยชน์คือความผูก

จิตผูกแล้ว  สิ่งนั้น สิ่งนั้น ผูกพันอยู่ในจิตแล้ว

หรือว่าจิตผูกพันอยู่ในสิ่งนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นก็ตั้งสติกำหนดให้รู้จักดั่งนี้

และก็กำหนดให้รู้จักต่อไปว่า

ที่ผูกพันนั้นเพราะอะไร

ก็เพราะว่าไม่รู้ตามเป็นจริง

ไม่รู้ตามเป็นจริงว่าอย่างไร

ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า

สิ่งเหล่านั้นเกิดดับไปแล้ว  คือผ่านไปแล้ว

ที่ว่าผ่านไปแล้วนั้นก็คือว่า  ประสบแล้วก็ผ่าน

ประสบก็เป็นเกิด  ผ่านก็เป็นดับ

เหมือนอย่างเมื่อตากับรูปประจวบกันคือเห็นอะไร

ขณะที่ประสบกันนั้นก็เป็นเกิดแล้วก็ผ่าน

เพราะว่าการเห็นนั้นเกิดขึ้นและก็ดับผ่านไปทันที

จึงได้ประจวบกันเข้าใหม่ก็เป็นการเห็นใหม่  การเห็นใหม่นั้นก็เกิดดับ

จึงมีการเห็นใหม่ต่อไปอีก

เพราะว่าอันสิ่งที่เห็นนั้นอยู่ภายนอก

รูปที่เห็นก็อยู่ภายนอก  ที่เป็นรูปจริงๆ

ตาที่เห็นที่เป็นตาเนื้อถึงจะอยู่ในตัวเอง

แต่ก็ชื่อว่าภายนอกอีกเหมือนกัน

เพราะว่าการเห็นนั้นเห็นที่ตาเนื้อ

คราวนี้ส่วนที่เข้าไปตั้งในจิตนั้น

รูปที่เห็นไม่ได้เข้าไปตั้งในจิต

สิ่งที่เข้าไปตั้งในจิตนั้นก็คือว่าอารมณ์คือเรื่อง

เรื่องของรูปนั้นเข้าไปตั้งอยู่ในจิต

ซึ่งอารมณ์คือเรื่องนั้นไม่มีตัวไม่มีตนอะไร  เป็นเรื่อง

ส่วนที่เป็นรูปร่างที่เรียกว่าตัวตนนั้นตั้งอยู่ในภายนอก

เห็นใคร  คนที่เห็นนั้นเขาก็ยืนอยู่ข้างนอก

ต้นไม้ที่เห็นนั้นก็อยู่ข้างนอก  บ้านเรือนที่เห็นนั้นก็อยู่ข้างนอก  ทุกอย่าง

ส่วนที่เข้าไปตั้งอยู่ในใจนั้นเป็นอารมณ์คือเรื่องเท่านั้น

แล้วก็เป็นเรื่องของสิ่งที่เห็นไปแล้ว

เพราะสิ่งที่เห็นทุกคราวที่เห็นนั้น  ก็ผ่านไป  ผ่านไป  ผ่านไป

ดังที่ปรากฏแก่ทุกๆ คน

ตากับรูปที่มาประจวบกันชั่วนาทีหนึ่ง

ก็ไม่รู้ว่ากี่สิบกี่ร้อยรูป  กี่สิบกี่ร้อยครั้ง

แต่คราวนี้อารมณ์คือเรื่องของรูปที่เห็นนั้น

ตั้งอยู่ในจิตผูกพันอยู่ในจิต  เป็นตัวสังโยชน์อยู่ในจิต

จึงเหมือนอย่างว่าเป็นบุคคล เป็นต้นไม้ เป็นบ้านเป็นเรือน  เป็นทุกๆ อย่าง

เข้าตั้งอยู่ในจิต  เหมือนอย่างมีตัวมีตน

ความที่ปรากฏดั่งนี้

ก็ปรากฏเป็นเรื่องของขันธ์  เป็นตัวสัญญาคือความจำหมาย

ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของขันธ์นั้นอย่างหนึ่ง

และเป็นสังโยชน์คือความผูกพันอีกอย่างหนึ่ง

คือมีความผูกพันอยู่ในอารมณ์ที่ปรากฏนั้น

อันปรากฏเป็นความยินดีความยินร้ายความหลงใหล

ดังกล่าวนั้นนั่นเอง

ดั่งนี้คือเรียกว่าเป็นสังโยชน์คือความผูกพัน

ชอบก็เพราะผูกพัน  ถ้าไม่ผูกพันความชอบก็ไม่เกิดขึ้นตั้งอยู่

โกรธก็เพราะผูกพัน  ถ้าไม่ผูกพันความโกรธก็ไม่เกิดขึ้นตั้งอยู่

หลงใหลสยบติดก็เพราะผูกพัน  ถ้าไม่ผูกพันก็ไม่หลงใหลสยบติด

เพราะฉะนั้นเพราะเหตุที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง

ว่าอันที่จริงนั้น  สิ่งที่เห็น  สิ่งที่ได้ยิน  สิ่งที่ได้ทราบ  สิ่งที่ได้รู้ได้คิด

