• โมไนย-พจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : raveewin@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 260
  • จำนวนผู้ชม : 573160
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
ท้องถิ่น ศาสนา การศึกษา และการเรียนรู้
ท้องถิ่นของเรา ศาสนาของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan
วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม 2564
Posted by โมไนย-พจน์ , ผู้อ่าน : 515 , 07:30:13 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สังคมตอแหลนิยมว่าด้วยรัฐกับศาสนาและพระกับการเมือง :

บทรำพึงว่าด้วยพระไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองกรณีพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

-กูเอง-

เริ่ม

          ประเด็นพระกับการเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมาตลอดตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน  เป็นกระแสมีข่าวเป็นช่วง ๆ ตามสถานการณ์ทางการบ้านการเมือง สาระที่เกิดขึ้นจึงเป็นลักษณะที่ว่า เมื่อมีพระรูปใด กล่าวถึง หรือพาดพิงรัฐในเชิงตำหนิ หรือท้วงติง หน่วยงานรัฐโดยมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนา ก็จะออกมากำราบ ห้าม ปราบปราม หรือล้อมปราบ ซึ่งสะท้อนว่าการเมืองเป็นเรื่องของรัฐ ไม่เกี่ยวกับศาสนา พระไม่ควรมายุ่งเกี่ยวทางการเมือง หรือผู้บริหารรัฐจะทำอะไรก็ได้ แม้จะมีการทักท้วงภายใต้เหตุ ผล และความเป็นไปได้ ในลักษณะชี้ทางออก บอกทางได้ ใช้ทางเป็น ภายใต้กรอบของการ “ปวารณา” หรือการ “ชี้ทางถูก” ภายใต้กรอบของการให้คำแนะนำเพื่อแก้ไข จนกระทั่งนำไปสู่การปรับเพื่อไปได้ ไปดี ชี้ทางถูก จะดีกว่าไหม ? หรืออย่างไร ? หรือจะพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง กล่าวถึงไม่ได้  (พวกกู) อยากจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่ฟังเสียงใคร หรือทัดทานอะไรก็ไม่ได้กระนั้นหรือ ?  ซึ่งในการเขียนนี้ประสงค์สะท้อนคิดภายใต้กรอบว่าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ จะคิดอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ควรทำอย่างไร ?  โปรดติดตาม

     1.หลักการทางพระพุทธศาสนา  ถามว่ามีหลักในพระพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือรัฐอย่างไร ?  ในทางหลักการทางพระพุทธศาสนา คงไม่ได้มีข้อความโดยตรง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตีความ ให้ความอธิบายความในแบบเชื่อมโยง เช่น แนวคิดในเรื่องการอนุโลมตามบ้านเมือง หรือพระราชา "อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ" ที่แปลว่า "ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้อนุวัตตามพระราชา(บ้านเมือง)" [ที่มา : พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ 4 วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 หน้าที่ 295 ข้อที่ 187] แนวคิดคำสอนทางพระพุทธศาสนา เช่น ทศพิธราชธรรม [พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ 28 สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 2 หน้าที่ 244 ข้อที่ 407-408] หรือในวินัยปิฎกที่ปรากฏใน อุยยุตตเสนาสิกขาบท ว่าด้วยกองทัพที่เคลื่อนขบวนออกรบ จนเป็นที่มาของประโยคที่พระเจ้าประเสนทิโกศล “พระคุณเจ้าทั้งหลาย    ไม่มีประโยชน์ใดเลยที่ ท่านมาเยี่ยมโยมผู้ใฝ่ในการรบ พวกท่านควรไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคมิใช่หรือ” [พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ 2 วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 2 หน้าที่ 451 ข้อที่ 311] จึงเป็นที่มาของวินัยที่ว่า “ห้ามพระไปดูการเคลื่อนพลของกองทัพ” ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์โดยหลักไม่มีข้อความใดห้าม หรือข้อความใดสนับสนุนโดยตรง แต่เป็นเรื่องของการตีความทั้งสิ้น แต่ในมิติเชิงสังคม หลักคำสอนทุกประเด็นล้วนเนื่องด้วยสังคม และสังคมก็ต้องเนื่องด้วยรัฐ การเมือง การปกครอง และศาสนา ประชาพลรัฐต้องเกี่ยวข้องกัน ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงในเชิงหลักการ

      2. พฤติกรรม พุทธจริยาวัตรและแนวปฏิบัติในครั้งพุทธกาล ว่าด้วยพฤติการณ์ของพระพุทธเจ้า ถามว่าพระพุทธเจ้าในฐานะผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา การที่พระพุทธเจ้าเข้าไปห้ามประยูรญาติในสงครามแย่งน้ำ[พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ 25 สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต หน้าที่ 94 ข้อที่ 197-198] การที่พระพุทธเจ้าเข้าไปห้ามพระเจ้าวิฑูทฑภะในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ศากยวงศ์ อย่างน้อย 3 ครั้ง [พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ 32 สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 1 หน้าที่ 577 ข้อที่ 86-87] หรือการที่พระพุทธเจ้าใช้กลยุทธ์ในการประสานเชื่อมการเมืองระหว่างรัฐ กรณีของการไปเทศนาโปรดชฎิล 3 พี่น้อง [พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ 4 วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1  หน้าที่ 47 ข้อที่ 37] เพื่อสร้าง “ธรรมมาภิบาล” ในรัฐด้วยการเป็นอาจารย์ของพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินในขณะนั้น เพื่อส่งเสริมให้พระเจ้าแผ่นดินเป็น “ผู้มีธรรม” หรือมี “ทศพิธราชธรรม-จักรวรรดิธรรม” ดังนั้นพฤติกรรมของพระพุทธเจ้า หรือจริยาวัตรของพระพุทธเจ้ายังปรากฏอีกหลายแหล่งว่าด้วยพฤติกรรมของการเชื่อมโยงกับรัฐและการเมือง ดังนั้นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คนในนามชาวพุทธมี “วินัย” ทางสังคม มี “ธรรมาภิบาล” ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งดีสำหรับรัฐ ในอันที่จะทำให้บ้านเมืองคนในสังคมดีมีธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐในการปกครองโดยตรง ดังที่เป็นพุทธจริยาวัตรที่พระพุทธเจ้าเคยปฏิบัติมา ดังนั้นพระพุทธเจ้ากับการเมือง พระพุทธศาสนากับรัฐจึงเป็นเรื่องเดียวกันแยกกันไม่ขาด    

