*/
  • ดอกไม้บานในสวนอักษร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : forrest_1663@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 68481
  • จำนวนผู้โหวต : 104
  • ส่ง msg :
  • โหวต 104 คน
ย้ำคิดย้ำฝัน

คนคนนึงเคยยืนมองไปบนฟ้าอันกว้างใหญ่ วันเวลาเวียนไปก็ยังมองฟ้าตรงที่เก่า ใครจะมองว่าเราเป็นคนชอบ "ย้ำ" ก็ช่างเขา คงมีดาวบางดาวรอเรามองซ้ำบ้างใช่ไหม ให้"ย้ำ" กันต่อไป ให้ "ฝัน" กันต่อไป

View All
<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551
Posted by ดอกไม้บานในสวนอักษร , ผู้อ่าน : 2120 , 23:56:01 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ก่อนปี พ.ศ.2483 ทั้งประเทศมีสถาบันฝึกหัดครู หลักสูตรประโยคมัธยมครู(ป.ม.)
เพียงแห่งเดียว คือ แผนกครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีโรงเรียนฝึกหัดครูหลักสูตรประโยคครูประถม(ป.ป.)เพียงแห่งเดียว คือโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร ฯ ทั้งสองแห่งนี้ ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯมหานคร ส่วนในต่างจังหวัดมีแต่โรงเรียนฝึกหัดครูมูล (ป.)เท่านั้น

                ในขณะนั้นโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศขาดแคลนครูเป็นจำนวนมาก โรงเรียนประจำจังหวัดต่าง ๆ หาครูใหญ่ที่มีวุฒิ ป.ม. ได้ยาก ครูวุฒิ ป.ป. ก็มีน้อย ส่วนใหญ่มีวุฒิสูงสุดเพียงประถม 4 เท่านั้น  แต่เมื่ออาจารย์ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ได้รับมอบหมายให้จัดตั้งกองการฝึกหัดครูขึ้น ในปี พ.ศ. 2483 และท่านได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองแล้ว จึงได้จัดตั้งโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนสตรีเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ เพื่อรับนักเรียนฝึกหัดครู ป.ป. เพิ่มขึ้นอีก และได้แยกโรงเรียนสตรีเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ไปตั้งเป็นโรงเรียนสวนสุนันทาอีกแห่งหนึ่ง การฝึกหัดครูชั้น ป.ป.จึงมีโรงเรียนเพิ่มขึ้น เป็น 4 โรงเรียน เพื่อที่จะให้ครูวุฒิ ป.ป.ได้มีโอกาสเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น ทั้งยังผลิตครู ป.ม.ให้เพียงพอต่อความต้องการ

                ในขณะนั้นอาจารย์ ม.ล.มานิจ  ชุมสาย ได้บันทึกไว้ว่า “ความรู้สึกที่ได้เห็นครูวุฒิต่ำ และไม่มีวุฒิทางครูทำให้เกิดความรู้สึกว่า ข้าพเจ้าต้องหาทางปฏิบัติอบรมครูวุฒิสูง ๆ ออกไปให้แพร่หลายให้ได้” จากแนวความคิดนี้จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง โรงเรียนฝึกหัดครูมัธยมขึ้น เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2483 และเปิดทำการสอนในปีการศึกษา 2484  เพื่อวัตถุประสงค์ในการผลิตครูประกาศนียบัตรประโยคครูมัธยม (ป.ม.)ที่มีความประพฤติดี ให้เป็นครูที่ดีสอนได้ทุกวิชา ทั้งนี้ก็เพื่อสนองความต้องการของการศึกษาในขณะนั้น โดยใช้อาคารเรียนในเขตวังจันทรเกษม ด้านหลังกระทรวงศึกษาธิการ จึงเรียกกันติดปากว่า ป.ม.หลังกระทรวง

                จากวันนั้นถึงวันนี้ โรงเรียน ป.ม.หลังกระทรวง ก็ได้พัฒนา มาจนกลายเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมในวันนี้ ที่ผลิตบัณฑิตออกสู่วิชาชีพ เพื่อรับใช้สังคมมาถึง 65 ปี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณูประการอันยิ่งใหญ่นี้ มาจากผู้ชายคนหนึ่งที่มีความคิดก้าวหน้าก้าวไกล ที่ชื่อ อาจารย์ ม.ล. มานิจ ชุมสาย  วีรบุรุษแห่งวงการครูไทย 