ทุกอย่างเกิดดับไปแล้ว  ไม่มีตัวตนอะไรตั้งอยู่

สิ่งที่ยังตั้งอยู่นั้นก็คือตัวสังโยชน์  คือความผูกพัน

ซึ่งเป็นตัวความปรุงความแต่งขึ้นมา  จากสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น

หรือปรุงแต่งเงาที่ไม่มีตัวตนให้เป็นตัวตนขึ้นมา

แต่อันที่จริงนั้นทุกอย่างเกิดดับไปแล้วทุกขณะ

เพราะไม่รู้ไม่เห็นตามเป็นจริงดั่งนี้

ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้

ลองพิจารณาดูว่าจริงไหมที่ท่านสอนไว้  ก็จะต้องรับว่าจริง

เพราะไม่มีตัวตนอะไรตั้งอยู่จริง ๆ

เป็นความผูกพันเป็นความปรุงแต่งของจิตทั้งนั้น

สังโยชน์บังเกิดขึ้นก็เพราะไม่รู้ไม่เห็นตามเป็นจริงดั่งนี้

และเมื่อรู้เมื่อเห็นตามเป็นจริงสังโยชน์ก็จะละได้

และถ้าหากว่าทำให้รู้เห็นตามเป็นจริงอยู่ได้ตลอดไป

สังโยชน์ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

กำหนดทำความรู้เท่าทันไว้เพียงเท่านี้ก่อน

และ

ศึกษาปฏิบัติกำหนดให้สัจจะคือความจริงนี้ปรากฏชัดขึ้นทุกที

เมื่อชัดขึ้นได้มากเท่าไหร่

ก็จะทำให้ละสังโยชน์ได้เท่านั้น  และป้องกันสังโยชน์ได้เท่านั้น

การที่จะปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นได้ดั่งนี้

คือจะละสังโยชน์ได้  ก็จะต้องฝึกหัดตั้งสติ

ขั้นต้นตั้งสติให้มีสติกำหนดอยู่

ทุกขณะที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ทราบ ที่ได้คิดได้นึกอะไร

แยกให้รู้จักว่านี่เป็นรูป นี่เป็นตา นี่เป็นเสียง นี่เป็นหู เป็นต้น

และนี่เป็นสังโยชน์

ที่เป็นสังโยชน์ก็เพราะยังไม่รู้ตามเป็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ว่าไปยึดไปผูกพันในสิ่งที่ไม่มี  ไปปรุงแต่งให้มีขึ้นให้เป็นขึ้นมาในจิต

คือความปรุงแต่งนั้นก็เป็นความปรุงแต่ง

เหมือนอย่างว่าวาดภาพลงไปในแผ่นกระดาษหรือในแผ่นผ้า

ให้เป็นภาพคนเป็นภาพต้นไม้เป็นภาพอะไรต่ออะไรตามต้องการ

แล้วก็... ก็ไปยินดียินร้ายไปหลงใหลอยู่ในภาพที่เขียนขึ้นนั้นว่าเป็นจริง

เหมือนอย่างว่านี่เป็นต้นไม้จริง นี่เป็นคนจริง นี่เป็นสิ่งนั้นสิ่งนั้นจริง

แต่อันที่จริงนั้นเป็นภาพทั้งนั้น  ไม่มีตัวจริงอยู่

หรือเหมือนอย่างดูพยับแดด  ที่ปรากฏเป็นภาพต่าง ๆ

ดูเมฆที่ลอยไปในอากาศ

นึกว่าเป็นภาพสัตว์ เป็นภาพคน เป็นภาพอะไร

บางทีก็เห็นเป็นภาพนั้น เป็นภาพนั้น  ก็เป็นภาพขึ้นในจิตใจทั้งนั้น

ซึ่งอันที่จริงไม่มีอะไรอยู่  ทุกๆ อย่างนั้นเกิดดับไปหมดแล้ว

แต่ยังผูกพันอยู่

หมั่นตั้งสติตรวจตราพิจารณาอยู่ดั่งนี้

สัจจะคือความจริงอย่างไรก็จะปรากฏขึ้นมา

ก็จะป้องกันสังโยชน์  จะละจากความผูกได้

เพราะฉะนั้น

การปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ดั่งนี้

จึงเป็นการปฏิบัติหัดตั้งสติ  ให้รู้เท่าทันปัจจุบันธรรมในตนเอง

อันเป็นทางปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์  เพื่อดับทุกข์ร้อนทั้งหลาย

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด  และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป.

 

กราบขอบพระคุณ

ท่านเจ้าของคลิป  และ  ท่านเจ้าของภาพ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/01/2021 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


😇🙏🙏🙏

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 05/01/2021 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


😇🙏🙏🙏

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 28/12/2020 เวลา : 18.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


😇🙏🏾

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 27/12/2020 เวลา : 08.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


🙏😇

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 27/12/2020 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


😇

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 27/12/2020 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


🙏🙏🙏

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2020 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]