          3. ข้อเท็จจริงในเชิงสังคมนานาชาติ ต่อบทบาทของพระกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง  ในจีนพระในนามวัดเส้าหลิน ในศรีลังกาพระเป็นผู้นำต่อสู้ทางการเมืองในอดีต อาทิ พระคุณานันทะ (Migettuwatte Gunananda Thera,ค.ศ.1823-1890)  และร่วมสมัยมีการตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาในระบบการเมืองเสียด้วย ในลาวกรณีครูบาโพนสะเม็ก (พ.ศ.2174-2264) ที่มีตำนานว่าได้มาบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ครั้งที่ 5 เป็นเวลานานถึง 3 ปีจึงแล้วเสร็จ  ระหว่างประมาณ พ.ศ.2233-2235 ซึ่งแต่เดิมอยู่เวียงจันทร์ จนต้องลี้ราชภัยไปตั้งเมืองจำปาสักที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  ในเวียดนามพระทิก กว๋าง ดึ๊ก (Thích Quảng Đức,ค.ศ.1897-1963) จนต้องเผาตัวตายต่อรัฐที่ข่มเหงเพื่อยืนยันสิทธิทางศาสนา ในประเทศพม่า ช่วงรัฐมอญ พระมหาปิฎกธร ที่มีส่วนใช้กุสโลบายให้โยมอุปัฎฐาก พระนางเชงสอบู (Shin Sawbu,ค.ศ.1394-1471,77 ปี) ได้เป็นกษัตริย์หญิงเพียงพระองค์เดียวที่ปกครองชาวมอญเป็นเวลา 17 ปี (ค.ศ. 1454–1471) และต่อมาละอายแก่ใจได้ลาสิกขามารับราชการ เป็นรัชทายาทและได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ในประวัติศาสตร์รัฐมอญในนามพระเจ้าธรรมเจดีย์ (Dhammazedi,ค.ศ.1409-1492,83 ปี) กษัตริย์องค์ที่ 16 แห่งอาณาจักรหงสาวดี ครองราชสมบัติระหว่างปี ค.ศ. 1471-1492 รวม 21 ปี หรือร่วมสมัยใกล้เข้ามาหน่อยอย่างพระอู วิสาระ (U Wisara,ค.ศ.1889-1929/2432-2472, 40 ปี) พระอู อุตตมะ (U Ottama,ค.ศ.1879-1939/,59 ปี) สู้จนติดคุกติดตะรางและตายเพื่อเรียกร้องเอกราชในพม่า หรือร่วมสมัยพระสงฆ์ ช่วง พ.ศ.1988 กับบทบาทในการเป็นแกนนำต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า  ในกัมพูชา พระเฮม เจียว (Hem Chieu,ค.ศ.1898-1943) สู้ ประท้วงเรียกร้องต่อต้านอาณานิคมฝรั่งเศสจนถูกขังคุกตาย หรือสมเด็จโฆษนันทะ (Maha Ghosananda,ค.ศ.1913-2007) กับแนวทางธรรมยาตราเรียกร้องสันติภาพและการหยุดสงครามกลางเมืองในกัมพูชา หรือร่วมสมัยกับการที่พระเข้าไปมีบทบาทในการเลือกตั้ง เป็นต้น  หากศึกษาประวัติศาสตร์รัฐชาติเหล่านี้ พระเป็นผู้นำประท้วง นำเรียกร้องสิทธิ์ทางศาสนาและการเมืองในประเทศเหล่านี้  ไม่มีช่วงใดเลยที่พระไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็สะท้อนว่าพระสงฆ์ พระพุทธศาสนาล้วนเข้าไปมีมิติเกาะเกี่ยวกับรัฐและการเมืองภายในประเทศนั้น ๆ ทั้งสิ้นทั้งมิติเชิงบุคคล มิติขององค์กรทางศาสนา และ/หรือการอธิบายหลักการแนวคิดให้เข้าไปเกาะเกี่ยวกับสังคมการเมืองในประเทศนั้น ๆ  ส่วนจะสนับสนุนส่งเสริม หรือคัดค้านตีโต้เป็นเอกสิทธิ์ และเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศตามมิติของช่วงเวลาทั้งสิ้น  

 

      4.ข้อเท็จจริงในทางรัฐชาติและประเทศไทย  การที่กษัตริย์ไทยใช้การบวชเป็นกลไกในการควบรวมศาสนา กรณีของพระยาลิไท แห่งสุโขทัย พร้อมกับที่มาของไตรภูมิพระร่วง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  (พ.ศ. 1991–2031,40 ปี) แห่งอยุธยา ก็เคยบวชอยู่วัดจุฬามณี 8 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2027 ที่กลายเป็นราชประเพณีว่ากษัตริย์พึงบวชในบริบทของประวัติศาสตร์ไทย การบวชนั้นมีนัยยะแฝงเป็นการปกครองควบคุมหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งก็คือการเมืองที่ใช้ศาสนานำ  พระเจ้ากรุงธนบุรี (พ.ศ.2310-2325,15 ปี) กับการให้พระสงฆ์ดำน้ำสอบความบริสุทธิ์ หรือการวินิจฉัย “พระไหว้ฆราวาสที่เป็นพระโสดาบันได้หรือไม่” ถูกใจอวยยศ ไม่ถูกใจก็ลดยศ รวมไปถึงรัชกาลที่ 1 (พ.ศ.2325-2352,27 ปี) ออกกฎหมายควบคุมพระสงฆ์ถามว่าพระสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐและอยู่ภายใต้การควบคุมปกครอง ยังรวมไปถึงพระวชิรญาณภิกขุ (พ.ศ.2367-2394,27 ปี) หรือรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2411,17 ปี) ในขณะบวชเป็นพระภิกษุกับการตั้งนิกายใหม่ “ธรรมยุติกนิกาย” ที่มีนัยยะของการ “แข็งขืนต่อรัฐ” จึงเป็นที่มาของการ “นิมนต์พระวชิรญาณภิกขุ” มาครองวัดบวรในช่วงต่อมา รวมทั้งเมื่อครองราชย์เป็นกษัตริย์แล้วก็ใช้ศาสนามาเป็นฐานในการค้ำยันราชบัลลังค์ผ่านการศึกษาหรือปฏิรูปการศึกษา  ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453,42 ปี) กฎหมายคณะสงฆ์ รศ.121 กับการได้มาซึ่งองค์กรมหาเถรสมาคม การใช้การปฏิรูปการศึกษาผ่านคณะสงฆ์ธรรมยุติในหัวเมืองไม่ว่าจะเป็นวัดสุปัฎนาราม (อุบลราชธานี) วัดป่าดารามภิรมย์ (เชียงใหม่) วัดมหาธาตุวรวิหาร (นครศรีธรรมราช)  พระคือเครื่องมือของรัฐ และพระที่เป็นเครื่องมือนั้นก็ได้ประโยชน์เป็นผลประโยชน์เป็นชั้นยศ “สมณศักดิ์-พระราชาคณะ” เรียกว่ากลุ่มผลประโยชน์ร่วมได้ไหม ? ยังรวมไปถึงครูบาศรีวิชัย (พ.ศ.2421-2482) กับตำนานสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ที่มีพฤติกรรม “บวชโดยไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ตามกฎหมายคณะสงฆ์” ประหนึ่งว่าแข็งขืนต่อรัฐไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ รศ.121 (พ.ศ.2445) ถูกเรียกมาสอบสวนกักบริเวณ 6 ครั้งระยะเวลารวมกว่า 6 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2453-2479  จนกระทั้งครั้งสุดท้ายกลับไปจึงมรณภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภะ,พ.ศ.2446-2532) ที่ถูกคุมขังติดคุกเป็นเวลากว่า 5 ปี (พ.ศ.2505-2509) แต่ที่สุดก็ยกฟ้องไม่มีความผิดกลายเป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์รัฐกับศาสนาที่ถูกนำมากล่าวถึงจนกระทั่งปัจจุบัน 

         ดังนั้นในข้อเท็จจริงศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเป็นกลุ่มผลประโยชน์ร่วมค้ำยันกันและกัน กรณีตัวอย่างจำนวนมากที่รวมไปถึงโครงการพระธรรมจาริก พระสงฆ์บนพื้นที่สูง ที่เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2508 เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ราษฎรบนพื้นที่สูง แต่ในความเป็นจริงเพื่อป้องการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ พระในโครงการหมู่บ้านศีล 5 พระโครงการวัด ประชารัฐ สร้างสุข ทั้งหมดล้วนเป็นกลไกที่การเมืองกับศาสนาเกี่ยวเนื่องกัน ใช้ฐานของวัดกว่า 4 หมื่นวัดทั่วประเทศในตรึงพื้นที่เชิงมวลชนทั่วประเทศ หรือว่าจะบอกว่าไม่จริง ?  ทั้งหมดเป็นเรื่องของรัฐกับศาสนาเป็นเรื่องที่ไม่เคยแยกจากกัน หรืออยู่ด้วยกัน เกื้อหนุนกันและกันมาตลอดในประวัติศาสตร์ของรัฐทั่วโลก รวมทั้งรัฐสยามและไทย ที่เกื้อหนุนค้ำยันกันและกัน หรือเป็นเครื่องมือของกันและกันมาตลอดประวัติศาสตร์รัฐชาติไทยสนับสนุน อวย สรรเสริญรัฐก็ได้รับการปูนบำเหน็จจากรัฐ ต่อต้านแข็งขืนก็ถูกล้อมปราบ จับให้สึก ไล่สึก จับขังคุก โดยรัฐ เป็นอย่างนั้นมาตลอด  ดังนั้นจะมาตอแหลว่าพระกับการเมืองคนละเรื่องหรือไม่เกี่ยวข้องกันไม่น่าจะใช่อย่างนั้นนะ

          5. สังคมตอแหลนิยมว่าด้วยการเมืองกับศาสนาไม่เกี่ยวข้องกัน ในข้อเท็จจริงรัฐกับศาสนา พระสงฆ์กับการเมืองไม่เคยแยกจากกัน เพราะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ร่วม ค้ำยันกันและกัน ดังนั้นเมื่อไม่สามารถแยกจากกันได้  ก็ไปดูรายละเอียดว่า คณะสงฆ์ หรือศาสนาสนับสนุนผู้ปกครองรัฐใดในคราวใด ก็ได้รับการสนับสนุนส่งเสริม คัดค้านหรือต่อต้าน หรือมีท่าทีตรงข้ามกับรัฐ กระบวนการล้อมปราบโดยรัฐ ก็เป็นเรื่องปกติ แปลว่าไม่แปลก กรณีของวัดสามพระยา วัดสัมพันธ์วงศ์ และวัดสระเกศ จึงเป็นบุคคลที่ร่วมสมัยขัดขืนแข็งขืน จึงตกเป็นเครื่องมือถูกล้อมปราบโดยรัฐดังปรากฏเป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นกรณีมหาสมปอง ตาลปุตโต ถ้าเชียร์รัฐบาล จะเป็นแบบนี้ไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ ดังนั้นหยุดตอแหลได้และยอมรับความจริง เทียบง่าย ๆ ถ้ามีพระไปเชียร์ฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน แล้วพระรูปดังกล่าวได้ดิบได้ดี ที่ผิดจากธรรมเนียมประเพณี ก็แปลว่าพระตอแหลแล้วได้ดี พุทธศาสนาแบบไทยจะเอาแบบนี้หรือ ? นักการเมืองบอกเฮโรอีน เป็นแป้ง ผิดกฎหมายออสเตรเลีย ไม่ผิดกฎหมายไทย เป็นรัฐมนตรีได้ นักการเมืองโกหกรายวัน ตอนยังไม่เลือกตั้งบอกไม่ได้ พอเลือกตั้งเสร็จได้เป็นรัฐมนตรี บอกทำได้ เพื่อชาติบ้านเมือง สังคมไทยเราจะยอมรับสังคม “ตอแหล” แบบนี้กันหรือ ? ดังนั้นผู้เขียนหยุดเรียกร้องให้ ทั้งผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และผู้วิจารณ์ ควรอยู่กับความจริงและวางใจเป็นกลาง วิจารณ์ก็วิจารณ์ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง ผู้ถูกวิจารณ์ก็รับฟังอย่างตั้งใจ ถ้าชี้แนะด้วยธรรม ถูกต้อง และเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่  ภายใต้กรอบคิด “บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม” ก็ยอมตาม ดีก็ปรับ ไม่ดีอย่างที่ติติงก็แก้ไขจะดีกว่าไหม ถ้าสิ่งที่คนอื่นชี้นำ แนะนำ หรือท้วงไม่จริง ก็ฟ้องร้อง ล้อมปราบ ก็ว่ากันไปไม่ว่ากัน แต่ต้องตรงไปตรงมา เป็นธรรม และยุติธรรมอย่างแท้จริง   ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาศาสนา พระสงฆ์กับสังคม การเมือง เศรษฐกิจ แยกขาดจากกันไม่ได้เพราะศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงเป็นที่มาของประโยคพุทธพจน์ที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนหมู่มาก” พระพูดมองประโยชน์ของประเทศชาติ และรัฐชาติรวมทั้งผลประโยชน์ของคนเป็นหลัก ตามนโยบายที่พระพุทธเจ้ามอบให้พระสงฆ์ต้องทำและปฏิบัติ แต่ต้องประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาดี และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน สังคม และประเทศชาติเป็นหลัก แต่ถ้าเพื่อพวกพ้อง พี่น้องตัวเอง พรรคตัวเอง นิกายตัวเอง ตรงนั้นชั่วและบัดซบเกินกว่าจะรับได้  พระจะทำประโยชน์ได้ด้วยการให้หลักคิด แนวคิด และชี้นำภายใต้หลักคิดของประโยชน์แก่คนหมู่มาก จะแปลได้หรือไม่ว่าเป็นไปตามหลักพุทธพจน์

      ดังนั้นการห้ามพระสงฆ์ยุ่งกับการเมือง โดยใช้กลไกของรัฐมาล้อมปราบ ครั้งแล้วครั้งเล่าจึงเป็นความย้อนแย้ง เพราะพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่สมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้มีมหาเถรสมาคม ก็มาโดยรัฐและการเมือง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ออกมากำราบปรามพระ ก็มาจากพระหนุ่มเณรน้อยประท้วงเรียกร้อง เอากระทรวงพระพุทธศาสนา แต่ได้มาแค่สำนักงานพระพุทธศาสนาก็เป็นเรื่องของการเมือง มหาเถรสมาคมที่มาออกมติก็มาจากการเมือง แล้วจะมาตอแหลไปห้ามคนอื่นได้อย่างไร ?

          หยุดตอแหลและอยู่กับความจริงดีกว่าไหม ?

          พระสนับสนุนการเมือง เชียร์ สนับสนุน ยอมตาม (ตัวเอง/กลุ่มการเมือง/รัฐได้ประโยชน์) เงียบ

          พระห้ามพูดการเมือง ตำหนิ ด่า ว่าให้  (ตัวเอง/กลุ่มการเมือง/รัฐไม่เสียประโยชน์) โวย

          พระพูดจริง (นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ) ดี มีประโยชน์ และปรับจะทำให้ชาติบ้านเมืองเดินไปต่อไปได้ และไปดี เป็นประโยชน์ระยะยาวและแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ควรฟังไหม ?

          แล้วนำไปพิเคราะห์ ปรับเป็นนโยบาย ดำเนินการ จะดีกว่าไหม ปรับได้ก็ทำ ถ้าไม่ได้ก็ว่ากันไปอธิบายหน่อย ว่าด้วยเหตุผลกลใด

          แต่ไม่ใช่มา ตอแหลดัดจริตด้วยการใช้กลไกของรัฐ ที่ชื่อว่ามหาเถรสมาคม และสำงานพระพุทธศาสนา มาประดิษฐ์คำสวย ๆ ว่า ห้ามพระยุ่งเกี่ยวทางการเมืองภายใต้ระเบียบที่ตัวเองร่างออกมาเพื่อปิดปากคนอื่นๆ อย่างที่ปรากฏอยู่

          เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องยืมคำน้าค่อมดาราตลก (อาคม ปรีดากุล,พ.ศ.2501-2564,63 ปี) ที่เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนด้วยโรคโควิดในวัยที่ยังอยู่ต่อได้อีกหลายปีว่า....

 

Note-WN-060564

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2021 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]