• โมไนย-พจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : raveewin@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 230
  • จำนวนผู้ชม : 415315
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
ท้องถิ่น ศาสนา การศึกษา และการเรียนรู้
ท้องถิ่นของเรา ศาสนาของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan
วันเสาร์ ที่ 10 มีนาคม 2561
Posted by โมไนย-พจน์ , ผู้อ่าน : 1360 , 09:44:47 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ทางแก้ว , Chaoying และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

สิ้นแสงฉาน : Twilight Over Burma, My Life as a Shan Princess


สิ้นแสงฉาน  ชื่อเรื่อง ต้นฉบับ Twilight Over Burma, My Life as a Shan Princess

ภาษาอังกฤษเขียน Inge Sargent มนันยา แปล พิมพ์ครั้งที่ 13 (ฉบับปรับปรุง)

พิมพ์ที่ Bangkok

พิมพ์เมื่อ 2560

 

บทคัดย่อ

สิ้นแสงฉาน เป็นหนังสือบันทึกชีวิตของอิงเง ซาร์เจนท์ สตรีชาวออสเตรีย ที่พบรักกับเจ้าฟ้าจาแสง แห่งเมืองสีป่อ และได้เป็นมหาเทวี ใช้ชีวิต 12 ปี ในรัฐฉาน จนกระทั่งจุดพลิกผันที่เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายนของรัฐฉานถูกจับหายสาบสูญไป หนังสือเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ การเมืองภายในประเทศพม่าในช่วงต่างๆ   จนกระทั่งสถานการณ์ถึงจุดเปลี่ยนบานปลายกลายเป็นการต่อสู้และสงครามทางการเมืองในประเทศพม่าในช่วงต่อมา    

คำสำคัญ : รัฐฉาน,อิงเง ซาร์เจนท์,สิ้นแสงฉาน

 

Abstract

Twilight Over Burma is a book of life of the Austrian woman. Find the love with the prince’s Soa Ja Sang of Shan State. He has been a cantilevered scholar of Shan State and has spent 12 years in Shan State, until the turning point of the Shan State's last prince was captured and disappeared. The book is a historical novel. Burmese politics in different periods Until the situation escalated into a political struggle and civil war in Burma later.

Keywords : Shan State, Inge Sargent, Twilight Over Burma

 

บทนำ

          หนังสือนวนิยาย “สิ้นแสงฉาน” เขียนโดยอิงเง ซาร์เจนท์ (Inge Sargent) และแปลเป็นภาษาไทยโดย มนันยา ความสนใจต่อหนังสือนี้เกิดขึ้นตรงที่ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ มาศึกษาจำนวนมาก ทำให้มีข้อมูลในระดับหนึ่ง ทั้งได้ผ่านตาหนังสือนี้ ก็ให้ได้แต่พลิกดูประหนึ่งสนใจแต่ยังไม่ได้แสวงหามาศึกษาอย่างจริงจัง จนเมื่อได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับนิสิต  จึงได้พบเห็น “ความคิด” ของชาติพันธุ์ไทใหญ่ ผ่านการเล่าเรื่องในหลายคราว ประกอบกับมีมิตรสหายชาติพันธุ์ปะโอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในรัฐฉาน ได้นำหนังสือนี้มาให้อ่าน จึงนำมาแบ่งปันเพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ผ่านการเล่าเรื่องของผู้เขียนอีกลำดับหนึ่ง

          หนังสือ “สิ้นแสงฉาน” ถูกบันทึกไว้ ทั้งพิมพ์ทวนช้ำเป็นครั้งที่ 13 โดยหนังสือสะท้อนช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และเขตแดน ของภูมิภาคใกล้กับประเทศไทย และทำให้เห็นพัฒนาการของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ที่มีลักษณะร่วมทางภาษาชาติพันธุ์ และศาสนา ซึ่งจะได้นำมาแบ่งปันเล่าเรื่องเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมทั้งประเทศไทยมีแรงงานในภาคการผลิตในสัญชาติพม่ารวมกันไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศในนามชาติพันธุ์ร่วมต่าง ๆ อาทิ มอญ พม่าทวาย พม่า ไทใหญ่ กระเหรี่ยง เป็นต้น โดยมีพื้นถิ่นในการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ มหาชัย เป็นต้น ทั้งแรงงานภาคการผลิตที่ขึ้นทะเบียนถูกกฏหมาย หรือประชากรแฝงที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นต้น นอกจากนี้มหาวิทยาลัยสงฆ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็มีนิสิตในสัญชาติพม่าซึ่งอาจประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อาทิ พม่า ไทใหญ่ หรือฉาน มอญ กระเหรี่ยง คะยา ปะโอ ปะหร่อง เป็นต้น จนกระทั่งหน่วยความมั่นคงต้องทวนสอบต่อสถิติและวิธีการเข้ามาของนิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งในหลายคราวด้วย อาทิ “พระต่างด้าวเดินแนวทางโรฮิงญา ใช้ 2 มหา’ลัยสงฆ์เป็นฐานก้าวสู่ประเทศที่ 3” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์,19 มิถุนายน 2558) หรือ“พศ.จี้ 2 มหาลัยสงฆ์ เปิดข้อมูลพระต่างด้าวลงทะเบียนเรียน สกัดช่องโหว่ทุจริตลักลอบอยู่ไทย” (Isaranews : Online 2 กุมภาพันธ์ 2561) จึงทำให้สังคมและคนส่วนใหญ่หันมาสนใจต่อประเด็นความเป็นชาติพันธุ์หรือชาวต่างชาติในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งหนังสือเล่มนี้อาจเป็นภาพสะท้อนหนึ่งในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับประเทศใกล้เคียงอย่างพม่าผ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับรัฐฉานได้ด้วย ซึ่งจะได้นำเสนอต่อไป  

 

 Twilight Over Burma กับบันทึกชีวิตของอิงเง ซาร์เจนท์ (Inge Sargent)

