*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-08-28
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 215424
  • จำนวนผู้โหวต : 38
  • ส่ง msg :
  • โหวต 38 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 19 ธันวาคม 2558
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2465 , 23:39:30 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน แม่หมี , รักแห่งสยามประเทศ และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

 

ได้เวลากลับมารีวิวทริปท่องเที่ยวอีกครั้ง...เพราะเพิ่งกลับมาจากท่องเที่ยวเมืองสิกขิม ประเทศอินเดียมามาดๆ ยังตื่นเต้นกับการเดินทางแบบผจญภัยขึ้นเขาหิมาลัยไม่หาย... คลันหลงยังคงอยู่ จึงขอเล่าความตามท้องเรื่องคร่าวๆ ก่อนนะคะ 

แม้ว่าหลายคนอาจเคยไปมาแล้ว แต่บล็อกเกอร์คนนี้เพิ่งมีโอกาสได้ไปเยืยนดินแดนภารตะครั้งแรกในชีวิต จะว่าเชยก็ว่าได้คะ ^_^

และจุดหมายแห่งแรกที่ไปคือ “กังต็อก หรือ แกงตอก” (Gangtok) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสิกขิม) เมืองสิกขิมขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งความสงบที่ใครก็อยากไปอยู่ใน “อ้อมกอดหิมาลัย”...


จะว่าไปแล้วการเดินทางไปสิกขิมก็ไม่ได้ยุ่งยากสักเท่าไร... แต่สิ่งที่ยุ่งยากกว่านั้นคือ เมื่อเราเดินทางจากจุดลงสนามบินบักโดกร้า เพื่อต่อไปยังสิกขิมนี่แหละเริ่มยุ่งยากแระ !!!  นักท่องเที่ยวจะเดินทางไปเองเริ่มลำบากแล้ว และเค้าคงไม่ให้เราไปเองแน่ๆ  ดังนั้นำไกด์นำทางจึงได้ให้พวกเราเตรียมเอกสารสำเนาต่างๆ ของแต่ละคนมาจากเมืองไทย (แม้ว่าเราจะได้วีซ่าเข้าอินเดียคนละ 6 เดือนแล้วก็ตาม) ... เอกสาารสำเนาต่างๆ จะต้องถูกนำไปยื่นเจ้าหน้าที่ยังแดนขาเข้าเขตของสิกขิม หลายเขตด้วยกัน

ส่วนการยื่นขอวีซ่าอินเดีย จำเป็นต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมีทัวร์ช่วยกรอกข้อมูลให้แล้วก็ตาม เพราะทุกคนจะต้องไปสแกนนิ้วมือด้วยตัวเองด้วย ฉะนั้นจะฝากใครไปยื่นแทนก็ไม่ได้... อ้อ! อีกอย่างนะคะ เกี่ยวกับเรื่องรูป ตัวบล็อกเกอร์ถ่ายรูปเองและพิมพ์เองไปจากบ้านด้วยขนาดที่เค้ากำหนด... ปรากฎว่ากระดาษพิมพ์ไม่ได้ตามกำหนดของเค้า... เจ้าหน้าที่บอกให้ไปถ่ายใหม่ในวันนั้น ซึ่งเค้ามีเจ้าหน้าที่เตรียมถ่ายรูปไว้ให้ แต่ค่อนข้างแพงนะคะ ราคา 200 บาท ต่อ 6 รูป... ต่อคิวยื่นวีซ่าก็ยาวๆ รอเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงคิวตัวเอง...

ก่อนพาเที่ยว ขอแนะนำข้อมูลเอกสารต่างๆ ที่ต้องจัดเตรียมกันก่อนนะคะ...  เอกสารสำหรับยื่นวีซ่า/คน
1. ใบสมัคร 1ชุด
2. ใบจองโรงแรม 1ชุด
3. โปรแกรมทัวร์ 1ชุด
4. ตั๋วเครื่องบิน 1ชุด
5. รูปถ่ายสีขนาด2x2นิ้ว ติดบนใบสมัคร 1รูป แนบต่างหาก 1รูป
6. สำเนาบัตร ปชช. 1ชุด
7. สำเนาวีซ่าอินเดียเดิม(ถ้ามี) 1ชุด 
8. สำเนาพาสปอต 2ชุด
9. หนังสือเดินทางฉบับจริง
10. ค่าธรรมเนียม 

