• โมไนย-พจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : raveewin@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 261
  • จำนวนผู้ชม : 579192
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
ท้องถิ่น ศาสนา การศึกษา และการเรียนรู้
ท้องถิ่นของเรา ศาสนาของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Bansuan
วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม 2564
Posted by โมไนย-พจน์ , ผู้อ่าน : 515 , 08:14:33 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เครือข่ายพระสงฆ์สาธารณะสงเคราะห์ของหลวงพ่อแดง นนฺทิโย กับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซ้อน จ.สุโขทัย

Luang Por Daeng Nonthiyo's public welfare monks network : with helping people in the flooded areas, Sukhothai Province

 

บทคัดย่อ

          บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการสาธารณะสงเคราะห์อันเป็นเครือข่ายของหลวงพ่อแดงง นนฺทิโย ที่เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคมส่วนร่วม ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร งานวิจัย การลงพื้นที่เก็บข้อมูล สัมภาษณ์ และสอบถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องเขียนเป็นบทความเรียงในรูปแบบบทความวิชาการ

          ผลการศึกษาพบว่า หลวงพ่อแดง นนฺทิโย ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมผ่านโครงการหมู่บ้านศีล 5 และเชื่อมโยงกับเครือข่ายพระสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย  เพื่อขยายงานคณะสงฆ์สาธารณะสงเคราะห์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยง ช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยเบื้องต้นส่งต่อเครื่องอุปโภคบริโภค และงบในการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซ้อนในเขตจังหวัดสุโขทัย ในช่วง พ.ศ.2563 และกลุ่มพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ในเขตพื้นที่กับคณะสงฆ์ส่วนกลางในช่วง พ.ศ.2564 ทำให้เห็นว่าพระสงฆ์มีบทบาทผ่านเครือข่ายร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัย ภายใต้แนวคิดเครือข่ายของพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ช่วยบรรเทาภัยของประชาชนและพระไม่ทิ้งโยม 

คำสำคัญ : เครือข่ายพระสงฆ์สาธารณะสงเคราะห์, หลวงพ่อแดง นนฺทิโย, การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซ้อน จ.สุโขทัย

 

Abstract

This article is intended To study the public welfare approach which is the network of Luang Por Daeng Nonthiyo who has played a role in helping the society. The study method was based on research papers, data collection, interviews, and questionnaires from related persons, writing essays in the form of academic articles.

The results of the study revealed that Luang Por Daeng Nonthiyo had driven the activities through the 5 Precepts Village Project and connected with the network of monks in the Sukhothai area. to expand the work of the Sangha Public Welfare make a link First aid in disaster relief, forwarding consumer goods And the budget to heal the flood victims in Sukhothai province during the year 2563 and the group of monks for public welfare in the area and the central monks during 2021 show that the monks have a role. through a joint network in providing assistance to people in the flood situation in Sukhothai Province Under the concept of a network of monks who help alleviate people's dangers and monks don't leave Yom

Keywords: network of monks for public welfare, Luang Por Daeng Nonthiyo, helping people in the flooded areas, Sukhothai Province

 

บทนำ

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย พื้นที่รับน้ำจากจังหวัดแพร่ต้นน้ำของแม่น้ำยม  เมื่อดูจากสถิติในแต่ละปี น้ำจะท่วมอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติประหนึ่งเป็นเทศกาลประจำปี ดังปรากฏข้อมูลเป็นภาพข่าวที่ว่า "สุโขทัย" พนังกั้นน้ำยมแตก ทะลักท่วมบ้าน 200 หลัง  (Thai PBS ออนไลน์, 23 สิงหาคม 2563)  หรือภาพข่าว ลำบาก! น้ำท่วมรอบ รพ.สุโขทัย ใช้เรือรับส่งผู้ป่วย-ผู้มาติดต่อ (Thai PBS ออนไลน์, 27 กันยายน 2564) น้ำท่วมสุโขทัยจึงเป็นเหตุการณ์ที่เนื่องต่อกันนับแต่ปีที่ก่อนหรือหลายปีก่อนจนเป็นเรื่องปกติหรือความคุ้นชินของคนสุโขทัย ด้วยเหตุผลในเรื่องน้ำล้นตลิ่งบ้าง และผนังกั้นน้ำพังน้ำไหลท่วมบ้านและพื้นที่ทางการเกษตร หรือน้ำป่าหลากท่วม  พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดสุโขทัยจึงเป็นเมืองรับน้ำ หรือเมืองน้ำก็ไม่คงผิด ดังจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” (อัศวิน โกมลเมนะ,2517) แปลว่าสุโขทัยเป็นเมืองน้ำ หรือมีความอุดมสมบูรณ์โดยสัมพันธ์กับพื้นของแหล่งน้ำ รวมทั้งในตำนานพระร่วง (นรินทร์ นำเจริญ,มนฤทัย ไชยวิเศษ,2556) สุโขทัยในฐานะเมืองประเทศราชของอาณาจักรขอมจะต้องส่งส่วยเป็นน้ำจากสุโขทัยไปยังละโว้  ดังนั้นจากภูมิศาสตร์สุโขทัยจึงเป็นเมืองรับน้ำจากที่ราบสูงของจังหวัดแพร่โดยมีแม่น้ำยมเป็นจุดเชื่อมไหลผ่าน จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ท่วมคณะสงฆ์ได้เห็นว่าพระควรเข้าไปมีบทบาทในการบรรเทาสาธารณภัยน้ำท่วมเบื้องต้น เช่น ในปี พ.ศ.2563 เครือข่ายหลวงพ่อแดง นนฺทิโย แห่งวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม ประสานเครือข่ายกับวัดภายใต้โครงการหมู่บ้านศีล 5 ได้เข้าร่วมช่วยเหลือบรรเทาภัยเบื้องต้นเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค จนกระทั่งน้ำลดในที่สุด หรือในปี พ.ศ.2564 น้ำก็ท่วมเครือข่ายคณะสงฆ์สาธารณะสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคมกับคณะสงฆ์ระดับปกครองภายในจังหวัด ได้เข้าไปบรรเทาช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นในการเขียนบทความนี้จะได้สะท้อนข้อมูลถึงเครือข่ายกับการช่วยเหลือสังคมของพระสงฆ์ เน้นกรณีของคณะหลวงพ่อแดง นนฺทิโย ที่ได้ดำเนินการบริหาร ประสานผ่านเครือข่ายให้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเหลือประชาชนในเขตพื้นที่ท่วมได้อย่างทันท่วงที เป็นประโยชน์ ได้ประโยชน์ ประสานประโยชน์  ภายใต้แนวคิดการสงเคราะห์ประชาชนโดยพระสงฆ์ หรือบทบาทพระสงฆ์กับการช่วยเหลือสังคมประชาชนที่ได้รับความยากลำบาก

 

ภาพที่  1 สถานการณ์ พนังก้นน้ำพัง ของจังหวัดสุโขทัย สิงหาคม 2563 (ภาพออนไลน์ https://today.line.me/th/v2/article/vOKyZm 23 สิงหาคม 2563)

          ในบทความนี้จะได้สะท้อนคิด การทำงานของพระสงฆ์กับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ไม่ปกติ น้ำท่วม ผ่านงานและกิจกรรมหลวงพ่อแดง นนฺทิโย ที่ประสานเชื่อมโยงเครือข่ายพระสงฆ์กับการทำงานสาธารณะสงเคราะห์ หรือ “สังฆประชานุเคราะห์” ที่มีเป้าหมายเพื่อ “คุณภาพชีวิตของชาวพุทธ” กับบทบาทพระสงฆ์ในสถานการณ์น้ำท่วมต่อการบรรเทาในเบื้องตน ซึ่งจะได้นำเสนอต่อไป

 

ภาพที่ 2 บทบาทเครือข่ายพระสงฆ์สุโขทัย กับพระสงฆ์ในนามสาธารณะสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม กับการช่วยเหลือประชาชนในสถานน้ำท่วม พื้นที่จังหวัดสุโขทัย เมื่อ 1 ตุลาคม 2564

(ภาพออนไลน์ https://www.facebook.com/photo/?fbid=2964578103807607&set=pcb.2964578550474229 1 ตุลาคม 2564)

 

พื้นที่ซ้ำซ้อนของจังหวัดสุโขทัย

          จากภาพข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณะเกี่ยวสถานการณ์น้ำท่วม เช่น (ก)  22 ส.ค.มวลน้ำเหนือ ทะลักถึงสุโขทัย-เตือนภัยเขตศก (โพสต์ทูเดย์ออนไลน์,21 สิงหาคม 2561) (ข) สุโขทัย น้ำท่วมอีก พนังกั้นน้ำแตก ไหลทะลักเข้าท่วมหนักกว่า 5 อำเภอ (สำนักข่าว INN ออนไลน์, 4 กันยายน 2562) (ข) สุโขทัยยังอ่วม! เดือดร้อน 3 อำเภอ 5,700 ครัวเรือน (ไทยโพสต์ออนไลน์,26 สิงหาคม 2563) (ค) สุโขทัยอ่วม น้ำหลากท่วม 3 อำเภอ ต้องย้ายควายหนี (ไทยรัฐออนไลน์,21 กันยายน 2564) (ง) สุโขทัยอ่วม น้ำท่วมที่เศรษฐกิจ การเดินทางเป็นอัมพาต ก่อนนายกฯลงพื้นที่พรุ่งนี้” (มติชนออนไลน์,25 กันยายน 2564) ภาพข่าวที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ในรอบหลายปี  ว่าสุโขทัยเป็นจุดรับน้ำในเส้นทางแม่น้ำยม ที่มาจากแพร่ เข้าอุตรดิตถ์ ผ่านสวรรคโลก สุโขทัย เข้าพื้นที่กงไกรลาศ และเข้าพื้นที่บางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ก่อนเข้าพิจิตรและไหลลงต่อมาจังหวัดนครสวรรค์ ซี่งเป็นจุดรับน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ดังนั้นอาจสื่อไปได้ว่า (1) น้ำเป็นกลไกธรรมชาติตามภูมิศาสตร์เชิงพื้นที่ น้ำจึงเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจการผลิต ทำนา ทำไร่ หรือแหล่งอาหารปลา และพืชที่เนื่องด้วยน้ำ น้ำทำให้เกิดผลของการผลิตในองค์รวม ที่เกี่ยวกับปัจจัยสำคัญในทางการเกษตร  (2) น้ำเป็นแหล่งผลิตอาหาร ที่มาพร้อมกับน้ำ พืชน้ำ สัตว์น้ำ ดังปรากฏในงานวิจัยเรื่อง โลกพันทาง” ของลุ่มน้ำ ปลา และผู้คน แห่งบ้านกง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย: มุมมองเชิงภูมิศาสตร์มนุษย์ (ชยา วรรธนะภูติ,2561) นัยยะของงานวิจัยนี้สื่อให้เห็นว่าน้ำกับปลาเป็นของคู่กัน วิถีแห่งสายน้ำ สัตว์น้ำ จึงไปสัมพันธ์กับปลาตากแห้งที่ไว้เก็บกินในช่วงฤดูแล้ง ปลาย่าง ปลาแห้ง น้ำปลาแบบหมัก ปลาร้า ฯลฯ เป็นต้น (3) วิถีธรรมชาติกับน้ำ อันหมายถึง พื้นที่ลุ่มสุโขทัยจะมีลักษณะที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซ้อน หรือพื้นที่ลุ่มน้ำ สรุปง่าย ๆ คือ น้ำท่วมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติ เกิดขึ้นต่อเนื่องในกรณีจังหวัดสุโขทัย ดังปรากฏในงานวิจัยเรื่อง  ความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติของครัวเรือน: กรณีศึกษาจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 ในประเทศไทย (ชาฮีดา วิริยาทร,ภัททา เกิดเรือง,2560) และงานวิจัย “การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมโดยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์บริเวณลุ่มน้ำยมตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย” (ทับทิม วงศ์ทะดา,2559) ที่สะท้อนผลการศึกษาออกมาว่า

 “...วิเคราะห์พื้นที่เสียงน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย ด้วยกระบวนการลำดับชั้น เชิงวิเคราะห์ และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยให้คำน้ำหนักจกการคำนวณด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ พิจารณาจากปัจจัยทั้ง 6 ปัจจัย อันได้แก่ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวมปีพ.ศ. 2552-2558 ความหนาแน่นทางน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ความลาดชัน ความสูง และการระบายน้ำของดินโดยจำแนกพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมเป็น ระดับ ได้แก่ เสียงน้ำท่วมต่ำที่สุด เสี่ยงน้ำท่วมต่ำ เสี่ยงน้ำท่วมปานกลาง เสี่ยงน้ำท่วมสูง และเสี่ยงน้ำท่วมสูงมาก ซึ่งพบว่าพื้นที่บริเวณ อ.เมือง อ.ศรีลำโรง อ. คีรีมาศ และ อ.กงไกรลาศ มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมากและมากที่สุด จากการตรวจสอบข้อมูล...สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ พบว่าพื้นที่น้ำท่วมสูงจากกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์นั้นตรงกับพื้นที่น้ำท่วมสูงจริงจาก GISTDA อยู่ค่อนข้างมาก เป็นพื้นที่ 448 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 9 12ของพื้นที่น้ำท่วมจริง อยู่ในตอนล่างของพื้นที่ศึกษา บริเวณอำเภอเมืองสุโขทัย กงไกรลาศ ศีรีมาศ และศรีสำโรง...”  

รวมทั้งในงานวิจัยของ สาธิต วงศ์อนันต์นนท์ (2554) วิกฤตน์น้ำท่วมประเทศไทย 2554 กับผลกระทบทางสังคม ที่ได้ทำการศึกษาและใหข้อมูลถึงผลกระทบจากน้ำท่วมไว้ว่า 

“...วิกฤตน้ำท่วมได้สร้างผลกระทบทางสังคมในวงกว้างแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนเสียหาย ต้องมีการอพยพหนีน้ำท่วมไปอาศัยอยู่ที่อื่น บางส่วนก็ได้อพยพครอบครัวไปยังศูนย์พักพิงต่าง ๆ สถานศึกษาและสถานพยาบาลหลายแห่งต้องปิดทำการชั่วคราว และน้ำท่วมยังส่งผลต่อสุขภาพกาย และใจของประชาชนด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาน้ำเน่าเสีย และขยะมูลฝอย...”

          ในข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่สุโขทัยเป็นเมืองน้ำผ่าน และมีมวลน้ำเหนือในทุก ๆ ปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในวิธีการแก้ปัญหาเชิงระบบจะต้องมาตระหนักและคิดต่อไปว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาในผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งการออกแบบเชิงระบบต่อการแก้ปัญหาน้ำให้ได้ ทั้งการจัดทำเขื่อนเพื่อบริหารจัดการน้ำเชิงระบบ การทำคลองสาขาให้กลายเป็นแหล่งกระจายน้ำไปยังพื้นที่ทางการเกษตรตลอดเส้นทางแม่น้ำยมที่ไหล่ผ่านแพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ หรือการทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง อันจะเป็นช่องทางในการบรรเทาภัยพิบัติจากน้ำแล้งในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย

 

ภาพที่ 3 แผนภาพเกี่ยวกับแม่น้ำ กับพื้นที่แม่น้ำ ที่เนื่องด้วยภัยน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย แม่น้ำยม

(ภาพจาก ออนไลน์)

          จากแผนภาพที่  3  สภาพภูมิศาสตร์เชิงพื้นที่แม่น้ำอื่น ๆ เช่น แม่น้ำน่าน (เขื่อนสิริกิตย์/เขื่อนนเรศวร) แม่น้ำปิง และวัง (เขื่อนภูมิพล) จะมีจุดรับน้ำ ที่เรียกว่าเขื่อนขนาดใหญ่ หรือแก้มลิงขนาดใหญ่  ซึ่งจะเป็นการสร้างกลไกรองรับน้ำ หรือการชะลอตัวของมวลน้ำ เพื่อรองรับการเก็บน้ำ และจัดการเชิงระบบ จึงทำให้น้ำท่วม หรือโอกาสน้ำท่วม ถูกชะลอ หรือได้รับการแก้ไขได้เป็นเบื้องต้น ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับเขื่อน ฝาย หรือการสร้างเขื่อนกันแม่น้ำ ยังเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ดำเนินการและถกเถียงกันในเวทีสาธารณะแล้ว โดยมีแนวคิดชัดเจนว่า (1) ประชาชนได้ประโยชน์ (2) รัฐบริหารจัดการเชิงระบบ (3) ไม่กระทบต่อระบบนิเวศวิทยาในองค์รวม (4) รักษาสิ่งแวดล้อม (5) สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของงบประมาณและการดำเนินการ และประเด็นร่วมอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ปรากฏในงานวิจัยกรณีศึกษาเกี่ยวกับเขื่อนและแนวทางการจัดการเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำ เช่น ยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวทางสังคมของ “กลุ่มไม่เอาเขื่อนแก่งเสือเต้น” (ทรงชัย ทองปาน,2560,46-82) รูปแบบการอภิบาลเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรน้ำ : ศึกษากรณีพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำยม (ภัทร ชมภูมิ่ง,2558,145-159) แนวคิดในการศึกษาเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในลุ่มน้ำยม (ชัยวัฒน์ ขยันการนาวี,ฉลอง เกิดพิทักษ์,2009,1-7) การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พลวัตน้ำหลากในลุ่มแม่น้ำยม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านกง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย (ภัคเกษม ธงชัย,ดนัย ทายตะคุ,2564,341-375) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง (ปิยะดา วชิระวงศกร,ณัฏฐิณี ดีแท้,2559,4-23) ปัญหาและความต้องการของชุมชนในการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม (เขมิกา วริทธิ์วุฒิกุล และคณะ,2564,95-125) เมื่อนำแนวคิดมาประมวลรวม อาจเสนอเป็นแนวทางในการพัฒนาคลองสาขาแทนการจัดการน้ำผ่านระบบเขื่อน จากนั้นไปพัฒนาเป็นแก้มลิง หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ทางการเกษตรอันป็นปลายของคลองสาขาตลอดเส้นของแม่น้ำยมในแต่ละจังหวัดที่แม่น้ำยมไหลผ่านเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ดังแผนภาพที่ 4 ได้ คือ

 

ภาพที่ 4 แนวทางการพัฒนา คองสาขา และ “แก้มลิง” เพื่อป้องกันน้ำท่วม และจัดการน้ำ  โดยมีเป้าหมายเป็นบริหารน้ำป้องกันน้ำท่วม จัดการน้ำ เก็บน้ำ และใช้นำให้ในช่วงฤดูแล้ง (ภาพผู้เขียน)

 

          จากแผนภาพ ที่ 4 จะเห็นได้ว่าน้ำท่วมสุโขทัยเป็นปัญหาซ้ำ ๆ วนกลับไปกลับมาด้วยเหตุผลว่าสุโขทัยเป็นเมืองน้ำ การเสนองบประมาณเพื่อพัฒนาทุ่งทะเลหลวง ดูโดยสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งกลับขวางทางน้ำ ทำให้น้ำเดินไม่สะดวก และพบว่าแนวทางดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะไม่ได้มีการรับมวลน้ำธรรมชาติที่ไหล่บ่ามาแต่ในแต่ละปีไปใช้เก็บอย่างที่โหมโฆษณา ทำให้ปัญหาน้ำท่วมยังคงซ้ำ ๆ ปีที่แล้ว พ.ศ.2563 น้ำก็ท่วมด้วยน้ำธรรมชาติที่มาจากแพร่ และพนังกันน้ำพัง ไหลท่วมที่นาของชาวบ้าน พอมา พ.ศ.2564 น้ำฝนตกด้วยพายุ น้ำไม่มีแหล่งพักน้ำในแบบคลองสาขา น้ำจึงกลายเป็นน้ำป่าไหลท่วมพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทางการเกษตร และไหล่ลงแม่น้ำยม ปัญหาน้ำจังหวัดสุโขทัย จึงไม่ได้รับการแก้ไขในเชิงระบบ และตรงไปตรงมา อย่างโปร่งใส ซึ่งพูดกันมานาน แต่ไม่ได้ทำกันในแบบจริงจัง อย่างมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหา แต่มีเป้าหมายแค่ผันงบ และเป็นการผันงบที่ไม่ได้เอื้อต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง รวมถึงอาจไม่โปร่งใส ประหนึ่งเป็นการเอาเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำ มาเป็นเงื่อนไขในการผันงับ เอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นข้ออ้างบังหน้า ซึ่งในข้อเท็จจริงคลองสาขามีจำนวนมาก หากมีการขุดคลองสาขาเพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่ทางเกษตรอย่างเป็นระบบ ไปทำแก้มลิงขนาดใหญ่ตามแนวพระราชดำริของล้นเกล้ารัชการที่ 9 ตามที่เคยดำริไว้ ในหลาย ๆ พื้นที่ จำกัดเฉพาะพื้นที่สุโขทัย (1) คลองแม่รำพัน เชื่อมแม่น้ำยมปลายทางอำเภอบ้านด่านลานหอย ถ้าทำคลองสาขาให้ขยายเพียงพอต่อปริมาตรน้ำในแต่ละปี จากนั้นไปทำแก้มลิงหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ปลายคลอง ก็จะสามารถนำน้ำไปเก็บในช่วงฤดูน้ำมาก และนำมาใช้ในฤดูแล้งได้  ซึ่งจากคำบอกเล่าในหลายแหล่งของพื้นที่จังหวัดสุโขทัยขณะปัจจุบันน้ำท่วม แต่อำเภอคีรีมาศ และอำเภอทุ่งเสลี่ยม ซึ่งอยู่ไกลพื้นที่แม่น้ำออกไปกลายเป็นว่าน้ำแล้ง และข้าวขาดน้ำตาย ขณะที่อำเภอติดแม่น้ำ มีข่าวน้ำท่วมและยังไม่มีทีท่าจะลด หรือได้รับการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีคลองอีกหลายแห่ง เช่น (2) คลองบ้านหลุม (3) คลองวงฆ้อง (4) คลองหกบาท (5) คลองสาขาอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่จะสามารถขยายและเชื่อมให้เกิดทางเดินของน้ำ และนำน้ำไปฤดูน้ำหลากไปเก็บไว้ในคลองสาขา หรือปลายทางของคลองสาขาในแบบแก้มลิง จะทำให้น้ำมีการบริหารจัดการป้องกันหรือบรรเทาน้ำท่วมได้ รวมทั้งทำให้เกิดการบริหารน้ำไปใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย 

 

น้ำท่วมกับผลกระทบเชิงประจักษ์

          ในแต่ละครั้งสุโขทัยเป็นพื้นที่รับน้ำโดยมีต้นทางของแม่น้ำยม อยู่ที่จังหวัดแพร่ ซึ่งทำให้เห็นว่าน้ำท่วม เป็นปัญหา และส่งผลกระทบ ได้มีการผู้ทำการศึกษาไว้ ถึงผลเสีย หรือผลกระทบจากน้ำท่วม ที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศวิทยา สัมพันธ์กับทรัพย์สิน อาชีพ และการดำเนินชีวิต ซึ่งผู้ศึกษาได้สะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายและผลกระทบไว้ คือ

 

ตาราง 1 เปรียบเทียบผลกระทบจากน้ำท่วม

ที่มา http://tiwrm.haii.or.th/Group3_WaterIT/06_ETC/2015-05-06_Priority_areas/areas/01_Sukhothai/01_Sukhothai_projects.pdf

ระดับความเสียหาย

ผลกระทบทางตรง

ผลกระทบทางอ้อม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และความสูญเสียอื่น ๆ

ระยะที่ 1

ความเสียหายของ (1) สิ่งปลูกสร้างอาคาร (2) สิ่งที่อยู่ในอาคาร (3) โครงสร้างทั่วไป เช่น ถนน สะพาน พืชพันธุ์และสัตว์

ความสูญเสียหรือหยุดชะงัก ใน (ก) การผลิตภาคการเกษตร (ข) การผลิตภาคอุตสาหกรรม (ค) การติดต่อสื่อสาร ถนน ทางรถไฟ และโทรคมนาคม (ง) การบริการด้านสุขภาพและการศึกษา (จ) ระบบบริโภคอุปโภค น้ำ ไฟ

สูญเสียในชีวิต ทรัพย์สิน บาดเจ็บทางร่างกาย – ความสูญเสียในมรดกและสิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรม

ระยะที่ 2

- น้ำท่วมเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้และความเสียหายจากไฟไหม้-เกลือในน้ำทะเลสร้างความเสียหายจากไฟไหม้

- เกลือในน้ำทะเลสร้างความเสียหายให้กับพื้นดินและลดการผลิตของพื้นที่เกษตรกรรม

- น้ำท่วมหยุดการทำงานของไฟฟ้า ทำลายเครื่องจักรและระบบการทำงานคอมพิวเตอร์

 

-ค่าความสูญเสียในอุตสาหกรรม

-ปัญหาการจราจรติดขัดและค่าบริหารที่สูงขึ้น

-พนักงานไม่สามารถทำงานได้

- การปนเปื้อนในน้ำ

- ค่ารักษาฉุกเฉินและบริการสูงขึ้น

- สูญเสียรายได้

- เพิ่มค่าใช้จ่ายเรื่องครัวเรือน

 