          สิ้นแสงฉาน ชื่อหนังสือจากภาษาอังกฤษว่า Twilight Over Burma, My Life as a Shan Princess แต่งโดยอิงเง ซาร์เจนท์ (Inge Sargent,23 February 1932/2475-) เป็นชาวออสเตรีย ได้รับทุนฟุลไบรท์ (Fulbright Scholarships) ไปศึกษาในสรัฐอเมริกา ที่วิทยาลัยสตรีในโคโลราโด ในปี ค.ศ.1951/2494 และได้พบกับเจ้าจาแสง (Sao Kya Seng,ค.ศ.1924-1962/) ซึ่งเป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ชาวพม่า มาศึกษาที่ Colorado School of Mines จนกระทั่งแต่งงานกันที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ.1953/2496 หลังจบการศึกษาทั้งคู่เดินทางไปพม่าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะมหาเทวี (Mahadevi) แห่งเมืองสีป่อ (Hsipaw) ในชื่อ สุจันทรีมหาเทวี  (Mahadevi Sao Nang Thu Sandi) ประสบการณ์ใหม่ของเธอที่ปรากฏในหนังสือคือเจ้านางชาวออสเตรีย โดยเธอต้องเรียนภาษาฉานและพม่า ดำเนินพระองค์ในฐานะมหาเทวีกับบทบาทกิจกรรมการกุศล เช่น สร้างคลินิกการคลอด การสอนโภชนาการให้แก่ชาวบ้าน และเริ่มใช้โรงเรียนสามภาษา จนกระทั่งมีธิดาน้อย 2 พระองค์คือเจ้ามายารี (Sao Mayari) และเจ้าเกนรี (Sao Kennari)  แต่สถานการณ์ผกผันทำให้ชีวิตเจ้าเทวีต้องมีการเปลี่ยนแปลง  ในปี 1962/2505 กองทัพพม่าได้ทำรัฐประหารภายใต้การนำของนายพลเนวิน เจ้าจาแสงถูกจับในเหตุการณ์นั้น  มหาเทวีพร้อมธิดาถูกกักบริเวณในวังอยู่เป็นเวลาเกือบสองปี ในข้อหาเป็นสายลับของ CIA แต่ในที่สุดอิงเง ซาร์เจนท์ พร้อมลูกสาวก็ได้รับช่วยให้ลี้ภัยเอกอัครราชฑูตออสเตรีย กลับไปยังประเทศออสเตรีย และได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เป็นเวลา 2 ปีจากนั้นจึง กลับไปที่โคโลราโด และประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาเยอรมันชั้นมัธยมปลายที่ Boulder Junior High School และ Fairview High School จนเกษียณจากอาชีพครู ในปี ค.ศ.1993/2536

          ใน ค.ศ.1968/2511 อิงเง ซาร์เจนท์ ได้แต่งงานใหม่กับ Tad Sargent โดยเป็นคนเดียวกันกับที่มีส่วนสนับสนุนให้เธอเขียนประวัติจากความทรงจำของตนเอง   Twilight Over Burma จึงถูกบันทึกและถ่ายทอดออกมา ถูกตีพิมพ์เผยแผ่ใน ค.ศ.1994/2537  โดยผลกำไรจากการพิมพ์หนังสือเธอได้บริจาคให้กับผู้ลี้ภัยชนกลุ่มน้อยชาวพม่าทั้งหมด  พร้อมกับประโยคบันทึกที่ถ่ายทอดลงในหนังสือว่า "Before I wrote the book I used to have nightmares of running with my two little girls while bullets flew past us. But since finishing the book, the nightmares have ended – ก่อนที่ฉันจะเขียนหนังสือเล่มนี้  ฝันร้ายติดตามพวกเราตลอด ฉันวิ่งกับลูกสาวทั้งสองคน  ในขณะที่กระสุนปืนเฉียดพวกเรา แต่เมื่อเขียนหนังสือเล่มนี้จบ ฝันร้ายก็จบลง"

         ในปี ค.ศ.1995/2538 อิงเง ซาร์เจนท์ (Inge Sargent) และ Tad Sargent ได้ก่อตั้งมูลนิธิพม่าไลฟ์ไลน์ขึ้น (Burma Lifeline Foundation) โดยเป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งระดมทุนเพื่อช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยผู้อพยพหนีภัยสงครามจากประเทศพม่า  ในปี พ.ศ.2000/2543 เธอได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (International Human Rights Award)  กับองค์กรที่สนับสนุนให้ความช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย และผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าให้อยู่รอดในประเทศที่มีพรมแดนติดกับพม่า อาทิ ประเทศไทย เป็นต้น  นอกจากนี้ชีวประวัติของเธอยังถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีในเรื่องมหาเทวีองค์สุดท้าย (The Last  Mahadevi)  เมื่อ ค.ศ.2000/2543 และหนังสือถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ 2015/2558 ตามชื่อหนังสือ แต่ก็เป็นประเด็นทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหนังถูกห้ามฉายในประเทศไทยและพม่า แต่ก็ยังคงฉายในออสเตรียและเยอรมัน

            จากข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องที่บันทึกจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องกึ่งประวัติศาสตร์และประวัติชีวิตของผู้เขียนก็ตาม แต่น่าสนใจตรงที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติชีวิต ที่สะท้อนเรื่องจริงที่สะท้อนคิด และเขียนโดยเล่าประสบการณ์ตรงอิงเง ซาร์เจนท์ หรือมหาเทวี จึงเป็นประหนึ่งผู้บันทึก ตัวละคร และเล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรง และถูกตีพิมพ์ในภาษาต่าง ๆ และแปลสู่ภาษาไทยด้วยดังปรากฏ

 

 

 

 หนังสือ Twilight Over Burma สู่สิ้นแสงฉานในภาคภาษาไทย  

Twilight Over Burma เป็นหนังสือสะท้อนประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปประมาณ 50 กว่าปีก่อนที่บอกเล่าถึงความงดงามของวิถีชีวิตของชาวไทใหญ่ในรัฐฉานซึ่งปกครองด้วยระบบเจ้าฟ้าใน 34 เมือง (1 เมืองเป็นของโกก้างซึ่งไม่ใช่ชาวไทใหญ่) และ 1 ในนั้นคือเมืองสีป่อ ที่มีเจ้าจาแสงเป็นผู้นำ และเป็นสมาชิกรัฐสภาพม่า ก่อนถูกทหารพม่าที่นำโดยนายพลเนวิน ยึดอำนาจและอุ้มหาย ดังปรากฏในคำโปรยปกที่ว่า ชะตากรรมของประชาชนและเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน ภายใต้เงื้อมมือของรัฐบาลเผด็จการ ที่ผลาญความหวังและเสรีภาพจนสิ้นไปจากทุกฐานันดร" ... "สิ้นแสงฉาน" ...นำพาทุกท่านเข้าถึง "รัฐฉาน” อันเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพ "พม่า" เป็นการบรรจบของกันของ "ตะวันตก" กับ "ตะวันออก" เรื่องเริ่มจากเหตุการณ์ที่หญิงสาวไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน ที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา เธอได้พบกับ เจ้าจาแสง นักศึกษาสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่จากรัฐฉาน ดินแดนแห่งขุนเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า มิตรภาพเกิดเป็นความรัก หลังจากการแสดงความจริงใจของฝ่ายชายที่มุ่งมั่นเรียนภาษาเยอรมัน เพื่อเดินทางไปพบ พ่อกับแม่ ของอิงเง ที่ออสเตรีย เพื่อสู่ขออย่างเป็นทางการ ในที่สุดหนุ่มสาวก็ฝ่าฟันทุกอุปสรรคและได้แต่งงานกันในเวลาต่อมา การแต่งงานที่อเมริกาจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงเพื่อนฝูงที่คุ้นเคย

เมื่อทั้งสองจบการศึกษา จาแสงพาอิงเงกลับรัฐฉาน ในวันที่เรือใหญ่เข้าเทียบท่าเมืองย่างกุ้งผู้คนมากมายรายล้อมอยู่บริเวณริมแม่น้ำ วงดนตรีปี่ แตร และมโหรีประโคมรับอย่างเอิกเกริก อิงเงตื่นตากับวัฒนธรรมของชาวพม่า และชาวไทใหญ่ จนต้องถามสามีว่าคนหล่านี้เขามารอรับใครกัน มีคนใหญ่คนโต เดินทางมาเราด้วยทำไมสามีรู้แล้วไม่บอกเธอ จาแสง บอกเรียบๆว่า คนเหล่านี้มารับ “เรา” นั่นแหละ

 

 

         อิงเงกลายเป็น "สุจันทรีมหาเทวี" ราชินีคู่บัลลังก์ ของ "เจ้าฟ้าจาแสง" แห่งรัฐฉาน รัฐที่เต็มไปด้วยทรัพย์ในดินสินในน้ำและประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามสมบูรณ์แบบ เขาและเธอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งเชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรม และโดยเฉพาะการปกครอง "สิ้นแสงฉาน" เล่าเรื่องจริงดุจนิยายของเจ้าฟ้าแสงผู้มีจริยวัตรงดงามไม่แพ้เจ้าแผ่นดินใดๆ ในโลก เป็นที่รักและหวงแหนของประชาชนในแผ่นดิน เจ้าจาแสงทุ่มเททุกอย่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของพระองค์ แต่แล้ว ด้วยความผันผวนทาง "การเมือง"  นายพลเนวินยึดอำนาจในปี 1962/2505 เจ้าจาแสงถูกจับตัวไปหายสาบสูญจนกระทั่งปัจจุบัน จึงสิ้นสุดราชวงศ์เจ้าฟ้าสีป่อ ขณะที่อิงเง ได้พาธิดาทั้งสองคน ลี้ภัยออกจากพม่าและใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐฯ จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งครอบครัวของเจ้าฟ้าเมืองอื่นๆ ก็มีชะตากรรมไม่แตกต่างจากเจ้าฟ้าเมืองสีป่ออื่น  ๆ  ซึ่งในยุคอาณานิคมอังกฤษ รัฐฉาน ถูกแบ่งการปกครองออกเป็น 33 เขตโดยมีเจ้าฟ้า หรือเจ้าเมืองปกครอง 33 องค์ เช่น เมืองสีป่อ เมืองยองห้วย เมืองแสนหวี เมืองเชียงตุง เป็นต้น โดยอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการปกครองความแตกต่างของรัฐฉานภายใต้แนวคิด “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Devine and Rule) แต่อีกนัยหนึ่งอังกฤษก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพัฒนาการและความเจริญให้กับรัฐฉานด้วยเช่นกัน ดังปรากฏในงานวิจัยเรื่อง “Socio-Economic and Cultural Changes in the Shan States Under the British Rule,1888-1948” ให้ข้อมูลเหตุการณ์ในช่วงนี้ไว้ว่า การเข้ามาของระบบอาณานิคมอังกฤษส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของรัฐฉาน...” (Kanokorn Savangsri,2009)  รวมทั้งแนวคิดความทันสมัย การพัฒนาและสิทธิเสรีภาพที่ปรากฏในหนังสือ “สิ้นแสงฉาน” เป็นบทบาทของเจ้าจาแสงที่พยายามส่งเสริมระบบความ “เสมอภาค” และ “สิทธิเสรีภาพ” ดังกล่าว “...พวกชาวนาของรัฐสีป่อต่างก็ได้รับกรรมสิทธิ์ที่นาโดยทั่วหน้าแล้ว เดิมทีที่นาเป็นหมื่น ๆ ไร่ของสีป่อเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมของเจ้าฟ้าหลวงผู้ครองนครรัฐแต่เพียงพระองค์เดียว...” (หน้า 191)  ซึ่งเป็นเหตุผลร่วมหนึ่งที่นำไปสู่การปฎิวัติรัฐประหารในช่วงต่อมา “...เรื่องนี้นำความปลาบปลื้มมาสู่เกษตรกรทุกคนในแคว้นสีป่อยิ่งนัก ทว่ากองทัพกลับไม่พอใจแม้แต่น้อย...” (หน้า 191) นอกจากเจ้าจาแสงผู้ครองรัฐแห่งสีป่อแล้ว ในหนังสือยังเล่าถึงเจ้าหลวงของรัฐอิสระใหญ่น้อย และผู้นำชนเผ่าต่าง ๆ ถูกจับกุม คุมขัง และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ชนต่างเผ่าต่างภาษาถูกปฏิเสธการเป็นส่วนหนึ่งในดินแดนอันสมบูรณ์ ทั้งที่พวกเขาอยู่กันมานับร้อยปี รวมทั้งการใช้ความรุนแรงทางเพศที่เรียกว่า “ใบอนุญาตข่มขืน” เพื่อสนองนโยบาย “การทำให้เป็นพม่า” ขยายเผ่าพันธุ์ภายใต้การใช้การคุกคามทางเพศของรัฐบาลทหารในขณะนั้น เด็กและหญิงชาวบ้านในรัฐฉาน ถูกข่มขืนอย่างทารุณจากทหารพม่า เป็นภาพความตระหนก และสะพรึงกลัวต่อพลรัฐฉานในขณะนั้น 

 

 

          สำหรับหนังสือ อิงเงเล่าเรื่อง ในแบบค่อย ๆ เล่าเรื่อง ทีละเรื่อง เหมือนเป็นบันทึกความทรงจำที่สวยงามและมีความสุขของผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเคยมีรักแท้ แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างมันก็หายไป การพลัดพรากจากคนที่รัก ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย นำความเจ็บร้าวมาให้เสมอ โดยสาระทั้งหมดเป็นการร้อยเรียงจากประสบการณ์ตรงของผู้ดำรงชีวิตและมีชีวิตอาศัยอยู่ในประเทศพม่ากว่า 12 ปี นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ปรากฏในหนังสือ คือ