การยื่นของวีซ่าเข้าประเทศอินเดีย ต้องยื่นผ่านบริษัทตัวแทนขอวีซ่าที่;
Indian Visa and Passport Application Centre (IVS GLOBAL Pvt. Ltd.)
อาคาร 253 อโศก ชั้น 22 ถนนสุขุมวิท สุขุมวิทซอย 21
แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 (ใกล้กับโรงพยาบาลจักษุรัตนิน)
(อาคาร 253 อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลจักษุรัตนิน)

โทรศัพท์: 02-664-1200, 02-664-1201
อีเมล์: infothai@ivsglobal.in
Website: http://www.indiavisathai.com/

เปิดทำการ: วันจันทร์ - วันศุกร์
ยื่นเอกสารขอวีซ่า: เวลา 08.30 น. - 14.00 น.
รับเล่มคืน: เวลา 16.30 น. - 17.30 น.

ค่าธรรมเนียม
สำหรับหนังสือเดินทางไทย
วีซ่าท่องเที่ยว (Tourist)
ค่าวีซ่า: 1,700 บาท
ค่าบริการของสถานฑูต: 70 บาท
ค่าบริการของ IVS: 20 บาท
หมายเหตุ: อายุวีซ่าท่องเที่ยว คือ 3-6 เดือน (ขึ้นอยู่กับสถานฑูตฯ เป็นผู้พิจารณา)

และเราจะต้องเตรียมสำเนาเอกสารไปจากเมืองไทยอีก 3-5 ชุดด้วยพร้อมรูปถ่าย 3 แผ่น (ขึ้นอยู่กับเอกสาร)

เพราะจะต้องไปยื่นเจ้าหน้าหน้าช่วงผ่านด่านแต่ละจุดตั้งแต่ก่อนเข้าสิกขิม ไปเรื่อยๆ เพราะเค้าตรวจเอกสารเข้มข้นมาก เพราะเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนหลายประเทศทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของเมืองท่องเที่ยวเค้าด้วยคะ... และที่สำคัญเอกสารสำเนา E-Ticket ตั๋วเครื่องบินขากลับ อย่าทิ้งนะคะ เพราะจะต้องโชว์เจ้าหน้าที่พร้อมพาสปอร์ดตัวจริงก่อนเข้าอาคารสนามบินด้วย ...เหตุเกิดเพราะเพื่อนในทริปเค้าทิ้งสำเนา E-Ticket ไป เพราะคิดว่าระบบน่าจะมี online ไว้อยู่แล้ว ซึ่งหารู้ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตรวจรักษาความปลอดภัยเค้าขาเข้าสนามบินตรวจสอบพาสปอร์ตตัวจริงและสำเนาตั๋วเครื่องบินที่มีชื่อของคนนั้นเท่านั้น... ทำให้เพื่อนในทริปจะต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สายการบินให้พาไปพิมพ์เอกสารตั๋วเครื่องบินจากระบบเพื่อมาแสดงกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จึงจะผ่านด่านเข้าอาคารสนามบินได้...

 

ประวัติสิกขิม (Sikkim History)

สิกขิมเป็นที่อาศัยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยสามเผ่าคือ Naong ช้าง จ. เลปชาที่เข้ามาสิกขิมภายหลังการดูดซึมพวกเขาอย่างสมบูรณ์ ต้นกำเนิดของ Lepchas ถูกปกคลุมไปด้วยความลึกลับ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นตระกูลของพญานาคจาก Mikir, Garo และเนินเขา Khasia ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ Bramaputra หุบเขา บางคนเชื่อว่าพวกเขามาจากที่ไหนสักแห่งบนพรมแดนของทิเบตและพม่า

