• บก.จิ๊บ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-03
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 88524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 80 คน
บ้าน บก.จิ๊บ
การเดินทางของตัวอักษร
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Banjib
วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2552
Posted by บก.จิ๊บ , ผู้อ่าน : 1976 , 10:10:35 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทที่ 2

แท็กซี่คันที่เพิ่งส่งวฏิรดาลงที่โรงแรม วิ่งกลับมายังเส้นทางเดิมตามที่ โมฮัมเหม็ด ฟารุต อัชชิราน์ ผู้โดยสารสั่ง เมื่อมาถึงจุดที่เขาถูกไล่ล่า

แว่นกันแดดอาจจะดูไม่เหมาะสมนักกับบรรยากาศในช่วงเช้าตรู่ แต่เขาก็หยิบมันขึ้นมาสวม เพื่ออำพลางดวงตา เขาสั่งให้คนขับรถชะลอความเร็ว แล้วจึงกวาดสายตามองสำรวจพื้นที่รอบๆ ที่เกิดเหตุ รถตำรวจยังเปิดไซเรนดังกังวานไปทั่วท้องถนน ตำรวจในเครื่อง

แบบเข้าเคลียร์พื้นที่ ฟารุตไม่รอติดตามการทำงานของตำรวจ เขาส่งเงินให้คนขับรถไปห้าร้อยดีน่าร์แล้วสั่งให้ออกรถมุ่งหน้าออกจากกรุงชีร่าห์ดัมไปทางทิศเหนือตามเส้นทางหลวง ไม่ถึงยี่สิบนาทีรถก็วิ่งมาถึงทางแยก เขาสั่งให้คนขับเลี้ยวขวาเข้าไปตามทางลูกรังระยะทางประมาณ ห้ากิโลเมตรก็มาถึงพระตำหนักไบจีรัล ทันทีที่รถวิ่งมาถึงประตูพระตำหนักก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ เขาก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าที่

สง่าแล้วกล่าวขอบคุณแท็กซี่เป็นอันว่าเขาต้องการสิ้นสุดการรับบริการเพียงเท่านั้น แท็กซี่คันดังกล่าวยิ้มให้ด้วยความขอบคุณก่อนจะเข้าเกียร์ทยานออกไปจากประตูพระตำหนัก

ฟารุตเดินเข้ามายังพระตำหนักด้วยความเร่งรีบ ชายวัยกลางคนๆ คนหนึ่งออกมาต้อนรับเขาด้วยท่าทางที่นอบน้อม แล้วพาเขาเดินไปยังห้องรับแขก 

“เชิญนั่งก่อนท่านฟารุต” เสียงของสตรีที่ทรงอำนาจสั่ง ฟารุตเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเธอออกทำความเคารพก่อนจะนั่งลงตามคำเชิญของเจ้าพระตำหนัก 

ก่อนจะเดินทางมาที่พระตำหนักไบจีรัล ฟารุตได้โทรศัพท์สอบถามมาก่อนจะขอเข้าเฝ้าองค์หญิงเรเนีย และทรงอนุญาตให้เขาเข้าเฝ้าได้

“มีอะไรด่วนหรือถึงมาหาเราแต่เช้า ท่าทางเหมือนไปฟัดกับใครมาอีกแล้ว” เป็นคำถามจากเจ้าของพระตำหนักไบจีรัล พระองค์ทรงตรัสว่า ‘อีกแล้ว’ นั่นหมายความว่าเป็นแบบนี้อยู่ประจำ

“ไม่ได้ฟัดเลยกระหม่อม มันไม่ยอมให้ฟัด มันจ้องถล่มอย่างเดียวเลยขอรับ”

“ใครกันกล้าทำเช่นนั้นกับท่าน”

“กระหม่อมยังตอบไม่ได้ตอนนี้ว่าใคร ยังงงๆ อยู่ขอรับ”

“ฝีมือระดับท่านยังงงอยู่อีกหรือ” 

“ขอรับกระหม่อม”

“แสดงว่าศึกครั้งนี้หนักเอาการอยู่ละสิ ฟารุต” พระสุรเสียงที่ล้อเล่นเปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที

“กระหม่อม” ฟารุตตอบรับ

“ใครกันทำเช่นนั้น” 

“กระหม่อมก็ยังไม่มีข้อมูลตอนนี้กระหม่อมให้ลูกน้องตามข่าวอยู่”

“ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อย”

“สองวันมานี่กระหม่อมรู้ตัวว่าถูกติดตาม แต่ไม่รู้ว่ากลุ่มไหน ไม่นึกว่ามันจะทำการรวดเร็วขนาดนี้ เช้านี้มันส่งมือปืนทีมใหญ่ไล่ล่าหม่อมฉันอย่างเย้ยกฎหมายเลยขอรับ” ฟารุตเริ่มเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้องค์หญิงเรเนียพระขนิษฐาของกษัตริย์แห่งชีร่าห์ฟังอย่างละเอียด

“ท่านมีศัตรูที่ไหนบ้างลองทบทวนดู การข่าวของท่านไม่รู้เบาะแสเลยหรือว่าเป็นฝีมือใคร”

“คนของกระหม่อมตามอยู่ขอรับแต่ยังไม่ได้รับความกระจ่าง”

เสียงโทรศัพท์ของฟารุตดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา เขากล่าวขอโทษและรับทันที การพูดคุยสั้นๆ หลังวางหูเขาจึงรายงานกับคนที่อยู่เบื้องหน้า

“คนของกระหม่อมแจ้งว่าเป็นฝีมือของนายทหารระดับสูงของกองทัพ ตอนนี้กระหม่อมถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนขายชาติ โดยการขายข้อมูลสำคัญของกองทัพ แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าใครเป็นคนจัดการข่าวนี้” 

“ท่านจะทำอย่างไรต่อไปอย่างไร ศัตรูอยู่ที่มืด เราอยู่ที่สว่างมันทำให้ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว”

“กระหม่อมคงต้องระวังตัวอย่างหนักในช่วงนี้ จึงได้เข้ามาเรียนปรึกษาองค์หญิงกระหม่อมไว้ใจใครไม่ได้เลยนอกจากพระองค์”

“ขอบใจที่ท่านเห็นเราเป็นที่พึงยามยาก ท่านจะให้เราช่วยอะไรบอกมาเถิดเราช่วยท่านเต็มที่อยู่แล้วท่านใช่ใครอื่นเรารักท่านแค่ไหนท่านย่อมรู้ดี” 

“ขอรับกระหม่อม กระหม่อมซาบซึ้งในพระคุณยิ่งนัก ถ้าไม่ตายกระหม่อมคงมีโอกาสได้แทนคุณบ้าง”

“อะไรจะตาย คนเก่งอย่างท่านจะตายง่ายๆ ได้อย่างไร” 

“กระหม่อมอยากทราบว่า ทางกองบัญชาการสูงสุดว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ขอรับ” 

“เราขอเช็คข่าวสักครู่” องค์หญิงเรเนียกดโทรศัพท์ เพื่อเช็คข่าว สีหน้าขององค์หญิงวิตกกังวลไม่น้อยในขณะที่พูดคุยกับคนปลายสาย

“ทางโน้นแจ้งเรามาว่า มีกระแสข่าวว่าท่านขายข่าวให้กับประเทศฝั่งตรงข้าม คนให้ข่าวยังไม่มีหลักฐาน แน่ชัด ทางรัฐบาลโน้นปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งทหารไล่ล่าท่านเพราะยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นเรื่องจริงหรือถูกกลั่นแกล้ง แต่กำลังคิดว่าท่านถูกตามฆ่าจากประเทศที่ท่านขายข่าว” 

“เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ นี่กระหม่อมหนีตายโดยไม่ทราบว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร ทางการเองแม้จะปฏิเสธการตามล่า แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้เพราะกระหม่อมกลายเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายสงสัยขายชาติไปเสียอีก” 

“เราเชื่อว่า นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนไม่ได้สงสัยท่าน แต่คงยังหาหลักฐานมาแก้ต่างท่านไม่ได้เท่านั้น” 

“ท่านมีอะไรให้เราช่วยขอให้แจ้งมาทันที และขอให้ท่านรู้ไว้ว่าไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราไว้ใจท่านมากที่สุดและขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะจัดการแก้ปัญหาทางนี้ให้ท่านอย่างดีที่สุด” องค์หญิงรับสั่งเหมือนเป็นคำมั่นสัญญา

“กระหม่อมขอบพระทัยองค์หญิงเป็นที่สุด” 

“กระหม่อมคงจะอยู่ได้ไม่นาน ตอนนี้พวกมันคงตามหากระหม่อมแทบพลิกแผ่นดิน ที่สำคัญกระหม่อมรอดชีวิตมาได้ในวันนี้เพราะผู้หญิงไทยคนหนึ่งซึ่งกระหม่อมได้ประสานงานกับทีมของกระหม่อมให้สืบมาว่าเธอเป็นใคร และที่สำคัญกระหม่อมเชื่อว่าเธอตกอยู่ในอันตราย กระหม่อมจะต้องจัดการเรื่องนี้ก่อนขอรับ” 

“ท่านจะทำอย่างไรต่อ” 

“สิ่งแรกกระหม่อมต้องหลบซ่อนก่อน ให้ทางคนของกระหม่อมจัดการหาข่าวให้ชัดเจนว่า ใครทำ และทำทำไม ในตอนนี้กระหม่อมคงจะต้องกลับไปจัดการเรื่องความปลอดภัยของสาวไทยคนนั้นก่อนขอรับ กระหม่อมไม่ต้องการให้เธอต้องมาเสี่ยงชีวิตเพราะการช่วยชีวิตของกระหม่อม” 

เจ้าของพระตำหนักไบจีรัลมองหน้าแขกผู้มาเยือนแล้วยิ้ม

“เรารู้จักท่านมากี่ปีแล้ว” คำถามที่ส่งมาทำเอาคนถูกถามงงงวย

“กระหม่อมไม่ได้นับจำนวนปี แต่ตอบได้ว่าตั้งแต่กระหม่อมจำความได้เป็นต้นมาขอรับ”

“นั่นซินะ เราเพิ่งจะเห็นท่านห่วงใยหญิงสาวออกนอกหน้านอกตาก็วันนี้ เธอมีอะไรดีเป็นพิเศษหรือเปล่า” คำถามที่ยิงตรงทำให้ฟารุตอึกอัก เพราะเขาเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกห่วงใยเธอขนาดนั้น

“กระหม่อมคิดว่าต่อให้เป็นชายกระหม่อมก็คงต้องห่วงใย เพราะเขามีพระคุณกับชีวิตกระหม่อม” เขาตอบไปตามสถานการณ์ที่เป็นจริงคนได้รับคำตอบยิ้มให้ฟารุต แม้ยิ้มนั้นจะไม่แน่ใจในคำตอบแต่ก็ต้องยอมรับตามคำอธิบายนั้น

“ท่านต้องการอะไรแจ้งมาทางคนของเรา เราจะจัดหาให้” 

“ขอรับ กระหม่อมคงจะรบกวนรถของพระองค์สักคันเพื่อใช้ในการหนีไปก่อน อย่างอื่นคงไม่มีอะไร พ่อของกระหม่อมคงจะช่วยได้ในเวลาต่อไปจากนี้” 

“อยากได้รถแบบไหน” 

“ลุยทะเลทรายได้ ดีที่สุด วิ่งบนทางราบดีที่สุด ขอรับ” บทสนทนาสุดท้ายก่อนที่ทั้งสองจะลุกขึ้นหายไปในโรงรถของพระตำหนัก เพียงไม่นานรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถูกเปลี่ยนป้ายทะเบียนเรียบร้อยก็เคลื่อนตัวออกจากโรงจอดรถอย่างรวดเร็ว

 

วฏิรดานอนลืมตาอยู่บนเตียง สมองของเธอคิดประมวลภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะอ่อนเพลียแค่ไหนแต่ประสาทที่ตึงเครียดจากความตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านมาทำให้เธอไม่สามารถข่มตาให้หลับลงไปได้ หันไปมองเพื่อนร่วมห้องเสียงหายใจสม่ำเสมอของสาวิตรีทำให้อดอิจฉาไม่ได้ เธอถอนหายใจนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง อยู่พักใหญ่ เสียงโทรศัพท์หัวเตียงก็ดังขึ้น เธอยกหูแล้วกรอกคำพูดทักทายเป็นภาษาอังกฤษ

“สวัสดีค่ะ” 

“สวัสดีค่ะ เรียนสายคุณวฏิรดาค่ะ” 

“วฏิรดาพูดค่ะ” เธอตอบกลับไปยังประชาสัมพันธ์โรงแรม

“คณะของท่านให้โทรมาแจ้งว่ารออยู่ที่ห้องอาหาร” เสียงปลายสายตอบกลับมา

“โอ!!!! ขอบคุณค่ะ บอกพวกเขาว่าเราจะไปเดี๋ยวนี้” วฏิรดาลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้หัวหน้าคณะมีโปรแกรมพาท่องเที่ยวเมืองเก่าชีรานเนียน ก่อนที่จะให้เวลาพักและเตรียมตัวเข้าแข่งขันในอีกสองวันข้างหน้า เธอหันไปมองนักยิงปืนรุ่นน้อง ยังคงหลับใหลไม่สนใจเวลานัดเช่นเดียวกัน เธอจึงลุกขึ้นไปปลุก

“น้องสา คณะของเรารออยู่ที่ห้องอาหารของโรงแรมแล้ว พนักงานโทรมาปลุก น้องสาอาบน้ำได้เลยนะ พี่รดาอาบเรียบร้อยแล้ว” สาวิตรีขยี้ตาด้วยความมึนงง

“นี่สาหลับไม่รู้ตัวเลยหรือนี่ สงสัยเพราะฤทธิ์ยาแก้เมาแน่เลยค่ะ พี่รดากลับมาถึงเมื่อไหร่สาไม่รู้เรื่องเลย” 

“มาถึงสักพักค่ะ กะว่าจะหลับสักงีบ นอนคิดอะไรเพลินไม่ทันหลับเขาโทรมาเรียกเสียก่อน ยังอิจฉาน้องสาจะแย่ที่หลับสบาย” เธอเลือกที่จะไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนร่วมห้องฟัง

สาวิตรีขอตัวไปอาบน้ำอย่างเร่งรีบ วฏิรดาเองหันไปค้นกระเป๋าเสื้อผ้าเลือกเอาชุดที่ทะมัดทะแมงพร้อมลุยในการเดินทางสู่มหานครชีรานเนียนที่เธออยากเห็นเหลือเกิน พ่อเคยส่งอีเมล์ถึงเธอเมื่อครั้งที่พ่อเข้ามาท่องเที่ยวในชีรานเนียน ภาพถ่ายที่พ่อส่งไปให้ดู ประทับอยู่ในความทรงจำของเธอ วันนี้เธอจึงตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เห็นสภาพที่แท้จริงของเมืองโบราณอายุกว่าสองพันปี

วฏิรดาเก็บเอกสารที่สำคัญทั้งหมดรวมรวมไว้ในเป้คู่กาย ไม่ลืมที่จะล้างเอาปืนพกที่เพิ่งได้รับมาจากชายแปลกหน้ายัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมเอาไว้ เวลานี้ยังไม่สาย อากาศของที่นี่ยังคงหนาวเย็น อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่สองถึงสาม องศาเซลเซียส ดีนะที่พ่อเล่าเรื่องราวของที่นี่ให้ฟังตลอด ถ้าไม่มีข้อมูลจากพ่อ เมืองแห่งทะเลทรายในสายตาของเธอคงจะยังเป็นเมืองที่ร้อนและแห้งแล้ง จนอาจจะไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวมาแน่ๆ

นอกเหนือจากหมวกแล้วผ้าพันคอสีดำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ลืมหยิบไปด้วย พ่อเคยบอกว่า ทะเลทรายบางเวลามันสวยงามจับใจ แต่เวลาที่มันจะโหดร้ายก็โหดได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทรายเม็ดเล็กๆ สามารถทำลายใบหน้าและดวงตาของเราได้ ผ้าพันคอผืนใหญ่จึงถูกเตรียมเอาไว้ป้องกันตามคำบอกเล่าของพ่อ

ทุกอย่างของที่นี่เหมือนคำบอกเล่าของพ่อ ตั้งแต่เหยียบย่ำลงบนผืนแผ่นดินนี้คำว่าพ่อติดอยู่ในความคิดตลอดเวลา น้ำตาเริ่มเอ่อมาคลอเบ้า ก่อนที่มันจะไหล่เป็นทางลงมาที่แก้ม วฏิรดาค่อยๆ ยกผ้าเช็ดหน้าแตะที่หัวตาเบาๆ ถ้าวันนี้พ่อยังอยู่ พ่อคงไม่ปล่อยให้เธอเดินทางมาดินแดนแห่งนี้คนเดียวอย่างแน่นอน เช่นเดียวกัน ถ้าวันนี้พ่อรู้ว่าเธอเดินทางมาที่นี่แล้วมันทำให้เธออ่อนแอ พ่อคงไม่มีความสุขน้ำตาที่กำลังจะไหลซึมหายไปกับผ้าเช็ดหน้า

 ชีร่าห์เป็นดินแดนที่พ่อรัก และมาบ่อยจนเกือบจะเป็นอีกบ้านหนึ่งของตัวเอง เธอหยิบกระเป๋าเงินใบย่อมออกมาสำรวจ รูปพ่อหลายใบที่เตรียมมายังคงสอดอยู่ในช่องกระเป๋า เธอยิ้มให้คนในรูปนิ้วที่อ่อนนุ่มค่อยๆ สัมผัสลงบนใบหน้าของชายในรูปอย่าง ทะนุถนอม เสียงพึมพำเบาๆ ลอดออกมาจากลำคอ

‘พ่อจ๋า วันนี้จะเป็นวันแรกที่รดาจะเริ่มออกตามหาพ่อ รดามีความหวังว่าจะได้เจอพ่อไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะรดาและแม่เชื่อว่าพ่อยังมีชีวิต เราจะต้องได้เจอกันอีก รดารักพ่อที่สุด’ เธอยกรูปของพ่อขึ้นจุมพิตแผ่วเบาแล้วสอดไว้ในตำแหน่งเดิม สาวิตรีใช้เวลาในการอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็วไม่นานทั้งสองก็ออกมาจากห้องพักตรงไปยังห้องอาหารโรงแรมทันที

“ขอโทษค่ะโค๊ช รดาช้าอีกตามเคย” เธอรีบออกตัวด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้ใหญ่รอ

“ไม่เป็นไรครับคุณรดา ที่จริงยังไม่ถึงเวลานัดแต่ผมกลัวคุณรดากันคุณสาไม่ตื่นเลยให้พนักงานโรงแรมปลุก”

“งั้นรดาจัดการอาหารเช้าก่อนนะคะเดี๋ยวโค๊ชจะรอนาน” เธอขอตัวเดินไปตักอาหารที่ทางโรมแรมจัดเอาไว้ให้ทันที เธอได้รับข้อมูลการท่องเที่ยวในประเทศชีร่าห์จากพ่ออยู่เสมอว่า

ถ้าจะไปเยี่ยมชมเมืองโบราณชีรานเนียนจะต้องทานอาหารตุนกำลังเอาไว้ เพราะเส้นทางที่จะเข้าไปไม่มีรถต้องเดินเท้าหรือใช้บริการแท็กซี่สัตว์ ไม่ว่าจะเป็นอูฐ ลา หรือม้า แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้บริการ วฏิรดาจึงจัดการอาหารเช้ามื้อแรกของโรมแรมเสียอิ่มแปล้ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนด้วยรถบริการที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้

 

เมื่อมาถึงทางเข้านครชีรานเนียน ความหนาวเหน็บในยามเช้าคลายลงไปแสงแดดที่ร้อนระอุเข้ามาแทนที่ในเวลาอันรวดเร็ว วฏิรดาก้าวลงจากรถ ไอ้ร้อนของเปลวแดด วาบมาโดนใบหน้าจนต้องล้วงเอาผ้าพันคอที่เตรียมมาใช้งานในทันที

บนเส้นทางไปสู่ประตูแห่งชีรานเนียน วันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติคึกคักพอสมควร รถท่องเที่ยวหลายคันจอดเรียงรายให้ผู้โดยสารลงเพื่อเดินทางต่อไปตามเส้นทางลูกรัง รถยนต์คันหนึ่งแล่นด้วยความเร็วแล้วมาจอดใกล้ๆ กับรถคณะของวฏิรดา

ชายในชุดกานดูราสีขาวกับแว่นกันแดดเดินลงจากรถด้วยท่าทีเร่งรีบผ้าโพกศีรษะที่ปล่อยชายยาวมาถึงหลังถูกกระหวัดขึ้นไปพันรอบใบหน้าเหมือนหนึ่งต้องการปิดบัง เขาเดินตามหลังวฏิรดามาที่จุดเช่าม้า และรอจนเธอเลือกม้าตัวที่ต้องการแล้วเขาจึงส่งภาษาท้องถิ่นกับเด็กเลี้ยงม้า

จากนั้นม้าสีดำรูปทรงสง่างามตัวหนึ่งก็ถูกเขาเลือก วฏิรดาจ้องมองเขารู้สึกคุ้นๆ หน้า แต่ชายคนนั้นหาได้ให้ความสนใจเธอไม่ เขาจูงม้าที่เช่าเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง วฏิรดาจึงหมดความสนใจลงไปทันที เพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่อาศัยรถเทียมม้าที่นั่งสบายๆ ไม่ต้องบังคับม้าเอง

แต่วฏิรดาเลือกที่จะใช้ม้า ครั้งแรกเธอคิดจะเลือกใช้อูฐเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศทะเลทราย แต่เส้นทางที่จะเดินไปไกด์ให้คำแนะนำว่ามันยังไม่ใช่ทะเลทรายสามารถใช้ม้าหรือลาได้ เธอจึงเปลี่ยนใจหันมาเลือกม้าเป็นพาหนะแทน

เพียงไม่นานก็มาถึงทางเข้าเมืองโบราณชีรานเนียน เธอกระโดดลงจากหลังม้าแล้วจ่ายค่าเช่าให้กับเจ้าของพร้อมกำชับว่า บ่ายสองโมงเธอจะใช้บริการม้าตัวเดิมนี้อีกให้มารอรับ เด็กเลี้ยงม้าตอบรับด้วยท่าทางที่ดีใจที่ได้ลูกค้าขาประจำไปกลับ

“มารวมกันทางนี้ก่อนดีกว่า” โค๊ชสมชาติเริ่มทำหน้าที่ผู้นำร่วมกับไกด์

“ไกด์จะเป็นคนพาเดินชม ใครอยากจะรับฟังการบรรยายตามไกด์ไปได้ แต่ถ้าใครอยากจะดูด้วยตัวเองก็ตามสบายเลยนะครับ วันนี้เราจะใช้เวลาชมที่นี่ตลอดทั้งวัน บ่ายสองโมงเจอกันที่ทางเข้านะครับ” โค๊ชสมชาติเป็นคนจัดแจงวางแผน

“แหมโค๊ชเริ่มทำหน้าที่ตั้งแต่ทริปเที่ยวทริปแรกเลยนะคะ” วฏิรดาเย้าเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมทีมได้

“แหงอยู่แล้วคุณรดา เดี๋ยวทีมงานจะหาว่าโค๊ชบกพร่องในหน้าที่” โค๊ชสมชาติรับมุกที่โยนไปทันที

            “รดาจะขอเดินชมเองนะคะ มีอะไรน่าสนใจหลายอย่างบางทีอยากหยุดชมนานๆ เดี๋ยวจะทำให้คนอื่นต้องเสียเวลามารออีก”

                “ตามสบายเลยครับคุณรดานักโบราณคดีอย่างคุณรดาคงไม่ต้องอาศัยไกด์ แล้วค่อยมาเจอกันตามเวลาก็แล้วกันครับ งั้นเราแยกย้ายกันเลยนะใครใคร่ไปไหนกับใครเชิญตามสบายแล้วเจอกันบ่ายสองโมง ผมจะไปแอบมองสาวๆ ชาวพื้นเมืองที่นี่เสียหน่อยว่าสวยสู้คนไทยได้หรือไม่” วฏิรดาทำท่าจะแยกจากกลุ่มในทันทีแต่สาวิตรีเรียกเอาไว้

                “พี่รดาค่ะ ไปกับสาและคุณดิลกมั๊ยค่ะจะได้เดินกันเป็นกลุ่มไม่เหงา” สาวิตรีแสดงน้ำใจหลังจากที่ดิลกชวนให้เธอเดินไปกับเขา วฏิรดารู้ว่าดิลกนักกีฬายิงปืนชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาพอใช้ได้ กำลังทำคะแนนในการจีบสาวิตรีอยู่

“เชิญน้องสากับคุณดิลกตามสบายค่ะ พอดีพี่รดาอยากสำรวจทุกที่ให้นานๆ เดี๋ยวทั้งสองคนจะเบื่อเสียก่อนพี่รดาไปคนเดียวดีกว่า เดี๋ยวจะหาเด็กที่เลี้ยงอูฐเลี้ยงม้าแถวนี้เดินเป็นไกด์นำทาง” เธอรีบขอตัวเพราะไม่อยากเป็นก้างขวางคอทั้งสอง และที่สำคัญเธอตั้งใจจะเริ่มหาข้อมูลของพ่อทันทีที่มีโอกาส

ทุกคนมุ่งหน้าเดินเข้าไปทางซอกหินที่แคบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะพาผู้คนไปเยือนมหานครในอดีต หินที่แยกออกเป็นทางเดินนั้นถูกสันสร้างด้วยน้ำมือของธรรมชาติ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้เกิดรอยแยกของหิน แต่ชาวนาบาเชีย ผู้ก่อสร้างมหานครชีรานเนียนเมื่อสองพันปีก่อนเลือกใช้ซอกหินนี้เป็นเส้นทางที่จะนำพาผู้คนไปสู่นครชีรานเนียนเพียงเส้นทางเดียว

วฏิรดารู้สึกเหมือนมีใครคนหนึ่งเดินตามเธอมาห่างๆ ครั้งพอหันไปมองรอบๆ ตัวผู้คนที่เดินกันเข้ามาตามทางไม่มีใครสนใจใครต่างคนต่างเดินชมความงามของภูผาที่สูงตระง่านด้วยความตื่นตาตื่นใจ เดินต่อไปได้สักพักความรู้สึกที่จะเรียกว่าสัมผัสที่หกก็ไม่น่าจะผิด ทำให้รู้สึกว่ามีสายตาจ้องมองเธออยู่ วฏิรดารู้สึกหนาวยะเยือก จนต้องรีบพาตัวเองเข้าไปอยู่ใกล้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวคนอื่นจึงค่อยทำให้รู้สึกอุ่นใจ

เดินมาได้กิโลเมตรกว่าๆ ก็เห็นแสงสว่างด้านหน้าที่เป็นทางออกจากซอกหน้าฝา แสงแดดที่ส่องลอดเข้ามาทำให้วฏิรดาหรี่ตาลง ภาพที่มองลอดผ่านช่อหินออกไปเป็นภาพแรกที่เธอจะไม่มีวันลืมในความงามของชีรานเนียน หน้าผาที่เป็นหินทรายสีชมพู ถูกสีแดงของแสงแดดสาดส่อง ทำให้มองเห็นความงามของหน้าผาที่สลักให้เป็นวิหาร ที่สูงตระหง่าน วฏิรดาจ้องมองความงามผ่านซอกหินอยู่ชั่วครู่เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาหน้าผาที่สวยงามแห่งนั้นอย่างลืมตัว

“นี่ต้องเป็น อัลคัซเชียน มหาวิหารฝีมือการสลักหินของชาวนาบาเชียแน่ๆ สวยงามเหลือเกิน ไม่สงสัยเลยว่าทำไมพ่อถึงหลงเมืองโบราณของที่นี่อย่างยิ่ง มันสวยงามและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะที่สายตายังจับจ้องไปยังวิหารอันยิ่งใหญ่ด้านหน้า ยังไม่ทันที่จะก้าวเข้าไปชมให้เต็มตา เธอก็เซถลาไปด้วยแรงกระแทกของชายคนหนึ่งที่วิ่งมาด้วยความเร็ว เสียงโหวกแหวกโวยวายเหมือนหนึ่งสั่งให้ไล่จับชายคนที่ชนวฏิรดาตามมาติดๆ

วฏิรดารีบพาตัวเองหลบเส้นทางวิ่งไล่ล่า ทหารม้านายหนึ่งเข้ามาสอบถามเธอด้วยความห่วงใย

“เป็นอย่างไรบ้างครับ เจ็บที่ไหนบ้างหรือเปล่า จะให้ทางเราช่วยอะไรไหมครับ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่ถูกชนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขอบคุณที่เป็นห่วง” เธอรีบขอบคุณเพื่อที่จะให้เขาเลิกสนใจเธอ ขณะที่สนทนาอยู่กับทหารม้า สายตาของเธอเหลือบไปเห็นชายในชุดพื้นเมืองคนหนึ่งแอบอยู่ในซอกหินด้านซ้ายห่างจากเธอไปประมาณร้อยเมตร แต่พอเธอหันหน้าไปมองให้เต็มตาชายคนนั้นก็หลบหายเข้าไปในซอกหิน วฏิรดารีบเดินเข้าไปในวิหารทันที 

เพียงแค่ย่างก้าวเข้ามาในร่มเงาของมหาวิหารวฏิรดาก็ตะลึงกับความงามและความอลังการของมันจนลืมเรื่องตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านมาเสียสิ้น ภาพของเมืองเก่าชีรานเนียน จากสไลด์ในห้องเรียนแม้จะดูสวยงามแค่ไหนก็เป็นเพียงภาพถ่าย

 แต่วันนี้ความมหัศจรรย์ของชีรานเนียนตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว นี่หรือสมบัติของเบดูอิน ชาวพื้นเมืองเร่ร่อนในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล มันจะมีขุมทรัยพ์จริงเช่นตำนานหรือเปล่าหนอ เธอเริ่มเดินสำรวจความงามของห้องโถงใหญ่ที่เป็นที่เก็บพระศพอย่างตั้งใจก่อนที่จะเดินย้อนออกมาด้านนอก

เป้าหมายต่อไปคือร้านขายของที่ระลึก หินหลากสีที่ถูกนำมาร้อยเป็นเครื่องประดับวางเรียงรายกับพื้นดินบ้างวางแขวนเป็นแผงบ้าง สนนราคาก็ไม่แพงมากมาย แต่จุดสนใจของวฏิรดาไม่ได้อยู่ที่ของประดับ เธอสนใจคนขายมากกว่า เธอเดินสำรวจร้านค้าเพื่อหาคนขายที่มีอายุแล้วเข้าไปพูดคุยทักทาย

“ลุงขายของที่นี่นานหรือยัง” เป็นคำถามที่เธอถามชายชราเจ้าของแผงขายของเก่ามีทั้งมีดวงเดือน กริช ที่ด้ามของมันสลักลวดลายดั่งเดิมตามแบบของชนเผ่าเบดูอิน

“นานแล้ว แม่หนูถามทำไมหรือ” 

“หนูอยากได้มีดที่ลุงคิดว่าเก่าที่สุดสักเล่มลงเลือกให้หน่อยซิค่ะ” ความจริงวฏิรดาไม่ได้มีความต้องการมีดเลย แต่พยายามที่จะหาหัวข้อสนทนากับชายชราเท่านั้น ชายเจ้าของร้านเลือกมีดวงเดือนที่มีด้ามสีเขียวมรกตฝั่งด้วยหินสีเดียวกันให้เธอ

“มีดนี้ลุงซื้อมาจากชาวเบดูอินนานมากแล้ว มันเป็นของเก่าของต้นตระกูลพ่อเขาแต่เขาต้องขายมันเพราะไม่มีเงินลุงเลยซื้อเอาไว้” เจ้าของร้านเสนอราคาวฏิรดาไม่ได้สนใจเธอยอมจ่ายตามที่เขาบอก ขณะที่หยิบเงินออกจากกระเป๋าเธอแกล้งทำรูปของพ่อหล่น แล้วทำท่ารีบก้มลงเก็บ

“รูปใครหรือแม่หนู” ชายชราถามด้วยความสนใจ

“ลุงรู้จักคนๆ นี้หรือค่ะถึงได้ถาม” เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ วฏิรดาเชื่อแน่ว่าพ่อต้องมาที่นี่บ่อย อย่างน้อยคนที่อยู่ที่นี่มานานจะต้องรู้จักหรือไม่ก็ต้องเคยเห็นพ่อของเธอแน่ๆ

“เคยเห็น เขาเป็นลูกค้าประจำของลุง และของหลายๆ ร้านที่นี่” หัวใจของวฏิรดาเต้นแรงจนแทบจะล้นออกมานอกอก

“เขาเป็นอะไรกับแม่หนูหรือ” ชายชราถามเรื่อยๆ

“พ่อค่ะ” เธอทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นรอให้ชายแก่เจ้าของร้านถามต่อ

“แล้วเขาไม่ได้มาด้วยหรือ ลุงไม่ได้เจอเขานานแล้วนะ” 

“ลุงเจอพ่อหนูครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่หรือค่ะ” เธอเลี่ยงการตอบคำถาม แต่ใช้การถามกลับแล้วแกล้งเลือกสินค้าชิ้นต่อไปเหมือนไม่สนใจคำตอบ

“น่าจะสองปีละมัง ครั้งสุดท้ายเขามาที่นี่มารับแผนที่อะไรสักอย่างที่เขาให้เพื่อนของลุงร้านตรงข้ามซื้อให้ แล้วก็ไม่เจอเขาอีกเลย” 

“เพื่อนของลุงร้านไหนหรือค่ะ” ชายชราชี้ไปที่ร้านเก่าๆ เล็กๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องร้านแกไปเพียงเล็กน้อย

“เจ้าของร้านชื่ออะไรหรือค่ะลุง หนูจะได้ไปทักทายท่านสักหน่อย” วฏิรดาตั้งใจฟังอย่างใจจดจ่อ

“เขาชื่อ ซาเลย์ อัลราเด ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่หรือเปล่า” 

“ไม่เป็นไรค่ะหนูจะลองแวะไปทักทายเพื่อนเก่าพ่อเสียหน่อย ขอบคุณลงมากนะคะ ถ้ามีโอกาสมาที่นี่อีกหนูจะแวะมาอีกนะคะ” เธอรีบกล่าวลาเพราะร้านเบื้องหน้าคือเป้าหมายต่อไปที่จะได้ข่าวของพ่อ

ก้าวออกมาจากร้านมุ่งตรงไปยังร้านของ ผู้เฒ่าซาเลย์ ยังไม่ทันถึงหน้าร้านก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีมือๆ หนึ่งคว้าแขนของเธออาไว้ สีข้างของเธอถูกกระทุ้งด้วยท่อนเหล็กที่แข็งซึ่งมันจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกระบอกปืน

“หยุดยืนนิ่งๆ” เธอจำเป็นต้องหยุดทันทีตามคำสั่งของผู้อยู่เบื้องหลัง

“เดินตรงไปข้างหน้า อย่าขัดขืนไม่งั้นปืนเก็บเสียงจะทำงานทันที” เขาขู่เธอด้วยเสียงที่น่ากลัว เธอหันกลับมาเพื่อจะมองหน้าผู้รุกราน

“อุบ” วฏิรดารู้สึกเจ็บแปลบที่สีข้าง นี่มันอะไรกันเธอเป็นเพียงผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ ที่เพิ่งย่างก้าวเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ทำไมถึงได้มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดกับเธอหลายครั้งหลายคราขนาดนี้

“ไม่ต้องมองเดินไปข้างหน้ามีซอกเล็กๆ เลี้ยวตามซอกนั้นไปถ้าไม่อยากตาย” วฏิรดานึกวางแผนในใจว่าเธอจะทำอย่างไรดี สถานที่ก็ไม่คุ้น แต่ยังอุ่นใจว่าในกระเป๋ามีปืนสั้นที่ชายคนนั้นให้เอาไว้ หรือว่าคนพวกนี้จะเป็นศัตรูของนายคนนั้นที่เธอช่วยเอาไว้ตอนเช้ามืด หลังของเธอถูกดันให้เดินออกมาตามซอกเล็กๆ ของหน้าผา เพียงไม่นานก็มาโผล่ที่ลานกว้าง

 วฏิรดาไม่ทราบว่าที่นี่เป็นทิศไหน แต่มองไปด้านหน้ามีภูเขาหินเรียงรายอยู่กลางทะเลทรายผืนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาไม่มีผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว ความกลัววิ่งเข้ามาจับหัวใจจนระงับอารมณ์เอาไว้ไม่ได้ 

“ท่านจะทำอะไร เราเป็นนักท่องเที่ยว เราไม่เคยเป็นศัตรูกัน ท่านอยากได้อะไรเอาไปเลยเรายินดียกให้ ปล่อยเรากลับไปหาเพื่อนๆ ในวิหารเถอะ” วฏิรดาเริ่มตั้งสติ และเจรจากับผู้รุกราน ขณะที่พูดเธอหันหน้ามามองหน้าของเขา ใบหน้าที่กร้านหยาบ หนวดเคลารุงรังเช่นชายชาวอาหรับทั่วไป จมูกโตแบน ดวงตาใหญ่ลึกลงไปในเบ้าตา มีแววดุร้าย

แค่สบตาก็ทำให้วฏิรดาสั่นด้วยความกลัว นี่เธอจะรอดพ้นจากมือมัจจุราชผู้ดุร้ายคนนี้ได้อย่างไร ชายผู้ดุร้ายไม่ยอมสนทนากับเธอ แม้แต่ข้อเสนอที่เธอเสนอไปเขาก็ไม่สนใจ แขนสองข้างของเธอถูกจับรวบไว้ข้างหลัง เชือกเส้นเล็กถูกนำมามัดมือของเธอทั้งสองข้างประกบกัน วฏิรดาเริ่มดิ้นด้วยความตกใจ

ฉาด!!

โอ๊ย!!

ฝ่ามือของชายคนนั้นกระทบลงบนแก้มของเธออย่างไม่ปราณีปราสัย ไม่มีคำพูดใดๆ จากปากของเขา ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า สิ่งเดียวที่จะช่วยลดความเจ็บปวดและความกลัวคือน้ำตา เธอปล่อยให้มันไหลลงมาเป็นทาง แล้วใช้ความพยายามพูดกับเขาอีกครั้ง

“อย่าทำอะไรฉันเลย ปล่อยฉันไปเถอะ เราไม่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน จะมาทำร้ายกันทำไม” ชายผู้โหดร้ายไม่ยอมฟังเสียงและไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเธอเขาลากเธอเดินออกไปยังทะเลทรายเบื้องหน้าที่เวิ้งว้าง สายตาของวฏิรดาเริ่มพร่าเพราะแสงแดด ความร้อนที่แผดเผาผิวกายของเธอทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนโดยเฉพาะบริเวณแขนที่ถูกเชือกมัดมันเริ่มมีรอยบาดจากการถูกลาก ขาที่พยายามพยุงกายให้เดินไปตามแรงลากเริ่มอ่อนแรง วฏิรดาล้มลงคลุกทรายที่ร้อนรุอุหลายครั้ง แต่ชายคนนั้นหาได้สนใจไม่ ทุกครั้งที่เธอล้มเขาก็เข้ามากระชากแขนให้ทรงตัวลุกขึ้นแล้วลากต่อ ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะล้มลงเธอได้ยินเสียงม้า เสียงเอะอะโวยวาย จากนั้นสติของเธอก็ดับวูบ .





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
บก.จิ๊บ วันที่ : 05/10/2009 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Banjib
http://www.oknation.net/blog/Rivin

ตอบคุณสิปาง เป็นเช่นนั้นหรือค่ะ ดิฉันก็อยากทราบอยู่เหมือนกันว่าคุณสิปางคงได้รับอนุญาตจากคุณนิรุตติ์กระมังจึงได้ใช้ชื่อจริงที่แฟนรู้จักของคุณนิรุตติ์ ก็เลยสนใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สิปาง วันที่ : 05/10/2009 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plas

คุณสิปาง ผู้น่ารัก ขอบคุณที่ติดตาม อยากถามว่า รักสุดท้ายที่ไร่ทองจันทร์สมบูรณ์หรือยังเอ่ย? อยากอ่านฉบับเต็มๆ แบบไม่ผ่านเวป (แก่แล้วอยู่หน้าจอนานตาลาย 55)

*************************
เขียนได้ 26 ตอนแล้วค่ะ ...ใจจริงก็อยากให้จบเร็วๆ เหมือนกัน แต่้ช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเวลาเลยค่ะ งานเต็มโต๊ะ ก็คงต้องเขียนไปเรื่อย ๆ และที่ร้ายที่สุด ตอนนี้ แฟนคลับ ของคุณนิรุตติ์ (บางคน) ไม่ค่อยพอใจ คงอิจฉานางเอก อะไรประมาณนั้น ก็เลยมีการออกมาต่อว่า ต่างๆ นาำๆ ดิฉันอ่านแล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้ ที่คนอ่านอินเกินความจำเป็นขนาดนั้น แต่ยังไงก็จะตั้งใจเขียนนะคะ
****
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิปาง วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plas

มีเรื่องให้ตื่นเต้นตลอดเวลา....
เป็นกำลังใจให้คนเขียน และขอให้นางเอกปลอดภัยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
บก.จิ๊บ วันที่ : 24/09/2009 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Banjib
http://www.oknation.net/blog/Rivin

ขอบคุณมากมายค่ะคุณ redribbons07 ที่แวะมาอ่าน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
redribbons07 วันที่ : 24/09/2009 เวลา : 10.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

เป็นกำลังใจให้รดาตามหาพ่อเจอค่ะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]