*/
  • ดอกไม้บานในสวนอักษร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : forrest_1663@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 85787
  • จำนวนผู้โหวต : 104
  • ส่ง msg :
  • โหวต 104 คน
ย้ำคิดย้ำฝัน

คนคนนึงเคยยืนมองไปบนฟ้าอันกว้างใหญ่ วันเวลาเวียนไปก็ยังมองฟ้าตรงที่เก่า ใครจะมองว่าเราเป็นคนชอบ "ย้ำ" ก็ช่างเขา คงมีดาวบางดาวรอเรามองซ้ำบ้างใช่ไหม ให้"ย้ำ" กันต่อไป ให้ "ฝัน" กันต่อไป

View All
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม 2551
Posted by ดอกไม้บานในสวนอักษร , ผู้อ่าน : 1594 , 11:07:24 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

             ตะวันทอแสง  แดดฉายเป็นลำร้อนแรง สะท้อนทุ่งข้าวสีทองอร่ามตา เสียงจอบสับลงดินถี่ ๆ เป็นจังหวะอย่างมั่นคงดังออกจากท้ายไร่ เป็นนายอุ่น เด็กวัดบ้านห้วยยางที่มารับจ้างยายกลอยขุดดินเพื่อทำบ่อปลาดุก  

              อุ่น  บ้านม่วง  รับจ้างทำงานทุก ๆ อย่าง เท่าที่คนหนุ่มกำลังวังชาดีอย่างเขาจะทำได้   ถางไร่  รับจ้างทำสวน  ล้างจาน  งานรับจ้างขุดบ่อปลาก็เป็นอีกงานหนึ่งซึ่งเขาได้ถูกว่าจ้างให้ทำอยู่เป็นประจำ  เมื่อว่างจากการรับใช้หลวงตาที่วัดเขาก็จะมาทำงานรับจ้างต่าง ๆ เพื่อยังชีพ  น้อนคนนักที่จะรู้ว่าที่อุ่นขยันทำงานอย่างทุกวันนี้เพราะอะไร

             “ไอ้เด็กวัด  ! เป็นไง  ! วันนี้ไม่ต้องไปล้างบาตรพระเหรอวะ เออ วันนี้แม่ข้าใสบาตรแกงเทโพ เอ็งได้กินบ้างไหม ฮะ ฮะ ฮ่า ๆๆ ”

                เสียงล้อเลียนจากไอ้ทิม ลูกเศรษฐีเจ้าของโรงสีมันเหยียดหยาม เมื่อตอนงานวัดเมื่อปีกลายยังดังก้องอยู่ในหัวเขาจนข้ามปีถึงวันนี้

                ก็เพราะไม่อยากให้คนมองว่าโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังทำเป็นเด็กวัดเกาะหลวงตากินไปวัน ๆ  ด้วยเหตุนี้ไอ้อุ่นจึงรับจ้างทำงานทุกอย่างเท่าที่จะมีคนมาจ้าง และถ้ายามใดที่ไม่มีคนจ้างทำงานอุ่นก็จะไปเก็บผักตบชวามาสานเป็นตระกร้า กระบุง กระเป๋า ไปฝากเขาขายตามร้านริมถนน 

                 ฝีมือจักสานของนายอุ่น เป็นที่ลือชื่อที่สุดของหมู่บ้าน ว่าเป็นของดี งานละเอียด สานตระกร้าได้สวย  เป็นแถวเป็นแนวเสมอกัน  อุ่นสามารถทำงานหนักได้อย่างสมบุกสมบันแต่ในขณะเดียวกันก็ประณีตกับงานฝีมือได้ดีเช่นกัน

                 20 ปีมาแล้วที่อุ่นอาศัยข้าวก้นบาตรจากหลวงตาเลี้ยงชีวิตมาตลอดตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ทุก ๆ วันเขาจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปบิณฑบาตกับหลวงตา 

                  เช้านี้อุ่นก็ยังคงตื่นแต่เช้ามืดเหมือน 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อตามหลวงตาไปบิณฑบาตร

                  เขาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ลุกขึ้นหยิบผ้าขาวม้าคู่กาย ไปอาบน้ำนอกบ้าน

                  น้ำในตุ่มนั้นเย็นเฉียบ แต่ก็ทำให้เขาสดชื่นและตาสว่างขึ้น เขาหยิบสบู่ลีบแบนที่วางอยู่ข้างโอ่งขึ้นมาถูตัว  ยามที่กายเขาเปื้อนสบู่นั่น  ยิ่งทำให้เห็นถึงร่างกายกำยำแข็งแรงของเขา   เห็นผิวดำเนียนที่เกิดจากการกรำแดดทำงานหนักตลอดมา
     
                   ใช่แล้ว !   เขาทำงานหนักตลอดมา  บางครั้งเขาก็เคยคิดว่า จะทำงานหนักไปทำไมกัน ในเมื่อเขาก็ตัวคนเดียวไม่มีเมีย ไม่มีลูก ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ก็คือหลวงตา ซึ่งมีบวรพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง
    
                    อุ่นเดินออกจากบ้านในความมืด  ท่ามกลางการเดินทางมาถึงของดวงตะวัน  เขาเหลือบสายตามองบ้านของตนเองก่อนจะพ้นรั้วกระถินรกรุงรังออกไป    บ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังย่อม ๆ   หลังหนึ่ง  ที่ห่มคลุมไว้ด้วยร่องรอยเศร้าหมองของกาลเวลา   ใต้ถุนบ้านยังมี ตระกร้า กระบุง กองเกะกะอยู่   ซึ่งเขานั่งสานตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้เขาจะต้องรีบกลับมาสานให้เสร็จ   พรุ่งนี้จะได้เอาไปฝากขายกับร้านขายของริมทางที่ถนนตัดใหม่  พวกคนเดินทางมักชอบแวะซื้องานหัตถกรรมจากชาวบ้าน   เขามักจะเอาไปฝากที่เพิงของยายสาย เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน ออกจะพูดจากันรู้เรื่องกันกว่าคนบ้านอื่น  สิ้นเดือนยายสายก็จะเอาเงินมาให้อุ่นทีหนึ่งตามจำนวนของที่ขายได้  และก็มาทวงให้เอาตะกร้าไปส่งให้อีก “ตะกร้าของเอ็งน่ะขายดี วางรวมกับของเจ้าอื่นมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าใบไหนของเอ็ง มันหยาบมันละเอียดต่างกัน ขอให้เอ็งขยันสานเอาไปส่งให้ข้าหน่อยเถอะ”