ตามประเพณีของตัวเองที่พวกเขาเดินไปสิกขิมจากทางทิศตะวันออกใน บริษัท ที่มี Jindaxs, ที่ไปเนปาลและร่วมประเพณีของพวกเขา Lepchas เป็นคนมากความสงบสุขความรักอย่างลึกซึ้งทางศาสนาและขี้อายซึ่งลักษณะพวกเขายังคงได้เก็บรักษาไว้ พวกเขาอยู่ในความเป็นจริงเด็กของธรรมชาติและบูชาธรรมชาติหรือจิตวิญญาณของธรรมชาติ เลปชาเหล่านี้อาศัยอยู่ค่อนข้างใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยวิธีการยังชีพชั้นนำ บางส่วนของพวกเขาได้รับการฝึกฝนการเพาะปลูกและการขยับยกธัญพืชเช่นข้าวโพดและ Millets พวกเขานำชีวิตชนเผ่าที่การกวักมือและเรียกของผู้นำชนเผ่าของพวกเขา เครดิตในการจัดระเบียบพวกเขาลงในการเรียงลำดับของสังคมบางส่วนไปให้กับบุคคลที่เรียกว่า Tur เข้า pa ไม่มี เขาได้รับเลือกในที่สุดผู้นำของกษัตริย์ที่เรียกว่า "Punu" ใน 1400 AD เขาถูกฆ่าตายในการต่อสู้และประสบความสำเร็จสาม Kings - Tur เพลงป่าไม่มี Tur aeng ไม่มีป่าและ Tur Alu ป่าเลขที่สถาบันพระมหากษัตริย์มาถึงจุดจบด้วยความตายของกษัตริย์พระองค์สุดท้าย Lepchas resorted ตอนการปฏิบัติในการเลือกตั้งผู้นำที่มีคำแนะนำและให้คำปรึกษาได้ขอในเรื่องที่มีความสำคัญและปฏิบัติตาม การอพยพย้ายถิ่นของชาวทิเบตในต้นศตวรรษที่ 17 นำ Rongs ที่จะเปลี่ยนแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขาเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ในขณะที่การต่อสู้และความขัดแย้งในหมู่สาวกของ "หมวกสีเหลือง" และ "หมวกแดง" ในทิเบตบังคับหลังหาที่หลบภัยในรัฐสิกขิมที่พวกเขาบรรลุสถานะของชนชั้นสูง ก้าวร้าวพวกเขาครอบครองที่ดินที่ไม่ได้ลงทะเบียนโดย Lepchas ว่านอนสอนง่าย เหล่านี้อพยพทิเบต (Bhutias ขณะที่พวกเขามาเป็นที่รู้จัก) ซึ่งเป็นสาวกของนิกายของ 'หมวกแดง' ในขณะนี้พยายามที่จะแปลง "นมัสการของธรรมชาติ" เหล่านี้ Sikkimese เพื่อพระพุทธศาสนา เขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแม้ว่าจะ Lepchas พยายามที่จะให้ตัวเองห่างไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้


เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่เป็นไปได้จาก Lepchas ผู้อพยพเหล่านี้ในขณะนี้เลือก Phuntsok หนึ่งคนที่เป็นที่เคารพ Namgyalas ผู้นำชั่วขณะและจิตวิญญาณของสิกขิมซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาสืบจากตำนานเจ้าชายผู้ก่อตั้งราชอาณาจักร Minvang ในภาคตะวันออกของทิเบตในศตวรรษที่ 9 ราชวงศ์นี้ปกครองใน Chumbi และ Teesta หุบเขาเป็นเวลานาน ในศตวรรษที่สิบสามเจ้าชายชื่อปราชญ์ Tashi Minyang ของราชวงศ์ในทิเบตมีวิสัยทัศน์ของพระเจ้าที่เขาควรจะไปทางใต้เพื่อไปแสวงโชคใน "Denzong" ของเขาหุบเขาของข้าว ได้ตามวิสัยทัศน์ของพระเจ้าที่เขาพร้อมกับครอบครัวซึ่งรวมถึงบุตรชายสิบห้ามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ภาคใต้ของเขา ครอบครัวของพวกเขาในระหว่างที่เดินไปมาในราชอาณาจักรซึ่งในซากวัดถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น คนงานที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการก่อสร้างเสาสำหรับวัด

ลูกชายคนโตของปัญญาชน Tashi ยกเสาเดียวลำพังและจึงมาเป็นที่รู้จักในฐานะ "Kheye Bumsa" ความหมายที่เหนือกว่าของหมื่นวีรบุรุษ ซากกิ่งให้ลูกสาวของเขาในการแต่งงานกับ Khye Bumsa guru Tashi ต่อมาเสียชีวิตและ Khye Bumsa ตั้งรกรากอยู่ใน Chumbi หุบเขาและมันเป็นที่นี่ที่เขาเป็นที่ยอมรับในการติดต่อกับเลปชา Chieftain Thekong เต็กในกังต็อก Khye Bumsa เป็น issueless ไปสิกขิมในศตวรรษที่ 13 ที่จะแสวงหาพระพร ofThekong เต็กซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา Khye Bumsa ก็ไม่ได้มีความสุขกับลูกชายทั้งสามคนโดยหัวหน้าร่อง แต่เขายังทำนายว่าผู้สืบทอดของเขาจะเป็นผู้ปกครองของสิกขิม ออกมาจากความกตัญญู Khye Bumsa เยี่ยม Thekong เต็กจำนวนครั้ง ในหลักสูตรเนื่องจากเวลาที่ความสัมพันธ์ culminated ในท้ายที่สุดสนธิสัญญาของภราดรภาพระหว่างสองเป็นต้นมาในสถานที่ที่เรียกว่า Kabi Longtsok สนธิสัญญานี้นำมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างพี่น้องและ Lepchas Bhutias Mipon Rab ลูกชายคนที่สามของ Khye Bumsa สันนิษฐานหัวหน้าเรือหลังจากการตายของพ่อของเขา เขามีบุตรชายทั้งสองและสี่ตระกูลหลักของสิกขิมบอกว่าจะได้เด้งแล้ว

Cr. Facebook Page : เที่ยวสิกขิม Travel to Sikkim

เราเดินทางโดยสายการบินดุกแอร์ ซึ่งบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่สนามบินบักโดกร้า ของอินเดีย ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที โดยเวลาของอินเดียช้ากว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง 30 นาที

และขอถือโอกาสแนะนำ Facebook Page ของทีมงานท่องเที่ยวน้องโอ๋เอ และคุณโซนัม ที่นำพวกเราเที่ยวกันอย่างสนุกสนามและเป็นกันเองค่ะ :-)  รวมถึงคนขับรถที่น่ารักทุกคน แม้เค้าอายุยังน้อยแต่ขับรถขึ้นเขาหิมาลัยเก่งจริงๆ ขอยกนิ้วให้เลย !

การเดินทางท่องเที่ยวในสิกขิม เราจะไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวกันเองได้ จะต้องมีไกด์ท้องถิ่นพร้อมกับคนขับรถท้องถิ่นเป็นคนนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ เพราะแต่ละแห่งเป็นหุบเขาตลอดเส้นทาง

 

 

ทริปของเรารวมได้ 10 คน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เช็คอินที่เคาน์เตอร์สนามบินและเดินทางกันเองจนถึงสนามบินบักโดกร้า อินเดีย จากนั้นจะมีรถจิปซูโม่ 2 คันมารับพวกเราที่เพื่อเดินทางต่อไปยังสู่เมืองแกงตอก ซึ่งเป็นเมืองหลวงสิกขิม ....เราเดินทางด้วยรถอินโนว่า/จิปซูโม่ ใช้เวลาประมาณ 4 -6 ชม.แวะพักคนพักรถ และรับประทานอาหารกลางวันระหว่างทางตามอัธยาศัย รถไปถึงด่าน Rangpo นำพาสปอร์ตไปลงทะเบียนทำเพอร์มิตเข้าสิกขิม จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองแกงตอก

ไปถึงที่พักประมาณ 3 ทุ่ม โดยมีไกด์ท้องถิ่นชื่อ โซนัม (Sonam) มารอรับพร้อมมอบของชำร่วยเป็นผ้าพันคอสีขาวให้ทุกคน ตามธรรมเนียมของชาวสิกขิม...

พร้อมรับประทานอาหารเย็น ... แต่เหนื่อยจากการเดินทางมาหลายชั่วโมง ทุกคนแทบจะทานไม่ได้กันเลยทีเดียว

 

อาหารมื้อเช้า

วิวด้านหลังจากที่พักในเมืองแกงตอก สิกขิม

 

วิวจากบนดาดฟ้าของที่พัก

 

พระอาทิตย์ยามเช้า พร้อมหมอกหนาถ่ายจากดาดฟ้าที่พัก

มีนกบินมาทักทายยามเช้าด้วยคะ

ที่พักและรถยนต์สำหรับการเดินทางภายในเมืองแกงตอก

 

เราใช้รถขนาดนั่งไม่เกิน 6 คน จำนวน 2 คันเดินทางไปพร้อมๆ กัน เพราะท่องเที่ยวในสิกขิมจะมีขึ้นลงเนินเขา หักศอกตลอดเวลา ฉะนั้นจะใช้รถคันใหญ่ไม่ได้เลย

 

ก่อนพาท่องเที่ยว มาทำความรู้จักเมืองสิกขิมกันสักนิดนะคะ...

สิกขิม มีที่มาจากคำ 2 คำในภาษาลิมบู (Limbu) คือ คำว่า “Su” หมายถึง ใหม่ และคำว่า “Khyim” ที่หมายถึง พระราชวัง หรือ บ้าน เมื่อรวมกันแล้ว สิกขิมจึงหมายความว่า “พระราชวังหรือบ้านหลังใหม่” ซึ่งมีผู้ปกครองคนแรกคือ Phuntsok Namgyal (ส่วนในภาษาทิเบต คำว่า สิกขิมคือ Denjong ซึ่งมีความหมายว่า หุบเขาแห่งข้าว)

• สิกขิม (Sikkim) เป็นรัฐที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองรองจากรัฐ “กัว” หรือ “โคอา” (Goa) ในประเทศอินเดีย มีพื้นที่ทั้งสิ้น 7,098 ตารางกิโลเมตร และมีเมืองหลวงชื่อว่า “กังต็อก” (Gangtok) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสิกขิม)


• สิกขิมมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาคันชังจุงก้าสูง (Khangchendzonga) เดิมมีความสูงถึง 8,598 เมตร ซึ่งคนพื้นเมืองถือเป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ เพราะเชื่อกันว่าที่ยอดเขานี้เป็นที่เก็บสัญลักษณ์ทั้ง 5 อย่างของพระเจ้า คือ เงิน ทอง รัตนชาติ และพระคัมภร์ สำหรับยอดเขาคันชังจุงก้าเป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของโลก รองจากยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูง 8,848 เมตรและ ยอดเขาเคทูที่สูง 8,611 เมตร

 

เดินทางสู่วัดรุมเต็ก Rumtek Monastery ซึ่งอยู่ห่างจากแกงตอก 35 กม. หรือขับรถประมาณ 1 ชม วัดนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในสิกขิมแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่

วัดรุมเต็ก Rumtek Monastery เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในสิกขิมแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่
• วิหารวัดรุมเต็ก (Main Temple) ด้านในจะมีห้องบูชาที่ตกแต่งไว้อย่างประณีต อีกทั้งยังมีธงผ้าไหม ผ้าทังก้า
ภาพวาดทางศาสนา ต้นฉบับเกี่ยวกับคำสั่งสอนของศาสนาที่แปลจากภาษาสันสกฤต มาเป็นภาษาทิเบต
และคำอธิบายเกี่ยวกับศีลทั้งหมด 255 เล่ม รวมถึงพระพุทธรูปสูง 10 ฟุต ที่ขนาบข้างไปด้วยพระสารีบุตรและ
พระโมคลัลลา อันเป็นพระอัครสาวกองค์สำคัญของพระพุทธเจ้า และบังลังก์ศักดิ์สิทธิ์ของ“ เกลวา การ์มาปา”
สำหรับให้ผู้สำเร็จราชการแผ่นดนิ หรือพระลามะผู้มีบุญนั่งด้วย

• สถูปทอง (Golden Stupa) สถูปแห่งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุล้ำ ค่าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากร่างของพระสังฆราช “เกลวาการ์มาปาที่ 16” ปกติจะใช้ประกอบพิธีบูชาผู้สืบเชื้อสายมาจากพระสังฆราชของชาวสิกขิม ที่สำคัญที่นี่เค้าห้ามถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปด้านในมาฝากคะ

 แท่งหินสลักคำสอนของพระพุทธเจ้า (Benefits of Veneration) เป็นแท่งหินสลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ตรงกลางลานวัด

• เส้นทางแสวงบุญวัดรุมเต็ก (The Stupa Walkway) เป็นเส้นทางแสวงบุญที่อยู่ด้านหลังกำแพงวัดรุมเต็ก

ซึ่งจะมีสถูปสูง 35 ฟุต สร้างขึ้ตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อเป็นการขจัดอุปสรรคในการกลับมาเกิดใหม่ของพระสังฆราชการ์มาปาที่ 16 ภายในมีต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือในสมัยโบราณและรูปสลักด้านหน้าของเทวดา RakshaTodtreng อยู่ ทั้งนี้ระหว่างทางจะมีธง 5 สี แขวนเรียงราย เพื่อสวดอ้อนวอนให้เกิดสันติภาพในโลก ความโชคดี ความเจริญ และ อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต

 Cr. ข้อมูลจาก website

Rumtek Monastery

เห็นภาพลามะน้อยอยู่ด้านบน เลยเก็บภาพน่ารักมาด้วยคะ

 

 

Chorten Stupa

สถูปทอง (Golden Stupa) 

 

 

สถานที่แต่ละแห่ง เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน ก็เลยไม่มีภาพมาฝากคะ

 

 

สถานที่แต่ละแห่ง เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน ก็เลยไม่มีภาพมาฝากคะ

 

 ความสดใส น่ารักของลามะแห่งสิกขิม

 

 

 

 

จากนั้นออกเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองแกงตอก ก่อนเดินทางไปชมวัดถัดไป

 

 

Tibetology Mesuem

 

 

ไม่สามารถถ่ายภาพด้านในได้คะ

 

Ganesh Tok Temple

วัดนี้อยู่สูงมาก และสามารถมองเห็นวิวของเมืองแกงตอกได้จากที่สูงได้สวยงามจริงๆ  ภายในห้องพระมีลามะท่านหนึ่งได้ทำพิธีเล็กๆ ที่ใช้ธูปแตะสีแดงเจิมที่หน้าผากของเรา... โดยเราสามารถทำบุญตามกำลังศรัทธา จากนั้นก่อนออกจากห้องพระจะมีพระอีกรูปคอยแจกขนมเม็ดเล็กๆ สีขาวให้ทุกคน สำหรับทาน เพื่อความโชคดี

 

บนวัดแห่งนี้มีจุดชมวิวที่สวยงามมาก เนื่องจากอยู่บนเขาสูง เห็นวิวมุมกว้างของเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างสวยงามจริงๆ

ด้านล่างเป็นเมืองแกงตอก ซึ่งเห็นเสาทีวีได้อย่างชัดเจน

...หลังจากออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อชมสีสรรทางวัฒนธรรมของสิกขิมรวมถึงวิวสวยๆ ที่มีเทือกเขาหิมาลัยให้เห็นล่อตาล่อใจว่าวันข้างหน้าเราจะไป เราจะไป !!!.

เรามีโอกาสได้มาชมตะวันตกดินที่สามารถมองจากวัดบนที่สูงไปยังเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างสวยงาม... จากนั้น เราก็ได้เวลากลับเข้าตัวเมืองแกงตอก... และไปแวะเดินชมตลาดก่อนเข้าที่พัก พร้อมออกลุยในวันต่อไป

 

Enchay Monastery Temple

เป็นวัดสุดท้ายของวันที่เราได้ไปเยือนก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า...

 

 

 

เรามีโอกาสเข้าไปชมพร้อมถ่ายรูปในวัดนี้ (เพราะเค้าอนุญาตให้ถ่ายได้) แต่วัดอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่ให้ถ่ายภาพในขณะปฎิบัติภาระกิจในวัด และด้านใน

 

อย่าลืมติดตามอ่านตอนต่อไปสำหรับทริปเดินทางจากสิกขิมใต้ ไปยังสิกขิมเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนแห่งขุนเขาหิมาลัยตามลิงค์ข้างล่างนี้นะคะ ^_^

http://www.oknation.net/blog/BlackTulip/2015/12/26/entry-1

***************************************

 
 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 22/12/2015 เวลา : 11.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ แม่หมี

ใช่ค่ะ น่าเที่ยวมากๆ นั่งรถขึ้นลงเขาตลอด ตื่นเต้นดีคะ
และรอชมภาพช่วงขึ้นเขาหิมาลัยในตอนต่อไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 22/12/2015 เวลา : 11.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ รักแห่งสยามประเทศ

ใช่ค่ะ เพราะสิกขิมเหนือติดกับทิเบตคะ อีกฝั่งติดกับภูฎาน สามารถขับรถออกไปได้เลยคะ

ความคิดเห็นที่ 4 PhutaiKaowong ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 22/12/2015 เวลา : 10.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

น่าไปเที่ยวจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 PhutaiKaowong ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รักแห่งสยามประเทศ วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 20.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

ขอบคุณที่พาเที่ยวครับ สิกขิมเป็นอินเดียที่ไม่เหมือนอินเดีย เหมือนทิเบตมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 21/12/2015 เวลา : 16.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ คุณ BlueHill

ยินดีคะและขอบคุณมากที่แวะมาทักทายคะ

ความคิดเห็นที่ 1 PhutaiKaowong ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 20/12/2015 เวลา : 23.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

มีข้อมูลสำหรับเตรียมการเดินทางด้วย
ขอบคุณมากๆครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน