• โมไนย-พจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : raveewin@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 261
  • จำนวนผู้ชม : 579972
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
ท้องถิ่น ศาสนา การศึกษา และการเรียนรู้
ท้องถิ่นของเรา ศาสนาของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan
วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน 2557
Posted by โมไนย-พจน์ , ผู้อ่าน : 4457 , 18:22:05 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

"ตาบอดคลำรัฐธรรมนูญ"  : พระพุทธเจ้าบอก นายก มาตรา 7 ทำได้ ?  

-โมไนย พจน์-


          ด้วยความไม่รู้กฏหมาย แต่ฟังนักการเมือง นักวิชาการบ้าง นักกฏหมายบ้าง ออกมาตีความเรื่อง "นายก" มาตรา 7 สามารถกระทำได้ หรือกระทำไม่ได้ แตกต่างกันไป ด้วยชุดคิด เหตุผล ที่ว่ากันไป มอง ๆ ดูคล้าย ๆ ได้ประโยชน์ ก็เห็นดีกับกฏหมาย ไม่ได้ประโยชน์ก็เห็นต่างและมองว่าไม่ถูกต้อง  พิศไป คล้าย ๆ เป็นเรื่อง "ตาบอดคลำช้าง"  แปลว่า เรื่องของใคร มุมของใคร ตามที่ตัวเองพึงใจ ต้องการและตีความเกาะเกี่ยวไปถึง หรืจะเรียกว่า "ตาบอดคลำรัฐธรรมนูญ" อาจหมายถึง ตาบอดจริง หรือมืดบอด จนมองอะไรไม่เห็น จะเอาและไม่เอาอย่างที่ตัวเองต้องการ เรียกว่า มีมุมตรงไหน เอาได้จับได้ รู้ได้ ก็เอาอย่างนี้ มุมไหนไม่รู้ไ้ม่เอาได้ ก็ไม่สนใจ  แล้วอย่างนี้จะเจอไหมทางออกของประเทศไทย การเขียนนี้ต้องออกตัวว่าไม่มีความรู้ "ห่าเหว" อะไรทั้งสิ้น ทั้งกฏหมาย หรือกฏใด ๆ เพียงแต่ฟังรับรู้ ข้อมูลข่าวสารนานหลายวัน ชักรำคาญ ตกลงจะเอาอย่างไร ก็เอาเสียทีวะ ชักเบื่อแล้ว เพราะว่าละครหลายเรื่อง "สามีตีตรา" หรืออีกหลายสิบเรื่องจบไปแล้วเริ่มเรื่องใหม่ แต่ละครที่เชื่อ "การเมือง" ไม่ัยักจบสักที จะทำมาหากินก็ยาก จะเดินทางหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่รู้ไปทางไหน แปลว่า "รำคาญ" หรือ "โคตรรำคาญ" ได้ไหมกับคุณภาพของนักผลประโยชน์นิยม ที่ชื่อนักการเมือง และชนชั้นปกครอง  

          วิธีการอธิบายความแตกต่างในเรื่่องเดียวกัน เกิดขึ้นนับแต่อดีต สมัยพระพุทธเจ้า  ขณะที่พระองค์ประทับ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสถึง เหตุการณ์ ที่เจ้าลัทธิต่าง ๆ ที่มีความคิดความเห็นต่างกัน เถียงกัน ตีความไปต่าง ๆ นานา ตามความเห็นของตน พระพุทธเจ้าจึงนำกรณีนี้มาเทียบตรัสเล่าให้พระภิกษุ ฟังพอสรุปความได้ว่า   

 

 

ตาบอดคลำช้าง 


       มีพระราชาองค์หนึ่ง ในเมืองสาวัตถีนี้ในอดีต ได้สั่งให้เรียกคนตาบอดทั้งหมดให้มาประชุมกัน แล้วสั่งให้นำช้างไปให้คนตาบอดเหล่านั้นคลำ ครั้นคนตาบอดคลำทั่วทุกคนแล้วพระราชาได้ตรัสถามว่า ช้างมีลักษณะอย่างไร?


           คนตาบอดเหล่านั้น ต่างมีความเห็นแตกต่างกันไป ตามแต่ที่ตนคลำพบ พอสรุปได้ ดังนี้


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกศีรษะช้างตอบว่า…ช้างเหมือนหม้อ


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกหูช้างตอบว่า….ช้างเหมือนกะด้ง


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกงาช้างตอบว่า…ช้างเหมือนผาล


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกงวงช้างตอบว่า…ช้างเหมือนงอนไถ


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกตัวช้างตอบว่า…ช้างเหมือนฉางข้าว


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกเท้าช้างตอบว่า...ช้างเหมือนเสา


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกหลังช้างตอบว่า….ช้างเหมือนครกตำข้าว


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกคนหางช้างตอบว่า…ช้างเหมือนสาก


          คนตาบอดพวกที่คลำถูกหางช้างตอบว่า…ช้างเหมือนไม้กวาด

          คนตาบอดเหล่านั้น ต่างทุ่มเถียงกันและกันว่า ช้างเป็นเช่นนี้ ช้างไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วก็หาข้อยุติไม่ได้ เพราะต่างก็ไม่รู้จักช้างที่แท้จริง พวกลัทธิต่าง ๆ ที่ไม่รู้จริง ก็มีลักษณะเหมือนคนตาบอดคลำช้าง  


          ดังนั้นจะเทียบได้ไหมว่า "รัฐธรรมนูญฉบับตาบอดคลำ" ที่เถียงกัน ทั้งที่อักษรตัวเดียวกัน คนเขียนคนร่างอาจเป็นกลุ่มเดียวกันด้วยซ้ำ หรือไม่ก็จบจากสถาบันการศึกษาเดียวกัน แต่วิธีการในการให้คำอธิบายต่างกัน รวมไปถึง ผลมุ่งหวังต่อการให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการแตกต่างกัน  และผลเป็นอย่างไร ก็คงต้องทุ่มเถียงกันต่อไป หาข้อสรุปไม่ได้ อาจไปจนถึงการวิวาท ด่าทอ และการทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อกันไปในที่สุด ฟัง ๆ ไปเหมือนประเทศไทยที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่อย่างไรไม่ทราบ หุหุหุหุ   

  

มืดบอดคลำรัฐธรรมนูญ 

มืดบอดคลำรัฐธรรมนูญ 

        ทั้งที่รัฐธรรมนูญก็ฉบับเดียวกัน แต่ทำไมหยิบจับต่างกัน แต่สาระของการเขียนคงไม่ลงรายละเอียดอะไร เพราะไม่รู้หลักกฏหมายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่อยากรู้ว่าแนวคิดที่มาของการให้คำอธิบายผ่านรัฐธรรมนูญนี้ควรมาจากแหล่งใด หรือทำไมจึงมีแนวคิดอย่างนั้น โดยเฉพาะกรณีนายกพระราชทาน หรือนายก มาตรา 7 ว่ามีแนวคิดอื่นเทียบเคียงได้หรือ ? หรือทำไมจึงมีแนวคิดแบบนี้มาโผล่ในรัฐธรรมนูญ เหมือนกับร่างไว้เป็น "ยาขนานเอก" แบบ พาราเชตามอล ที่แก้ได้ทุกโรคอย่างไรไม่ทราบได้  จนกระทั่งนึกอะไรไม่ออกก็นี่เลยจร้า "นายกคนกลาง" จนกระทั่งเป็นคำฮิตติดปาก และออกมาทางปากทางจมูกอย่างนั้นไปได้ ส่วนแนวคิดก็คงต้องไปหาว่า นักกฏหมายต้องการอะไร ส่วนการอธิบายนี้จะลากโยงไปหาแนวคิดดั้งเดิม  ตามหัวเรื่องว่าพอเป็นไปได้ไหม ถ้าไม่ได้ ฝากผู้รู้ "แจง" ให้บ้างจะได้หายงง แบบคนคลำกับเขาบ้าง 

          ส่วนเรื่องที่อยากเขียนถึงก็คือ แนวคิดของรัฐธรรมนูญมาจากพุทธ และในพุทธเห็นสมควรว่าแนวคิดแบบนี้กระทำได้ หมายถึง แนวคิดล้าย ๆ นายก มาตรา 7 กระทำได้ ตามหัวเรื่อง ส่วนจะได้ไม่ได้ ก็พิจารณาเอาเอง เพราะผู้เขียน เทียบเคียงเล่นแบบงง เชิญติดตาม 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 

          แนวคิดที่สำคัญในรัฐธรรมนูญ กับการอาศัยแนวคิดบางประการทางพระพุทธศาสนา หรือจะพูดง่าย ๆ การได้รับอิทธิพลทางความคิด การตีความ และการให้คำอธิบาย ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเหตุสมอ้าง หรือนำมาอ้างได้ว่า เพราะเป็นอย่างนี้ จึงเป็นที่มาของการตีความในแบบ "มาตรา 7"  บางคนอาจงงว่า เกี่ยวอย่างไร แล้วพระพุทธศาสนา หรือแนวคิดพุทธศาสนามายุ่งอะไรกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องของการบ้านการเมือง  ก็ต้องขอเล่าแบบเล่น ๆ แบบเซ็งกับการเมือง ก็หาอะไรมาคิดเล่น ๆ แบบคนชอบคิดได้ไหม  

          อิทธิพลทางศาสนาในรัฐธรรมนูญ เริ่มตั้งแต่ การใช้พุทธศักราชในการบอกปีที่บัญญัติรัฐธรรมนูญ "พุทธศักราช 2550" รวมไปถึงการใช้ศัพท์แสง อธิบายด้วยภาษาบาลีแบบไทย แต่สื่อให้รู้ว่า นี่คือเค้าโครง หรือมีความเกี่ยวเนื่องกับความเป็นศาสนาดังปรากฏ "ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาค ๒๕๕๐ พรรษา ปัจจุบันสมัย จันทรคตินิยม สูกรสมพัตสร สาวนมาส ชุณหปักษ์ เอกาทสีดิถี สุริยคติกาล สิงหาคมมาส จตุวีสติมสุรทิน ศุกรวาร โดยกาลบริเฉท" บางคนอาจสงสัยว่าแปลว่าอะไรก็แปลเหมือนภาษาไทยด้านบนนั่นแหละ แต่เขียนเป็นภาษาบาลีประมาณนั้น 

สมเด็จพระกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เล่าถึงรูปแบบการจัดการศึกษาไว้ว่า มีการเรียนมคธ ลูกท่าน ให้เรียน มีบวชเรียนเป็นสามเณรอย่างน้อย 1 พรรษา รวมถึงบวชเป็นพระภิกษุอย่างน้อย 1 พรรษา ถึือว่าเป็นการจบกระบวนความของการศึกษาในอดีต ดังนั้นแปลง่าย ๆ คือผู้ที่เรียนตามระบบการศึกษาในอดีต แม้เป็นเจ้านาย ก็ต้องผ่านกระบวนการศึกษาแบบวัดในพระพุทธศาสนา การได้รับอิทธิพลแนวคิด รวมทั้งการตีความจากรูปแบบกฏหมายอย่างอังกฤษ เมื่อไปเรียน นำมาร่างกฏหมายในไทย จึงน่าจะได้รับแนวคิด อิทธิพลทางพุทธศาสนา และนำไปผสมผสานด้วยกระมัง (ต้นฉบับ วุฒิชัย มูลศิลป์,สมเด็จพระปิยมหาราชกับการปฏิรูปการศึกษา,กรุงเทพ ฯ _พิมพ์คำ,2554. หน้า 33.)

          แล้วศาสนามาเกี่ยวของหรือมามีอิทธิพลแบบนี้ได้อย่างไร  ก็ต้องตอบไปว่า นับแต่มีการร่างกฏหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญมา เชื่อได้เลยว่า ผู้ร่าง หรือแปลกฏหมายส่วนใหญ่เป็นคนวัดคนวา และนำแนวคิดเหล่าไปผสมรวม แทรก เสริม ในการตรากฏหมายนับแต่อดีต ก็ดูแนวคิดและกลิ่นไอของรัฐธรรมนูญ หรือกฏหมายมีเค้ามาจากการอธิบาย การตีความตามหลักศาสนาพุทธไม่น้อย รวมทั้ง  บุคคลที่เรายกย่องว่าเป็น "พระบิดาแห่งกฏหมาย" ไทย ก็ได้ชื่อว่าเคยบวชเป็นสามเณรที่วัดบวรตามจารีตประเพณี ก่อนไปศึกษาด้านกฏหมายที่อังกฤษ  พระยามโนปกรณ์นิติธาดา  ผู้เป็นหัวหน้าคณะในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย และในฐานะคณะราษฎร์ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 และนายกรัฐมนตรีคนแรก ก็เป็นศิษย์เก่าวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) เชิงสะพานพุทธ  หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหรียญ) ก็อดีตมหาเปรียญประโยค 5 แห่งวัดมหาธาตุ ผู้เป็นคลังสมองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในการร่างเขียนกฏหมาย เป็นต้น ดังนั้นจารีต ประเพณีทางการศึกษาศาสนา ที่ผ่านการจัดการศึกษาในอดีตดังปรากฏในบันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ย่อมจะเป็นเครื่องยืนยันถึงการได้รับอิทธิพลของเจ้านายก่อนการไปเรียนเมืองนอกเมืองนาในอดีต จึงย่อมเชื่อได้ว่า ผลจากบวชเรียน และหลักสูตรการจัดการศึกษาเดิม ย่อมมีอิทธิพลต่อการเขียนกฏหมายของไทย รวมทั้งรัฐธรรมนูญไม่มากก็น้อย ดังจะเห็นถึงแนวคิด รวมไปถึงการวางภาษาบาลีในคำจารึกบอก "ศักราช" ในแบบคัมภีร์แสดงธรรมทางศาสนา และลักษณะการตีความ หรือการให้ความหมายที่ปรากฏในภาษากฏหมายด้วย 

          บางคนอาจบอกว่า มันเกี่ยวแค่นี้ แ้ล้วจะไปสัมมะหา พูดถึงว่านายกมาตรา 7 จะเป็นไปได้อย่างไร และมาเกี่ยวข้องกับวัดวา ศาสนา และการเมืองได้อย่างไร "มรึง" นี่จะมั่วหรือเปล่า ว่าพระพุทธเจ้าพูดไว้ หรือพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลเมื่อ 2500 ปี มาแล้ว จะมาเกี่ยวข้องอะไรกับ นายกมาตรา 7 ที่เพิ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่  ก็ต้องบอกว่าไม่ได้พูด แต่แนวคิดบางอย่าง หรือการอิงกับฐานคิดบางอย่างต่างหากเล่า จะเป็นตัวอธิบายถึงความเป็นมาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้แบบนี้ แ้ล้วถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดหลักในการบัญญัตตราเป็นกฏหมายรัฐธรรมนูญ เรียกว่าแนวคิดเดียวกันก็คงไม่ผิดกระมัง 

          แล้วเป็นอย่างไร ก็ต้องเอารัฐธรรมนูญมาอธิบายร่วมสิ  งั้นเชิญติดตาม 

          ในรัฐธรรมนูญมาตรา 3 - 6 ให้ความสำคัญกับ (1) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย  จะแปลได้ไหมว่า คนส่วนใหญ่ หมู่ใหญ่ หรือประโยชน์แห่งคนหมู่มากได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญมาตราที่ 3 (2) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องได้รับการรับรองอย่างไม่ถูกเลือกปฏิบัติ โดยมีความเสมอภาค  ทั้งความเป็นเพศ เผ่าพันธุ์ ตระกูล หรืออื่นใด ที่จะเป็นเครื่องยืนยันถึงความแตกต่างรัฐธรรมนูญไม่รับรองตามมาตรา 4-5 (3) ความสูงสุดแห่งกฏหมายรัฐธรรมนูญ หรืออาจนิยามเทียบว่ารัฐธรรมนูญเป็นหลักการกลางปกครองสูงสุด ที่จะไม่เลือกปฏิบัติกับใครแต่อย่างใด ตามมาตรา 6

          ดังนั้นเมื่อเห็นตามรัฐธรรมนูในหมวดที่ 1 อาจนำแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาอธิบายรวม ในการอธิบายเพื่อส่งต่อไปสู่ที่มาของหัวข้อเรื่องเรื่อง มาตราที่  7 ได้ว่า           

          1.แนวคิดเรื่อง "ธรรมวินัย" เป็น หลักการกลางสำคัญสูงสุด ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบแก่พระอานนท์ ในคราวที่พระพุทธองค์ประชวร ใกล้จะปรินิพพาน ที่ถามว่าใครจะเป็น "นายก" ไม่ใช่สิ อะแฮ่ม // เป็น "ศาสดา" แทนพระพุทธองค์ พระองค์ตอบว่า "โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา.   (ที.ม.๑๐/๑๔๑/๑๗๘) ที่แปลว่า: ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว และบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป"  ดังนั้นแนวคิดนี้ย่อมเป็นประจักษ์หลักฐานว่า พระพุทธเจ้าแม้เป็นผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา เรียกว่าสร้างมากับมือ ยังให้หลักที่พระองค์ทรงเทศน์ สอน แนะนำมาทั้งชีวิต ที่เรียกว่า "ธรรมวินัย" หรือ "หลักการ" ถ้าสมัยใหม่ของเป็นกฏหมาย หรือรัฐธรรมนูญกระมัง เป็น เป็นสิ่งสูงสุด หรือเป็นหลักการกลางในการปฏิบัติของภิกษุ สามเณร สาธุชน ชาวพุทธ แปลว่า หลักการย่อมสำคัญกว่าตัวบุคคล  แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่เหมือนจะขัด ๆ กับหลักการ และแนวปฏิบัติของพระพุทธเจ้าอยู่นะ แล้วผลก็เลยดูยุ่ง ๆ อย่างที่เห็น หรือไม่ใช่ ?  


(ที่มา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ความสำคัญและการรักษาพระไตรปิฎก  /กดที่ภาพเพื่อไปยังแหล่งเดิม)

 

          2. แนวคิดเรื่องความเสมอภาคใน "ธรรมวินัย" โดยไม่จำกัดความเป็นเพศ วัย เผาพันธุ์ ดังปรากฏหลักฐานในคราวที่พระอานนท์ไปทูลให้บวชให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระน้านางของพระพุทธเจ้า) ให้บวชเป็นภิกษุณี ว่า "พระพุทธเจ้าข้า สตรีออกจากเรือนแล้วได้บวชเป็นบรรพชิต ในพระธรรมวินัยของพระองค์แล้ว ควรหรือไม่ เพื่อทำให้บรรลุแจ้ง ในโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรือแม้แต่พระอรหัตผล" (พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ทุติยภาค/ภิกขุนีขันธกะ/เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนอานนท์ ย่อมควรทำให้บรรลุแจ้ง"  แปลความตรงนี้ให้ง่ายหน่อยก็คือ  ไม่ว่าหญิงหรือชาย คนแก่ เด็ก สามารถเข้ามาศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนาและพัฒนาไปสู่ขั้นสูงสุดคือการบรรลุธรรมได้นั่นเอง ถ้าตีความสมัยใหม่หน่อยออกบว่าพระพุทธเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มีสิทธิ์เข้ามาศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาโดยไม่เลือกปฏิบัติ ถึงความเป็นเพศ เป็นวัย การศึกษา ชาติตระกูล ยากจนเข็ญใจก็ตาม และในเวลาเดียวพระพุทธศาสนายังยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนจะสามารถพัฒนาศักยภาพให้ก้าวหน้า เรียกว่ามีปัญญาที่จะเรียนรู้ พัฒนาตามหลักพระพุทธศาสนาได้ แม้จะแตกต่าง (กรรม) กันก็ตาม  

          ดังนั้นแนวคิดที่ปรากฏ ยืนยันว่าพุทธศาสนารองรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยไม่จำกัดเพศ วัย การศึกษา ชาติพันธุ์ เผ่าตระกูล ในการที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพตามหลักการทางพระพุทธศาสนาได้ รวมทั้งจะสามารถรู้พัฒนา และปฏิบัติตามหลักการแห่งศาสนาได้ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงส่งเสริมความเสมอภาคของมนุษย์ทั้งเพศชายหญิง ทั้งยากดี มีจนบนพื้นฐานเดียวกัน คือ ธรรมวินัย  และศาสนาที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ เทียบกับรัฐธรรมนูญอาจอธิบายได้ว่า หลักการที่ดี ถูกต้อง สากล ต้องไม่เลือกปฏิบัติแม้เขาจะเป็นตาสี ตาสา การศึกษา ป.4 หรือไม่มีการศึกษาก็ตาม เพราะเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์ที่กฏหมายต้องเคารพและยอมรับต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เขามี พระพุทธเจ้าเกิดมา 2500 กว่าปีมาแล้วยังกระทำให้เป็นแบบอย่างมาแล้ว เราชาวพุทธ ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่นับถือพุทธมากที่สุดในโลก กลับใช้หลัก "กรู" ในการคลำรัฐธรรมนูญ แล้วลดทอนคุณค่าความมนุษย์กระนั้นหรือ ? 

          3. แนวคิดเรืองประโยชน์สูงสุดแก่มหาชน  ส่วนรวม ดังปรากฏเป็นหลักฐานที่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย..." แนวคิดเหล่านี้ปรากฏอยู่หลักคิดทางพระพุทธศาสนาเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าส่งสาวก 60 รูป ไปประกาศพระศาสนาในครั้งแรก เมื่อ 2500 กว่าปีล่วงมาแล้ว แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดหลักว่า หลักการของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า "ธรรมวินัย" หรือ "หลักการ" ที่พระองค์ทรงค้นพบ ย่อมจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนหมู่ใหญ่และส่วนรวมเป็นสำคัญ ไม่ได้จำักัดเฉพาะใครกลุ่มใด หรือพวกใด แต่ประการใดไม่  ? ถ้าใครบอกว่าต้องกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ พวกนั้นพวกนี้ แปลว่าผิดหลักการสากลของมนุษย์ในโลกนี้ และผิดหลักพุทธศาสนาด้วย 


แนวคิดในเรื่องประโยชน์สูงสุดของพระพุทธศาสนาเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ คนหมู่มาก ไม่ได้ถูกออกแบบว่าเป็นของกลุ่มใด คนหมุ่ใดแต่อย่างใดไม่ ?

          ไฮไลท์ของการนำเสนออยู่ที่มาตรา 7 ที่ถูกหยิบยกมากล่าวอ้าง ว่าขอให้ออกไปสิ แล้วจะสามารถทำได้ หรือให้อีกฝ่ายออกจากนายกไปสิ จะสามารถดำเนินการได้อย่างแน่่นอน แล้วเจ้ามาตรา 7 เขียนไว้อย่างไร 

          มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับกรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

          สาระมันอยู่ตรงที่ว่า แนวคิดนี้เหมือนเขียนไว้กว้าง ๆ ครอบจักรวาล โดยใช้เกณฑ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาเป็นข้อปฏิบัติก็ได้ คล้ายเป็นการเขียนกฏหมายแบบอังกฤษ ที่เรียกว่า "กฏหมายจารีต" เคยปฏิบัติอย่างไร ก็ปฏิบัติอย่างนั้นก็คงไม่ผิดอะไร   ซึ่งมุมหนึ่งเคยปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น   แม้จะถูกต้อง ดีงาม หรือเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ไม่ได้ถูกอธิบาย หรือให้คำอธิบายเพิ่ม แต่ในแนวคิดทางพระพุทธศาสนา ก็มีแนวคิดแบบนี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่า แนวคิดทางพุทธศาสนา ถูกนำมาเขียนไว้เป็นกรอบคิด ตามหลักการทางกฏหมาย แต่จริง ๆ แล้วมาจากกรอบหลักเหล่านี้ ซึ่งเป็นหลักการกลาง ๆ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือแก้ไข หรือป้องกันสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ หรือการอนุโลมตามสถานการณ์ ซึ่งอธิบายได้ คือ 

            2.แนวคิดในเรื่อง "อนุวัติตามบ้านเมืองประเพณีที่เคยปฏิบัติมา" (หลักมหาปเทส 4 / อนุวัติตุํง) กลายเป็นโลกทัศน์ชนิดหนึ่งปรากฏในการตีความ "รัฐธรรมนูญ" ในมาตราที่  7    "ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย" ในฐานะที่นั่งฟัง และติดตามการให้คำอธิบายของผู้เกี่ยว ในเรื่องนายก คนนอก คนกลาง ก็ดูฝ่ายหนึ่งก็อ้างว่าไม่มีหลักการใดให้กระทำได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ออกก่อนสิ แล้วจะทำให้ดู แปลว่า "เถียง-แถ-เถือก" กันไป ส่วนใครถูก คงเป็นไปตามเหตุผลของแต่ละท่านไม่เกี่ยวกับการเขียนในบล็อกนี้         
 
 
 
แนวคิดในเรื่องการอนุวัต หรืออนุโลมตามบ้านเมือง "อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ"  ที่ปรากฏในพระไตรปิฏก โดยไม่เสียหลักการ สอดคล้องกับหลักการเดิม และใช้เกณฑ์ในการวินิจฉัยตามหลักมหาปเทส 4 ซึ่งพระพุทธศาสนามีหลักการเหล่านี้ในกรณีที่ไม่มีบัญญัติ หรือบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง แต่ในเวลาเดียวกันต้องไม่เสียหลักการใหญ่อันเป็นหัวใจของศาสนา คือ "ธรรมวินัย" หรือหลักการกลางสากล 
 
          2.1 การอนุวัติตามบ้านเมือง ดังมีพระบาลีที่ปรากฏในพระไตรปิฏกคือ "อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ" ที่แปลว่า "ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้อนุวัตตามพระราชา(บ้านเมือง)" ในความหมายคือ ถึงมีหลักการบัญญัติไว้อยู่ แต่เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะ สังคม ประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อประโยชน์ในการดำรงอยู่ของระพุทธศาสนา ? การยอมตาม โดยไม่เสียหลักการ โดยไม่เสียองค์คุณ องค์ธรรมส่วนใหญ่ การอนุวัตตาม หรือการอนุโลมตามเป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาเป็นช่องไว้ให้ ให้สามารถดำเนินการ หรือกระทำการได้ 
 
         2.2 แนวคิดในหลักมหาปเทส 4 เกณฑ์ของการตีความสิ่งที่ไม่ตรา หรือบัญญัติไว้ แต่เข้ากับจารีตประเพณี ความเหมาะสม และเป็นไปได้ ก็ให้ใช้เกณฑ์นั้นเป็นหลักปฏิบัติ  ฟังดูเป็นกรอบกว้าง ๆ ในหลัก มหาปเทส 4 แต่น่าสนใจที่ว่าถูกนำมาเป็นกรอบในการตีความและอธิบายต่อกรณี การใ้ช้ และไม่ใช้ข้อกฏหมายที่ปรากฏในปัจจุบัน  การอ้างสิ่งที่เคยปฏิบัติ ธรรมเนียมที่เคยมี โดยมุ่งไปที่ไม่ได้บัญญัติ แต่มีธรรมเนียมเคยปฏิบัติ หรือมติคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ในการกล่างอ้าง เป็นสิ่งที่กระทำได้ หรือปฏิบัติได้ 
          มีแนวคิดที่ว่า ครั้งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติ  บางสิ่งบางอย่างว่า    สิ่งใดหนอ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้    สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต  จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระมีพระภาคเจ้า.                        

          พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง   ๔  ข้อ   ดังต่อไปนี้. 

           1.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า  สิ่งนี้ไม่ควร     หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร   ขัดกับสิ่งที่ควร     สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.

          ในข้อนี้จะอธิบายอย่างนี้ได้หรือไม่ว่า ถึงไม่มีหลักกฏ ระเบียบใดห้าม บัญญัติ ตราไว้ แต่สิ่งที่ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ตรานี้เกิดมีขึ้น แล้วมันไม่ขัดกับสิ่งที่บัญญัติไว้  ขัดกับเกณฑ์ทางสังคม ประชาสังคม ก็แปลว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง กระทำไม่ได้ 

           2.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย          สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า    สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร   ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร   สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.

            อธิบายได้ว่า ถึงไม่ได้ห้าม ไม่ได้บัญญัติ ตราไว้ ระเบียบห้ามไว้ แต่สิ่งที่ไม่ห้ามนี้ หรือบัญญัตินี้  เข้ากับเกณฑ์ทางสังคม ประชาสังคม กฏหมายบ้านเมือง ก็แปลว่าเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ กระทำได้ 

           3.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย         สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า    สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร   ขัดกับสิ่งที่ควร   สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.

          อธิบายได้ว่า ถึงไม่ได้บัญญัติ ตรา กำหนดเป็นระเบียบ แต่สิ่งที่นั้นไปขัดแย้งกับหลักการสากล เกณฑ์ทางสังคม ประชาสังคม กฏหมายบ้านเมือง สิ่งนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้ 

           4.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย         สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า    สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร  ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร   สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. 

           อธิบายได้ว่า ถึงไม่ได้บัญญัติ เป็นหลักการไว้ แต่มันเข้ากับจารีตประเพณีนิยม สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ ประชาสังคมเห็นควร เป็นเกณฑ์ทางสังคมที่เห็นพร้องต้องกัน สิ่งนั้นสามารถกระทำได้ 

หลักการทางพระพุทธศาสนาที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยต่อสิ่งเชื่อ หลักปฏิบัติตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนา
ว่าด้วยการบัญญัติ หรือไม่บัญญัติไว้ แต่มีหลัเกณฑ์แนวคิดในการวินิจฉัยตามหลักการนี้ 

         ดังนั้นเมื่อดูภาพกว้าง ๆ การบ้าน การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จะเป็นอย่างไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ปรากฏเป็น "เหตุการณ์" ร่วม คือการพยายามอธิบายกรอบ "กฏหมาย" บ้าง รัฐธรรมนูญบ้าง ประเพณีที่เคยปรากฏในสังคมไทยบ้าง (จารีต) นั่นคือเหตุบ้านการเมืองในช่วงเวลานี้ ในส่วนพุทธศาสนา การตีความในลักษณะต่าง ๆ เคยปรากฏและเคยมี เช่น พระเทวทัตตีความเรื่อง"บัญญัติ 10" ประการจนทำใหัสงฆ์แตกแยกกัน การตีความของพระฉัพพัคคีย์ ที่บัญญัติให้กระทำอย่างหนึ่ง แต่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง หรือใกล้เคียงแล้วอ้างว่า "ตัวอักษร" ไม่ได้บัญญัติไว้ก็มี  แนวคิดเรื่องอนุวัติตามสถานการณ์ หรือการ ตีความสอดคล้องกับประเพณี เป็นแนวคิดที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าวางหลักไว้ เพื่อเป็นกรอบในการกรณีที่ไม่ได้บัญญัติไว้ แต่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย และต้องไม่ทำลายหลักการเดิม "สอดคล้องกับหลักการเดิม" ดังนั้นการจะอธิบายใด ๆ หรือการหยิบยืมแนวคิดใดก็ช่าง สิ่งที่สำคัญและควรนำมากล่าวถึง อ้างถึง จึงควรเป็นเรื่องการให้คำอธิบาย "ตรรกะ" ที่มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และหลักการ แต่ต้องไม่ใช่เพื่อสนับสนุนหลักตัวเอง แนวคิดตัวเอง หรือหมู่พวกตัวเองจนกระทั่งได้ประโยชน์เฉพาะหมู่กลุ่ม  เพราะเมื่อถึงที่สุดแนวคิดทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ "มหาชนหมู่มาก-สังฆะ" ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็น "พหูชน" เพื่อคนส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงจะได้ชื่อว่า "ประชาธิปไตย" เพื่อคนส่วนใหญ่ และในเวลาเดียวกันคนส่วนใหญ่นั้นต้องเป็น "ธรรมาธิปไตย" พระพุทธเจ้าว่าไว้อย่างนั้น ดังนั้นการจะหยิบยืมแนวคิดใด ๆ บางที่การตระหนักถึง นึกถึง และอ้างถึงควรมองให้เห็นภาพรวมและนำมาใช้อย่างถูก และเหมาะสม ไม่อย่างนั้นเราก็จะล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้ตลอดไป กับคำว่าประชาธิปไตยที่เราไปข้ามน้ำ ข้ามทะเล และลอกเขามาใช้ แบบผิด ๆ ถูก จนกระทั่งปัจจุบันเกือบ ๆ ร้อยปี แต่เรายังเหมือนคืบ และคลานไปไม่ถึงไหน ไข่ยังไม่ตั้ง กระมัง เราจึงอ้างกันบ้าง เอียงกันบ้าง อิงกันบ้าง เดินหน้าก็ไม่รู้จะไปอย่างไร จะถอย ก็ไม่รู้จะยกเท้าไหนก่อนระหว่างซ้าย ดูงง ๆ กันไปหมด ประชาชนพลเมืองอย่างข้าพเจ้า ที่ไม่รู้ทั้งกฏหมาย ไม่รู้รัฐธรรมนูญ หรือจะแทบไม่รู้อะไรเลยในบ้านนี้เมืองนี้ ก็พลอยงงไปด้วย 
 
        ดังนั้นเมื่อเอากรอบคิดในเรื่อง "มาตราที่ 7" แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็ต้องตอบว่า เป็นการวางกรอบไว้กว้าง ๆ ส่วนจะกว้างแค่ไหนคงเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีแนวทาง หลักปฏิบัติร่วมกัน หากเอาแนวคิดพุทธมาผสมร่วมก็ต้องบอกว่า "ทำได้" แต่ในเวลาเดียวเมื่อจะทำได้ ต้องเป็นไปตามกรอบแห่งประโยชน์สุขส่วนรวมของมวลชนคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เพราะถ้าอย่างนั้น ความขัดแย้ง เห็นต่าง ความรุนแรงคงเป็นบทสรุปร่วมของการตัดสินใจ และการกระทำนั้น พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "ยถาวาที ตถาการี" แปลว่า พระองค์ทรงบัญญัติอะไรไว้ พระองค์ไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ แต่พระองค์ปฏิบัติได้ แล้วจึงนำมาสอน มาชี้แนะสอนสั่งแก่พระภิกษุ รวมทั้งบัญญัติไว้ในมหาศีล พระพุทธองค์ท่านใช้คำว่า "พระพุทธองค์ทรงเว้นขาด" แปลว่าหลักการทุกหลักการ ที่บัญญัติห้าม พระองค์ไม่เคยละเมิดก้าวล่วง หรือบัญญัติไว้อย่าง แล้วทำอย่าง ดังนั้นแนวคิดเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับการใช้และไม่ใช้ พระธรรมวินัย ไม่ได้มีเว้นใช้และไม่เว้นใช้ 
 
         เมื่อฟังบ่อย ๆ ก็งงตกลงใช้หรือไม่ใช้ หรือไม่ใช้แล้วจะใช้อย่างไร ก็งงไปจนกระทั่งปัจจุบัน แม้ขณะเขียนบท "รำพึง" นี้ก็ยังงง ตกลง "สมอง" ของเรายังใช้ัได้หรือไม่ไม่ทราบ เพราะว่าเขียนด้วยความงง ฉะนั้นถ้าเกิดผู้อ่านแล้ว งง ไม่เข้าใจ มั่วหรือเปล่า จะโทษข้าพเจ้าไม่ได้ แต่ต้องเป็นความผิดของรัฐธรรมนูญ ความผิดของนักกฏหมาย นักการเมืองที่มาออกทีวี เถียงกันหน้าดำ หน้าแดงว่าทำได้และไม่ได้ เพราะฟังหลายครั้ง ก็งงตามไปด้วย เลยไม่แน่ใจว่า สมองยังใช้ได้ไหม ก่อนจะจบ ว่าจะหยุดใช้สมองบางซีก บ้างเสี้ยว เว้นไว้บางข้าง  หากเขียนไม่สมบูรณ์ หรือไม่เข้าใจ 
 
          โปรดทราบไว้ว่า ข้าพเจ้างดใช้ "สมอง" บ้างข้างอยู่   555555
          ด้วยความเคารด  นี่แหละ "ผล" ของการใช้บ้างไม่ใช้บ้าง พูดผิดพูดถวก ไปเลย .....********* 
        
(1-4-57 WB)
 
 
 
ในการ์ตูนนี้เขียนไว้หลายหลากความต้องการ ไม่รู้ว่าจะเป็น "คลำ" กันอยู่บ้างหรือไม่ "ประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงข้างมาก-เราต้องการนายกที่มาจากการเลือกตั้ง-ไม่ต้องการนายกเลือกตั้ง-อย่าฉีกรัฐธรรมนูญด้วยการไม่ให้มีการเลือกตั้ง-เล่นตามกฏและกติกา-หยุด สร้างสังคมแตกแยกในสังคม-ปัญญาชนอย่าดูหมิ่นรากหญ้า-ขอเชิญไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งตาม "วิถีประชาธิปไตย"- ฯลฯ ส่วนใครจะจับ จะคลำ ก็พิจารณาเอา ตามสิทธิ์ที่พึงมีที่ธรรมชาติมอบให้ รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์นั้นอย่างเสรี เชิญ.....++++
 
 
หมายเหตุ ขอบคุณภาพประกอบเรื่องจากสื่อออนไลน์แหล่งที่มาเดิมไว้ด้วยความเคารพ
 
ข่าวเกี่ยวข้อง

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
โมไนย-พจน์ วันที่ : 07/04/2014 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan

ไม่หลงทิศผิดทางแม้มิ "หงส์"
แม้รกพงก็จะฝ่าไม่ผ่านหนี
เพื่อทำ"สัจจะจริง"ให้แจ้งไล่มืดมี
พร้อมช่วยชี้ทางสว่างกระจ่าง "ชน"

(ด้วยความ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียน)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
plaing_piu วันที่ : 07/04/2014 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaingpiu

ไม่หลงทิศผิดทางเยื้องย่างหงส์
เข้ารกพงหากหลงเชื่องการเมืองชั่ว
สัจจธรรมประกายไม่มืดมัว
ละส่วนตัวสู่ทางกระจ่างจริง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]