• ขี่กระทิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawan@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-11
  • จำนวนเรื่อง : 5
  • จำนวนผู้ชม : 29176
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
ถนนนักลงทุน
แด่มิตรรัก..แฟนหุ้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/BizWeek
วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม 2550
Posted by ขี่กระทิง , ผู้อ่าน : 2534 , 14:06:00 น.  
หมวด :

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เปิด Business Cycle "ปตท.สผ."
ปีนี้ "ระยะฟักตัว" รอเก็บเกี่ยว ปี 2551
---------------------------------
โค้ด: "ผมคิดว่าเรายังเป็น Star อยู่ ยังมีอะไรที่น่าจะเติบโตได้มากขึ้น เพราะเราไม่ได้ Generate Cash ออกมาอย่างเดียว ยังมีอีกหลายแหล่งสัมปทาน ที่น่าจะประสบความสำเร็จ" 
-------------------------------
 บทพระเอกของ "ปตท.สผ." ปีนี้กำลังถูกท้าทายอย่างที่สุด ด้วยบททดสอบของสถานการณ์ราคาน้ำมันขาลง "มารุต มฤคทัต" เปิดใจ ปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทาย และ เหนื่อย! ยุคเก็บเกี่ยวจริงๆต้องรอ ปี 2551 เป็นต้นไป
------------------------------------------
  แม้ธุรกิจพลังงานจะถูกประเมินว่า อาจจะเข้าสู่ "วัฏจักรธุรกิจขาลง" ตามทิศทางราคาน้ำมัน  แต่ มารุต มฤคทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) วิเคราะห์ให้ฟังผ่านโมเดล BCG Matrix หรือ บอสตันโมเดล ว่า ปตท.สผ.ยังคงโคจรอยู่ในตำแหน่ง "ดาวรุ่ง" หรือ "Stars" เป็นธุรกิจที่มีการเติบโต และยังทำเงิน
 หัวหน้าหน่วยรบในธุรกิจสำรวจของปตท. บอกกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ความโชคดีที่กลายเป็น "จุดแข็ง" และ "แต้มต่อ" ของปตท.สผ. ที่ต่อสู้กับวัฏจักรราคาน้ำมัน "ขาลง" ได้ คือ การมี Legacy Asset หรือ มรดกเจ้าคุณปู่ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ต้นทุนต่ำ จำนวนมาก
 ไม่ว่าจะเป็น โครงการบงกช ที่ยังเป็นดาวเด่นผลิตก๊าซธรรมชาติได้เต็มสตรีม 630 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน  ,โครงการเอส 1 หรือแหล่งสิริกิติ์ ,โครงการไพลิน และโครงการยาดานา เป็นต้น
  ขณะที่ยังมีอีก 2-3 โครงการใหญ่ที่อยู่ระหว่างเริ่มต้นพัฒนา ได้แก่ โครงการอาทิตย์ และโครงการเจดีเอ ที่คาดว่าในอนาคตจะกลายเป็น Legacy Asset ที่เป็นฐานสร้างรายได้แบบ "กินยาว" เพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า
   "ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ แต่ความโชคดีที่เรามี Legacy Asset ต้นทุนต่ำเหล่านี้ ทำให้ยังสามารถยืนอยู่ได้ แม้ราคาน้ำมันจะตกลงมาต่ำมากๆ ก็ตาม" 
  ซีอีโอ ปตท.ส.ผ.ประเมินภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายถึงขีดสุดว่า ถ้าราคาน้ำมันหล่นลงมาถึง 20 เหรียญต่อบาร์เรล ปตท.ส.ผ.ก็ยังอยู่ได้ ยังมีกำไร และมีพลังที่จะโตได้ระดับหนึ่ง ขณะที่คนที่ไม่มีสินทรัพย์เหล่านี้อยู่เลย ต้นทุนจะสูง และจะลำบากมาก