                    งานจักสานฝีมืออุ่นเป็นงานประณีต เป็นงานฝีมือที่เขาได้รับถ่ายทอดโดยตรงจาก ทิดหนอม เพื่อนสนิทของนายอ่ำ พ่อของเขา 

                    บ่อยครั้งที่มีคนมาติดต่อขอสั่งเป็นจำนวนมาก แต่เขาก็ตอบปฏิเสธ เพราะลำพังเขาคนเดียว คงไม่สามารถสานจำนวนมาก ๆ ในเวลาที่จำกัดได้ 

 
                     เช้ามืดวันนี้ก็เป็นดังเช่นทุกวันที่ผ่านมา ชาวบ้านห้วยยาง  ยังคงตื่นแต่เช้ามาตักบาตรทำบุญกันที่หน้าบ้านเช่นเคย   เป็นภาพชีวิตชนบทอันอบอุ่นที่มีให้เห็นได้ทุกวัน   อุ่นเดินตามหลังหลวงตา  โดยมีไอ้แกละกับพวกเดินตามหลังอุ่นอีกที  ดินอ่อนยวบตามรอยเท้าเปล่าเปลือยของหลวงตา แกละก็เดินตามรอยรองเท้าแตะหูคีบเก่า ๆ ของอุ่น รอยเท้าของทั้งหมดทิ้งทอดตามกันจากใหญ่มาเล็ก เป็นรอยทางปรากฏบนผืนดิน ให้รู้ว่า ขบวนบุญกลุ่มเล็ก ๆนี้นั้นทอดผ่านไปถึงบ้านหลังใดบ้าง

                    พอถึงบ้านผู้ใหญ่จัน  ผู้ใหญ่ กับน้าติ่งเมียผู้ใหญ่ก็ยืนคอยท่าใส่บาตรอยู่อย่างเช่นทุกวัน  น้าติ่งเป็นคนทำกับข้าวอร่อย  พวกไอ้แกละล่ะชอบนักเวลาผู้ใหญ่ใส่บาตร  หลวงตาเองก็เหมือนรู้ใจเด็กวัด ฉันนิดเดียว  ที่เหลือก็ลาภปากเด็กวัดทั้งหลายเป็นประจำ

                   ผู้ใหญ่ใส่บาตรเสร็จหลวงตาก็ให้ศีลให้พร   จากนั้นผู้ใหญ่ก็กล่าวขึ้นว่า

                “หลวงพ่อครับ วันนี้คณะ อบต. จะมาให้ความรู้กับลูกบ้านเราเรื่องกองทุนหมู่บ้าน    ตอนบ่ายๆ  คงต้องให้ใช้ศาลาวัดบ้านเราเป็นที่ประชุมกันล่ะครับหลวงพ่อ”

             “   ตามสบายนะโยม โยมผู้ใหญ่ก็จัดการอำนวยความสะดวกคณะตามสมควร   เดี๋ยวอาตมาจะให้เจ้าอุ่นไปช่วย เผื่อขาดเหลืออะไร”

              “ครับ หลวงพ่อ”

               แล้วหลวงพ่อก็เดินจากไป

             แดดตอนสาย ฉาบทาหลังคากุฏิ  แต่ไม่อาจกล้ำกรายเข้ามาถึงเด็กวัดอย่างเขาได้    อุ่นกำลังนั่งล้างบาตรอยู่ในเงาของกุฏิ
           เสียงเรียกของหลวงตาดังขึ้น

           “อุ่นเอ๊ย”

          “ครับ หลวงตา”

          “เดี๋ยวเอ็งขึ้นมาเอาข้าวลงไปแบ่งกันนะ ดูให้เหลือถึงหมาถึงแมวด้วย อีด่างมันออกลูกมาอีกครอกให้มันเยอะหน่อย”

         “ เออ ไอ้อุ่น เดี๋ยวอบต.เขาจะมาเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ตอนบ่าย เอ็งกับไอ้แกละก็ไปดู คอยช่วยผู้ใหญ่เขาด้วยนะ”  
       “ครับหลวงตา”

     อุ่นเดินลงจากกุฏิ จัดการข้าวที่เหลือจากพระฉัน แบ่งให้ ไอ้แกละ ไอ้จุ่น ไอ้น้อย  และไอ้ลมโชย เด็กตัวเล็กขี้มูกกรังที่พึ่งมาใหม่

     เขามองเด็กวัดนั่งล้อมวงกินข้าวก้นบาตร  แย่งกันบ้าง มีทะเลาะกันบ้าง หยอกล้อกันประสาเด็กวัด
     พาให้เขานึกถึง วันที่แม่พาเขามาฝากไว้ที่นี่


     พ่อกับแม่ของเขาเป็นคนบางนี้  ทำอาชีพทำไร่ทำสวนอยู่นาน พ่อเขาตายเสียตั้งแต่เขายังเล็กทิ้งแม่กับเขาให้อยู่กันสองคน  สองแม่ลูกต้องอยู่กันอย่างแร้นแค้นต้องอาศัยขอข้าววัดประทังชีวิตไปวัน ๆ แม่ก็การศึกษาน้อยทำเป็นอย่างเดียวคืออาชีพเย็บผ้า จักรก็ดันมาโดนเจ้าหนี้มายึดหักหนี้ไปเสียก่อน  เมื่อหมดหนทางจริง ๆ แม่ของอุ่นก็ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพ ไปหางานทำ  ก่อนไปแม่ก็ได้พาเขามาฝากฝังกับหลวงตา ที่วัดนี้

     หลวงตาไม่ใช่ตาแท้ ๆ ของเขา   เพราะตาของเขาเสียไปตั้งแต่เขายังเล็ก เพราะกินเหล้าเมาแล้วพลัดตกน้ำตาย  หลวงตานั้นเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของตาของอุ่น

     หมายความว่า นอกจากแม่แล้ว หลวงตาเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่

     “อยู่กับหลวงตาทำตัวดี ๆนะลูก แม่จะไปทำงานหาเงิน เข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่ จะมารับเอ็งไปอยู่ด้วย
     ไม่นานหรอก เอ็งอยู่ทางนี้  แล้วอยู่วัด กินข้าวก้นบาตรพระ ต้องรู้คุณท่าน  มีอะไรก็รับใช้ช่วยเหลือหลวงตา  อย่าเป็นคนขี้เกียจนะลูก”

     นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่แม่บอกกับเขาก่อนจะจากไป  ตอนนั้นเขาอายุเพียง 5 ขวบ ไม่รู้เลยว่าวันนั้นที่แม่ตัดสินใจฝากเขาไว้ที่วัด  จะทำให้เขาไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกเลย  จนถึงวันนี้ 


     ตกบ่าย อุ่นกับพรรคพวกก็ทยอยกันไปช่วยลุงผู้ใหญ่ เตรียมต้อนรับพวก อบต.ที่จะมาอบรมและชี้แจงกับชาวบ้านเรื่องกองทุนหมู่บ้าน

     นายก อบต.  มากับผู้ชายใส่ชุดสีกากี 2 คน กับผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนที่สวมเสื้อแจ๊กเกตแขนยาวกับหมวกที่ปักตราพรรคประชาธิปไตยไทย 

     ชาวบ้านเริ่มทยอยมากันบ้างแล้ว ที่มาก่อนก็นั่งคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันตามปกติ

     อุ่นกับพรรคพวกก็เตรียมน้ำเตรียมท่าไว้คอยอยู่แล้ว ด้านผู้ใหญ่จันก็ไปต้อนรับ นายกอบต.อย่างออกหน้าออกตา
     อุ่นสังเกตเห็นว่าผู้ใหญ่มีท่าทีที่นอบน้อมไปกว่าที่เคยวางตัวกับลูกบ้านไปถนัดตา  “ไอ้แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ”   อุ่นนึกในใจ

     นายก อบต. บ้านห้วยยาง เป็นชายดูสูงอายุ อายุน่าจะประมาณซัก 50 ปี อ้วนพุงพลุ้ย พูดจาฉะฉานติดตลก ผมสีดอกเลา มีหนวดงาม อุ่นเห็นเขาทักทายพูดคุยกับชาวบ้านยังกับรู้จักกันมานาน ตัวเขาเองอยู่บางนี้มาตั้งแต่เกิดยังไม่เคยคุยกับใครอย่างออกรสออกชาติเท่านี้เลย

     อุ่นเลิกสนใจ   หันมาเตรียมเครื่องเสียงต่อ  เขาลองไมค์ดูว่ายังดังดีหรือเปล่า หลังจากที่ไม่เคยได้เอาออกมาใช้เลยตั้งแต่งานวัดเมื่อปีกลาย

     “โหล ๆๆ 123”    ยังใช้ได้อยู่    อุ่นหันไปพยักหน้ากับผู้ใหญ่บอกให้รู้ว่าพร้อมแล้ว ผู้ใหญ่เดินก้มอย่างนอบน้อม ไปกระซิบข้างหู นายก อบต .ที่กำลังคุยอย่างออกรสชาติสองสามคำ เขาพยักหน้าแล้วละจากวงสนทนามาที่กลางศาลาวัด

     “สวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านห้วยยางทุกท่านที่มาในวันนี้ ผม นายสุนทร ขวัญสุนทร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านห้วยยาง พ่อแม่พี่น้องก็คงจะยังจำกันได้   เพราะพ่อแม่พี่น้องก็เมตตา และ ไว้วางใจให้ผมมาทำหน้าที่
นายก อบต.ห้วยยาง วันนี้ผมมี โอกาสพิเศษ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาต้นทุนทำกินกันอยู่ มีโอกาสดี ๆ มาถึงบ้านห้วยยางของเราแล้วครับพ่อแม่พี่น้อง”
 เสียงปรบมือดังเกรียวขึ้นมาทันที
  
     พอชาวบ้านได้ยินเรื่องเงิน ๆ ทอง ขึ้นมา ก็หูผึ่งตั้งหูตั้งตาฟังกันเชียว อุ่นเองก็ตั้งใจฟังเช่นเดียวกัน นายก อบต.บอกกับชาวบ้านว่ารัฐบาลจะมีเงินกองทุนหมู่บ้านมาให้ชาวบ้านได้ใช้เป็นต้นทุนในการหาช่องทางทำกิน  ไม่ว่าต้องการอะไร ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงปลา ซื้อรถไถ ฯลฯ  ได้ทั้งนั้น เพราะรัฐบาลจะกระจายเม็ดเงินสู่รากหญ้า  ฯลฯ ฯลฯ  ฯลฯ

                   อุ่นฟังจนเพลินแทบจะหลับไป นายก อบต.คนนี้พูดน้ำไหลไฟดับ และมักใช้คำคล้องจอง มีคำคมสุภาษิตมาพูดให้ชาวบ้านฟังเยอะ บางช่วงแทบจะเป็นกลอนแปด จนอุ่นเผลอคิดไปว่ากำลังนั่งฟังคนร้องลิเกก็ไม่ปาน

 “  นี่ล่ะครับ  อย่าลืมว่าพ่อแม่พี่น้องทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุนนี้ ตอนนี้คิดกันเอาไว้ได้แล้วว่าจะทำอะไร คิดได้แล้วเอามาบอกเรา ท่านนายกฯพร้อมที่จะช่วยเหลือ   ทุกคนในระดับรากหญ้าจะต้องได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็งดั่งรากแก้ว”

 พอผู้ชายคนนั้นพูดจบเสียงปรบมือก็ดังสนั่นศาลาวัดกึกก้องกังวาน ชาวบ้านต่างไชโยโห่ร้องกันราวกับเห็นฝนตกหน้าแล้ง



     พลบค่ำ   ทุกคนกลับกันหมดแล้ว อุ่นช่วยกันเก็บข้าวเก็บของกับไอ้แกละ  เพื่อนซี้ต่างวัยของเขา

     “พี่อุ่น วันนี้นอนวัดหรือปล่าว” ไอ้แกละถาม

     “ไม่ล่ะ ข้าจะกลับไปสานกระบุงต่อ พรุ่งนี้จะเอาไปส่งยายสาย เอ็งจะไปช่วยไหมล่ะ”

     ไอ้แกละได้ยินก็ส่ายหน้าตอบ

     “ไม่ล่ะพี่   วันนี้ไม่ไหว เดี๋ยววันหลังฉันไปช่วยนะ ตอนนี้ ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว เมื่อคืน ไอ้น้อยมันนึกพิเรนเล่นผีถ้วยแก้ว ไม่ได้นอนเลย”

     “แล้วเจอไหมล่ะผีถ้วยแก้วของเอ็งน่ะ”

     “เจอพี่ แต่ไม่ใช่ผีถ้วยแก้วนะ ผีไอ้น้อยน่ะ เล่นตั้งนานกว่าจะจับได้ว่ามันแอบดันแก้ว ไอ้เราก็กลัวแทบแย่
นึกว่าเจอของจริง มาจับได้ก็อีตอนมันล้อชื่อพ่อเรานี่ล่ะ ฉันก็สงสัยว่าผีมันจะรู้ชื่อพ่อฉันได้ยังง๊าย ”

      แกละเล่าไปขำไปอย่างจริงใจ ด้วยเสียงเหน่อ ๆ ตามแบบฉบับ

     ชีวิตเด็กวัดก็มีแค่นี้ สนุกสนานกับเพื่อนไปวัน ๆ หาอะไรต่ออะไรมาเล่นกันได้ไม่มีเบื่อ จะสนุกตื่นเต้นกว่าครั้งไหน ๆ ก็ต้องเวลาที่มีงานวัด เพราะเด็กวัดจะเป็นเด็กกลุ่มเดียวที่สามารถเที่ยวงานวัดได้ทุกวัน ตลอดเวลาที่มีการจัดงาน จะเรียกว่าเป็นจิ๋กโก๋คุมงานก็ยังได้ ความสุขของชีวิตในวัยเด็กที่อยู่กับวัดอุ่นยังจำได้ดี และทุกวันนี้อุ่นก็ยังรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็นเด็กวัดรุ่นเด็ก ๆ สนุกสนานเฮฮาเล่นอะไรกันแบบที่เขาเคยเล่น มันคงเป็นรูปแบบชีวิตที่เขาผูกพันมานานมองจนชินบางครั้งก็อาจจะเบื่อ  แต่เมื่ออุ่นได้สังเกตดูอีกครั้ง ชีวิตเขาก็งดงามมิใช่น้อยเลย
    
     อุ่นเดินกลับบ้านตอนหัวค่ำ คืนนี้ข้างขึ้น เดือนเต็มดวงส่องสว่าง เขาเดินกลับบ้านในความมืดเช่นเดียวกับเมื่อเช้า แต่ต่างกันตรงที่ เป็นการเดินในขณะที่ดวงตะวันลาจากขอบฟ้าไปแล้ว  นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาใช้ชีวิตเด็กวัดแบบนี้   “ไอ้อุ่นเด็กวัด” ช่างเป็นตลกร้ายที่เสียดแทงใจเขาจริง ๆ   แม่ไม่น่าจากเขาไปเลย สิบห้าปีแล้วนะ สิบห้าปี และคงจะนานขึ้นเรื่อย ๆ เวลาสิบห้าปีช่างผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ บางครั้งอุ่นไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่เลย มันคงเป็นการยากเกินไปสำหรับเด็กวัดอย่างอุ่น เพื่อนชั้นเรียนในโรงเรียนวัดของอุ่นหลายคนก็แต่งงานมีครอบครัว บ้างก็มีการมีงานทำเป็นหลักเป็นฐานไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงเขาที่ยังคงอยู่ที่นี่ เป็นเด็กวัดที่น่าเอ็นดูของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเช่นเดิม พออุ่นนึกไปถึงหลวงตาที่ชราภาพลงไปทุกวันก็นึกหวั่นไหวในอกขึ้นมาทุกครั้ง ด้วยกลัวว่าสิ่งที่อุ่นกลัวจะมาถึง แต่อุ่นก็รู้ดีว่ามันคงต้องมาถึงซักวัน  ไม่มีใครห้ามความตายได้ ทุกวันนี้ที่อุ่นยังอบอุ่นใจอยู่ได้ นั่นก็เพราะมีหลวงตาเป็นที่พึ่ง เป็นผู้ชุบเลี้ยง  ให้ความอบอุ่นหัวใจ  เป็นเกราะคุ้มกันอุ่นให้ห่างไกลจากความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย  และการที่อุ่นได้ได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงตาที่เป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้านก็ทำให้อุ่นรู้สึกภูมิใจ และปลื้มใจอยู่ไม่น้อย  แต่หลวงตาจะอยู่เพื่อให้ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นกับอุ่นไปได้อีกนานแค่ไหนเล่า

     เขากลับมาถึงบ้าน  อาบน้ำอาบท่าจนเสร็จแล้วก็ลงมานั่งสานตะกร้าต่อที่ใต้ถุนบ้าน
    
     คืนนี้ลมไม่แรงนัก พัดเอื่อย ๆ เย็น ๆ ไม่ทำให้หนาวกาย แต่ก็หนาวใจนัก  เขานึกไปถึงเรื่องที่พวก อบต.มาพูดในวันนี้กองทุนหมู่บ้าน  เขาเองก็อยู่ในหมู่บ้าน และก็มีสิทธิที่จะได้รับเงินกองทุนนี้เหมือนกัน

     แต่เขาจะไปรับมาทำไมเล่า ในเมื่อเขาตัวคนเดียว 

     อุ่นเคยคิดถึงอนาคตอยู่บ่อย ๆ จะอยู่อย่างนี้ไปจนแก่เฒ่าหรือ ? ถ้ามีวันใดที่หลวงตาตายไปเล่า เขาจะอยู่อย่างไร ?  เขาควรทำตัวเองให้มั่นคงใช่ไหม ?  จะอยู่เป็นเด็กโข่งกินข้าววัดตลอดไปหรือ ?    เขาคิดเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ
คืนนี้ก็เช่นเคย   อุ่นกำลังพยายามหาข้อสรุปให้กับชีวิตของตนเอง

     ทุกวันนี้ เขากินข้าววัด นอนบ้าน มีรายได้เล็กน้อยจากการสานตะกร้าฝากขายที่ร้านยายสาย และรับจ้างทั่วไป มีเงินบ้างพอจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ  แล้วเขามีอะไรอีกล่ะ มีบ้านไม้เก่า ๆ ที่แม่ ทิ้งไว้ให้ก่อนจะทิ้งลูกเข้ากรุงเทพไป  โดยไม่เหลียวหลัง

     มีที่ดินรกร้าง อยู่สองสามไร่    มีกำลังกายที่ได้จากข้าวก้นบาตรหลวงตา และ  กำลังใจ ที่ได้จาก พระพุทธศาสนากับคำสั่งสอนของหลวงตา 

     “หรือจะบวชเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปซะ”   เสียงในใจเขาเอ่ยขึ้น   หากเขาเองก็ไม่อยากจะบวชเพราะไม่มีที่ไป มันจะเป็นบาปในใจเขาปล่าว ๆ     ว่าไม่มีจะกินจึงคิดจะบวชเป็นอาชีพ เขาอยากจะบวชก็ต่อเมื่อต้องการจะบวชจากใจจริง   ต้องการความสงบอย่างแท้จริงเท่านั้น
    
     เสียงจิ้งหรีดหริ่งเรไรอยู่ตลอดคืน  เขามองออกไปในความมืด  เงาไม้ต้องลมพัด ไหว ๆ 

     หลายวันแล้วที่เขาไม่ได้เข้าไปในสวนเลย ต้นไม้ต้นหญ้าป่านนี้คงขึ้นรกไปหมดแล้ว  เขาละสายตากลับมาที่กระบุงใบเดิมอีกครั้งและคิดในใจ อย่าว่าแต่สวนเลย แม้แต่บ้านของเขาเอง  ก็รกรุงรังฝุ่นคร่ำคร่าอย่างกับไม่มีคนอยู่     นี่เขาทำงานหนักเกินไปจนแทบไม่มีเวลาดูแลบ้าน  ดูแลสวนของเขาเลย  ซ้ำการทำงานหนักนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขามีเงินเป็นกอบเป็นกำได้  นายอุ่นก็ยังเป็นนายอุ่น  คนงานรับจ้าง  เด็กวัด  คนหาเช้ากินค่ำดังเดิม 
      
 เขานึกถึงเรื่องกองทุนหมู่บ้านอีกครั้ง  เขาน่าจะไปเอาเงินมาซักก้อนนึง มาปรับปรุงบ้านให้ดีกว่านี้ และอาจจะซื้อรถไถซักคันเอาไว้รับจ้างไถนา  และเริ่มตั้งหลักตั้งฐานอย่างคนอื่นเขาบ้าง บางทีอุ่นอาจจะเอาเงินไปลงทุนซื้อรถกระบะซักคันแล้วไปหาซื้อของไปเร่ขายตามจังหวัดต่าง ๆ งานค้าขายคงเป็นงานที่กำไรได้ดีและรวยเร็วที่สุด 

     เขาอยากให้คนอื่นได้เห็นว่าเขาเองก็เป็นคนที่มีความคิด เขาอยากทำให้คนอื่นเห็นและพูดต่อกันว่าเด็กวัดอย่างอุ่นก็ประสบความสำเร็จได้ เขาเริ่มวาดฝันในหัวไปต่าง ๆ นานา เห็นภาพตัวเองสวมเสื้อผ้าราคาแพง ขับรถหรู ผ่านตลาดในหมู่บ้าน แล้วก็เปิดกระจกทักทายคนนั้นคนนี้  แวะรับป้าสายขึ้นรถระหว่างทาง เขาจินตนาการเห็นภาพตัวเองขับรถไปกราบหลวงตาที่วัด ให้หลวงตาเจิมรถคันหรูให้ และมีชาวบ้านเข้ามารุมล้อมหาเขามากมายเพื่อกล่าวชื่นชมกับความสำเร็จในชีวิตของเขาที่สามารถพลิกชีวิตตัวเองจนมี จนเป็น ได้ขนาดนี้ คืนนั้นอุ่นยิ้มอยู่คนเดียวจนดูเหมือนคนบ้า
 เขาตัดสินใจแล้ว  วันพรุ่งนี้เขาจะไปบอกกับผู้ใหญ่ว่าเขาต้องการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านด้วย


 เสียงนกร้องรับอรุณรุ่งวันใหม่  นกกางเขนบ้านเกาะอยู่บนหลังคาโบสถ์ ร้องเพลงรับแดดแห่งวสันตฤดู
 หลวงตาอยู่ในโบสถ์กำลังนั่งสมาธิ

 “ไอ้อุ่นรึ”

     “ครับผมเอง”

     “วันนี้ ไม่ไปช่วยยายกลอยเกี่ยวข้าวเหรอ”  

     “ยังครับ ยายกลอยให้ไปพรุ่งนี้”

     “เอ่อ    หลวงตาครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษา”

 “มีอะไรล่ะ อุ่น”

 อุ่นเริ่มเล่าเรื่องความคิดของเขาที่วางแผนไว้ทั้งหมดให้หลวงตาฟัง ตั้งแต่เรื่องที่จะเอาเงินกองทุนหมู่บ้านมาปรับปรุงบ้าน ซื้อรถไถ เพื่อสร้างหลักฐานให้กับตนเองในอนาคต

 “หลวงตาเห็นว่าอย่างไรครับ”     อุ่นถามด้วยแววตาประกายหวัง

 หลวงตาบ้วนน้ำหมากใส่กระโถนก่อนจะตอบกลับมาว่า

 “หลวงตาเองก็ไม่มีความคิดเห็นอะไรหรอก   แค่เอ็งมีความคิดไปในทางที่เจริญ ข้าก็อนุโมทนาไปกะเอ็งแล้ว   แต่เอ็งจะใช้วิธีการยังไง จะมองหาต้นทุนจากตรงไหนก็ขอให้ดูให้ดี ๆ
 ถ้าเอ็งจะมองกองทุนหมู่บ้านนี่เป็นลู่ทางเป็นโอกาส เป็นต้นทุนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่  ก็เอาเถิด”

     “ขอบคุณมากครับ หลวงตา”   อุ่นกราบหลวงตาอีกครั้ง

      “เดี๋ยวผมขอตัวไปบ้านผู้ใหญ่ก่อนนะครับ จะไปคุยกับแกเรื่องขอกองทุน ป่านนี้ชาวบ้านคงแห่กันไปแล้ว”

             หลวงตาพยักหน้ารับ

     อุ่นคลานถอยหลังออกมากำลังจะลุกขึ้นเดินออกจากโบสถ์ แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตู  เขาก็ได้ยินเสียงหลวงตาร้องเรียก

 “อุ่นเอ้ย”

       อุ่นชะโงกหน้ากลับมาเห็นหลวงตานั่งหันหลังเข้าหาพระประธานในโบสถ์  ได้ยินเสียงหลวงตาพูดออกมาว่า

      “อย่าลืมต้นทุนชีวิตที่เอ็งมีอยู่ด้วยนะ     บางทีมันอาจมากพอจนเอ็งไม่ต้องไปหาจากไหนอีกก็ได้”

 เสียงนั่นฟังดูสงบเยือกเย็นกังวานก้องดัง ดุจเสียงระฆังสวรรค์     สายตาของพระประธานในโบสถ์ที่จ้องตรงลงมาเบื้องหน้าเขา  ให้ฟังราวกับเสียงนั่นคือเสียงของพระประธานกำลังพูดกับเขาอยู่  

 อุ่นเดินมาถึงบ้านผู้ใหญ่ เห็นชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดง นั่งกันเต็มใต้ถุน เสียงเซ็งแซ่ออกมาถึงหัวถนน บ้างก็ถือเอกสาร บ้างก็กำลังกรอกหนังสืออะไรกันอยู่

 “อุ่น มาขอกองทุนกะเขาเหมือนกันเหรอ”

 ยายสายเจ้าของเพิงขายของริมทางร้องทักเสียงแหลม

 “อ๋อ เปล่าจ้ะยาย   เห็นคนเยอะแยะ ฉันเลยแวะเข้ามาดูเฉย ๆ”

 อุ่นยั้งความคิดเอาไว้ก่อน   คนมากมายเยอะแยะขนาดนี้เขาตอบไม่ถูกจริง ๆ ไอ้ครั้นจะตอบว่าจะมาขอกองทุน ก็คงจะเป็นที่มาของคำถามอีกหลายคำถามต่อไป  และเอาเข้าจริงๆ เขาก็อายเกินกว่าที่จะบอกใครต่อใครว่า เด็กวัดอย่างเขามีความคิดจะขอกู้กองทุนมาทำโน่นทำนี่อย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน

     เสียงของหลวงตา ยังดังก้องอยู่ในหัวของเขา  เขารู้สึกได้ว่า หลวงตาพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา แต่ท่านไม่พูดออกมาตรง ๆ  รวมทั้งในใจของอุ่นเองก็เหมือนกับยังไม่แน่ในนักว่าพร้อมที่จะกู้เงิน และพร้อมที่จะเป็นหนี้หรือไม่เขาแปลกใจเหลือเกินที่ชาวบ้านต่างพากันมาขอกู้เงินกองทุนหมู่บ้านกันมากมายราวกับว่ามันเป็นเงินได้เปล่า

                ตอนนี้เขาอยากจะกลับบ้านไปนอนพักผ่อนสมองที่กำลังสับสนของเขาเสียเหลือเกิน
     
 อุ่นเดินกลับถึงบ้านในตอนบ่าย   นอกจากเรื่องกองทุนหมู่บ้านแล้ว   แดดบ่ายเป็นอีกอย่างที่ทำให้เขาอ่อนล้า อุ่นนึกอยากจะนอนเอาแรงซักงีบ   จังหวะที่เขากำลังจะเอนตัวลงบนแคร่ใต้ถุนบ้าน    ตาของเขาเหลือบไปเห็นใบไม้รอมแรมอยู่ข้างแคร่   ฉงนใจจึงลุกขึ้นดู

 มันคือต้นไม้ต้นเล็ก ๆ สูงประมาณหนึ่งศอก ใบสีเขียวอ่อนมองดูน่ารักน่าเอ็นดู

 “มันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”    เขานึกในใจ

 นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ยายสายเอาน้อยหน่ามาให้เขา  และเขาก็นั่งกินกับพวกไอ้แกละตรงแคร่นี่ คงเป็นเม็ดน้อยหน่าหล่นลงตอนที่เอาไปทิ้ง  คงโดนเหยียบจนดินกลบ พอโดนฝนเข้าเลยเป็นต้น

 อุ่นเดินไปหลังบ้านหยิบเสียมมาขุดล้อมรากต้นไม้น้อย ๆ นั่น ก่อนจะเดินไปขุดหลุมข้างบ้านเยื้อง ๆ กับต้นมะกรูด
 เขาเอาเสียมขุดดินเป็นหลุมกว้างพอประมาณ แล้วก็เอาต้นไม้ต้นเล็กวางลงไปตรงกลางก่อนจะเอามือกร้านของเขากลบดินลงไปรอบ ๆ โคนราก

 ดินบ้านเขาเป็นดินร่วน สีดำสนิทและชื้นเย็นเพราะถูกฝน  ยามที่ดินสัมผัสถูกมือของเขาถึงจะดูเปรอะเปื้อน แต่ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่น

 ยิ่งยามฝนตกหมาด ๆ กลิ่นดินกลิ่นหญ้าก็ฟุ้งหอมอบอวลไปหมดทั่วบ้าน

 เขากลบดินต้นไม้เสร็จแล้ว   หยุดดูฝ่ามือเปื้อนดินของตนเอง     เนื้อดินแทรกเข้าไปใน ซอกเล็บของเขา   แทรกเข้าไปในเส้นลายมือของเขา  และดูเหมือนจะแทรกอยู่ในชีวิตของเขาอยู่ตลอดเวลา  นี่คือผืนดินของเขา ผืนดินอันอุดม
 อุ่นลุกขึ้นหันหลังไปมองบ้าน มองสวน อย่างเต็มตา  เขารู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่จากกันไปนมนาม อุ่นรู้สึกจุกที่คอ  ในใจนึกถึงคำพูดของหลวงตา
  
              “ต้น ทุน ชีวิต”     เขายิ้มรำพึง

 ต้นทุนชีวิตที่หลวงตาพูดถึงนั้น ไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่ทรัพย์สินสมบัติเลอค่าอะไรที่ไหน แต่เป็นทรัพย์ในดินสินในน้ำ  และความรู้ภูมิปัญญา ที่ตัวเขาสะสมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย   ตั้งเกิดมาลืมตาดูโลกที่ห้วยยางนี้  เขามีกำลังวังชาก็จากข้าวก้นบาตร รู้หนังสืออ่านออกเขียนได้จากที่วัด  มีฝีมือหัตถกรรมจากความเอ็นดูของคนบ้านนี้ที่สั่งสอน  มีศาสนาเป็นเกราะคุ้มกาย  มีความโอบอ้อมอารีของเพื่อนฝูงเป็นต้นทุนแห่งกำลังใจ   มีทรัพย์ในดิน มีสินในน้ำ  เขาจะต้องการเงินมากมายมาทำไม ในเมื่อเขามีสิ่งเหล่านี้ 

 เพียงแค่คิดที่จะอยู่ร่วมกับ   “ธรรม ชาติ”   อย่างพอเพียง เท่านี้ก็เป็นต้นทุนที่เพียงพอไปชั่วชีวิตของเขาแล้ว
ไม่ต้องไปทะเยอทะยานอยากมีอยากได้แบบคนอื่นเขาก็ได้ หลวงตาได้เตือนสติให้เขารู้จักถึงสิ่งที่เขามี ล้วนเป็นสิ่งเขาสามารถหาได้จากรอบ ๆ ตัว  เพียงแค่รู้จักนำมาใช้ให้เป็น ผลที่ได้รับก็คือความสุขที่ยั่งยืนตลอดไป
 
หนึ่งเดือนต่อมา

 ชาวบ้านแถวนั้นเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านนายอุ่น  รั้วกฐินที่เคยเก้งก้างระเกะระกะ ตอนนี้ถูกตัดเป็นแนวเรียบเสมอกัน ใบไม้แห้งถูกกวาดจนสะอาดสะอ้าน กอหญ้ารกรุงรังหายไป กลายเป็นแปลงผักสวนครัว
ชนิดต่าง ๆ ปลูกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ในสวนก็ดูเปลี่ยนไป วัชพืชถูกถางออกจนหมด  ท้องร่องที่เคยแห้งเตียนตื้นเขินตอนนี้ก็มีน้ำไหลหล่อเลี้ยง   มีไม้ผลปลูกอยู่เป็นระยะตามความเหมาะสม เรียงรายกันไปอย่างน่าดู  
 ที่ท้ายสวนมีเสียงจอบสับลงดิน อยู่เรื่อย ๆ นั่นเป็นนายอุ่นเจ้าของบ้าน เด็กหนุ่มรุ่นกระทงที่ตอนนี้กำลังจะมีสวนผัก และสวนผลไม้เป็นของตัวเอง  และถ้าที่กำลังขุดอยู่เสร็จเมื่อไหร่ เขาก็จะเป็นเจ้าของบ่อเลี้ยงปลาขนาดย่อม ๆ คนนึงด้วย 

 ออกจากสวนมาถึงที่ลานบ้านมีผักตบชวาตากแห้งอยู่เป็นจำนวนมาก  ด้านใต้ถุนบ้าน  ก็พบเห็นเด็กกลุ่มหนึ่ง กำลังสานตะกร้าผักตบชวากันอย่างขมักเขม้น  เป็นไอ้แกละเพื่อนซี้ต่างวัยกับพรรคพวกนั่นเอง  

     ถ้าใครเดินผ่านไปแถวนั้นเมื่อเดินผ่านบ้านของอุ่นก็จะเห็นไม้กระดานแผ่นหนึ่งที่เอามาติดเป็นป้ายเขียนเอาไว้ว่า   “กลุ่มหัตถกรรมศิษย์วัดบ้านห้วยยาง” 

 เช้านี้ อุ่นตื่นมาด้วยจิตใจที่เบิกบานแจ่มใสเป็นพิเศษ อาบน้ำชำระล้างร่างกาย และรีบเดินไปวัด เพื่อตามหลวงตาไปบิณฑบาตรเช่นเดิม  อุ่นยังคงเป็นเด็กวัดอยู่เสมอ  ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปนานสักแค่ไหน ชีวิตของอุ่นยังคงผูกพันอยู่กับวัด เป็นเด็กวัดคนเดิม  จะเปลี่ยนไปจากเดิมก็คือ  อุ่นกลายเป็น “เด็กวัดผู้ร่ำรวย” ที่ รวยความสุข รวยความพอเพียง เพราะหาได้และใช้เป็น อุ่นจึงไม่เป็นหนี้เหมือนคนอื่น และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป

********************************************************************************************



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 21/03/2008 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMueSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

ลืมบอก กดดูข้อความตรงซองจดหมาย
จะเห็นเวลาเราล็อกอินเข้าไปตรงหน้าแรก

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 21/03/2008 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMueSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 


ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
ช่ายแล้ว พี่มาจากทีเคทีค่ะ
กี๊แวบไปดูบล็อกของน้องมาที่ทีเคที
น้องแก้มน่ารักจัง
พี่มีข้อความหลังไมค์ไปให้ด้วยจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ดอกไม้บานในสวนอักษร วันที่ : 21/03/2008 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bootsabahbun

ขอบคุณมากที่ชม

แต่ ยังไงก็ต้องเหน็บกันสิน่า พ่อคนตัวขาว

พ่อคนหล่อ ติ๊ก เจษฎาภรณ์

นารถ บูรพา

และพี่สิงห์มือซ้าย ด้วยค่ะสำหรับคำแนะนำ

พี่เพิ่งย้ายบล็อคมาจาก ทีเคทีบล็อกเหมือนกันใช่ไหม

หนูจำพี่ได้ เคยเข้าไปอ่านบล็อคพี่เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นารถ_บูรพา วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

ฮ้า...บุดสะบาบันนี่ไม่ธรรมดาเลยแฮะ
ชูเศรษฐกิจพอเพียงมาเลย สมแล้วที่ทำงานกะเกษตรกร

ตอนแรกพี่พยายามอ่านแทบตาย
นึกว่าจะโจมตีกองทุนหมู่บ้าน จะได้ไปฟ้องหัวหน้า...(ฮ่าๆๆ ล้อเล่น)

แต่ก็เขียนดีนะ ไม่นึกว่าจะมีมุมอย่างนี้ด้วย เอาไปเลย 1 โหวต

สงสัย...เมืองไทยน่าจะมีนักเขียนหญิงเพิ่มขึ้นอีก 1 คน (ตัวดำๆ ด้วย)

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMueSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

อยากบอกว่า เขียนได้ดีจริงๆค่ะ
พรนั่งอ่านทุกตัวอักษร
อ่านแล้วให้ข้อคิดดีๆค่ะ

คนสมัยนี้ชอบกู้หนี้ยืมสิน
ใช้ชีวิตแบบพอเพียงกันไม่เป็น
เป็นหนี้บัตรเครดิตกันเป็นแถว

ถ้าทุกคนคิดได้อย่างอุ่นคงดีไม่น้อย
ทุกคนมีต้นทุนของชีวิตกันทั้งนั้น
เพียงแต่จะรู้จักนำมาใช้หรือไม่

ขออนุญาตแนะนำนิดหนึ่งนะคะ
เรื่องนี้ยาวมากๆ
ควรแบ่งโพสต์เป็นตอนๆ

เพื่อที่คนอ่านจะได้อ่านให้จบ
บางคนไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ
ก็น่าเสียดาย ที่จะไม่ได้อ่านเรื่องสั้นนี้ใ้ห้จบค่ะ

ขอบคุณและโหวตให้ค่ะสำหรับข้อเขียนดีๆ
เขียนอีกนะคะ แล้วพรจะตามมาอ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
คนกุลา วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konkula

เยี่ยมมาก นาย อุ่น..นาย แน่ มาก...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
yeen วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mtp
ปิดทองหลังพระ  ดีกว่าไม่คิดจะปิดทอง  ตายไม่เก็บ เจ็บไม่ส่ง ประสานงานเรียกรถกู้ภัย รถพยาบาลอย่างเดียว   เพิ่มเติมที่   http://www.mittraphapteam.com 

เยี่ยมมากครับ..

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Sainam วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sainam

อ่านไปยิ้มไป สุขใจกับนายอุ่นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ดอกไม้บานในสวนอักษร วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bootsabahbun

คำชมของคุณ ก็จะเป็น ต้นทุนชีวิต และ ต้นทุนความฝัน ให้คนเขียนให้มีกำลังใจเขียนงานต่อไป

ไม่ว่าจะต้องลงตะกร้าอีกซักกี่เรื่องค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ย่าดา วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

เขียนได้ดีมากค่ะ ชอบคำว่าต้นทุนชีวิตจัง
บางทีวัตถุนิยมก็ปิดบังดวงดา ทำให้ไม่สามารถ
มองเห็นศักยภาพของตัวเอง
นึงถึงคำพ่อหลวงกินอยู่อย่างพอเพียง

ยินดีกับอุ่นที่พบหนทางของตัวเองโดยไม่ต้องไปพึ่งพาใคร

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ตาเรน วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sammaapii
เรียนฟรีจริง ๆ  ขอเชิญแวะเยี่ยมตาเรนที่  >>> http://www.webudon.net

ตาเรน..เด็กวัดราชนัดดา ฯ คณะ 5 (เฉลิมไทย)
ขอเจิมก่อนละกัน...อิ..อิ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดอกไม้บานในสวนอักษร วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bootsabahbun

คนเขียนก็อิจฉานายอุ่นเหมือนกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
INDYLOVE วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

อ่านแล้วมีความสุขจัง
ได้มองเห็นชีวิตที่พอเพียง
สงบสุข ไม่วุ่นวาย อุ่นโชคดีจัง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน