• โมไนย-พจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : raveewin@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 261
  • จำนวนผู้ชม : 579968
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
ท้องถิ่น ศาสนา การศึกษา และการเรียนรู้
ท้องถิ่นของเรา ศาสนาของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan
วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม 2559
Posted by โมไนย-พจน์ , ผู้อ่าน : 2339 , 16:31:28 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน february26 , ni_gul โหวตเรื่องนี้

 ร้านกาแฟ สนามฟุตบอล :

ทัศนะอันว่าด้วยระบบอุปถัมภ์ การใช้อำนาจ และการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

โมไนย พจน์


          การเขียนจั่วหัว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะเขียนถึง บังเอิญนึกหัวเรื่องไม่ได้ หรือไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เลยสะท้อนทัศนะเล่น ๆ หัว ๆ หลังจากไปกินกาแฟ ก็เท่านั้น การเขียนนี้เป็นบทรำพึงเพื่อต้องการสะท้อนทัศนะความจริงเกี่ยวกับองค์กร การบริหารองค์กร รัฐกับการบริหารกิจการภาครัฐ ฟูโกต์ มีแนวคิดว่า “เหตุผลของรัฐ” (Raison d’Etat) เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับความรู้ เหตุผลของรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของรัฐ (essence of the state) และเป็นความรู้ที่ทำให้เราต้องปฏิบัติตามและไม่สามารถแข็งขืนได้ ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นศิลปะ เพราะเป็นเรื่องของ “ศาสตร์แห่งการปกครอง” ถ้าบอกว่าศาสตร์และศิลป์ของการบริหารก็ดี หรือการบริหารการปกครองก็ดี ล้วนมีเหตุผลและเงื่อนไขเชิงระบบ ดังที่ทัศนะของฟุโกต์ให้คำนิยามเสริมต่อไปอีกว่า “เหตุผลของรัฐมีตรรกะที่เป็นไปเพื่อความมั่นคง มีตรรกะเพื่อปกป้องสภาพของรัฐมิให้ถูกทำลาย ให้มีความมั่นคงสูง (integrity)” การพยายามเสริมความเข้มแข็ง เสริมความเป็นเอกภาพภายในตนเองของรัฐ จนกลายเป็นเอกภาพ การสร้างการยอมรับภายใน ถ้าเอาแนวคิดของเขามาอธิบายต่อไปอีกว่า “เหตุผลของรัฐเป็นสิ่งที่ทำไปเพื่อตัวรัฐเอง เพื่อความดีของตัวรัฐเอง และที่สำคัญคือเป็นสิ่งที่เป็น “ปลายเปิดทางประวัติศาสตร์” คือ ไม่มีวันจบและไม่มีวันสิ้นสุด” ถ้าจะมองรัฐ อำนาจรัฐ และการใช้อำนาจรัฐ เป็นเหตุผลภายตัวรัฐเอง “เหตุผลของรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ “จบในตัวเอง” และไม่สามารถจะกระทำการเถียงใดๆได้ เหมือน “โองการ” แห่งพระผู้เป็นเจ้าที่เหตุผลของพระผู้เป็นเจ้า “ย่อมจบ” ในตัวพระผู้เป็นเจ้าเอง”  หากรัฐเป็นเหตุผลที่ตัวรัฐเอง รวมไปถึงไปผู้ใช้อำนาจรัฐเป็นระบบ “เทวสิทธิ์” ในการตัดสินชี้ขาด ถ้าอย่างนั้นการสงสัยในอำนาจ เป็นเอกสิทธิ์แห่งรัฐที่ไม่ควรกระทำอย่างนั้นหรือ ?  แล้วจริงรัฐ/หรือผู้ปกครองแห่งรัฐสมควรที่จะถูกตั้งข้อสงสัยหรือไม่ ? ในทัศนะของข้าพเจ้ามองว่า  “...ถ้ารัฐ ผู้ใช้อำนาจรัฐแยกไม่ออกระหว่างอำนาจในตำแหน่ง ผลประโยชน์ของตำแหน่ง รัฐแบบนั้นในระยะยาวมันจะเสื่อมไปกระนั้นหรือไม่ ?” และประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นหน่วยบันทึกหลักฐานในตัวเอง ที่ปลายเปิดรอรับบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานก็จะบันทึกไว้ไม่มีวันจบ ถ้าอย่างนั้นการยกประวัติศาสตร์และอดีตมานำเสนอร่วมกับรัฐเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสูตรสำเร็จไม่มี บทสรุปในตัวเองจะเป็นแต่เพียงเงื่อนไขร่วมระหว่างคนกับการใช้ชีวิตของคนนั้น ๆ เท่านั้น    

[ร้านกาแฟ-ขอบคุณที่มา]

[สนามฟุตบอล-ขอบคุณที่มาภาพ - online]

ในอดีต

          ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 นำผลประโยชน์แห่งรัฐไปจัดตั้งธนาคาร “กรุงเทพ” (พ.ศ.2487) ให้กับกลุ่มบุคคลใกล้ชิดแม้ที่สุดการบริหารนั้นก็ขาดทุน การสร้างวังโดยใช้วัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ การสร้างบ้านนรสิงห์ [ทำเนียบรัฐบาล-ปัจจุบัน]  ในยุคข้าวยากหมากแพง ในช่วงสงครามโลก ให้กับคนใกล้ชิดอย่างพระเจ้ารามราฆพ และการตั้งท่านดังกล่าวเป็น “เจ้าพระยา”ในปี 2464  ในวัย 31 ปี (พ.ศ.2433-2464) จนอาจได้คำนิยามว่าเป็นเจ้าพระยาที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์  รวมทั้งตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ อีกมาก อาจนิยามสั้น ๆ ต่อพฤติการณ์ของผู้ปกครองรัฐในขณะนั้นว่า “เล่นพรรคเล่นพวก” ในกรณีของการบริหารกิจการแห่งรัฐในภาพรวม ในเรื่องการเงินการทอง ก็ “ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย” เป็นไปในเชิงเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและหมู่พวก จากสภาพการณ์ในองค์รวมตามที่กล่าวมา จึงเป็นปัจจัยร่วมนำไปสู่การสูญเสียสถานะทางการปกครองของพระมหากษัตริย์ และเป็นปัจจัยเสริมทำให้เงินสำรองคงคลังเหลือน้อย รวมไปถึงสภาพคล่องในองค์รวม จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มทหารหนุ่มที่ไม่พอใจกับระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก และเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง (รัฐสยาม,2556)

[ภาพประกอบ - แหล่งที่มา online]

ในอดีต

          อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่าง พ.ศ.2544-2549 ในบทบาทการบริหารที่แยกไม่ออกระหว่างผลประโยชน์แห่งรัฐ/พวกพ้อง และครอบครัว / กรณีการเอื้อประโยชน์ต่อการชื้อที่ดิน การใช้อำนาจเชิงแฝงกับการให้บริษัทเอกชนกู้ รวมไปถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับวงศาคณาญาติ [รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ,2550 : 1-20] กรณีการตั้งคนในเครือข่ายของตนเองเป็นผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ เช่น การตั้งพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผู้พี่เป็นผู้บัญชาการทาหาร ล้วนเป็นสาเหตุเหตุนำไปสู่ความขัดแย้ง และการเผชิญหน้าทางการเมืองและนำไปสู่การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองด้วยการรัฐประหารใน ปี พ.ศ.2549

 

[ฉูชีไทเฮา - ภาพออนไลน์]

ในอดีต

          พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร,พ.ศ.2500-2549) เป็นสัญลักษณ์ของระบบ “เอาเปรียบ-เห็นแก่ได้” กล่าวคือมหาเสนาะ ปญฺญาวชิโร เติบโตมาในสำนักวัดสระเกศราชวรวิหาร พร้อมกับอุปัชฌาย์ของตัวเอง ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นเด็กที่เห็นแก่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ขัดใจ หรือขออะไรก็ได้ การหยิบยื่นตำแหน่งที่สูง เช่น ระราชาคณะแต่วัยหนุ่ม การได้เป็นเจ้าคณะปกครองที่มีอิทธิพลด้วยการแฝงอำนาจของพระอุปัชฌาย์ที่ใหญ่กว่า รวมไปถึงการได้เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มองได้เป็น 2 กรณีเด็กเห็นแก่ได้ ผู้ใหญ่เห็นแก่พรรคพวก  โดยไม่ได้ดูความเหมาะสม ผ่านแนวคิดเรื่องคุณธรรม ความเป็นจริง และองค์ประกอบอื่นร่วม การลาสิกขาของ พระเทพสิทธิญาณรังสี" หรือ หลวงตาจันทร์ มีข้อกล่าวหาเกี่ยวเนื่องกับระบบบัญชีสมณศักดิ์ผี โดยมีชื่อของพระพรหมสุธี แห่งวัดสระเกศ เกี่ยวเนื่องในเรื่องการใช้เงินชื้อสมณศักดิ์ในช่วง พ.ศ.2525 (ไตรเทพ ไกรงู,คมชัดลึก 2555) การปลดพระวัดโสธรวรารามเนื่องเกี่ยวกับวัดสระเกศและการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง (เดลินิวส์,28 ตุลาคม 2557) ทั้งหมดเป็นเรื่องของความไม่ถูกต้องในการใช้อำนาจ และการเอื้อประโยชน์กับกลุ่ม รวมไปถึงการเอาทรัพยากรที่ควรจะเป็นของพระศาสนาและคนส่วนใหญ่ มาใช้เฉพาะหมู่กลุ่มของตัวเอง พรรคพวกตัวเอง กรณีการขายดอกไม้ในวัดโสธร ฯลฯ เป็นต้น ผลคือความเสื่อมสะสมจนกระทั่งรักษาไว้ไม่ได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง (เดลินิวส์,1 กุมภาพันธ์ 2559)

ในอดีต

          จีน : ในยุค ซูสีไทเฮา (ค.ศ.1835 –1908) ที่เรา ๆ ท่าน ดูหนังจีนต้องรู้จัก  ผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการปกครองประเทศจีนช่วงราชวงศ์ชิงโดยพฤตินัยเป็นเวลา 47 ปีตั้งแต่ปี 1861 จนสิ้นพระชนมชีพในปี 1908  การได้เป็นสนมพระเจ้าเสียนเฟิง (Xiánfēng,ค.ศ.1831-1861) การมีราชโอรสกับกษัตริย์จากสนามถูกสถาปนาเป็น “พระพันปี” พระโอรสก็ได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าถงจื้อ เป็นกษัตริย์แต่เยาว์วัย สถานะแม่พระเจ้าแผ่นดิน คือการมีอำนาจ และใช้อำนาจหลังราชบัลลังค์ การยึดอำนาจจาก “คณะผู้สำเร็จราชการ” และได้เป็นผู้สำเร็จราชการแต่ผู้เดียว  แม้พระเจ้าถงจื้อสิ้นพระชนม์ในปี 1875 ฉูฉีไทเฮา  ยกหลานตนเอง ขึ้นเป็นพระเจ้ากวังซฺวี่   แม้ขัดกับระเบียบการสืบสันตติวงศ์ แต่พระนางก็สำเร็จราชการแทนพระเจ้าแผ่นดินต่อไป

          แม้จะมีหลักฐานว่า พระเจ้ากวังซี่ถูกวางยา ซึ่งในภายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันให้ทราบว่าใครที่ขวางอำนาจของพระนางคือต้องพบจุดจบแม้คนนั้นจะเป็นคนใกล้ชิด   แม้ในที่สุดซูสีไทเฮา จะด่วนดับขันธ์ไปในปี 1908 สามปีให้หลัง ราชวงศ์ชิงก็ถึงกาลอวสาน และประเทศจีนก็เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐในวันที่ 1 มกราคม 1912 แม้จะมีข้อมูลว่า “ผู้ชนะย่อมเขียนประวัติศาสตร์” นักประวัติศาสตร์สายอนุรักษนิยมทั้งจีนและต่างชาติมักพรรณนาว่า ซูสีไทเฮาเป็นผู้ปกครองที่กดขี่ประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อการล่มสลายของราชวงศ์ชิง แต่ในอีกมุมหนึ่งของนักประวัติศาสตร์กลับเห็นว่า เหล่าผู้สนับสนุนการปฏิรูปของพระเจ้ากวังซฺวี่ล้วนประสบความสำเร็จในการทำให้ซูสีไทเฮา กลายเป็นแพะรับบาปในสิ่งที่นอกเหนือความควบคุมของนาง เพราะราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลงไปหลังจากที่พระนางเสียชีวิตแล้ว  มิติการตีความทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของนางมีรายละเอียดจำนวนมากและก็ไม่ได้สิ้นสุดไปพร้อมกับเรื่องเล่านั้นแต่ประการใด ?  

ในอดีต

          พม่า : ในช่วงกลียุค พระนางศุภาลายัต มเหสีของเจ้าฟ้าสีป่อ รัชทายาทแต่พระเจ้ามินดง ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงร่วมมือกับขุนนางกำจัดคู่แข่งบรรดายุวกษัตริย์น้อยใหญ่ เพื่อให้ “เจ้าฟ้าสีป่อ” ขึ้นเป็นกษัตริย์ รวมกว่า 500 ชีวิต โดยการลวงมาสังหารโหด ใช้เวลาสังหาร 3 วัน 3 คืน  พร้อมการจัดฉลองใช้เครื่องดนตรีประโคม เพื่อกลบเสียงโหยหวนความเจ็บปวดนั้น ฝังกลบ อืดขึ้นมาใช้ช้างเหยียบ และใช้เกวียนลากไปทิ้งน้ำ (บุญยงค์ เกศเกศ.2548. หน้า 69)  และการใช้อำนาจของกษัตริย์ภายใต้ฉากหลังของผลประโยชน์ของคนอื่น หรือการให้ประโยชน์ภายใต้ฉากหลังของกษัตริย์กลายเป็นการกดขี่ข่มเหง เมื่อรบกับอังกฤษถึง 3 ครั้ง ผลก็คือแพ้ ประชาชนไม่รู้จะรบไปเพื่อ อะไรกับ “รัฐ/เจ้าผู้กดขี่พวกเขามาตลอด” บ้านเมืองขาดความสามัคคี เพราะกษัตริย์และมเหสีไม่เคยทำตนให้เป็นที่รักของประชาชนพม่าของพระองค์เอง พระเจ้าธีบอ และพระนางศุภยาลัตจึงถูกเนรเทศไปยังเมืองรัตนคีรี นับเป็นการสิ้นสุดเอกราชของพม่า และสิ้นสุดการปกครองด้วยระบบกษัตริย์ของราชวงศ์อลองพญาในประวัติศาสตร์สถาบันกษัตริย์ที่ยาวนานในพม่า (มินิเมียน,2543 หน้า 38)

[ราชวงศ์จักรี - ภาพออนไลน์]

ในอดีต

          หากเจ้าพระยาเจษฎาบดินทร์ แม้จะเชื่อในเรื่องวาสนาบารมี  และความเหนือกว่าในอำนาจ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนหน้ารัชกาลที่ ๔ ด้วยเหตุผลในเรื่องความพร้อม มีผู้สนับสนุน แต่ก็ไม่ได้ใช้อำนาจในการแย่งชิง แต่ได้ด้วยเงื่อนไขแห่งความเหมาะสามและสถานการณ์ที่ต้องการผู้นำแบบที่พระองค์เป็นอยู่ ทั้งยังเป็นกษัตริย์ที่ทรงเจริญขันติธรรมอย่างสูง ประโยค “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” มีนัยยะของการปกป้องพระเจ้าน้องยาเธอ “วชิรญาณภิกขุ” ภายใต้ร่มเงาแห่งนักบวชในพุทธศาสนา เป็นการฝึกขันติธรรม ถ้าพระองค์ไม่ทรงเจริญข้อนี้ แปลว่าพี่อาจฆ่าน้อง เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามและจะไม่ปรากฏมีพระมหากษัตริย์พระนามว่า “จอมเกล้า” อยู่ในสาระบบประวัติศาสตร์ชาติไทย เพียงพระองค์ทรงขันติธรรมและใช้อำนาจอย่างเหมาะสม ประโยคว่า “คืนของเขาไป” ในคราวจะสวรรคต คือความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ที่เล่นในเกมรู้แพ้รู้ชนะ  ในทางกลับกันถ้าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) (พ.ศ. 2351 – พ.ศ. 2425) สมเด็จเจ้าพระยาคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการเมืองการปกครองของไทย ที่งมีบทบาทในการอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็น ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2416 เห็นว่าอำนาจที่ตัวเองครองอยู่ หอมหวาน และไม่ควรสละให้ใคร พระเจ้าแผ่นดินภายหลังรัชกาลที่ 4 คงไม่ได้ชื่อ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า” เป็นแน่  ทั้งสองกรณีถ้าผู้ใหญ่ไม่มีธรรมาภิบาล หรือมีคุณธรรมเห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์เสียแล้ว ประวัติศาสตร์แห่งสถาบันกษัตริย์แห่งรัชกาลที่ 4 และ 5  ย่อมบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

เกณฑ์การพิเคราะห์

          เมื่อพินิจย้อนกลับมาประวัติศาสตร์ถูกบันทึกไว้อย่างนั้น รัฐ อำนาจรัฐ การใช้อำนาจ และ “เทวสิทธิ์” อันเป็นโองการแห่งรัฐที่จะสามารถกระทำได้ หรือกระทำไม่ได้ก็ตาม หรืออาจนิยามว่าเป็นเหตุของรัฐ หรือเหตุผลของอำนาจ การจัดสรร การใช้ก็ตาม แต่ทั้งหมดเป็นการสะท้อนอดีตเพื่อดูปัจจุบันว่า อำนาจและการใช้อำนาจต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของผู้ปกครองหรือไม่อย่างไร ? รวมไปถึงต้องบริสุทธิ์ ตรวจสอบได้ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ขององค์กรและส่วนรวมด้วยหรือไม่ประการใด ?  การให้ประโยชน์ทั้งในทางตำแหน่ง หน้าที่การงาน และผลประโยชน์ในเชิงวัตถุ แก่บุคคล หรือคณะบุคคลเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วย “เหตุผล” ของการบริหารซึ่งในทางเอกสิทธิ์สามารถทำและเป็นไปได้ แต่ต้องเป็นไปหรือเนื่องด้วย “เกณฑ์” ที่ถูกต้องและเหมาะสม รวมไปถึงเมื่อมีตำแหน่งแห่งที่ที่ถูกต้องแล้ว การจัดสรรอำนาจ และผลประโยชน์โดยเฉพาะทรัพยากรของส่วนรวม ระหว่างรัฐ กับสมาชิกในรัฐ การจัดสรรผลประโยชน์ขององค์กรกับสมาชิกในองค์กรควรเป็นไปอย่าง “ยุติธรรม” และมีผลเป็นองคายพในภาพรวมระยะยาวจะดีกว่าหรือไม่ ประการใด ไม่มีคำตอบแต่ให้รำพึงพินิจคิดต่อไปให้ด้วย ? เพราะ “เทวสิทธิ์” ภายใต้เงื่อนไข “เหตุผลแห่งรัฐ” ที่ถูกบันทึกไว้ “ด้วยเงื่อนเวลาของประวัติศาสตร์” จะเป็นคำอธิบายและทำหน้าที่ในตนเองมันอยู่    

          มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า "ทรัพยากรบนโลกใบนี้มีเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่มีไม่เพียงพอสำหรับคนโลภแม้เพียงคนเดียว" พุทธพจน์มีคำว่า “เนกาสี  ลภเต สะขัง ที่แปลความว่า กินคนเดียวย่อมไม่เป็นสุข” ถ้าเอาแนวคิดสองฐานมาอธิบายร่วมกับกรณีเหตุการณ์ร่วมของมนุษย์กับคำว่า “ธรรมาภิบาล” อาจต้องนิยามเสริมไปได้ว่า “ทรัพยากรมีจำกัด การสร้างประโยชน์ให้เกิดกับองค์กรสูงสุดและสมาชิกในรัฐได้ประโยชน์น่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรที่จำกัด” อย่างนั้นจะดีกว่ากระมัง และเพื่อให้เกณฑ์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นให้พิจารณาร่วมต่อประเด็นเนื่องต่อดังนี้ คือ    

          1.ทรัพยากรเป็นของรัฐ หรือของส่วนรวม หมายถึง ทรัพยากรเหล่านั้นจะต้องถูกจัดสรรอย่างถูกต้องและเป็นไปโดยรัฐ ผู้บริหารระดับสูงจะต้อง “ยุติธรรม” ในการกระจายทรัพยากรส่วนกลางที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และเป็นธรรม เช่น (1) คอมมิวนิสต์คิดว่าทรัพยากรเป็นของรัฐและส่วนรวม การทำงานต้องทำให้รัฐหรือองค์กรเท่านั้น และรัฐหรือผู้ปกครองต้องกระจายส่วนแบ่งที่เป็นธรรมให้กับสมาชิกในรัฐ หรือในองค์กร ในรูปของคอมมูน ในรูปของสหกรณ์ หรือในระบบสวัสดิการรวม การจัดการจึงยึดแนวคิดเป็นธรรม เสมอภาค และเข้าถึงโดยปราศจากเงื่อนไข (2) เสรีประชาธิปไตย คิดว่าทรัพยากรเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ที่รัฐจะสามารถจัดสรรให้แก่ใครก็ได้ ภายใต้เงื่อนไข กฎเกณฑ์และระเบียบที่เป็นธรรมโดยผลประโยชน์จะต้องตกเป็นของรัฐภายใต้เกณฑ์กฏและกติกาที่เหมาะสม อาจฟังดูเป็นแนวมือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็ตามซึ่งเป็นแบบตลาดเสรีในปัจจุบัน แต่ก็อยู่ภายใต้การคืนกลับในรูปของผลตอบแทนต่อรัฐ หรือองค์กร แล้วรัฐ หรือองค์กรก็นำมาจัดเป็นผลได้ต่อสมาชิกในองค์กร ผู้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากร หรือการเข้าไปจัดการผลประโยชน์นั้น ในรูปของภาษี ผลตอบแทน หรือค่าตอบแทน แล้วเอาภาษีหรือค่าตอบแทนไปจัดการอย่างเสมอภาค สมดุลภายใต้แนวคิดเรื่องสวัสดิการ รัฐสวัสดิการ หรือความเป็นทุนทางสังคมโดยมีเป้าหมายเพื่อบริการ ส่งเสริม สนับสนุนสังคม (3) ระบบสังฆทานตามแบบพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเสนอแนวคิดในเรื่อง “สังฆะ” ที่ทรัพยากรเป็นของส่วนกลาง ที่สมาชิกทุกคนจะต้องได้รับ เข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันผ่านระบบการจัดสรร การขออนุญาต หรือการได้รับอนุญาตจากสมาชิก จึงเป็นที่มาของผู้จัดการอาหาร / ผู้จัดการจีวร / โดยยึดแนวคิดการใช้อย่างรู้คุณค่า มองหาประโยชน์ เน้นประโยชน์เพื่อส่วนรวม และการสร้างงานเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ หากผิดจากแนวคิดพวกนี้แปลว่าระบบจัดสรรผลประโยชน์ในนามองค์กร มีความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวอย่างแน่นอน

          ดังนั้นเมื่อทรัพยากรเป็นของส่วนรวมการใช้ การจัดการ การให้ใช้ อนุญาตให้ใช้ จึงต้องเป็นการจัดสรรค์ที่เกิดขึ้นภายใต้เป็นธรรม เป็นประโยชน์ และคืนประโยชน์กับส่วนรวมเป็นสำคัญ น่าจะเป็นหัวใจของการจัดสรรทรัพยากรในองค์รวม

          2. การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม แนวคิดในเรื่องทรัพยากร มีเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในระบบรัฐ ทุกรัฐ ทุกองค์กร เมื่อผลประโยชน์เกิดขึ้นในสถานที่แห่งใด ความสำคัญของการจัดสรรผลประโยชน์ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้จะปรากฏผ่านกฎหมาย เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ การฉกฉวยผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับนายทุน การสมประโยชน์ระหว่างรัฐ หรือผู้มีอำนาจในรัฐ กับการที่จะให้กลุ่มทุนใด หรือบุคคลใด ไปกระทำการแทนรัฐ เพื่อใช้ เช่าใช้ ชื้อใช้ ต่อสิทธิ์อันรัฐเป็นเจ้าของนั้น จึงมีแนวคิดเรื่องประมวล ประกวดราคา การสัมปทาน การเช่า การเช่าช่วง ขออนุญาตให้ หรือคำอื่น ๆ ที่เนื่องด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในรัฐ กับรัฐ ในการทำหน้าที่เพื่อเนื่องต่อเกี่ยวเนื่องในเชิงผลประโยชน์และการจัดการผลประโยชน์ จึงเกิดขึ้น ดังนั้นแนวคิดเรื่อง “ฮั้ว”เพื่อไม่ป้องกันสู่การ “ไม่ฮั้ว” จึงเกิดขึ้นในระบบรัฐ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนในผลประโยชน์ของรัฐกับสมาชิกอย่างเป็นธรรม รัฐ จึงต้องมีคนที่ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมจัดสรรและแบ่งผลประโยชน์ หรือเอาไปสร้างผลประโยชน์และตอบแทนต่อรัฐอย่างเหมาะสมนั่นน่าจะเป็นหัวใจกระมัง

          3. เอกสิทธิ์แห่งความเป็นญาติ พี่น้อง เผ่าพันธุ์  การเปิดโอกาสให้คนใกล้ชิดมาเป็นผู้ใช้สิทธิ์ในทรัพยากรแห่งรัฐ  ที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นเรื่องของความเหมาะสม ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส ในทางปฏิบัติอาจทำได้ ตราบเท่าที่เกณฑ์ กฎ กติกา หรือกฎหมาย  ดังนั้นการเอื้อประโยชน์เฉพาะสมาชิกในวงศาคณาญาติ/ พี่น้อง / คนใกล้ชิด/ คงเป็นเรื่องปกติแปลง่าย ๆ ที่ไหนก็มี ที่ไหนก็ทำกระมัง  คงเป็นรูปแบบ แนวคิด แนวทาง ของแต่ละรัฐ แต่ละประเทศ องค์กร และหน่วยงานเป็นเอกสิทธิ์อันเกิดขึ้นภายใต้การยอมรับร่วมกันระหว่างสมาชิกในรัฐนั้น ๆ จะพึงกระทำร่วมกัน ทำได้ในทางปฏิบัติเฉพาะตัวของชนชั้นปกครอง หรือผู้บริหาร เช่น ลูกรัฐมนตรี เป็นผู้สัมปทานรัฐรายใหญ่  หรือเครือญาตินักการเมืองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการของเอกชนที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐ หรือกรณีการมีลูกภรรยา สามีเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นตำแหน่งโดยใช้เงินงบประมาณของแผ่นดินเป็นผลตอบแทน แต่เนื่องด้วยคนในรัฐ หรือมีผลประโยชน์ร่วมกับรัฐ ดังกรณีตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี ตำแหน่งผู้ช่วย สส. เป็นต้น  แต่โดยหลักคุณธรรม และธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ และการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม เป็นสิ่งไม่พึงทำโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่าสินทรัพย์เป็นของส่วนรวม ทรัพยากรควรถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม เป็นระบบภายใต้เงื่อนไขแห่งธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมอย่างแท้จริง การกระทำใด ที่มีพฤติกรรมตรงกันข้าม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ทางการบริหารจะดำเนินการโดย สินทรัพย์หรือเอกสิทธิ์แห่งทรัพย์ของส่วนร่วมไม่ควรถูกนำมาเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล หรือหมู่กลุ่ม หรือกลุ่มคณะบุคคลโดยมีพฤติการอันเนื่องด้วยการเอื้อประโยชน์เฉพาะหมู่กลุ่มของตัวเองเท่านั้น

          4. ประวัติศาสตร์เปิดบันทึกหน้ายาวและพร้อมบันทึกทุกคนด้วยความใส่ใจ หมายถึง พฤติกรรมใด ๆ ของบุคคล จะยังคงอยู่ตราบนานเท่านั้น ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งทางการปกครอง ไม่ได้อยู่คงฟ้าตราบเท่าดินสลาย แต่จะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา แต่ผลของการบริหารจัดการ จะอยู่กล่าวถึง ถูกจดจำในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบของการจัดการในอดีตที่ผ่านมา  ท่านจะถูกจดจำด้วยเงื่อนไขใด / บริหารดี ประโยชน์ หรือบริหารจัดการในทางตรงกันข้ามกลายเป็น “ตราบาป” ทางการบริหารที่ถูกบันทึกด้วยปัจจุบันเพื่อส่งต่อไปยังอดีตที่จะมารับช่องต่อไป  

          การเขียนมิได้ขัดแย้ง หรือโต้แย้งต่ออาชีพ การทำมาหากิน หรือการใช้ชีวิตเพื่อดำเนินชีวิต อาชีพเป็นเรื่องของพวกท่านไม่เกี่ยวกับเรา การทำกิจกรรมและการจัดวางตัวตนทางสังคมและหมู่คณะ แต่กำลังมองในฐานะที่สังคมต้องขับเคลื่อนก้าวไปข้างหน้า ถ้าสมาชิกในองค์กรหรือชุมชนกระทำตนให้เป็นการ “ขวาง” เพียงเพราะประโยชน์เห็นแก่ได้ พวกพร้องแล้วระยะยาวสังคมนี้จะอยู่กันอย่างไรก็เท่านั้น อาจมีทัศนะโต้แย้งว่า “ทำไมจะทำไม่ได้” แล้วอ้างระเบียบ อำนาจ หน้าที่ และคำอธิบายในเชิง “เหตุผล” แห่งท่าน อาจอธิบายไปถึงว่าถ้าท่านมาเป็นอย่างผม ท่านก็ต้องทำเหมือนกัน  ด้วยเหตุแผลแห่งอำนาจ “รัฐ” ที่ท่านมีอยู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เอกสิทธิ์เหล่านี้ข้าพเจ้าเป็นผู้เป็นเจ้าของความคิดย่อมมีสิทธิ์ที่จะคิดเองภายใต้เงื่อนไขแห่งตนได้ด้วยเช่นกัน   และคงห้ามกันไม่ได้ด้วยกระมัง ? แปลว่าไม่ได้โต้แย้ง เพียงแต่คิดว่ามันจะมีช่องทางอื่นหรือไม่ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ด้วยวิธีการโปร่งใส เป็นธรรม

          ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ถ้าผู้ปกครอง หรือผู้บริหารมองเห็นสถานะภาพบางอย่างผ่านผลประโยชน์และการจัดการส่วนตัว โดยใช้สิ่งใช้ ทรัพยากร และวัตถุของส่วนรวมเสียแล้ว ระยะยาวมันคือความล่มสลายและกลายเป็นความเสียหายเชิงระบบ หากมีนิยามว่าใครก็ทำกัน ท่านมาเป็นผมก็ทำเหมือนกันแหละ คำพูดนี้อาจใช้ได้ในเชิงของการอธิบาย แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง ดังกรณีประธานาธิบดีของบราซิล ที่ให้คำนิยามในว่า “ประธานาธิบดีที่ผ่านมาก็ทำกัน” ฟังดูอาจเป็นคล้ายเป็นการบอกว่าใครก็ทำกัน ผมก็ทำตาม ในเมื่อเรื่องที่ทำมันไม่ถูกต้องอย่างไรเสียก็ไม่ถูกต้อง การอ้างอิงจากคนที่เคยทำ อาจอ้างได้ในเชิงการอ้างเพื่อปฏิบัติ แต่เกณฑ์แห่งธรรมาภิบาลขั้นพื้นฐานที่เป็นสากลมองว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและไม่ควรทำ แล้วจะมาอ้างอะไร สิทธิ์แห่งอำนาจทำได้ แต่ระยะยาวมันจะอยู่ “ยั้งยืนยง” กระนั้นหรือ ฝากสำเหนียกและระมัดระวัง พระพุทธศาสนาสอนเรื่อง “สังฆทาน” ที่แปลว่า ผลประโยชน์ร่วม ที่พลเมืองทุกคนมีสิทธิ์ได้ในของส่วนร่วมร่วมกัน ถ้าใครผู้ใด มีอำนาจ ตำแหน่ง แล้วเอาสังฆทาน ทั้งที่จริงควรเป็นของ “สาธารณะ” และสมาชิกในในมิติแห่ง “สังฆะ” พึงได้  ไปใช้เสียแล้ว จะทำอย่างไร ?

          ฝากถึงผู้บริหารแห่งรัฐ องค์กร และหรือหน่วยงานองค์กรอื่นใด กระทำโปรดหยุด หรือจะกระทำโปรดระมัดระวัง ที่มีอยู่ด้วยแนวคิดสั้น ๆ ว่า ใด ๆ ในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ลงจากอำนาจแล้ว “เกียรติคุณ” การสรรสร้างผ่านการบริหารในอดีตจะเป็นเครื่องเชิดชูหรือประจานก็เป็นสิ่งที่ท่านจะพึงพิจารณาและสำเหนียกนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนใครจะทำอะไร อย่างไร เพื่อใคร ก็ให้เป็นสิทธิ์ของพวกท่านเอง เพียงแต่ข้าพเจ้าในฐานะเป็นประชาพลรัฐคนหนึ่งในสังคมนี้ คิด เข้าใจ และมองสิ่งที่พวกท่านทำอย่างนี้ / หรือจะต้องให้คิดเหมือนพวกท่าน ?

          โปรดพิจารณาด้วยความเคารพ

MCU VANGNOI , 1552559

ขอบคุณภาพจากแหล่งเดิม Online

 

 

เอกสารอ้างอิง

1.รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ, (2550), “จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2559 : วิกฤตประชาธิปไตย, บทความสรุปจากรายงานการวิจัย “การขึ้นสู่อำนาจและความเสื่อมถอยของระบอบทักษิณ : การปฏิรูป,ปฏิปักษ์ปฏิรูปและฟื้นฟูพระราชอำนาจในระบอบประชาธิปไตยไทย : The Rise and Decline of the Thaksin Retime : Reform , Counter-Reform and Restoration in Thai Democracy”,คณะรัฐศาสตร์ :  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

2.มินิเมียน, (2543), พม่า : กับการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ ค.ศ.1885-1895 = Burmar’s Struggle Againt British Imperaialism,1885-1895. ฉลอง สุนทราวาณิชย์ แปล.  กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโครงการตำรามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์.

3.รัฐสยาม (2556),ปฏิวัติสยาม 2475 :บันทึกประวัติศาสตร์การปกครองจุดเปลี่ยนสำคัญแห่งสยามประเทศ

4.ไตรเทพ ไกรงู, “หลวงตาจันทร์กับตาจันทร์ในวันที่ศิษย์ศรัทธาเท่า "พระเทพสิทธิญาณรังสี", คมชัดลึก วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2555  

5.“30 ต.ค.นี้ มส.ตัดสิน 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ”, เดลินิวส์, วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2557

            http://www.dailynews.co.th/education/277111

6.บุญยงค์ เกศเกศ. อรุณรุ่งฟ้า"ฉาน"เล่าตำนานคน"ไท". กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์หลักพิมพ์, 2548. หน้า 69

7.เปิดปมปริศนา'เจ้าคุณเสนาะ'มรณภาพ'ถูกฆ่า-ฆ่าตัว'ขอเวลาพิสูจน์ความจริง | เดลินิวส์|1 กุมภาพันธ์ 2559

          http://www.dailynews.co.th/article/376578 (สืบค้น : 24 พฤษภาคม 2559)




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
โมไนย-พจน์ วันที่ : 29/05/2016 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan

ขอบคุณครับ /ที่มาเยี่ยมเยียนครับ

ความคิดเห็นที่ 2 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 28/05/2016 เวลา : 07.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

อำนาจการเมือง คืออำนาจในการจัดการทรัพยากรและจัดสรรบุคคลเพื่อผลประโชน์ของรัฐ
รัฐ คืออะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับความเห็นของนักการเมืองนั้นๆ
ถ้าเรารู้ความเห็นเรื่องรัฐของนักการเมือง เราจะรู้ว่าเขาจะมีพฤฒิวิสัยแบบใดได้ไม่ยาก

ความคิดเห็นที่ 1 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 28/05/2016 เวลา : 07.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

โอ้โห! ยาวเชียวค่ะ เหมือนกลับไปอยู่ในชั้นวิชาพื้นฐานรัฐศาสตร์

"สินทรัพย์เป็นของส่วนรวม ทรัพยากรควรถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม เป็นระบบภายใต้เงื่อนไขแห่งธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมอย่างแท้จริง การกระทำใด ที่มีพฤติกรรมตรงกันข้าม เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ทางการบริหารจะดำเนินการ โดยสินทรัพย์หรือเอกสิทธิ์แห่งทรัพย์ของส่วนร่วมไม่ควรถูกนำมาเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล หรือหมู่กลุ่ม หรือกลุ่มคณะบุคคลโดยมีพฤติการอันเนื่องด้วยการเอื้อประโยชน์เฉพาะหมู่กลุ่มของตัวเองเท่านั้น"

สรุปเรียกเป็น "พิสัยขององค์กร" ได้ไหมคะ ... ยุคนี้เขามีคำเรียกเฉพาะใช่ไหมคะ ..นึกไม่ออก ขอเรียกเองว่า พิสัยขององค์กร ก่อนก็แล้วกันนะคะ

เข้ามาอ่านเพราะหัวข้อน่าสนใจค่ะ

นิกุลมีหลานชาย 3 คน อยู่ในวัย 20-30 เป็นหลานน้า หลานอา และหลานป้า 3 คน จาก 3 บ้าน พวกเขาบางทีก็คุยกันเรื่องระบบอุปถัมภ์ ... แต่ละวัยมีมุมมองน่าสนใจค่ะ ... บางทีนิกุลน่าจะลองเขียนเกี่ยวกับพวกเขาเก็บไว้

ระบบอุปถัมภ์ ... เรื่องที่พูดได้ไม่มีวันจบ ...ปลายเปิด ..เรียกงี้ใช่ไหมคะ

เจ้าหลานคนเล็กแอนตี้เรื่องนี้มาก คิ้วขมวดตลอด ทำไมๆๆๆ แกมักถาม ถ้ามาถามป้า ฉันมักพูดยาวค่ะ... แกไม่ถนัดภาษาไทย .... ฉันตอบแกสักพักเริ่มรู้ตัวเองว่า พากมูด เพราะคิ้วของแกแม้จะคลายลงนิดนึงแต่ยังขมวดอยู่เล็กๆ เลยส่งไม้ต่อให้หลานคนโต

เจ้าหลานคนโตนี้มีวิธีพูดที่แปลก แม้จะพูดยาวๆ ก็อธิบายเพียงสั้นๆ แต่จะหยิบยกตัวอย่างวิธีคิดของแกมาเทียบกับของคนในสังคมทั่วไป แล้วก็อธิบายสรุปให้น้องไปคิดต่อเอง ...เจ้าคนนี้เรียนมาทางสายนิเทศค่ะ พ่อแม่เคยจะฝากงานให้ ... แกไม่บอกปฏิเสธแต่ทำอย่างดื้อแพ่ง เปิดร้านวิดีโอเกม รับจ๊อบยิบย่อย และใช้ชีวิตเป็นนักเขียนบทฟรีแลนซ์

ส่วนหลานคนกลางไม่พูดเลย แกมักหัวเราะในคอ หึๆ เหยียดยิ้มนิดๆ คนนี้แแกวางแผนการเรียนแล้วทำตามแผน สำเร็จการศึกษาอย่างดีเลิศแล้วก็ลุยหางานเงินดีทำ หลังจากนั้นก็ทำกิจกรรมฝึกฝีมือและหางานอดิเรกเพื่อทำเป็นอาชีพเสริมตลอดเวลาแบบพวก Start Up และอยู่ในสังคมอาชีพดีๆ ทำนองว่าเกาะอยู่ในแวดวงของสังคมที่ได้เปรียบแต่ไม่ยอมถูกกลืน ขยันไปหาสังคมขาลุยในกิจกรรมยามว่างไม่มีหยุด

อยากให้พวกแกได้อ่านบทความนี้จัง แล้วนิกุลอยากจะฟังพวกเขาคุยกันเรื่องนี้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2016 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]