          ก.วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อเกี่ยวกับผี โชคลาง รวมไปถึงคติการตั้งชื่อที่มาพร้อมกับความเชื่อทางศาสนา โดยในหนังสืออิงเง เล่าถึงประเพณีที่พบเห็นและมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะ “มหาเทวี” แขกที่ถูกเชิญไปร่วมในพิธี หรือเป็นผู้ “กระทำ” พิธีเอง อาทิ งานฌาปนกิจศพพระเถระผู้ใหญ่ในรัฐฉาน “....งานฌาปนกิจศพเจ้าอาวาสวัดประจำหมู่บ้านที่ละสังขารไปเมื่อ 6 เดือนก่อน หลังจากครองสมณเพศมายาวนานถึง 60 ปีเต็ม ร่างของท่านถูกอาบยาและเก็บรักษาไว้ในศาลาซึ่งจัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษใกล้ ๆ วัดเพื่อให้คนไปคารวะ...มีพิธีการ  3 วัน...” (หน้า 38-39) พิธีสถาปนามหาเทวีแห่งสีป่อ ที่เป็นงานใหญ่ระดับรัฐพสกนิการต่างเฝ้ารอและมีส่วนร่วม “ตามตลาด ในร้านนำชา ในวัด หรือว่าตามบ้าน ชาวสีป่อไม่ได้พูดคุยกันเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องพิธีสถาปนามหาเทวี” (หน้า 145) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขั้นตอนประเพณี และรูปแบบราชประเพณีของชาวไทใหญ่ “...เจ้าจาแสงทรงชุดไทใหญ่สีขาวเรียบ ๆ แล้วโพกเกล้าด้วยผ้าโพกสีชมพู มีเพียงกระดุมเสื้อเม็ดบนสุดเท่านั้นที่เป็นเม็ดทับทิมใหญ่...” (หน้า 147) มีดนตรีประโคมสมโภชน์ประโคมด้วยเครื่องดนตรี 4 ชนิด พร้อมกัน มีพิณแบบพม่า ขลุ่ย และซอ มีการประกาศการสถาปนา “....เจ้าฟ้าหลวงผู้ครองนครรัฐสีป่อแห่งไทใหญ่ผู้มีศักดิ์และสิทธิ์ในราชบัลลังค์ของพระองค์โดยชอบธรรม ได้ทรงเลือกคู่ครองของพระองค์และประกอบพิธีสมรสตามพิธีทางพระพุทธศาสนาถูกต้องทุกประการ...” (หน้า 148) “...สิ้นเสียงประกาศพนักงานผู้เฒ่าชาวไทใหญ่ 3 คน ก็เป่าสังข์ดังจะให้โองการนั้นสะพัดไปในสายลม...” พิธีกรรมความเชื่ออันเป็นแบบวิถีถูกเล่าผ่านตัวหนังสือ ทำให้เห็นว่าประชาชนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและศรัทธาต่อราชบัลลังค์ด้วยเช่นกัน  การดำเนินชีวิต อาทิ อัตราการเกิดที่มีผลต่อ ระบบสาธารณสุข ปัจจัยพื้นฐานในสิ่งสาธารณูปโภค หรือความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนศักราชค่านิยมที่มาพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ฮินดูที่ว่า “...ปีใหม่ของพม่านั้นถือว่าเทวา (เทพเจ้าฮินดู) จะลงมายังมนุษย์โลกเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่เป็นเวลา 3 หรือ 4 วัน จากนั้นจึงจะเสด็จคืนสวรรค์ดังเดิม...”  (หน้า 213)  รวมไปถึงวิถีชีวิตที่เนื่องด้วยคำว่าสงกรานต์ของคนที่นับถือศาสนาที่มีถิ่นฐานจากอินเดีย ...เมื่อวันที่ 13 เมษายน จาแสงกับสุจันทรีก็ไปทำบุญวันสงกรานต์ที่วัดร่วมกับประชาชนในเมืองสีป่อทั้งปวง เพื่อต้อนรับการมาเยือนของเหล่าเทพเทวา ภายนอกวัดนั้นวงดนตรีพื้นเมือง 3  วง บรรเลงเพลงขึ้นพร้อมกันแต่กลับไม่สอดประสานกัน จนกระทั่ง 3 ทุ่ม 40 นาที เสียงพลุประทัดจึงดังขึ้นหูดับตับไหม้บ่งบอกถึงวันปีใหม่ที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ตามด้วยเสียงปืน เสียงเป่าเขา  แล้วก็เสียงย่ำค่ำระฆังเหง่งหง่างทั่วเมือง พอเถลิงศกหลังสิ้นสุดจุลศักราช 1322 ประธานในพิธีหลังทักษิโณทกแล้วพระสงฆ์ก็ชยันโตขึ้นพร้อมกัน....” (หน้า 213)

          รวมไปถึงแนวคิดการตั้งชื่อ “เป็นมงคล” และการเกิดเป็นความเชื่อร่วมของไทใหญ่ด้วยเช่นกัน “...โดยปกติพ่อแม่ชาวไทใหญ่จะรอไปอีกสักพักหนึ่งจึงค่อยตั้งชื่อลูก ทว่าสุจันทรีไม่อยากทำแบบนั้น แต่หล่อนก็ไม่ขัดข้องกับการเลือกตัวอักษรซึ่งเป็นมงคลสำหรับเด็ก ลูกสาวของหล่อนเกิดวันพฤหัสสบดี ดังนั้น จึงควรใช้อักษร บ ม หรือ พ เนื่องด้วยวันทั้ง 7 ในสัปดาห์ล้วนมีอักษณะอันเป็นมงคลสำหรับผู้เกิดวันนั้น...” (หน้า 166-167) ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงประเพณีวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทใหญ่ผ่านการพบเห็นอันเป็นบันทึกจากสายตาคนภายนอกที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนของรัฐฉานในแบบคนภายในและมีส่วนร่วมต่อการปฏิบัติโดยตรง

          ข.ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงระหว่างประเทศ นักการทูต แพทย์ชาวต่างชาติ ที่มาพร้อมกับโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข และการศึกษาแบบเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ที่นับเนื่องต่อมาจากระบบอาณานิคมอังกฤษที่เคยปกครองพม่าอยู่หลายสิบปี ตั้งแต่ ค.ศ.1886-1948/2429-2491 ปรากฏในหนังสือด้วยเช่นกัน รวมไปถึงค่านิยมต่อสถาบันกษัตริย์ผู้ครองรัฐที่ยังมีความสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของเขตแดนนั้น ๆ รวมทั้งการเล่าถึงพม่ากับการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ “....เสด็จปู่จาแสง มีพระนามว่าเจ้าขุนแสง ทรงเติบโตขึ้นมาในราชสำนักพม่าที่กรุงมัณฑเลย์ ต่อมาเมื่อปี 1882  ได้ทรงสร้างความขุนเคืองพระทัยแก่พระเจ้าธีบอ ก็เลยเสด็จหนีไปย่างกุ้งซึ่งขณะนั้นอยู่ในปกครองของอังกฤษ และที่ย่างกุ้งนั่นเองที่เจ้าขุนแสงทรงสงสัยว่าข้าราชบริพาร 2 คนจะคิดไม่ซื่อต่อพระองค์ จึงทรงฆ่าเสีย ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องทรงทำได้ตามกฎหมายไทใหญ่  แต่ก็ต้องแปลกพระทัยมากที่กลับถูกพวกอังกฤษจับกุมและตรงข้อหาฆ่าคนตาย ทรงถูกพิพากษาให้ประหารชีวิต แต่ต่อมาก็ถูกผ่อนปรนให้พ้นโทษภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องไปเสียจากเขตปกครองของพวกอังกฤษ...” (หน้า 218) รวมไปถึงการตกเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 “...ฉานถูกญี่ปุ่นยึดครองระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ...” (หน้า 84) หรือความสัมพันธ์ระหว่างต่างประเทศ “...ทูตจากประเทศยุโรปทางใต้ประเทศหนึ่ง พร้อมภริยาสาวสวย...ได้มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเจ้าจาแสงและพระชายาที่พระตำหนัก...” (หน้า 183) หรือบทบาทของทูตออสเตรเลียกับการเข้ามาช่วยเหลือให้เกิดการลี้ภัยของผู้เขียน รวมไปถึงเพื่อนชาวเดนมาร์กที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ให้คำปรึกษาของผู้มาใหม่ในพม่า เป็นต้น

          ค.การพยาบาลและสาธารณสุข ความที่เป็นเมืองอยู่ชายแดน สุจันทรี ซึ่งอยู่ในฐานะมหาเทวี ได้เริ่มโครงการด้านสาธารณสุขด้านการพยาบาล เนื่องจากการได้เห็นความยากลำบากของประชาชน รวมไปถึงข้อมูลจากแพทย์ที่ว่า “...เด็กทารกที่นี่มักอายุไม่ยืน ดร.ปาเนียนบอก...เด็ก 3 ใน 4 จะตายเสียตั้งแต่อายุไม่ถึง 2 ขวบ...” (หน้า 155) จึงเป็นเหตุให้เกิดภาระงานด้านสาธารณะสุขและการพยาบาล “...สุจันทรีเชิญบรรดาสตรีชั้นนำของสีป่อมาพบเพื่อจัดตั้งคณะทำงาน....37 คน ทุกคนผ่านการมีบุตรมาแล้วทั้งสิ้น...35 คนล้วนแล้วแต่เคยสูญเสียบุตรตั้งแต่เด็ก ตรงตามวัตถุประสงค์ของสมาคมที่หวังจะลดอัตราดังกล่าวให้จงได้...” (หน้า156)  รวมไปถึงบทบาทการแพทย์สัญจรที่เนื่องด้วยการพยาบาลด้วยเช่นกัน  “...ในที่สุดจันทรีจึงตกลงใจที่จะทำโครงการอนามัยสัญจร คือนั่งรถออกไปตามหมู่บ้านต่าง...” (หน้า 161) นอกจากนี้ยัง “...มีการว่าจ้างพยาบาลซึ่งผ่านการอบรมด้านการผดุงครรภ์จากโรงพยาบาลน้ำคำของนายแพทย์ซีเกรฟมาช่วยที่สถานผดุงครรภ์...จากนั้นก็เริ่มวางโครงการอนามัยผู้ป่วยนอกสำหรับแม่และเด็กอย่างเต็มตัว...” (หน้า 161) ในหนังสือยังสะท้อนให้เห็นถึงสุขอนามัยของประชนที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ต่อการรักษาสุขภาวะแบบสมัยใหม่ อาทิ การเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาวะ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอนามัยและการเจริญพันธุ์ ดังเห็นได้จาก “หมอตำแย” เป็นส่วนสำคัญต่อการเกิดและการผดุงครรภ์ในแบบเดิม รวมทั้งยาวัคซีนป้องกันโรคที่ไม่เคยมี และถูกรณรงค์ส่งเสริมให้เกิดการใช้ นำไปแจก รวมทั้งริเริ่มให้ใช้เพื่อสุขภาวะและผลกระทบจากโรคเนื่องต่อโดยเฉพาะในแม่และเด็กด้วยเช่นกัน “...ผลที่ตามมาคือ ภายใน 6 เดือน เท่านั้นอัตราการทำคลอดที่สถานการณ์ผดุงครรภ์และอนามัยในเมืองสีป่อเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เด็ก ๆ หลายร้อยคนได้รับวัคซีน และมีการแจกจ่ายออกไปถึงหลายพันปอนด์...สถิติการตายของเด็กก็ลดลง..” (หน้า 163)

         ง.กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า ในหนังสือให้ข้อมูลเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย อาทิ อินตาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีที่ตั้งอยู่ในรัฐฉานด้วยและมีการตั้งบ้านประกอบอาชีพอยู่ในน้ำ ดังปรากฏในบันทึกของซาร์เจนท์ ที่ว่า “...ทะเลสาปอินเลนี้เป็นแหล่งที่อยู่ของพวกอินตา ซึ่งเป็นชาวน้ำอาศัยอยู่ในเรือและแพเคลื่อนย้ายไปตามใจชอบ...”  (หน้า 220-221) “...วิถีชีวิตของชาวอินตากลับต้องพึ่งพาทะเลสาบน้ำตื้นอันเป็นแหล่งอาศัย....” (หน้า 222) หรือกลุ่มชาติพันธุ์ปะหล่อง “...หมู่บ้านชาวปะหล่องในเขตนครรัฐสีป่อทั้ง 3 แห่งได้ทูลเชิญเจ้าฟ้าหลวงกับชายาให้เสด็จไปทรงเปิดถนนระยะทาง 9 ไมล์...” (หน้า 205) การเข้าไปยังเขตปลดปล่อยของกลุ่มชาติพันธุ์จีนที่อยู่ชายแดน “...หมู่เจเมืองชายแดนที่ติดต่อกับประเทศจีน..” (หน้า 223) หรือ “...ชาวจีนยูนนาน...ได้จัดขบวนแห่ฉลองตรุษจีนมายังพอตะวันออกเป็นครั้งแรก...” (หน้า 249) เป็นต้น หรือ “...ตลาดนัด..งานปอยที่บอโจ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ สวมเสื้อผ้าหลากสีเดินเที่ยวกันคลาคล่ำ...” (หน้า 225) รวมไปถึงการเปิดสถานพยาบาลที่ “...มีหญิงชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง กะฉิ่น และไทใหญ่เข้ารับการอบรมด้านการพยาบาล...” (หน้า 226)  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายชาติพันธุ์กว่า 135 กลุ่มชาติพันธุ์ในดินแดนพม่า และในแต่ละเผ่าก็มีความแตกต่างกันดังทางด้านภาษา ความเชื่อ วิถีชีวิตและการตั้งถิ่นฐาน โดยส่วนหนึ่งก็ถูกบันทึกเล่าเรื่องในหนังสือนี้ด้วยเช่นกัน

          จ.การเมือง/การบริหารรัฐ การที่อังกฤษเข้ามาปกครองดินแดนพม่ารวมทั้งรัฐบริวารต่าง ๆ ในดินแดนพม่า “สีป่อจึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษนับแต่นั้นมา” (หน้า 83)  หรือในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่การเมืองภายในเปลี่ยนแปลง “...ถึงปี 1947 เว้นแต่ช่วงหนึ่งแคว้นฉานถูกญี่ปุ่นยึดครองระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น...” (หน้า 84) รวมไปถึงแนวปฏิบัติในการบริหารที่แตกต่างกัน เช่น อังกฤษยกเลิกระบบกษัตริย์ในพม่า (Muang Htin Aung,2556)  แต่กรณีไทใหญ่กลับไม่ได้ยกเลิกระบบกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองรัฐต่าง ๆ (Muang Htin Aung,2556)  รวมไปถึงแนวทางในการบริหารนั้นได้ส่งผลเป็นปัญหาในเรื่องการบริหารดินแดนหลังจากที่อังกฤษให้เอกราชพร้อมข้อตกลงปางโหลง ที่นัยหนึ่งเป็นข้อตกลง แต่อีกนัยหนึ่งก็นำไปสู่จุดแตกหัก สู่การเผชิญหน้าและสงครามกลางเมืองในหลายทศวรรษในช่วง

          ต่อมา โดยส่งผลให้เกิดการอพยพหนีภัยสงครามของชนเผ่าต่าง ๆ ดังปรากฏข้อมูลว่า “...นายพลเนวินกับกองทัพได้ก่อรัฐประหารและจับผู้คนนับพัน ๆ ไปขังคุก รวมทั้งทุกคนในคณะรัฐบาลด้วย  จาแสงไม่หวังอีกแล้วว่าอดีตนายกรัฐมนตรีอูนุจะให้ความช่วยเหลือพระองค์ได้อย่างเก่งองค์การสหประชาชาติและนานาประเทศทั่วโลกคงกดดันกองทัพพม่าซึ่งขณะนั้นเรียกตัวเองว่า “คณะผู้ก่อการ” อีกทอดหนึ่ง....” (หน้า 172) จุดตัดของข้อเท็จจริงประหนึ่งเป็นการเล่านิยาย แต่อีกนัยหนึ่งคือข้อเท็จจริงของการเมืองภายในประเทศระหว่างรัฐของกลุ่มชาติพันธุ์ กับการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศพม่า

          ดังนั้นในหนังสือกล่าวถึงพัฒนาการในช่วงเวลาที่อิงเง (Inge Sargent) เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในและเปลี่ยนแปลงการการปกครอง การเล่าเรื่องเรื่องดังกล่าว ประหนึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เชิงบุคคล “...กองทัพภายใต้บัญชาการของนายพลเนวินคว่ำอำนาจรัฐบาลสหภาพพม่าแล้วเมื่อเช้านี้ คนระดับผู้นำถูกจับไปขังไว้หมด แล้วก็มีการประกาศกฏอัยการศึกด้วย...” (หน้า 247)  แต่ข้อมูลที่ปรากฏก็เชื่อมไปสู่ภาพใหญ่ได้อย่างชัดเจน ประหนึ่งเป็นภาพเล็กในภาพใหญ่ ที่เติมเต็มข้อมูล เหตุการณ์และความเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมความเชื่อที่เกี่ยวกับไทใหญ่ “ฉาน” และพม่าได้เป็นอย่างดี    

 

สิ้นแสงฉานในประวัติศาสตร์

          พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ ในปี ค.ศ.1886/2429 อังกฤษได้ผนวกพม่าและดินแดนของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น รัฐบาลอังกฤษซึ่งเข้ามาปกครองพม่าด้วยนโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง” (divide and rule) เพราะอังกฤษได้แบ่งแยกรัฐของชนกลุ่มน้อยออกจากรัฐของชาวพม่า และใช้ระบบการปกครองที่ต่างกันออกเป็น 2 ส่วนคือ “พม่าแท้” (Burma proper) กับ “เขตชายแดน” (Frontier Areas) อังกฤษมอบเอกราชให้กับพม่า แต่ก็ได้ทิ้งปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ให้รัฐบาลกลางของพม่าซึ่งเข้ามารับภาระหน้าที่แทนผู้นำรัฐบาลพม่าในช่วงที่ได้รับอิสรภาพแล้ว นับตั้งแต่นายพลออง ซาน (Aung San,1915-1947/2458-2490) อู นุ (U Nu, ค.ศ.1948-1956/2491-2499) และนายพลเนวิน (Ne Win, ค.ศ.1962-1988/2505-2531) ต่างก็มีทัศนคติต่อการรวมชาติและความเป็นเอกภาพในบริบทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่าที่แตกต่างกัน สงครามกลางเมืองได้เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปี ค.ศ.1948/2491 จนถึงช่วงวิกฤตในทศวรรษที่ 1960 นับแต่นั้นมา พม่าก็ได้กลายเป็นดินแดนแห่งการสู้รบระหว่างรัฐบาลกลางกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ จนกระทั่งปัจจุบัน นอกจากนี้ด้วยสภาพภูมิประเทศซึ่งแยกชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากกัน ด้วยเทือกเขาสูง ป่าทึบและแม่น้ำ อีกทั้งความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมและภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงเอกลักษณ์เด่นของตนไว้ ไม่มีการผสมผสานเพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้และการยอมรับซึ่งกันและกันชาวพม่ามีประชากรประมาณร้อยละ 68 ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  อาศัยอยู่ในบริเวณพม่าแท้หรือบริเวณที่ราบริมแม่น้ำ นอกจากชาวพม่าแล้วยังประกอบด้วยชาวมอญ  และกะเหรี่ยงที่อพยพลงมาจากภูเขาสูง ในขณะที่ชนกลุ่มอื่นจะอาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบสูงหรือเทือกเขาสูงบริเวณชายแดน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาทิ ไทยใหญ่ (Shan)  กะเหรี่ยง (Karen)  คะฉิ่น (Kachin)  ฉิ่น (Chin)  ว้า (Wa)  ยะไข่ (Arakanist) และชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น มูเซอ  อีก้อ  ลีซอ  ปะหล่อง  จีนโกกัง  เป็นต้น ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้รวมกันประมาณร้อยละ 32 ของประชากรพม่า โดยมีกลุ่มไทยใหญ่ กลุ่มกะเหรี่ยง กลุ่มมอญ และกลุ่มคะฉิ่น จะมีจำนวนเป็นรองลงมาจากชาติพันธุ์พม่าตามลำดับ

 

          หนังสือสิ้นแสงฉาน บอกเล่าประสบการณ์ 12 ปีของผู้เขียน ในหนังสือจึงสะท้อนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ดังกรณีเหตุการณ์ที่ นายพลเนวิน (Ne Vin) ที่เข้ามามีอำนาจต่อจากอู นุ (U Nu) ในบทบาททหารที่เน้นความเด็ดขาด ได้มีนโยบายลดบทบาทและอำนาจของเจ้าฟ้ารัฐต่าง ๆ ลง โดยการทำรัฐประหาร จับกุมนายกรัฐมนตรีและผู้นำอื่น ๆ เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยถูกยิงเสียชีวิต และเจ้าฟ้าจาแสงแห่งสีป่อหายสาบสูญ ไม่เคยมีคำตอบจากรัฐบาลพม่าและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งยืนกระต่ายขาเดียวปฎิเสธความเกี่ยวข้อง นายพลเนวิน จัดตั้งรัฐบาลด้วยวิธีการรุนแรงเบ็ดเสร็จ เมื่อชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่ยังผูกอยู่กับพันธสัญญาภายใต้แนวคิดในเรื่อง “ความตกลงเวียงปางหลวง” (Panglong Agreement) เป็นความตกลงระหว่างพม่า ไทใหญ่ ชิน กะฉิ่น ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมปางหลวงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อจัดตั้งสหภาพพม่าภายหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ 20-28 มีนาคม พ.ศ. 2489 (ครั้งที่ 1) และ 3-12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 อย่างไรก็ตาม ความตกลงนี้ไม่บรรลุผลเพราะพม่าไม่ปฏิบัติตาม จากเงื่อนไขเดิมที่จะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีเอกสิทธิ์ในการปกครองตนเอง จนกระทั่งกลายเป็นประเทศที่ปกครองตนเองในอนาคต สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นกลายเป็นการยกเลิกข้อตกลงนี้ และทำการปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างรุนแรง การต่อสู้ช่วงชิงด้วยเงื่อนไขของรัฐและชาติพันธุ์ ปรากฏขึ้นภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของนายพลเนวิน  สงครามกลางเมืองการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย และประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่กระตุ้นให้ชนกลุ่มน้อยเป็นรัฐกันชน (Buffer State)  

 

          จากภาพประกอบ ที่  5 บันทึกประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในปกครองตนเอง เอกราช ตาม “ข้อตกลงปางโหลง” การต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธ จึงเป็นเงื่อนไขต่อเนื่อง สงครามกลางเมือง การอพยพหนีภัยสงคราม เป็นภาพต่อมาให้เห็น อิงเง ซาร์เจนท์ ได้ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อรองรับการอพยพหนีของพี่น้องชนกลุ่มน้อยที่ต้องประสบชะตากรรมการสู้ภายในดินแดนรัฐฉานหรือดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตพม่า ในช่วงนั้นเราจึงเห็นเคลื่อนการอพยพของกลุ่มคน อันเป็นผลจากการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศพม่า เขตปลอดปล่อยดอยไตแลง  เป็นต้น ภาพการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศในนามรัฐ ชาติพันธุ์และการคงอยู่ของอัตลักษณ์เชิงชาติพันธุ์เป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การได้มาซึ่งอำนาจอธิบายไตย ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นก่อนหน้าระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย จึงเป็นประเด็นร่วมในการต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพม่า ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

หนังสิ้นแสงฉานกับปรากฏการทางการเมืองในระดับชาติ

          สิ้นแสงฉาน จากหนังสือนวนิกาย ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง โดยฉากและการถ่ายทำปรากฏในประเทศไทยเป็นหลัก ภาพยนตร์ Twilight Over Burma นักแสดงนำที่รับบทเป็นอิงเง เซอร์เจนคือ Maria Ehrich (1993-)นักแสดงสาวเยอรมัน ส่วนนักแสดงไทย ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ (Daweerit Chullasapya) รับบทเป็นเจ้าจาแสง โดยภาพยนตร์มีความยาว 2 ชั่วโมง ถ่ายทำทั้งที่ต่างประเทศและที่ประเทศไทยอย่างที่ อำเภอจอมทอง และโรงแรมดาราเทวี จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้มีการถ่ายทำที่ทะเลสาบอินเล จังดหวัดตองจี รัฐฉาน นอกจากนักแสดงไทยและนักแสดงชาวต่างชาติแล้ว ในหนังยังมีชาวไทใหญ่รับบทสมทบด้วย หลังมีการเปิดตัวหนัง มีเสียงตอบรับในวงกว้าง รวมทั้งแฟนหนังสือสิ้นแสงฉาน และชาวไทใหญ่  แต่หนังก็ไม่ได้ถูกฉายในประเทศไทย และพม่าเพื่อให้หนังได้เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเองอย่างที่ควรจะเป็น

          ประเด็นการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากหนัง เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อาทิจากหนังเรื่อง Anna and the King เมื่อ ค.ศ.1999/2542 ในประเทศไทย หรือหนังเรื่อง The Lady (2011/2554/อองซานซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ) ในช่วงรัฐบาลทหารพม่า  ย้อนกลับมาที่หนัง Twilight Over Burma” ทำให้เห็นการเมืองเนื่องด้วยหนัง ที่หนังเองสะท้อนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์  ตามคำบอกเล่าผ่านหนังสือในมุมของฝั่งไทใหญ่ แต่ก็สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ต่อการใช้อำนาจทางประวัติศาสตร์  ตามคำบอกเล่าผ่านหนังสือในมุมของฝั่งไทใหญ่ แต่ก็สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ต่อการใช้อำนาจทางการทหารในการล้อมปราบชนกลุ่มน้อยที่เป็นประเด็นกล่าวหารัฐบาลทหารพม่า จากรัฐมหาอำนาจอื่น ๆ นอกประเด็นการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากหนัง ประเทศ ซึ่งชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มีสถานะทางการเมืองระหว่างรัฐ กรณีไทใหญ่และรัฐอื่นๆ ของเจ้าไทใหญ่ ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและชนกลุ่มน้อยตลอดระยะเวลาหลายปี  ดังนั้นหนังสือซึ่งมีข้อเท็จจริง  และถูกนำไปเล่าซ้ำ ผ่านภาพยนต์ ในชื่อ Twilight Over Burma ผลิตโดยบริษัท DOR Film ประเทศออสเตรีย กำกับโดย Sabine Derflinger ควบคุมการผลิตโดย Isabelle Welter เขียนบทโดย Rupert Henning อำนวยการสร้างโดย Danny Krausz ถ่ายทำทั้งในพม่าและประเทศไทย จึงเป็นประหนึ่งของแสลงต่อความจริง  

          สาเหตุที่ถูกถอดจากการฉายในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่มีการวางโปรแกรมให้สิ้นแสงฉาน เป็น 1 ใน 4 ของภาพยนต์ที่จะฉายรอบปฐมทัศน์ ก็เพราะเหตุจากภาพยนต์ถูกประเมินว่ามีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย และพม่าได้  ดังนั้นภาพยนต์จึงถูกถอดออก รวมไปถึงภาพยนต์สิ้นแสงฉานนี้ ก็ถูกระงับมิให้ถ่ายในเทศกาลภาพยนต์สิทธิมนุษย์ชนนานาชาติ ที่นครย่างกุ้งของพม่าด้วยเช่นกัน เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาแล้วว่า สิ้นแสงฉานอาจนำไปสู่ความแตกแยกของชาติพันธุ์แห่งพม่าในสถานการณ์ที่ต้องการความปรองดองก็เป็นได้

 

          ในอดีตหนังเรื่อง Anna and the King (1999/2542) ก็เคยเป็นหนังต้องห้ามฉายในประเทศไทยด้วยเหตุผลว่า มีความคลาดเคลื่อนบางประการไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4  หรือกรณีหนังที่เกี่ยวกับกับพม่าเอง อย่างเรื่อง The Lady (2011/2554) ที่กล่าวถึงประวัติของ ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi,1945-/2488-) นักการเมืองหญิงชาวพม่าที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ใน ค.ศ.1991/2543 ในยุคทหารปกครองแบบเบ็ดเสร็จ หนังทำหน้าที่ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริง ซึ่งเกินกว่าจะรับได้  ดังนั้น “หนัง” ที่ควรจะเล่าเรื่องเพื่อความบันเทิงและผู้ชมพิจารณาด้วยตนเองในแบบหนังจึงทำไม่ได้  หนังนี้ไม่ได้รับการอนุญาตให้ฉายในพม่าด้วยเช่นกัน ย้อนกลับมาที่หนังเรื่องสิ้นแสงฉาน “Twilight Over Burma” ก็ถูกห้ามฉายทั้งในไทยและพม่า ในพม่าคงเป็นเป็นเหตุผลทางการเมือง ส่วนในไทย ก็คงเนื่องด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย พม่า กับผลประโยชน์ที่เนื่องด้วยรัฐของกันและกัน


 

 

สรุป

          ประเด็นประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ที่ปรากฏในหนังสือ ยังคงเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศพม่าอยู่นับแต่อดีต การต่อสู้ทางการเมืองของชนกลุ่มน้อย การอพยพหนีสงครามของชนกลุ่มน้อยในชายแดนไทย รวมไปถึงการใช้นโยบายรัฐกันชนของไทยต่อพม่าโดยใช้ชนกลุ่มน้อยเป็นฐาน ภาพจริงเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นเนื่องต่อทางการเมืองภายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพม่า ที่ทำให้เห็นว่าบันทึกประชีวิตของ อิงเง ซาร์เจนท์ มีคุณค่าในฐานะที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ จากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง นอกจากนี้ยังมีงานในลักษณะเดียวกัน อาทิ  “ปลายขอบฟ้าฉาน : บันทึกการต่อสู้ทางการเมืองและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า” ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้อย่างพลโท เจ้ายอดศึก (Lieutenant General Sao Yawd Serk,1959-) ผู้นำกองทัพรัฐฉานภาคใต้ (Shan State Army – South) เป็นกองกำลังติดอาวุธที่เข้มแข็งที่สุดของรัฐฉานในขณะนี้เป็นผู้บันทึกเล่าเรื่อง หรือ รัฐฉาน : พิชัยยุทธ์ทางการเมืองการทหาร ของ ดุลยภาค ปรีชารัชช์ ซึ่งบันทึกในฐานะนักวิชาการที่สะท้อนการต่อสู้ของรัฐฉานต่อการปลดปล่อยตัวเองภายใต้การใช้กลไกทางการทหาร หรือในงานเขียนของ มอริส คอลลิส (Maurice Collis,1889-1937/) เรื่อง “เจ้าฟ้าแห่งอาทิตย์อัสดัง : ความทรงจำจากรัฐฉาน”(Lords of the Sunset : A Tour in the Shan States) ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้ข้อเท็จจริงของช่วงเวลาจากการบันทึกเล่าเรื่องและการ แต่อิงเง ในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้บันทึกเล่าเรื่องผ่านความทรงจำ มีมิติของการมองทั้งในฐานะคนในที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ และคนนอก ทั้งการหยุดเวลาไว้หลายสิบปี และบันทึกความทรงจำเหล่านั้น ที่ผ่านกาลเวลาและการตรองตรึกอย่างเหมาะสม นัยหนึ่งเป็นการบันทึกความทรงจำ แต่นัยหนึ่งเป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ บางคนอาจไม่อยากจดจำโดยเฉพาะ “ไทใหญ่” แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นการเติมเต็มข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ล่ะช่วงเวลาของอดีตได้เป็นอย่างดี และปรากฏอยู่ใน “สิ้นแสงฉาน” นี้ด้วยเช่นกัน

 

Reference

Inge Sargent. (1994). Twilight Over Burma: My Life As a Shan Princess University of Hawaii Press. 

Kanokorn Savangsri. (2009). Socio-Economic and Cultural Changes in the  Shan States Under the British Rule,1888- 
          1948. An Independent
 Study of Master of Arts, Graduate School : Silpakorn University.

Muang Htin Aung , (2556). A History of Burmar,Transate By Petcharee  Sumitra.  Bangkok : The Foundation of The
          Promotion of  Social
   Science and Humanities  Textbooks Project

Twilight Over Burma, My Life as a Shan Princess "Movie on Shan prince and his Austrian wife shines light on
          Myanmar's 1962 coup".
  Mizzima. 2 June 2016. Retrieved 18 September 2017.

 

บันทึกขอบคุณ พม.พลกิตติ์ ภูริปญฺโญ กลุ่มชาติพันธ์ปะโอ นิสิตปริญญาเอก จัดมอบหนังสือแก่กองบรรณาธิการเพื่อเรียบเรียงเผยแผ่เป็นวิทยาทาน / แหล่งที่มาภาพ เพื่อการเป็นวิทยาทาน







อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 18/03/2018 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ถือเล่มภาษาอังกฤษ
แล้วว่าจะ ว่าจะ อ่านแต่ก็ยังไม่ได้อ่านสักที
ขอใช้บ้านนี้เป็นแหล่งอ้างอิง
ข้อมูลก่อนแล้วกันครับ
เผื่อนึกจะเขียนเรื่องของอิงเง่ที่สีป้อนี้
ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 18/03/2018 เวลา : 16.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่พอดีค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลแน่นเพียบเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]