- เพิ่มความเครียด

- เกิดปัญหาสุขภาพทางกายและจิตใจเรื้อรัง

- เพิ่มการฆ่าตัวตายจากภาวะน้ำท่วม

- เพิ่มโรคที่มาจากน้ำท่วม

- เพิ่มการจับไข้ได้ป่วย

- เพิ่มการเยียวยารักษาหลังน้ำท่วม

- เพิ่มการละเมิดเรื่องศีลธรรม

 

ระยะที่ 3

- เพิ่มระดับความเสียหายและความเสื่อมสภาพของทรัพย์สินถือครอง

- เกิดภาวะน้ำเน่าเสียระยะยาว

- โครงสร้างต่าง ๆ ถูกกระทบกระเทือนทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น จากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง

- ธุรกิจบางส่วนล้มละลาย

- เสียภาวการณ์ส่งออก

- ลดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

 

- ไร้ที่อยู่อาศัย

- ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

- สูญเสียทรัพย์สินและสิ่งถือครอง

- ครอบครัวพลัดพราก

- ขาดการติดต่อสื่อสารเพราะผู้คนในชุมชนถูกแยกออกจากกัน

 

          จากตาราง 1 เมื่อถอดข้อมูลความเสียหาย จากการสังเกตพื้นที่ และผสมรวมกับข้อมูลเชิงประจักษ์จะพบว่า (1) ทรัพย์สินเสียหายทั้งในเรื่องของพืชผลทางการเกษตร (2) ทรัพย์บ้านเรือนที่เป็นที่อยู่อาศัยเกิดการชำรุด จากน้ำท่วม ที่เป็นไม้ก็ทำให้เกิดความผุ กรณีทีเป็นอิฐ ปูน หินทราย ก็เกิดสภาพของความเป็นรา ที่สำรวจพบ เช่น รถยนต์เครื่องประกอบอาชีพ เสียหาย รวมไปถึงพืชสวนไร่นา ซึ่งคิดว่าคงเหมือนหรือคล้ายกันที่ที่กรณีของน้ำท่วม แต่ที่สำคัญ คือสุโขทัยเป็นเมืองน้ำ และมีมวลน้ำในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดกันอยู่ตลอดว่าจะใช้แนวทางใด ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ เขื่อน แก้มลิง การจัดน้ำน้ำในองค์รวม ? ดังนั้นผลกระทบในแต่ละปี ด้วยความที่มีน้ำท่วมเป็นประจำและบ่อยครั้งเลยดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่อีกมุมหนึ่งกลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อย หรือน้อยที่สุด ภายใต้นโยบายบริหารจัดการน้ำในองค์รวม  เนื่องด้วยข้อเท็จจริงในปัจจุบันผลกระทบจากน้ำท่วมยังมีอยู่และจะยังคงมีอยู่ต่อไป ดงนั้นส่วนงานที่เกี่ยวข้องควรหาวิธีแก้ไข ป้องกัน บรรเทาต่อภัยธรรมชาตินี้ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด มิฉะนั้นรัฐมนตรีที่มีพื้นที่ในเขตจังหวัดสุโขทัย ก็จะต้องให้ลูกน้องหิ้วปีกให้เป็นภาพข่าวเพื่อทำให้น้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่ เชิญนายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมบ้านเพื่อขอความเห็นใจ แล้วผันงบ อย่างนี้อยู่เรื่อยไป “นายกฯ นำคณะ ไป จ.สุโขทัย ตรวจน้ำท่วม-มอบถุงยังชีพ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย” (ไทยรัฐออนไลน์,28 กันยายน 2564)

พ่อแดง นนฺทิโย กับเครือข่ายในจังหวัดสุโขทัย กับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

          ตัดกลับมาที่บทบาทพระสงฆ์กับการช่วยเหลือสังคมในสถานการณ์น้ำท่วม จากภาพสื่อสารสาธารณะจะพบข้อมูลว่า เมื่อปี 2562 หลวงพ่อแดง นนฺทิโย ในนามกลุ่ม “สังฆประชานุเคราะห์” ที่มีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ยากลำบาก ได้ไปช่วยเหลือน้ำท่วม นำสิ่งใช้ไปจัดแจกให้กับผู้ประสบภัยที่ จ.อุบลราชธานี หรือให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.เลย ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ยกมาต้องการบอกว่าพระสงฆ์ส่วนหนึ่งมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม (ตามภาพประกอบ 5) ทั้งอีกนัยหนึ่งต้องการสื่อสารว่าเครือข่ายการช่วยเหลือ ของพระสงฆ์มีทั่วประเทศ ปฏิบัติตามหลักการทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “บำเพ็ญประโยชน์ส่วนรวม” ตามหลักการทางพระพุทธศาสนา “สังคหวัตถุ” เป็นฐานในการสงเคราะห์ประชาชน เพื่อให้ชีวิตขยับก้าว บรรเทาเบื้องต้น พร้อมไปต่ออย่างมีเป้าหมาย จึงนับเป็นพันธกิจภารกิจของเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ที่มีหลวงพ่อแดง นนฺทิโย แห่งวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม เป็นเครือข่ายสมาชิกขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อบรรเทาสาธารณะภัยรวมอยู่ด้วย   

 

ภาพที่ 5 การช่วยเหลือน้ำท่วม ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ.2561 กับเครือข่ายสาธารณะสงเคราะห์สงฆ์ จังหวัดอุบลราธานี (ภาพ วัดอินทราม จ.สมุทรสงคราม 2561)

          ในสถานการณ์น้ำท่วมสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.2563  ในเช้าตรูของวันที่ 26 สิงหาคม 2563 หลวงพ่อแดง นนฺทิโย พร้อมคณะ ซึ่งได้ประสานเครือข่ายโครงการหมู่บ้านศีล 5 ไว้ที่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (วัดปากแคว) จังหวัดสุโขทัย อันเป็นจุดน้ำท่วม ประจำปี 2563  โดยมีวัดเครือข่ายทำหน้าที่ในการประสานอำนวยความสะดวก โดยทางวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม ได้ดำเนินการโอนปัจจัยช่วยเหลือนำหน้าไปก่อนเพื่อทำเป็นอาหารปรุงสุกเลี้ยงประชาชนในสถานการณ์ยากลำบากนั้นเป็นเบื้องต้น จากนั้นหลวงพ่อแดง นนฺทิโย ได้ส่งรถยนต์นำสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค จากญาติธรรมสายบุญที่สามารถระดมได้ ส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตพื้นที่จังหวัดสุโขทัย  พร้อมติดตามลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจเยี่ยมให้กำลังใจ มอบถุงยังชีพให้ ในบ้านเรือนที่ประสบภัยน้ำท่วม (ดังภาพประกอบ 6-7) ภายใต้สโลแกน “พระไม่ทิ้งโยม” ซึ่งในปี 2563 เหตุการณ์น้ำท่วมสุโขทัย มีสาเหตุจากน้ำเหนือและพนังกั้นน้ำชำรุดน้ำไหลท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตร  พระครูโอภาสกันตศีล (2563) เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (วัดปากแคว) ซึ่งทำงานในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย รวมทั้งเป็นจุดพนังแตกน้ำท่วม ได้เปิดวัดให้เป็นศูนย์พักหลบภัยเบื้องต้น พร้อมทำอาหารปรุงสุกเลี้ยงประชาชน เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาในเบื้องต้น ทางวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม จึงประสานในฐานะที่ทำงานโครงการหมู่บ้านศีล 5 ร่วมกันและเป็นเครือข่ายทำงานอยู่แล้ว จึงได้ประสานขอข้อมูลและเชื่อมโยงเป็นงบสนับสนุนงบจำนวน 1 หมื่นบาทเป็นเบื้องต้น ทำอาหารปรุงสุกข้าวกล่องให้แก่ผู้มาพักอาศัยที่วัดและอยู่ในบ้านที่พื้นที่น้ำท่วมและไม่ยอมออกจากบ้าน  ภายใต้แนวคิดพระสงฆ์ไม่ทิ้งประชาชน และพระสงฆ์กับบทบาทในการทำงานสังคมสงเคราะห์เพื่อประชาชน ผลเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น (ก) ระยะสั้นเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน  (ข) ระยะกลาง กระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือ เพราะหลังจากนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ พระสงฆ์ เอกชนได้เข้าไปช่วยเหลือในภาพกว้าง (ค) ระยะยาวหน่วยงานภาครัฐ หรือเกี่ยวข้องจะต้องนำเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบต่อปัญหาน้ำท่วมในองค์รวม เป็นต้น