จากเด็กบ้านนอก

                ม.ล.มานิจเกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ปี 2451 ชีวิตในวัยเด็กของท่านเป็นชีวิตของเด็กบ้านนอก กินกับดิน นอนกับทรายวิ่งเล่นตามสวนตามป่า เพราะบ้านเมืองในขณะนั้นยังไม่เจริญ ชีวิตของท่านโตมาแบบเด็กบ้านนอก ท่องเที่ยวได้รับการศึกษาอยู่แต่ตามบ้านนอกจนโตจึงได้เข้ามาในกรุงเทพฯ

                เข้ากรุงเทพครั้งแรก เพราะว่าคุณพ่อของ ท่านเกรงว่าท่านจะเป็นเด็กบ้านนอกมากเกินไป จึงส่งมาอยู่กับคุณยายที่กรุงเทพ ให้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ อยู่กับน้องชายคือ

ม.ล.มานัศ  อยู่ได้เพียงหนึ่งปี คุณพ่อของท่าน ก็มารับตัวไปอยู่ที่เชียงใหม่เพราะท่านไปรับราชการที่นั่น และด้วยความต้องการอยากให้ท่านเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนของหม่องสะต่อ ชื่อโรงเรียนวัดสันป่าข่อย  จนจบชั้น ป.3 ท่านก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑล

                เมื่อครั้งที่ท่านเรียนที่โรงเรียนวัดสันป่าข่อยนั้น เป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายสัมพันธมิตรรบกับเยอรมันในสงครามโลกครั้งแรก ตอนนั้นอาจารย์หม่อม เริ่มมีความสนใจในเรื่องต่างประเทศเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังไม่มีความใฝ่ฝันอะไร แต่ท่านก็รู้สึกอยากรู้ว่า อังกฤษอยู่ที่ไหน และมีเมืองหลวงชื่ออะไร ท่านจึงไปถามเอากับครูประจำชั้น “ ครูประจำชั้นก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยนึกว่าจะมีเด็กปากบอนมาถามของไกล ๆ เช่นนั้น ครูบอกว่าจะไปค้นหาให้ ก็มิได้นึกว่าครูนี้ช่างมีความรู้น้อยจริง ๆ นึกไปแต่ว่า ไปถามเอาที่ยากมาก ครูจึงตอบไม่ได้”

          พอสอบเข้ามัธยม 1 ได้ คุณพ่อท่านก็อยากจะให้ท่านเข้ามาเรียนในกรุงเทพอีก จึงนำตัวมาฝากไว้ที่บ้านของเพื่อนท่าน ชื่อ พระศรีอรรถวิจารณ์ กลับไปเรียนที่โรงโรงเรียนเทพศิรินทร์ชั้น ม.2 แต่อยู่ไป ท่านก็ไม่สามารถทนความประหยัดของภรรยาพระศรีอรรถวิจารณ์ได้จึงให้คุณพ่อมารับกลับ และต่อมาพ่อของท่านถูกย้ายไปประจำราชการอยู่ที่นครสวรรค์  ที่โรงเรียนปากน้ำโพไปฝากไว้ที่บ้านครูใหญ่ชื่อ ขุนกุมาโรวาท ให้เรียนชั้นมัธยม 4 แต่ต่อมาท่านเรียนดีจึงได้เลื่อนอยู่ชั้นมัธยม 5 และได้เป็นหัวหน้าชั้น ตอนนั้นเวลาครูหยุดเรียน ครูได้มอบโจทย์เลขให้อาจารย์หม่อมเป็นคนคัดใส่กระดานดำให้เพื่อนเอากลับไปทำการบ้าน ครูให้ทำ 3 ข้อ แต่อาจารย์หม่อมอยากจะทำมาก ๆ จึงลอกปถึง 20 กว่าข้อ เป็นประจำ ต่อมา เพื่อนนักเรียนเริ่มไปถามครู เลยจับได้ว่าท่านตั้งตัวเป็นครูเสียแต่ยังเด็ก ให้โจทย์เลขเสียเอง

เด็กบ้านนอกเข้ากรุง

                ต่อมาพอชั้น ม.5 คุณพ่อท่านก็นำท่านไปฝากกับลุง (พระพินิจราชทัณฑ์) ให้เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ อยู่ชั้น ม.6 เรียนได้ถึงปลายปี ปรากฏว่าผลการเรียนของท่านไม่ดีเท่าที่ควร คุณพ่อท่านจึงคิดว่าหากให้อยู่กับลุง คงจะไม่ได้ดี เพราะลุงปล่อยตามเรื่องตามราว ไม่เอาใจใส่กวดขัน จึงอยากจะเอาไปฝากกับพวกนักปราชญ์ ท่านจึงเอาไปฝากไว้ที่บ้านท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ท่านก็ใจดีรับไว้ อาจารย์หม่อมเองก็อยู่ในฐานะคนใช้ ช่วยท่านกวาดบ้าน ถูเรือน คอยรับใช้เช็ดโต๊ะ เมื่อท่านรับประทานอาหารเสร็จ จึงยกอาหารที่เหลือไปรับประทาน ดูเหมือนจะเป็นอาหารมื้อเดียว เพราะมีของเหลือจากโต๊ะ เพราะบ้านท่านเจ้าพระยามีคนมากดูแลไม่ถึง  ท่านเจ้าคุณก็ไม่รู้ว่าใครได้กินไม่ได้กินอย่างไร บางวันท่านเจ้าคุณมีงานมากมาย ต้องเข้าเฝ้า กลับมาดึกดื่น อาจารย์หม่อมก็ต้องคอยจนดึกไปกับท่านด้วย “เพราะชีวิตอันลำบากนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าต้องมุมานะยิ่งขึ้นไปอีก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี มีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 2 คน ลูกชายคนหัวปีไปเรียนเมืองนอก อยู่แต่คนที่ 2 ท่านเจ้าคุณก็กำลังจะส่งไปเรียนเมืองนอกอีก ข้าพเจ้าก็ไม่มีสตางค์ ก็นึกว่าทำอย่างไรถึงจะได้ไปเมืองนอกกับเขาบ้าง ทำให้มุมานะเรียนหนังสือจนดึก จนดื่น แทบทุกคืน และบางคืนก็ไม่นอนตลอดคืน”  

                ตอนนั้นการสอบคัดเลือกไปนอกต้องสอบกันสองครั้ง  สอบครั้งแรกเพื่อคัดเอาหัวกะทิมาสอบกันอีก 1 รอบ มีฝรั่งเป็นผู้สอบ เวลานั้นมีแต่อาจารย์ฝรั่งเป็นผู้สอน และตำราก็ใช้แต่ภาษาอังกฤษทุกวิชา นักเรียนในสมัยนั้นจึงเก่งภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย และตำราภาษาอังกฤษก็อ่านเชคสเปียร์  ตัวจริง อาจารย์หม่อมด้วยความที่ซ้ำชั้นมัธยม 8 อยู่ถึงสามปี จึงได้เรียนเชคสเปียร์ถึงสามรอบ พอถึงมัธยม 8 รอบที่ 3 อาจารย์จึงรู้จักเช็คสเปียร์ทุกบรรทัด ฉะนั้นเมื่อกรรมการสอบสัมภาษณ์เรียกตัวไปสอบท่านจึงตอบได้หมดไม่ติดขัด จนฝรั่งเลิกถาม อาจารย์หม่อมก็ไม่ยอมเลิก บอกว่า อยากจะขอร้องเพลงในหนังสือเช็คสเปียร์ให้ฟัง คงเป็นเพราะความบ้าบิ่นเหตุนี้ของท่าน ท่านจึงได้ทุนคิงสกอลล่าชิพ เป็นทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ตั้งแต่นั้นชีวิตของท่านอาจารย์ก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้น แม้แต่ ท่านเจ้าคุณพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ก็เริ่มบอกให้ท่านนั่งโต๊ะกินข้าวด้วยกัน แต่อาจารย์หม่อมก็ไม่ยอมเด็ดขาด เพราะท่านถือว่า ท่านเจ้าคุณยังเป็นเจ้าคุณนายคุณ เสมอ เพราะได้อิทธิพลของท่านเจ้าคุณ จึงทำให้ท่านกลายเป็นคนรักการอ่านเป็นหนอนหนังสือจึงสอบได้ 

จากกรุงเทพฯ ถึงลอนดอน

                ชีวิตในเมืองนอกของท่านจัดเป็นชีวิตที่โลดโผน อาจารย์หม่อมนั้น มีชีวิตอยู่ถึงห้าแผ่นดิน ท่านเกิดเมื่อก่อนรัชกาลที่ห้าสวรรคต ตอนที่ท่านไปเมืองนอกก็เริ่มเข้ารัชกาลที่ 7 แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจารย์หม่อมนั้นเป็นนักเรียนทุนในพระบาทสมเด็จปพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นการไปนอกต้องเข้าเฝ้ากราบทูลลา ตอนนั้นเองที่ท่านอาจารย์หม่อมเพิ่งจะรู้สึกว่าตนเองเป็นหม่อมหลวง ก็เมื่อเวลาถวายบังคมเข้าเฝ้าได้รับการขานชื่อก่อน  ท่านยังเคยกล่าวว่า ความเป็นหม่อมหลวงในชีวิตท่านท่านนั้น เปรียบเหมือนเป็นของไม่มีค่า เพราะท่านไม่ได้เป็นคนมั่งมีในทางเงินทองเลย เมื่อไม่ได้มั่งมีทางเงินทอง ท่านจึงมุ่งมั่นที่จะมั่งมีทางความรู้  และคงเพราะความคิดนี้เองท่านจึงสอบจนไปทุนเล่าเรียนหลวงจนมาถึงเมืองลอนดอน ไปอยู่ที่โรงเรียน อิมพีเรียล เซอรวิช เมืองวินเซอร์  อยู่หอพักของโรงเรียน

                ชีวิตของโรงเรียนกินนอนเมืองนอกได้สอนระเบียบวินัยและความอดทนอย่างมาก เพราะมีนักเรียนอาวุโสเป็นหัวหน้าควบคุมนักเรียนอื่น ควบคุมเข้าแถว ควบคุมเข้าโบสถ์ เล่นกีฬาบังคับ  ทางผู้ปกครองที่สถานทูตก็กำชับไว้ว่าถ้าเขาทำอะไร ท่านก็ต้องทำตามทุกอย่างเพื่อที่จะได้รู้จักชีวิตพวกเขาอย่างแท้จริง

                การสมาคมกับนักเรียนไทยสมัยนั้นก็มีการแบ่งชั้นวรรณะมาก ว่าใครเป็นลูกเจ้าหลานใคร การคบหาสมาคมจึงต้องระวังเพราะพ่อของเขา ๆ ท่าน ๆ ล้วนมีอำนาจมาก และก็ถือตัวมากใช้จ่ายกันอย่างฟุ้งเฟ้อ  

                ท่านอาจารย์อยู่ที่วินเซอร์เพียงไม่นาน เรียนเพียงไวยากรณละติน เพราะวิชาต่าง ๆ ที่มาจากเมืองไทยของท่านล้วนใช้ได้ เรียนตำราเพียงเล่มเดียวเป็นหนังสือละตินชื่อ “วิสเซอโร โพรไมโลเน” (วาทะของซิสเซอโรเพื่อป้องกันไมโล) พอท่านเริ่มรู้ไวยากรณ์ละติน ก็เริ่มแปลหนังสือเล่มนี้ท่านแปลอย่างละเอียดและมีความตั้งใจมาก จนอาจารย์เบ็ควิช (อาจารย์ใหญ่) ถึงกับออกปากชมว่า ท่านจะแปลหนังสือนี้ถอยหลังก็ยังได้ ด้วยความชื่นชมนี้ อาจารย์ใหญจึงส่งท่านเข้าเคมบริดจ์ ให้อยู่ที่สำนักทรินนิตี้ ซึ่งถือเป็นสำนักที่หรูที่สุด ยากที่สุด ในเคมบริดจ์ คนไทยเจ้านายไทยหลาย ๆ ท่านอยากจะเข้าก็ไม่สามารถเข้าได้ 

                ชีวิตความเป็นอยู่ในอังกฤษนั้นถ้าใครไม่ได้เข้าเคมบริดจ์หรืออ็อกฟอร์ด ก็ถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ และถ้าเข้าเคมบริดจ์ก็แบ่งชั้นวรรณะต่อไปอีก คือต้องเข้าสำนักที่หรูที่สุด เช่น ทรินนิตี้ ซึ่งเป็นสำนักที่พวกเอริล  พวกลอร์ด ตลอดจน มกุฏราชกุมารมาเรียน อาจารย์หม่อมเองท่านบอกว่า ท่านหลุดเข้าไปใน ทรินนิตี้อย่างไม่คาดฝันจึงทำให้ท่านมองดูเป็นไพร่ชั้นผู้ดีกับเขาไป

                ในสำนักทรินิตี้ในขณะนั้น นักเรียนที่ไปเรียนล้วนแต่เป็นเจ้าทั้งนั้น คือ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ,พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ,พระองค์เจ้าอาภัสกรวงศ์, พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช ชั้นหม่อมก็มี หม่อมเจ้าดิลกฤทธิ์ กฤษฎากร, หม่อมเจ้าดำแดงฤทธิ์ และ นายวิลาส บุนนาค นายวิลาสแม้มิใช่เจ้าก็เป็นลูกราชทูต ทำให้บรรดาฝรั่งทุกคนทึกทักเอาว่าอาจารย์หม่อมก็เป็นเจ้าเช่นกัน เพราะมีคำว่าหม่อมหลวงนำหน้าชื่อ  

                ท่านใช้ชีวิตนักเรียนเคมบริดจ์ของท่านด้วยความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ด้วยความมีนิสัยเป็นคนใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ทุกภาคฤดูร้อนท่านก็จะไปอยู่เยอรมัน เพื่อศึกษาภาษาเยอรมัน ตลอดจนความรู้   ท่านเป็นคนชอบเขียนรูป ท่านก็ไปเรียนเขียนรูปที่โรงเรียนสอนพิเศษการวาดรูป ในระหว่างวันหยุดยาว การมาอยู่เยอรมันในช่วงปิดภาคฤดูร้อนทำให้ท่านได้รู้จักคนไทยเพื่มขึ้นอีกหลายคน อาทิ ดร.จ่าง นายสนั่น สังขจันทร์   ,หมอเติม บุนนาค ,ดร.อัมพร ศรีไชยันตร์ ,นายหยู่ ทองเวสต์

สู่มาตุภูมิ

         

          จนปี ค.ศ.1932 มี นายทองศุข พงษ์ทัต มาอยู่ด้วยแต่เป็นการอยู่ชั่วคราวที่เบอร์ลิน อยู่มาวันหนึ่ง นายทองศุข ถือหนังสือพิมพ์เข้ามาบอกด้วยความตื่นเต้นว่า เกิดการกบฎที่เมืองไทย หัวหน้ากบฎชื่อ โบฮอล (ตามตัวอัษกรฝรั่ง) ท่านก็ไม่ทราบว่าใคร คนไทยที่นั่นพากันวิตกกังวลเป็นอันมาก เพราะเป็นห่วงญาติพี่น้อง ท่านจึงอาสาไปถามข่าวที่สถานทูต จึงค่อยรู้เรื่องและสบายใจขึ้นว่า เขาเพียงแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

                จากข่าวนั้นบวกกับท่านเรียนจบด้วย ท่านก็เดินทางกลับเมืองไทย เพราะไม่ทราบว่าจะเรียนอะไรต่อดี  และคุณพ่อของท่านก็ออกจากราชการแล้วมาปลูกบ้านอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง (ตอนนี้อาคารถูกปรับย้ายไปแล้ว)

                 

                ก่อนเดินทางกลับ    กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งสั่งให้ท่านไปประชุมสหพันธ์นานาชาติว่าด้วยการศึกษาครั้งที่ 5 ที่กรุงดับลิน เมื่อถึงคราวผู้แทนแต่ละประเทศแถลง ท่านพูดต่อหน้าที่ประชุมว่า  การศึกษาในเมืองไทยนั้นไม่ลำบากเพราะพระสงฆ์ช่วย พระไทยได้จัดให้สถานที่ในวัดจัดเป็นโรงเรียนเรียกกันอย่างง่าย ๆ ว่า โรงเรียนวัด  ประเทศไทยจึงสามารถจัดการศึกษาได้ทั่วประเทศ

                ปรากฏว่าเช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ลงข่าวกันเกรียวกราว ไม่ว่า อาจารย์หม่อมหลวงมานิจ จะไปอยู่ที่ไหน หนังสือพิมพ์ก็ถ่ายรูปไปลง ชาวตะวันตกนั้นตกตะลึงและทึ่งที่คนไทย เมืองไทย ศาสนากับทางบ้านเมืองร่วมกันได้ดี ไม่การแก่งแย่งชิงอำนาจกันเหมือนที่อื่น

                ระหว่างเดินทางกลับท่านอาจารย์หม่อมก็มิได้ปล่อยให้การเดินทางเปล่าประโยชน์ ท่านได้แวะศึกษาดูงานการศึกษาพม่า ท่านดูงานที่พม่าถึงสามเดือน ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของพม่าอย่างละเอียดลึกซึ้งและใช้โอกาสท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ของพม่า ความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ รวมถึงโรงเรียนราษฎร์ประจำชาติที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสอนภาษาพม่าและต่อต้านอังกฤษเพื่อเตรียมการกู้เอกราช ดูวัดวาอารามไปจนถึงปราสาทราชฐาน จนชนเผ่าต่างๆ ไปถึงสภาพบ้านเมือง

                ช่วงที่ท่านอยู่พม่า เป็นตอนจวนปลายปี พ.ศ.2476 มีคนพม่ามาเล่าให้ท่านฟังว่า เมืองไทยรบกันในเมือง  ท่านจึงดักฟังข่าววิทยุ  ปรากฏว่าเกิดการกบฎโดยการนำของพระองค์เจ้าบวรเดช ท่านฟังข่าววิทยุทุกวัน จนกระทั่งเกิดรบกันที่บางเขน ทหารกบฎล่าถอยออกไปทางโคราช  จนเหตุการณ์เรียบร้อยรัฐบาลยึดสถานการณ์ไว้ได้ พระองค์เจ้าบวรเดชขึ้นเครื่องบินหนีออกนอกประเทศ ตอนนั้นท่านเองอยู่พม่าได้สามเดือนแล้วจึงคิดที่จะกลับเมืองไทย แต่ท่านไม่อยากกลับทางเรือ เพราะว่ามันไม่สนุกและน่าเบื่อหน่าย ท่านจึงออกเดินทาง (เท้า) จากย่างกุ้งมามะละแหม่ง  ออกจากมะละแหม่ง ลงเรือข้ามมาเกาะกรีก แล้วขึ้นรถเมลข้ามมาชายแดนไทยที่แม่สอด มีแม่น้ำละเมยขวางกั้นนิดเดียวลุยข้ามได้ พอท่านลุยข้ามฟากมาถึง  ได้เหยียบดินแดนไทยเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้จากไปนานกว่า 7 ปี ด้วยความยินดีที่ได้กลับสู่มาตุภูมิ ท่านก้มลงหยิบดินไทยมาโปรยใส่ศรีษระ ด้วยความรู้สึกว่านี่คือดินแดนของเราอันแท้จริง เรามีสิทธิอย่างเต็มที่บนผืนดินนี้ และตั้งปณิธานว่าจะทำงานรับใช้ผืนแผ่นดินรับใช้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และจะสนองพระเดชพระคุณในด้านที่ได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาเล่าเรียนมาถึงเมืองผู้ดีนั้นนำกลับมารับใช้แผ่นดิน

                ท่านกลับมาใช้ชีวิตเป็นอาจารย์ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงหนึ่งปี ก็ถูกส่งตัวไปอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีโดยฝีมือของ พระสารสาสน์ประพันธ์ ที่เรียกท่านไปดูหน้าแล้วพูดว่า  “พวกหัวนอกนี้พอกลับมาก็จะมาเป็นนายเขาหมด อยู่แออัดกันแต่ในกรุงเทพฯ ปกครองบังคับบัญชาคนทั่วประเทศ ไม่เคยรู้จักว่าบ้านนอกเขาเป็นอย่างไร แล้วจะสั่งงานเขาได้อย่างไร” เหตุนี้จึงถูกเนรเทศไปอยู่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งในสมัยนั้นจัดว่าไกลสุดหล้าฟ้าเขียว เพราะมีรถไฟไปถึงแค่จังหวัดขอนแก่นจากนั้น ต้องขึ้นเกวียนผ่านป่าไปอีกสองวัน ผ่านดงเสือเผลอ ซึ่งไม่สามารถแวะนอนได้ (เพราะถ้าถ้าเผลอเสือจะมาคาบเอาไป) ซึ่งถึงแม้โดนย้ายท่านอาจารย์หม่อมก็ยังมีอารมณ์ขันว่า “เด็กบ้านนอก ยังไงก็ต้องกลับไปอยู่บ้านนอกตามเดิม หนีไม่พ้น แต่ก็ดีกว่าอยู่ในกรุง ที่เหมือนหนูตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง อยู่บ้านนอก นั้นตัวใหญ่มาก เพราะเป็นถึง ข้าหลวงตรวจการศึกษาประจำภาคอุดร” 

                การที่ท่านได้ไปเห็นในจังหวัดที่กันดารที่สุด ท่านกลับรู้สึกภูมิใจมาก และก็จะไม่มีใครมาพูดได้ว่า หัวนอกคนนี้ไปแต่ที่สะดวกสบาย ไม่รู้จักความยากลำบากของครูในท้องถิ่น ท่านออกทำงานในจังหวัดอุดรโดยการออกตรวจทุกโรงเรียน สำรวจสภาพปัญหา ความเป็นอยู่ ลักษณะการเรียนการสอนของที่นั่นโดยละเอียด และก็ได้เห็นปัญหาของระบบการศึกษาในประเทศไทยสมัยนั้น ที่ครูไม่มีวุฒิ

                “ความรู้สึกที่ได้เห็นครูวุฒิต่ำมาก และไม่มีวุฒิทางครูเช่นนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกนับตั้งแต่นั้นมาว่า ข้าพเจ้าจะต้องหาทางปฏิวัติอบรมครูวุฒิสูง ๆ ออกใช้ให้แพร่หลายให้จงได้ โรงเรียนฝึกหัดครูในสมัยข้าพเจ้าในกาลต่อมา จึงต้องเริ่มสอนวิชาครูที่แท้จริงมากยิ่งขึ้นโดยข้าพเจ้าเริ่มรวบรวมหลักวิชาครูจากตำราต่างประเทศออกพิมพ์เผยแพร่และเปลี่ยนแปลงหลักสูตรวิชาครูทุกประเภท ให้เลิกสอนครูปลูกสวนทำนา ไถนา อย่างที่ข้าพเจ้าเห็นที่อุดร และให้เรียนวิชาครูมากขึ้น”

                ท่านพัฒนาโรงเรียนในจังหวัดอุดรจัดการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอน ท่านเขียนประมวลการสอนทุกชั้นให้ครูใช้ใหม่ และเร่งรัดการสอนภาษาอังกฤษ  เขียนคำร้องขอครูมาเพิ่มจากกระทรวงเพราะครูที่นี่ขาดแคลน ตลอดจนต่อสู้กับข้าหลวงจังหวัดในการแก่งแย่งพื้นที่เพื่อมาสร้างโรงเรียน อาจารย์หม่อม ต้องต่อสู้กับวิธีเก่าของพวกข้าหลวงเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นแกล้งมาป้ายข้อหาคอมมิวนิตส์ให้กับครูในโรงเรียนของท่านเพียงเพราะมีหนังสือฝรั่งเล่าเรื่องคอมมิวนิตส์อยู่ในโรงเรียนเพียงเล่มเดียว ถึงกับมาจับเอาครูไปถึงสามคน คือ ครูยวง เอี่ยม ศิลา ,  นายปิ่น แก้วมาตย์  และนายเตียง ศิริขันธ์ จนโรงเรียนเกือบพังเพราะขาดครู ขาดกำลังการสอน

กลับสู่แดนศิวิไลซ์

                จนสิ้นปี พ.ศ.2478 กระทรวงศึกษาธิการสั่งย้ายท่านกลับเข้ากรุงเทพฯ  ข้าหลวงในจังหวัดก็กลั่นแกล้งอีกโดยอ้างว่ากำลังขาดแคลนครู (ก็จะไม่ใหขาดได้อย่างไรเมื่อพวกข้าหลวงมาจับเอาไปหมด)  แต่ก็ไม่สำเร็จ เหตุที่ท่านถูกย้ายกลับมาก่อนท่านจึงรอดพ้นจากการถูกจับป้ายข้อหาฐานเป็นคอมมิวนิตส์

                เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพท่านได้ทราบภายหลังว่า การกระทำของท่านผิดหลักกระทรวงศึกษาธิการหมด เช่น เปิดชั้นเรียนโดยไม่ได้รับอณุญาต บรรจุครูตามใจชอบ เปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักสูตรตามอำเภอใจ เพิ่มภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาเอก  สอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้น ม.1 ถึง ม.8 ล้วนเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก ฐานขัดขืนคำสั่ง แต่ท่านก็แก้ว่า ท่านพึ่งกลับมาจากเมืองนอกยังไม่ทันเข้ากระทรวงก็ถูกย้ายไปอยู่บ้านนอกจึงไม่แปลกที่จะไม่รู้กฏ และตอนที่ท่านเปิดม.7-8 แล้วส่งเรื่องขอครูมาก็ไม่เห็นมีใครทักท้วงอะไร ก็ส่งครูไปเพิ่มเติมโดยดี ท่านทำไปด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ จึงเร่งทำไป ไม่ขอคำสั่งจากใครทั้งสิ้น

                ท่านย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ  มาอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำกองวิชาการ ท่านก็เริ่มคิดเผยแพร่ วิธีการสอนภาษาอังกฤษแนวใหม่ ทำตำราวิชาการใหม่ ซึ่งได้ทดลองแล้วที่อุดรจนได้ผล ถึงขนาดเด็กสามารถร้องเพลงและแสดงละครภาษาอังกฤษได้ ท่านจึงคิดเผยแพร่ทางวิทยาจารย์ และเริ่มต้นแต่งหนังสือแบบสอนอ่านภาษาอังกฤษขึ้นชื่อว่า ไดเร็กท์เมธอด ให้กระทรวงพิมพ์ออกใช้ พร้อมทั้งคู่มือคัด-แปลแต่ง-ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

                แต่ชีวิตนักวิชาการประจำกองนั้นสั้นมาก ในปี พ.ศ.2480 กระทรวงศึกษาธิการย้ายมาอยู่ที่วังจันทร์เกษม ณ ถนนราชดำเนิน และได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยตั้งกรมใหม่ชื่อว่ากรมสามัญศึกษา แยกออกจากกรมศึกษาธิการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรม คือ กรมอาชีวศึกษา และกรมสามัญศึกษา ม.จ.รัชฎาภิเศก เป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา และพระยาประมวลวิชาพูล เป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา พระยาประมวลคนนี้แหละจึงเอาท่านอาจารย์หม่อมไปอยู่ที่กรมใหม่ ท่านให้ดูแลโรงเรียนราษฎร์ และให้เริ่มต้นคิดตั้งกองการฝึกหัดครู

                และนี้ก็คือที่มาที่ไปของของโรงเรียน ป.ม.หลังกระทรวง นับได้ว่า ม.ล.มานิจ ชุมสาย หรือท่านอาจารย์หม่อมเป็นบุคคลที่มีคุณูประการต่อสถาบันของเราอย่างเหลือล้นทีเดียว  พวกเราในฐานะนักศึกษาควรจะเรียนรู้ชีวิตและผลงานของท่านไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และเอาเยี่ยงอย่างในความ
มุมานะพากเพียร ของท่าน

                ม.ล.มานิจ ชุมสาย เป็นบุคคลที่มีชีวิตเพื่อรับใช้ชาติในด้านการศึกษาอย่างมหาศาล ด้วยคิดจัดตั้งพัฒนาโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในการพัฒนาวงการครู จนวันนี้รากฐานที่ท่านได้ก่อมาเมื่อ 65 ปีที่แล้วก็ยังยืนหยัด อยู่ มหาวิทยาลัยราชภัฎ ถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่สำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่วิชาการ “ครู” เท่านั้นวันนี้เรายังผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาต่าง ๆ ออกสู่สังคม

                หากวันนี้ท่านอาจารย์หม่อมยังมีชีวิตอยู่ท่านก็คงจะอิ่มใจว่า จากโรงเรียนป.ม.หลังกระทรวงของท่านตอนนี้ผงาดอยู่ในสังคมไทยในฐานะ    “มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม”    

********************************

                 

                      

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดอกไม้บานในสวนอักษร วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bootsabahbun

ได้แรงบันดาลใจจาก คุณนั่นแหละ


" บรื๋อ ขน หัว ลุก"

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นารถ_บูรพา วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

แซวเหรอๆ เธอก็ไม่ธรรมดานะ เขียนเรื่องชวนขนหัวลุกได้ด้วย 555

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน