• โมไนย-พจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : raveewin@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 256
  • จำนวนผู้ชม : 567439
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
ท้องถิ่น ศาสนา การศึกษา และการเรียนรู้
ท้องถิ่นของเรา ศาสนาของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan
วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน 2556
Posted by โมไนย-พจน์ , ผู้อ่าน : 3516 , 16:50:35 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไทย (โคราช) พลัดถิ่นที่บ้านไพรขะปั๊ว (/ป่าสูง) พระตะบอง กัมพูชา 

ឃុំព្រៃខ្ពស់  Prey Khpos ស្រុកបវេល/Bovel  បាត់ដំបង 


เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2556

ให้ต้องเดินทางลงพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลเอามาเขียน "คนไทยพลัดถิ่นในกัมพูชา"

แล้วคนไทยที่ว่าอยู่ที่ไหน ก็บอกว่าอยู่ในกัมพูชา เพราะบอกอยู่แล้ว แล้วคนไทยไปอยู่ที่โน่นตั้งแต่เมื่อไหร่

ไปได้อย่างไร คงเป็นคำถามสำหรับคนหลายคน

ก็ต้องบอกว่า ไทยกัมพูชามีพื้นที่ชายแดนติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 พันกิโลเมตร 

เริ่มตั้งแต่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีษะเกศ สุรินทร์ ไปจบที่อุบลราชธานี

 

ก็ต้องไปมาหาสู่กันตามสภาพ พื้นที่ 

แล้วไปไงมาไงก็ต้องตอบว่า ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

ต้องหากินในที่่ ที่เปิืดโอกาสให้หา และกินได้ แล้วต้องไปกินอย่างไร

ก็ต้องไปกินในที่ ที่จะพอหาแล้วได้กิน หรือหากินได้

แปลว่าทุกยุคทุกสมัย พูดกันด้วยเรื่องปากเรื่องท้อง

 

ดังนั้นเส้นทางการอพยพเคลื่อนย้ายของคนไทยพลัดถิ่นจึงเกิดขึ้น 

สมัยก่อนคนไทยไปเขมรคงไปหากิน คือหาปลามากิน จากนั้นค่อยอพยพ ไปจับจองที่ดินทางการเกษตร  

ยืนยันคำพูดนี้ในบทเขียนของ ที่ลงตีพิมพ์ในศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ เมื่อ 2556

ศรีศักร วัลลิโภดม.   เกลืออีสาน. ใน ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2500 ปี จาก ยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึง ยุคมั่งคั่งข้าวหอม.

หน้า 112-113.

และของ

สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ, ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม,   หน้า 75

และข้อมูลของฝรั่ง 

อ้างเสียหน่อย จะได้ดูน่าเชื่อถือว่ามีฝรั่งพูดไว้ ทั้งที่เป็นเรื่องของพวกเรา

ก็อ้างมาจากท่านสุจิตต์ อีกทอดหนึ่งแหละจร้า

ฝรั่ง ดร.ดับเบิลยู. เจ. วันเลียร์  นักวิชาการทางด้านโบราณคดีให้ความเห็นว่า

“การมีแหล่งเกลือสินเธาว์และมีการทำเกลืออย่างสืบเนื่องนั้น น่าจะมีผลไปถึงการเกี่ยวข้องกับทางดินแดนเขมรต่ำรอบ ๆ ทะเลสาบเขมร ที่มีการจับปลากันเป็นอาชีพหลักมาแต่โบราณ  คงมีการติดต่อแลกเปลี่ยนเกลือกับปลาทางเขมรต่ำ โดยที่เกลือจากอีสานน่าจะถูกนำไปใช้ในการหมักปลา ทำปลาเค็ม ปลาร้าอะไรต่าง ๆ ด้วย” 

แปลว่าสมัยก่อน เขมรเป็นแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่ของภูมิภาคนี้

ไทยจะกินของดีเขมรต้องเอาเกลือไปแลก

เรียกว่าทรัพย์ในดินของแท้ เพราะเป็นเกลือสินเธาว์

 

แต่ปัจจุบันคนเขมรทิ้งถิ่น มาเป็นแรงงานในประเทศไทย ไม่กินปลา

สรุปคือสมัยก่อนคนไทยในพื้นที่ที่เรียกประเทศไทย กินปลาจากเขมร จนกระทั่งปัจจุบัน ถือว่าเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่

โดยมีเกลือ หรือสินค้าอื่น ๆ ไปค้าขายแลกกันไปแลกกันมา

 ********

ดังนั้นเหตุผลหลัก ๆ จึงต้องไปถามพี่้้น้องไทยที่อยู่ที่กัมพูชาในปัจจุบัน

ไปอย่างไร

ไปตอนไหน

และรักษาความเป็นไทยพลัดถิ่นไว้อย่างไร

ก็น่าจะประมาณนี้ 

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเดินทาง 

แล้วเดินทางอย่างไร 

ก็เริ่มจากกรุงเทพ

ปลายทาง อรัญประเทศ ปอยเปต 

ด้วยระยะทาง 306 กิโลเมตร โดยประมาณ

ด้วยรถตู้ ที่ราคา 260 บาท 

เมื่อค้นหาข้อมูลรถตู้ที่ใกล้ที่พักที่สุดได้แล้ว 

จึงออกจากกรุงเทพด้วยรถตู้หน้าห้างเดอะมอลบางกะปิ สายกรุงเทพ ปอยเปต

ระยะทาง กทม.-อรัญประเทศ  ที่สอบถามได้ ประมาณ 300 กิโลเมตร

จากอรัญประเทศไปชายแดนอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เห็นจะได้

ไปถึงที่ชายแดนตอนประมาณ 11.30 น.โดยประมาณ  

ก็เดินข้ามฟาก  ประทับ ลงตราตามปกติ เหมือนนักเดินทางท่องเที่ยว และนักเสี่ยงโชค 

จากนั้นการผจญใคร ก็เริ่มขึ้น 

ที่บอกว่าผจญใคร เพราะมันไม่รู้ใครเป็นใคร ชุลมุนไปหมดว่างั้น 

คือ "ปาก-ท้อง" สำคัญ จึงมีคนแย่งกันกิน

แย่งกันเดิน และอีกสารพัด

เป้าหมายเพื่อ "วันพรุ่งนี้" ซึ่งไม่รู้มันมีจริงอยู่หรือไม่ 

แต่ทุกคนเฝ้ามองและอยากไปให้ถึง 

จึงจำมาเล่าไว้ ว่าฉันไปมาแล้วน๊ะ 

ดังนั้นเชิญสันทัศนา 

 

ไปถึงชายแดนประมาณ 11.30 น. ก็เดินไปยังด่านเพื่อตรวจหนังสือเดินทาง ประทับลงตรา ที่เห็นเป็นพี่น้องไทย ไปที่บ่อน ส่วนหนึ่ง เป็นเขมรมาค้าขาย  และเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านด่านนี้ไปเช่นกัน  หรือไม่ก็พวกวีซ่าหมด ไปไปวนกลับมาเพื่อขอสิทธิ์ในการอยู่ต่อ ในขณะเดินไปเจอสองสาวฟิลิปปินส์ (ฟังจาำกสำเนียงและหน้าตาไม่น่าจะเป็นชาติอื่น) ไปวนวีซ่าและกลับเข้ามา รู้สึกว่าไทยเราจะเป็นศูนย์กลางของการแรงงานอพยพ ย้ายถิ่น นี่ขนาดยังไม่เปิดเป็นอาเซียนนะนั่น 

ชายแดนไทย ที่สระแก้ว

ชายแดนไทย ที่ต้องเดินผ่าน ภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลามาเดือนก่อนยังไม่เห็น

ทางเดินที่ต้องผ่านและเห็น ยังอยู่ฝั่งไทย

ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ

ผ่านตรวจคนเข้าเมืองมายังฝั่งเขมรแล้ว ไม่ถามเจ้าหน้าที่มีหน้าที่แค่ตอกตราประทับ 

ลงตราฝั่งไทยเสร็จแล้ว ก็เดินข้ามไปยังฝั่งเขมรต่อไป  เกือบเที่ยงแดดเปรี้ยง คนเยอะ แย่งกันเดิน แย่งกันกินตามสภาพที่เห็น แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อมันคือชีวิต 

เดินข้ามสะพาน ข้ามคลองก็จะเป็นเขตแดนเขมรด้วยสัญลักษณ์สิ่งสร้างระหว่างด่านไทย 

ข้ามพ้นประตูไปเล็กน้อยในยามแดดจ้าจะเห็น Holiday Palace กาสิโน หรือบ่อนการพนันเป้าหมายหลักที่พักของคนชอบเล่น

ระหว่างเดิน เธอผู้นี้มีความน่าสนใจ แดดร้อน แต่สิ่งที่เห็นคือ ก้ามปู ไม่รู้กินอย่างไร ขายอย่างไร แต่น่าสนใจ เธอรีบเดินข้ามฟากไปอีกด้านหนึ่ง ถ่ายรูปเท่าที่เห็น แต่บอกให้รู้ว่า กว่าจะได้ก้ามเยอะและใหญ่ของปูนา คงต้องหลายร้อยตัวแน่ ๆ 

เดินผ่านไป ต้องถ่ายป้ายไว้เสียหนอ่ย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่จริง เรียกว่ามาไม่ถึง POI PET  RESORT AND CASINO 

เดินผ่านก่อนไปตรวจลงตราที่ ตม.ของฝั่งกัมพูชา

ตราประทับกัมพูชา  เดินทางหลายครั้ง แต่ก็ได้เท่าที่เห็นแหละจร้า  

เมื่อข้ามฝั่งไปก็มีหนุ่มเขมร ที่เดินตามสอบถามว่าจะไปไหน ก็บอกว่าจะไป "บ่อแว่น"  เขารีบตอบว่าไปกับผม เขาเป็นมอเตอร์ไซรับจ้าง และอาสาหารถให้นั่ง ทอดเดียวไม่ต้องไปต่อหลายต่อ เราก็นึกว่าดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องหลายต่อ จึงตกลงนั่งรถเครื่องจากชายแดนไปยังท่ารถ เขาบอกว่าซื้อตั๋วให้เสร็จก่อน เราก็ไปซื้อแบบเป็นพวกนายหน้าจัดคิวรถ บอกปอยเปต-บ่อแว่น พี่แกเล่นค่ารถไป 400 บาท จากนั่นหนุ่มก็ใจดี บอกซื้อตั๋วแหละจะเที่ยงแหละไปหาข้าวกิน เราก็ถามว่าร้านไหนดีล่ะ เขาก็บอกว่าร้านนี้เลยอร่อย  ก็เลยได้อาหาร "ข้าว-ไก่" อย่างที่เห็น

"อาหารเมื้อแรก" ในเขมร ได้เมนูอาหารอย่างที่เห็น "ข้าว-ไก่" เมื่อสั่งมาแล้วก็กินตามสภาพ สนนราคา 14000 Riel  2 จานเลี้ยงเจ้ามอเตอร์ไซด้วย หรือประมาณ  100 บาท ตกจานละ 50 บาท ประสบการณ์อาหาร "ปอยเปต" ประมาณว่ากินกันตายเสียหน่อย ไม่งั้นตายเสียก่อนก่อนถึงพื้นที่วิจัย  ตามสภาพที่ได้ เรียกว่าอาหารมื้อ "หิว"  ในภาษาเขมร "บาย(ข้าว)-มวน(ไก่)" แปลว่า  ข้าวไก่ คือเห็นสภาพคือข้าวกับไก่จริง ๆ มีน้ำซุบให้หนึ่งถ้วย รสชาติแปลก ๆ ดีดี 

เมื่อ "โฮบบาย" แล้ว ก็รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเกิดตัวเองอีกครั้ง ภาษาเขมรเริ่มกลับมาเพื่อใช้งาน ในการเจรจา ต่อรองค่ารถ และบอกปลายทางต่อไป "นี่แหละชีวิต" 

 

รถก็รอคนจนเต็ม รถเก่ง หนึ่งคันนั่งกัน 7 คน รวมทั้งคนขับ ที่เรียกว่ารถประจำทาง ที่ราคาเป็นไปตามชอบใจ รถพาวิ่งผ่านสวายศรีโสภณ  วิ่งไปถึงทะโมโก  จากนั้นวิ่งไปถึง บอเวน ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทาง ในเวลาประมาณ ชัก 2 ชม.น่าจะได้ 

 

จากนั้นก็ต้องหารถประจำกายเพื่อเดินทางต่อ  หมู่บ้านป่าสูง มีหนุ่มอาสา รถรับจ้างที่เรียก "มอโตดุ๊บ"  พร้อมเสนอค่ารถ 1.5 หมื่นเขมร หรือประมาณ 120 บาท มาก็ตกลงแบบไม่ลงเล เพราะต้องการไปให้ถึงปลายทาง

 

รถก็พาวิ่งไปตามถนนลูกรัง ดินดำ และทางเกวียน ประมาณ 6 - 7 กิโลเมตร ปลายทาง "ไพรขะปั๋ว" หรือบ้านป่าสูง เพื่อไปพบชุมชนคนไทยพลัดถิ่นที่นั่น 

 

รถวิ่งไป ก็โยกไปตามแรงรถ 

 

ถนนจากบ่อแว่นไปยังหมู่บ้านป่าสูง เพื่อพบคนไทยโคราช เมื่อกว่า 100 ปี

ออกมาได้เล็กน้อยจากตัวอำเภอ

ออกมาอีกหน่อย เห็นผู้ขับบอกว่า หน้าฝนนี่ต้องคลาน และหิ้วรองเท้า และเดินอย่าให้ลื่น สุดยอดปรารถนาของคนในบริเวณนี้คือการมีถนนที่ "ดินแดง" คือถนนที่เป็นลูกรัง  และการมีไฟฟ้าใช้ ไฟฟ้ามีแต่ในตัวอำเภอ ห่างออกไปก็ตามสภาพ แต่ก็ยังสงสัยว่าคนที่หมู่บ้านบางคน (เฉพาะลูกหลานไปทำงานในประเทศไทย) เ็ป็น "สาวก" สตีป จ๊อบส์ คือใช้ไอโฟน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็น ก็อฟ A แถวปอยเปต หรือไม่ แต่ในหมู่บ้านมีทีวีรับข่าวสารจากประเทศไทย ติดจานเดียวเทียม แต่ยังใช้แบ็ตเตอร์ีรี่ เป็นเครื่องสำรองไฟฟ้า คิด ๆ ไปก็ย้อนหลังกลับในวัยเด็กของผู้เขียนสัก 30-40 ปี เพราะสภาพเหมือนพื้นถิ่นของตัวเอง แต่ต้องถอยหลังไปหน่อย 

ถนนนี้เป็นสัญญานบอกว่าใกล้มาอีกเล็กน้อยในระยะทางประมาณ 6-7 กิโลเมตร

แปลว่าเข้าใกล้ถึงเป้าหมายเข้าไปทุกที 

 ภาพและเสียงของถนน ก่อนถึงหมู่บ้านไพรขะปั๋ว (ป่าสูง) 

เห็นซุ้มประตูวัด บอกให้เรารู้ว่า ใกล้เข้าไปอีกเล็กน้อย จากถนนใหญ่ที่จะเชื่อมไปยังหมู่บ้านป่าสูง วัดในเขมรจะนิยมทำป้ายซุ้มประตูวัด ในจุดที่เป็นถนนใหญ่ ส่วนลึกเข้าไปด้านในเท่าไหร อีกเท่าไหร่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องมี ซุ้มประตู เป็นการประชาสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งของวัด

โอ้......ในที่สุดก็ถึงวัดไพรขะปั๋ว หรือหมู่บ้านป่าสูง อันเป็นจุดตั้งของชุมชนคนไทยที่อยู่ี่ที่นี่ 

เมื่อมาวัดก็ต้องเจอใครไม่ได้นอกจากพระ  เณร เจอหน้าก็เรียกมาเป็น "ดารา" หน้ากล้องทันที  ท่านเหล่านี้ เป็นลูกหลานไทย ป่าสูงรุ่นหลังๆ   หลวงพ่อทิม พู  รุ่นที่ 2 (ที่ 2 จากซ้าย) พระผู้เฒ่าลูกหลานไทยป่าสูงที่พูดภาษาไทย ชัดกว่าเขมร หลวงพ่อสมจิตร (ที่ 3 จากซ้าย)  เป็นรุ่นที่ 3  เจ้าอาวาส ที่ยังพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว  ส่วนเณรซ้ายขวา เป็นรุ่นที่ 5 ที่มีเชื้อสายไทย แต่พูดฟังไม่ได้ เวลาสื่อสารกันก็ใช้ภาษาเขมร เป็นสื่อกลาง

ลูกหลานไทย รุ่น 4-5 ที่อาจรู้ว่าพ่อแม่เป็นคนไทย ปู่ ย่า เป็นคนไทย แต่ตัวเองไม่รู้สึกว่าเป็นไทย แต่จะพูดเขมร ฟังไทยได้เล็กน้อย 

เมื่อมาวัดก็เจออุบาสก อุบาสิกา มานั่งสมาทานศีลอุโบสถ หรือศีล 8 เนื่องในวันพระแรม 15 ค่ำ เดือน 9  นายจันทร์ ธรรม  (ผู้ชาย) เป็นไทยรุ่นที่ 3 เกิดและโตที่นี่ อายุ 65 ปี   กุลาจากไพลิน  จากตาแก้ว จากกำปอต และนางนา พ่อไทย แม่ลาว ที่พอฟังและพูดภาษาไทยได้ ในความต้องการสื่อสารให้เห็นว่าความสัมพันธ์กับกลุ่มคนอื่น เป็นไปในมิติทางศาสนา และการสรรสร้างทางวัฒนธรรมร่วมกัน ในภาพเป็นวันพระ มีชาวพุทธนำอาหารมาถวาย และอยู่สมาทานศีลอุโบสถ เนื่องในวันพระ 15  ค่ำ เดือน  9  ที่ศาลาการเปรียญวัดไพรขะปั้ว  

นายจันทร์ บุญธรรม อายุ 65 ตัวเขาเองเกิดและโตที่นี่ แต่เมื่อสอบถามว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากไหน ก็ตอบว่า มาจาก "พิมาย" นครราชสีมา ถามว่ามาตอนไหน ก็สมัยก่อนมาค้าขายและตั้งถิ่นฐานอย่างนี้ บอกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่เล่าไว้อย่างนั้น ถามต่อไปอีกว่าเคยกลับไปหาญาติ หรือยังมีญาติอยู่เมืองไทย บุญธรรม พูดเสียงดังว่า ไปมาหมดเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย แล้วญาติที่พิมายล่ะ ลุงตอบเสียงดังอีกครั้งว่าไปบ่อย ยังไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ลุงว่าอย่างนั้น สรุปง่าย ๆ ว่าคนไทยพลัดถิ่นที่บ้านไพรขะปั๋วส่วนหนึ่ง และส่วนใหญ่อพยพมาจาก "พิมาย" 

ถามต่อไปอีกว่ามาครั้งเดียวเป็นคนไทยที่นี่เลยเหรอ ก็ต้องตอบไปว่าไทยอพยพมาอีกละลอก หลัง ปี 2484 คือสมัยที่จอมพล ป.พิบูล สงคราม ได้ร่วมกับญี่ปุ่น แล้วทำสงครามอินโดจีน ภายใต้การสนับสนุนของญี่ปุ่น พร้อมการเจรจา จึงได้แ่ผ่นดินที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่ 5 ให้กับฝรั่งเศสไป กลับคืนมา พร้อมเปลี่ยนชื่อจังหวัดเสียมราฐ เป็นจังหวัด "พิบูลสงคราม" มีเอาไก่ปีเกิดมาทำเป็นตราประจำจังหวัด เป็นรูปไก่ ยกเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย รวมทั้งพระตะบอง ใช้ชื่อเดิมอยู่ เมื่อเป็นแผ่นดินไทย การบริหารจัดการจึงเกิดขึ้นในนามรัฐไทย เคลื่อนการอพยพ จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ชุมชนคนไทยที่บ้านป่าสูง จึงมีคน 2 ช่วง คือก่อน พ.ศ.2484 และหลัง ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลว่าคนไทยจึงมาอยู่ที่นี่ "บ้านไพรขะปั๊ว" หรือ "บ้านป่าสูง" ในปัจจุบัน 

สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 แสดงให้เห็นแผ่นดินราชอาณาจักรสยามถูกฝรั่งเศสเฉือนไปเป็นระยะๆ ในปี 2410 (1) 2431 (2) 2436 (3) 2447 หรือ ร.ศ.112 (4) และ ปี 2450 หรือ ร.ศ.126 (5)

ที่มา http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000058996

จังหวัดพระตะบอง ถามว่าที่อื่นมีไทยบ้างไหม ก็ต้องบอกมี ไทยเกาะกง หรือชุมชนคนไทยในพื้นที่อื่น ก็มีแต่นี่มุ่งไปเฉพาะที่อำเภอบ่อแว่น จังหวัดพระตะบอง ในพื้นที่ที่ำกำหนด พร้อมทั้งการกระจายของชุมชนคนไทย ไปยังพื้นที่อื่น ในเขตใกล้เคียงและไกลออกไป 

อำเภอบ่อแว่น เป็นพื้นที่ในการเข้าไป ส่วนภาพวิธีการเดินทางก็อย่างที่เห็น    

 ยายเป็นกุลา มาจากจังหวัดไพริน ตอนสมัยเขมรแดง ถูกให้อพยพมาอยู่ที่นี่ ก็อยู่มาจนกระทั่งปัจจุบัน  ถามว่ายังพูดภาษาได้ไหม ก็บอกว่าพูดภาษากุลาได้ แต่ไม่รู้จะพูดกับใคร เพราะคนอื่น ๆ ตายหมดแล้ว ในปัจจุบันอยู่ในชุมชนคนไทย เขมร ที่บ้านป่าสูง พูดและฟังไทยได้เล็กน้อย แต่ใช้ภาษาเขมรในการสื่อสารเป็นภาษาหลักเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ในชุมชน 

นา สาวลูกครึ่ง พ่อไทย แม่ลาว แต่ปัจจุบัน ตัวเองฟังภาษาไทย ได้ พูดได้ แต่จะชำนิชำนาญภาษาเขมรมากกว่า เพราะใช้ในการดำเนินชีวิตเป็นหลัก 

 

บอกผู้ใหญ่อยากได้ภาพแผนที่ ในความเข้าใจของผู้ใหญ่เต็ม รัตน์  พี่แกก็ไปเอากระดาษพร้อมดินสอ มานั่งวาด ๆ  เพื่อบอกภาพร่างเกี่ยวกับพื้นที่หมู่บ้านของพี่แก ที่เป็นผู้ใหญ่บอกว่าเคยวาดให้ทางการ แต่ไม่เคยถ่ายเก็บไว้สักที ผู้ใหญ่บอกว่าในหมู่บ้านมีประมาณ 230 ครอบครัว มีพลเมืองประมาณ 1030 คน มีพื้นที่ประมาณ 503 แฮกต้า 

เมื่อบอกวาดแผนที่ให้หน่อย ผู้ใหญ่ก็บรรจงวาดได้อย่างที่เห็นด้านล่าง 

นายเติม รัตน์  ประธานภูมิ วัย 38 ปี หรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งให้ข้อมูลประชากรว่า มี ๒๓๕ ครอบครัว มี ๑,๐๔๐ คน และพื้นที่ของหมู่บ้าน ๕,๐๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร (๕๐๓ เฮกตาร์ ประมาณ ๓๐๑๘ ไร่ โดยประมาณ) ซึ่งเป็นประธานสาขาพรรคประชาชนกัมพูชา ของหมู่บ้านป่าสูง เล่าว่ารุ่นตายายเป็นคนไทยโคราช แต่รุ่นพ่อแม่และตัวเองพูดและฟังภาษาไทยไม่ได้แล้ว  ในภาพได้วาดภาพจำลองเกี่ยวกับชุมชน ที่ตั้งและให้ข้อมูลสถิติของชุมชนในหมู่บ้านให้กับผู้วิจัย ((ภาพผู้วิจัย : เมื่อ ๕ กันยายน  ๒๕๕๖ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน) 

ฉบับลายมือ ที่เขียนโดยผู้ใหญ่บ้านไพรขะปั๊ว หรือบ้านป่าสูง

ฉบับแปลงสาร เอามาให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียหน่อย 

วรรณะ (ที่ 2 จากซ้าย) ตายายเป็นไทยบ้านไพรขะปั๋ว (ป่าสูง) ฟังไทยรู้ พูดได้บ้างเล็กน้อย เพราะไม่ได้สื่อสารกับคนอื่น หรือในครอบครัว  มีสามีเป็นเขมร มีลูก 3 คน พูดฟังไทยไม่ได้ ที่เคยมีประสบการณ์มาญาติที่่อำเภอพิมาย นครราสีมา เมื่อประมาณ ยี่สิบปีที่แล้ว ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ยังมีสายญาติที่ไปมาหาสู่กันอยู่ แต่กว่า 20 ปีเช่นกันที่ไม่ได้เข้าออกประเทศไทย และไปหาญาติ ด้วยเหตุผลในเรื่องค่าใช้จ่าย และความยุ่งยากเรื่องเอกสารในการเดินทาง ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่อยากไปตอนไหนก้ได้แค่ผ่านก็ไปได้ง่าย เหมือนกำลังจะบออกว่าวิถีแห่งอาเซียนเคยเกิดขึ้นและมีอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่หลักเขตแดนและรัฐชาติสมัยใหม่ และหลักแห่งสิทธิตามเขตแดน ได้กลายมาเป็นเงื่อนไขทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาพลรัฐในอาเซียน ?

 

 

  บ้านทรงเขมร ที่สอบถามจากลูกหลานไทย จะให้ข้อมูลว่าแต่เดิมจะเป็นในแบบไทย แต่ต่อมาก็เป็นแบบเขมร คือมีเป็นเอกลักษณ์ มีเรือนหลังเล็กสำหรับรับประทานเฉพาะ ยกเยาสูง มีพื้นที่ใช้สอยใต้ถุน  สอบถามได้ความว่าเพื่อป้องกันเรื่องกลิ่นจากอาหารที่จะติดเสื้อผ้า โดยทำเป็นเรือนขนาดเล็กแยกต่างหากจากตัวบ้าน  รวมทั้งมีศาลพระภูมิที่เขมรเรียก “พระภูมิ” เป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณและอารักษ์ภายในพื้นที่บ้าน[1] ที่ทั้งไทยเขมรปัจจุบันมีความเชื่อคล้ายไปจนกระทั่งเหมือนกัน (ภาพผู้วิจัย : เมื่อ ๕ กันยายน  ๒๕๕๖)

 ชาวพุทธไทย-เขมร-กุลา นำอาหารมาถวายแก่พระสงฆ์ที่วัด ที่สะท้อนถึงความเคารพในฐานะเป็นบุญ และการจัดลำดับความสัมพันธ์ตามโครงสร้างทางสังคมในชุมชนหมู่บ้านป่าสูงในปัจจุบัน (เมื่อ 5 กันยายน  2556)

ชาวพุทธไทย-เขมร-กุลา  ร่วมสวดมนต์สมาทานศีลอุโบสถเนื่องในวันพระ 15 ค่ำ เดือน 9 ที่ผู้มาสวดมนต์มีทั้งไทย ลาว เขมร และกุลา ที่วัดไพรขะปั๊ว ศูนย์กลางทางศาสนาและความเชื่อของชาวพุทธในชุมชนหมู่บ้านไพระขะปั๋ว ที่ถูกเรียกว่าเป็นชุมชนคนไทย วัดไทยในอดีต 
ตาฉาย  มิตร อายุ 90 ปี (พ่อของพระสมจิตร เจ้าอาวาสวัดไพรขะปั๊ว) ยังแข็งแรง เดินเหิรคล่องแคล่ว หูตายังดี มีพ่อไทย แม่ไทย อพยพมาจากพิมาย โคราช มาจับจองที่ดินทำกิน ประกอบอาชีพตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสปกครอง สอบถามว่ามาได้อย่างไร สมัยก่อนไม่มีหลักเขตแดนไปมาได้  ยังพูดภาษาไทยโคราชคล่องแคล่ว เป็นคนไทยรุ่นที่ 2 ที่เกิดและโตในหมู่บ้านไพรขะปั๊ว  ได้ย้ายออกมาอยู่กับลูกที่มาตั้งบ้านเรือนที่หัวถนน (ห่างจากไพรขะปั๊วประมาณ 1.5 กม.) เมื่อสอบถามถึงตามิตร คนส่วนใหญ่รู้จัก เพราะอายุมาก เหมือนเป็นคนเก่าคนแก่ และเป็นที่รู้จักซึ่งแสดงถึงการจัดลำดับโครงสร้างทางสังคมผ่านความอาวุโส 
 
 
 
 
ครอบครัวของนางสุข เคือม อายุ 46  มีตาและยายเป็นคนไทยโคราช สุข เคือม เป็นรุ่นที่ ๓ แม่เป็นไทย พ่อเป็นเขมร  แต่งงานกับเขมร ใช้ภาษาเขมรสื่อสารในครอบครัว   อพยพมาเป็นแรงงานก่อสร้างในประเทศไทย ทั้งครอบครัว (สามี และ ลูก 4 คน)  มีความทรงจำเพียงว่า “ตา-ยาย” เป็นคนไทย  สุข เคือม และสามี พร้อมบุตรทั้ง 4 (1 ลูกเขย) ข้ามมาเป็นแรงงานในประเทศไทยและพูดภาษาไทยได้ในภายหลัง   แปลว่าการเดินทางเข้าไปอย่างไร ก็ตอบว่า "นายหน้า" พร้อมค่าหัวที่ฟังดูไม่มาก เป็น "หลักพัน" แต่ก็คูณรวมกันต่อหัวก็ไม่ใช่น้อย นับเป็นปีก็คงหลักหลายล้าน จนถึงหลายร้อยล้านบาท มองมุมหนึ่งก็ดี มันคือโอกาสของชีวิตพวกเธอ แต่มองมุมหนึ่ง คือการหาเศษหายเลย ในนามของคนใน "รัฐ" เรียกให้โก้หน่อย ก็คงเรียว่า "ฉ้อราษฎร์/บังหลวง" ใครช่างหาคำนี้มาใช้นะ มันตรงตัวดีจริง ๆ 
 
3 หนุ่ม 3 มุม มุมที่ 1 คนไทยได้เมียไทย มุมที่ 2 คนไทยได้เมียเขมร มุมที่ 3 หนุ่มเขมรเมียไทยท  ตาคลัง (TA KLANG) อายุ 73 ปี [1]    มีพ่อและไม่เป็นคนไทยบ้านคลองปราสาท ไกลออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร ใกล้เมืองพระตะบอง  มีภรรยาเป็นคนไทย เป็นบ้านป่าสูง เป็นพี่เขยของตาแหลบ (กลาง) ตาโปก (TA POOK) อายุ 65  ปี[2]    เป็นคนหมู่บ้านสรขันธ์ ห่างออกไปประมาณ 2  กิโลเมตร แต่มาได้ภรรยาเป็นคนไทยที่หมู่บ้านไพรขะปั้ว และตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านนี้ใช้ภาษาเขมรในการสื่อสารในครอบครัว ฟังไทยและพูดไทยได้เล็กน้อย (ซ้าย) ตาแหลบ อายุ 63 ปี [3]   อาจารย์วัดลูกหลานไทย พูดไทยสำเนียงโคราช เกิดและโตที่หมู่บ้านแห่งนี้ แต่ได้ภรรยาเป็นคนเขมร ใช้ภาษาเขมรสื่อสารในครอบครัว จึงทำให้รุ่นลูกพูดและฟังภาษาเขมรไม่ได้ ในความหมายนี้ต้องการอธิบายว่าการปรับตัว เพราะทั้งหมดพูดภาษาไทยได้ และเขมรได้ในครอบครัว รวมทั้งการอยู่ร่วมบนความแกต่างแต่เป็นเอกภาพภายใต้การเป็นอยู่ร่วมกัน (ภาพ : เมื่อ 5 กันยายน  2556)


                [1]ตาคลัง (TA  KLANG) อายุ 73 ปี  คนไทยจากบ้านคลองปราสาท  มงคลบุรี ระหว่างทางไปทางจังหวัดพระตะบอง มีภรรยาเป็นคนไทยบ้านไพรขะปั๊ว ให้สัมภาษณ์ที่บ้านในหมู่บ้านไพระขะปั๊ว เมื่อ 5 กันยายน 2556.

                [2]ตาโปก (TA  POOK) อายุ 65 ปี เป็นเขมรจากบ้านสรขันธ์ มีภรรยาเป็นคนไทยบ้านไพระขะปั๊ว ให้สัมภาษณ์ที่บ้านในหมู่บ้านไพระขะปั๊ว ให้สัมภาษณ์ที่บ้านในหมู่บ้านไพระขะปั๊ว เมื่อ 5 กันยายน 2556.

                [3]ตาแหลบ (TA  LEAB) อายุ 63 ปี ลูกหลานไทยไพรขะปั๊ว มีภรรยาเป็นเขมร  ให้สัมภาษณ์ที่บ้านในหมู่บ้านไพระขะปั๊ว เมื่อ 5 กันยายน 2556.

 

 รูปแบบการแต่งงานในแบบเขมร ฝ่ายหญิงเป็นบุตรสาวของ คลัง-นี ชาวไทยพลัดถิ่นโคราชที่บ้านป่าสูง เมื่อแต่งงานก็ใช้รูปแบบกรรมวิธีในการแต่งงานในแบบเขมร[1]หมายถึงกรรมวิธีการแต่งกายในพิธีแต่งงาน

 
เรื่องคนไทยพลัดถิ่น ต้องการบอกว่ามีคนไทย ที่พูดภาษาไทยในดินแดนอื่น ๆ ที่มีรกรากจากผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าประเทศไทยในปัจจุบัน และอยากบอกต่อไปอีกว่า เมื่อเขาเป็นคนพลัดถิ่นแล้ว ทั้งไทยป่าสูง หรือลาวย้อ ที่หมู่บ้านมะเกลือ มีการปรับตัว และอยู่ร่วมกับคนอื่น ในชุมชนอื่น หรือชุมชนที่เคยตัวเองเกิดได้อย่างไร ภายใต้ความแตกต่างทางภาษา วิถีวัฒนธรรม และความเชื่อในบางกรณี และที่สำคัญหลักเขตแดน และประวัติศาสตร์แห่งสำนึกที่แตกต่าง 
          1.การรักษาอัตลักษณ์เอกลักษณ์ หมายถึง คนไทยบ้านไพรขะปั๊ว มีแต่ค่อย ๆ หายไป ด้วยเหตุผลในเรื่องของการรักษาเอกลักษณ์ตัวตน และสำนึกของชาติพันธฺ์ที่มีอยู่ตามกาลเวลา เพราะลูกหลานไทย รุ่นไหม่ไม่ได้พูดภาษาไทย ที่จะยืนยันถึงความเป็นคนไทยที่ชัดเจนที่สุด ในส่วนอื่นๆ ทั้งอาหาร การแต่งกาย หรือวิีถีวัฒนธรรมอื่น ๆ ได้ถูกกลืนกลายจนแทบจะแยกไม่ออก จึงมีเพียงภาษาเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนที่สุด เมื่อภาษาไม่มีการพูดการใ้ช้ โอกาสที่จะเสื่อม สูญหายจึงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินไป รวมทั้งจำนวนประชากรที่เหลือน้อยเต็มทน ด้วยผู้สูงอายุก็ล้มหายตายไปจากไปก็มาก เป็นผู้อพยพไปตั้งถิ่นฐานอื่นก็จำนวนไม่น้อย 
          ดังนั้นอนาคตของคนไทยพลัดถิ่นจึงดู "แผ่วเบา" และอาจสูญหายไปในที่สุด แต่เมื่อสอบถามทางเจ้าอาวาสวัดป่าสูงท่านก็มีดำริว่าอยากหาคนไทย มาสอนภาษาไทยให้ลูกหลาน แต่ด้วยจำนวนคนที่ไม่มาก และในเวลาเดียวกันความสำคัญของภาษาเป็นเพียงเครื่องมือในการยังชีพ คือมาทำงานที่ประเทศไทย ไม่ได้มีเอกลักษณ์เป็นความหมายถึงชาติพันธุ์ และหรือเป็นการคงคืนของเผ่าพันธุ์แต่อย่างใด  สาระจึงน่าสนใจที่ว่า คนไทยพลัดถิ่นรุ่นผู้ใหญ่ก็มองเห็นว่าต่อไปภาษาไทย คนไทยในพื้นที่นี้จะหมดไป แต่็ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ เพราะว่าเงื่อนไขความจำเป็น งบประมาณ ในการที่จะทำให้ไทยคงอยู่เป็นไปอย่างจำกัดด้วยเงื่อนไข ของคน และการเห็นความสำคัญ แล้วอย่างอื่น มีไหม ที่จสะท้อนความเป็นคนไทยได้ ก็ต้องบอกว่าได้กลืนกลาย และอาจหายไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วม คือสังคมกัมพูชาไป 
          2. อาเซียนต่อการเป็นแรงงานอพยพ หมายถึง คนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งเขมร ได้เป็นแรงงานย้ายถิ่นมาไปยังถิ่นฐานอื่น การรับวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมใหม่ ย่อมจะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องโครงสร้างทางสังคม แรงงานอพยพย้ายถิ่นที่เกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อเปิดประเทศเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
 
 
เล่ามาทั้งหมดเพื่อบอกว่า 
พี่น้องไทยในแ่ผ่นดินอื่นเขาอยู่กันอย่างไร
อย่างน้อยจะได้รู้ว่า "ไทยพลัดถิ่น"
เขาพลัดกันอย่างไร และในที่สุดในความพลัดถิ่นนั้น 
ยังสอนให้เรารู้เรื่องวิถีแห่งการปรับตัว หรือการพัฒนาตัว
เพื่อไปสู่การเป็น
หนึ่ง มิใช่เป็นอื่น
ในที่ที่ตัวเองเกิด
แก่ 
และรอเวลาตาย
อันเ็ป็นบทจนบของมนุษย์ทุกชาติ
ทุกภาษา ศาสนา
เพราะมนุษย์และสรรพสิ่งเกิดมา
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเวลา
ที่กลืนกันแม้กระทั่งตัวมันเอง
ในที่สุด
------
จบ.....๋๋๋๋๋



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2013 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]