 "ผมคิดว่าเรายังเป็น Star อยู่ ยังมีอะไรที่น่าจะเติบโตได้เร็วกว่านี้ และมากขึ้น เพราะเราไม่ได้แค่ Generate Cash ออกมาอย่างเดียว แต่เรายังมีโอกาสในอีกหลายแหล่งสัมปทาน ที่คิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ และสร้างรายได้ใหม่ๆเข้ามา" 
  เมื่อให้เขาประเมินราคาน้ำมันที่มีอยู่แล้วในใจ บิ๊กปตท.สผ. คาดการณ์ในแง่ดีว่า ปีนี้ ราคาน่าจะยังขยับอยู่ในช่วง 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะปริมาณการใช้น้ำมันในตลาดโลกยังไม่ลดลง และยังไม่มีซัพพลายจากแหล่งหลักๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น
  ส่วนอาการอ่อนตัวของราคาหุ้น PTTEP ที่จมอยู่ใต้เพดาน 100 บาทมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ผู้บริหารเบอร์หนึ่งในธุรกิจสำรวจเครือปตท. อธิบายว่า เหตุการณ์ในประเทศก็มีส่วน และหลักๆ คงมาจากเรื่องราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง
 ถึงแม้หุ้นจะดียังไงก็ตามแต่ ต้องยอมรับว่า คนที่ไดรฟ์ราคาหุ้น PTTEP ทุกวันนี้ ก็คือ นักลงทุนต่างประเทศ 
   มารุต ไม่ปฏิเสธว่า ปีนี้นับเป็นปีที่ท้าทาย และเหนื่อย ! สำหรับปตท.สผ. พร้อมอธิบายภาพเปรียบเทียบ 3 ปีระหว่างปี 2548-2550 ให้ฟังว่า
  “สำหรับผมแล้ว ปี 2548 เป็นปีที่ดี ที่ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้น ขณะที่การแย่งชิง Contractor (ผู้รับเหมา)  การแย่งชิงแหล่งสัมปทานยังไม่มาก การแข่งขันหาแหล่งสัมปทานใหม่ๆ ยังไม่ยากมากนัก
  ส่วนปีที่แล้ว (2549) ราคาน้ำมันแม้จะสูงขึ้นจริง แต่การจะไปหาผู้รับเหมาดีๆ ราคาดีๆ ยาก ทุกคนต้องการขยายงานหมด การไปประมูลแข่งขันแหล่งสัมปทานใหม่ๆก็ยากขึ้น
 ส่วนปีนี้ (2550) ผมมองว่าความเหนื่อยจะมากขึ้น เพราะยังมองไม่เห็นสัญญาณว่าในด้านการหาผู้รับเหมา รวมถึงการไปหาพื้นที่สัมปทานใหม่ๆ ที่ต้องแย่งชิงแข่งขันกัน ผมยังไม่เห็นทิศทางว่ามันจะลดลง แต่ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นสัญญาณว่า ด้านรายได้ในส่วนของราคาน้ำมัน อาจจะอ่อนตัวลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  ดังนั้น การจะทำให้ Maintain จากเดิม คงยาก และเหนื่อย"
 ภายใต้วิธีคิดเชิงบวก มารุต บอกว่า ทิศทางราคาน้ำมันขาลง ก็อาจจะเป็นโอกาสที่เปิดให้ ปตท.ส.ผ. อาศัยจังหวะนี้เข้าไปเทคโอเวอร์แหล่งผลิตปิโตรเลียมที่มีการผลิตอยู่แล้ว เพื่อ Short Cut (เป็นทางลัด) การสร้างรายได้
 หลังจากก่อนหน้านี้ ประสบความสำเร็จกับการเข้าไปเทคโอเวอร์แหล่งสิริกิติ์ หรือ เอส 1 มาจาก บริษัทไทยเชลล์ เอ็กซ์พลอเรชั่น แอนด์โปรดักชั่น ซึ่งถือเป็นการเข้าไปอย่างถูกจังหวะ และดวงเฮง เพราะหลังจากตัดสินใจซื้อไม่กี่เดือน ราคาน้ำมันก็พุ่งขึ้น จนสามารถคืนทุนได้ภายในเวลารวดเร็ว
   “แผนการเข้าไปเทคโอเวอร์แหล่งผลิต ก็เป็นการ Short Cut อย่างหนึ่ง  ถ้ามีจังหวะที่ดี มี Asset ที่ดี เราก็มีความเข็มแข็งทางการเงินพอที่จะเข้าไปเทคโอเวอร์ แต่เราไม่ได้วางแผนธุรกิจของเราบนพื้นฐานการเติบโตจากการเข้าไปซื้อ Producing Asset  อันนั้นถือเป็นโบนัสมากกว่า โดยพื้นฐานของเรา ยังมีการเติบโตจากภายใน หรือ Organic Growth ที่ผมคิดว่าเรายังมีแปลงสัมปทานที่มีศักยภาพดีๆ อีกเยอะ ทั้งในพม่า อิหร่าน โอมาน รวมถึงในประเทศของเราเอง ที่ยังมีศักยภาพพัฒนาขึ้นในอนาคต” 
  ผู้บริหารปตท.ส.ผ. เปิดเผยว่า ปีนี้ เป็นที่บริษัทจะใช้เงินลงทุนหนักกว่าทุกๆปี จากที่เราเคยตั้งงบลงทุนไว้ 5 หมื่นล้านบาท ได้ปรับตัวเลขใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งมีผลจากต้นทุนการลงทุนในโครงการใหม่ ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 15-20%
  ขณะที่มองไปที่ภาคของการทำรายได้ในปี 2550 อาจจะอยู่ในภาวะ “เติบโตแต่ไม่โดดเด่น” จากตัวแปรของทิศทางราคาน้ำมัน โดยผู้บริหารรายนี้ ยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2548-2549) นับเป็น "ปีแห่งการเก็บเกี่ยว" ที่ปตท.สผ.สามารถทำรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการโตทั้ง 2 มิติ ทั้งด้านปริมาณการผลิต และด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
   “สำหรับปีนี้ ในแง่ของปริมาณการผลิตของเรา ยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 1.7 แสนบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มเป็นเกือบ 1.88 แสนบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่ปีที่การผลิตก้าวกระโดดจะเป็นในปีถัดไป คือ ปี 2551 ที่โครงการอาทิตย์จะเข้ามา และปี 2552 ที่โครงการเจดีเอจะเข้ามา” มารุต กล่าว
  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไฮไลท์จริงๆ ของการ “ก้าวกระโดด” ของรายได้จะเกิดขึ้นในปี 2551 ที่ปริมาณการจำหน่ายของปตท.สผ.จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง อยู่ที่ 240,566 บาร์เรลต่อวัน ก้าวกระโดด จากปีนี้ที่คาดว่าปริมาณจำหน่ายจะอยู่ที่ 187,713 บาร์เรลต่อวัน
----------------------------  
 ปี 2550 ทุ่มลงทุน 7.4 หมื่นล้าน
---------------------------- 
  ตามแผนดำเนินงาน 5 ปี (2550-2554) ปตท.สผ.วางแผนใช้เงินกว่า 284,710 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวม 34 โครงการ โดยพบว่า ปี 2550 และ 2551 จะเป็นปีที่ปตท. จะใช้เงิน “หนัก” ติดต่อกัน 2 ปี โดยมีรายจ่ายลงทุน และดำเนินงาน อยู่ที่ 74,512  ล้านบาท และ 71,756 ล้านบาท ตามลำดับ   ส่วน 3 ปีที่เหลือ (2552-2554) มีรายจ่ายรวม  58,887 ล้านบาท , 43,567 ล้านบาท และ 35,988 ล้านบาท ตามลำดับ 
 สำหรับประมาณการรายจ่าย ในปี 2550 วงเงิน 74,512 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการหลักที่อยู่ระหว่างการผลิต ได้แก่ โครงการบงกช , โครงการเอส 1 , โครงการ B8/32 & 9A , โครงการไพลิน 
 2. โครงการหลักที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2551-2552 ได้แก่ โครงการอาทิตย์ ซึ่งมีแผนที่จะเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติ ในไตรมาส 1 ปี 2551 , โครงการอาทิตย์เหนือ ภายในปี 2551 , โครงการเวียดนาม 9-2 มีแผนเริ่มผลิตน้ำมันดิบในครึ่งปีหลังของปี 2551 และ โครงการพื้นที่ร่วมพัฒนาไทย-มาเลเซีย จะเริ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในครึ่งปีหลัง ของปี 2552
  3. โครงการหลักที่อยู่ระหว่างการสำรวจ ได้แก่ โครงการพม่า M7&M9, โครงการพม่า M7&M9 , โครงการอัลจีเรีย 433A&416B (ปตท.สผ. ถือหุ้น 35%),และ โครงการเวียดนาม 16-1 (ปตท.สผ.ถือหุ้น 28.5%)
 มารุต มฤคทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. บอกว่า ปตท.สผ.ในเมืองไทย อาจจะดูใหญ่ มาร์เก็บแคปเกือบ 4 แสนล้านบาท ใหญ่เป็นที่สองในตลาดหลักทรัพย์รองจาก ปตท. แต่ถ้าเทียบกับบริษัทน้ำมันระดับโลกแล้ว เราตัวนิดเดียว ถ้าจะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล ต้องเข้มแข็งและใหญ่กว่านี้
   "ผมคิดว่าเรามีมาตรฐานที่ดีในการเลือกลงทุน อาจจะมีที่เจาะแล้วไม่เจอก๊าซบ้าง แต่ถ้าดูภาพรวมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ประสบความสำเร็จ และเติบโตด้านปริมาณสำรองปิโตรเลียม"
 ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อตั้งงบลงทุนไว้จำนวนมาก แล้วจะกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลในปีนี้หรือไม่ ซีอีโอ ปตท.ส.ผ. อธิบายว่า นโยบายจ่ายเงินปันผลจะพยายามคงเดิม คือ จ่ายประมาณ 35% ของกำไรสุทธิ ที่ผ่านมาได้จ่ายปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปี 2549 ไปแล้วในอัตรา 1.71 บาทต่อหุ้น
   "ผมมองว่า ปีนี้เป็นทั้งปีลงทุน และเก็บเกี่ยวสำหรับเรา เพราะธุรกิจนี้ ต้องลงทุนก่อนถึงจะเก็บเกี่ยวได้ ยกตัวอย่างเราลงทุนหนักๆ ในปีนี้ คือ โครงการอาทิตย์ เพื่อหวังผลผลิตในปีหน้า ลงทุนหนักๆ ในโครงการเจดีเอ เพื่อหวังผลในปี 2552 การเก็บเกี่ยวจะทยอยกันเข้ามา"
 เขาอธิบายวัฏจักรธุรกิจให้ฟังว่า เอาง่ายๆเมื่อได้สัมปทานมา กว่าจะรู้ว่ามีอะไร ไม่มีอะไร ต้องสำรวจกัน 3-4 ปี เมื่อตัดสินใจว่าจะพัฒนา ก็ต้องใช้เวลาอีก 3-4 ปี ดังนั้น 6-8 ปี ก็เป็นเกณฑ์ทั่วๆไปสำหรับวัฏจักรการลงทุน ก่อนที่จะมีรายได้เข้ามา
    ---------------------------------------




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สมดุล วันที่ : 09/11/2009 เวลา : 12.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

บริษัทมหาชนขนาดใหญ่กำลังเปิดให้มีการใช้เงินทำงานแบบ SME ที่คืนทุนไว ความเสี่ยงต่ำมีรายได้ยั่งยืน เดือนละ 2 ล้านบาทต่อหน่วยการลงทุน เร่งศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.ainews1.com

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน