*/
  • ดอกไม้บานในสวนอักษร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : forrest_1663@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 85787
  • จำนวนผู้โหวต : 104
  • ส่ง msg :
  • โหวต 104 คน
ย้ำคิดย้ำฝัน

คนคนนึงเคยยืนมองไปบนฟ้าอันกว้างใหญ่ วันเวลาเวียนไปก็ยังมองฟ้าตรงที่เก่า ใครจะมองว่าเราเป็นคนชอบ "ย้ำ" ก็ช่างเขา คงมีดาวบางดาวรอเรามองซ้ำบ้างใช่ไหม ให้"ย้ำ" กันต่อไป ให้ "ฝัน" กันต่อไป

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551
Posted by ดอกไม้บานในสวนอักษร , ผู้อ่าน : 3430 , 09:27:11 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“ในประเทศของคุณ กระทั้งสัตว์และพืชยังมีค่า แต่ที่บ้านผมเราไม่มีค่าเลย ทั้งที่พวกเราก็เป็นมนุษย์ คุณคงไม่เข้าใจ เพราะคุณไม่ได้เกิดในที่ที่แม้แต่ชีวิตของเด็กคนนึงก็ไม่มีค่า”

               ฉันได้เจอเขาในวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว วันที่ฝนตกหนักไม่หยุดทั้งวัน ฝนทำให้ฉันต้องติดอยู่ในร้านกาแฟตั้งครึ่งค่อนวัน และทำให้ฉันได้รู้จักกับเขา ไอ ลี  ชายชาวม้ง จากอเมริกาที่เลือกมาเรียนต่อที่เมืองไทย

               เรารู้จักกันเพราะกาแฟ  วันฝนตกคนเลือกที่จะมานั่งจิบกาแฟรอฝนกันเยอะมาก วันนั้นคนจึงแน่นร้าน เขาจึงขอนั่งร่วมโต๊ะกับฉันซึ่งฉันก็ยินดี
     
               ไ อ  ลี  เริ่มต้นแนะนำตนเองว่าเขาเป็นนักศึกษามาจากอเมริกาเป็นชาวม้ง  และทันทีที่ฉันได้ยินชื่อ ม้ง ก็เกิดความสนใจ จึงถามเขากลับไป

              “ฉันไม่เคยได้ยินชื่อ ชนชาติของคุณมาก่อนเลย”

              “ถูกต้องแล้วที่คุณจะไม่เคยได้ยินชื่อชนชาติของผมมาก่อน เพราะว่าเราไม่ได้เป็นชาติ เราเป็นสิ่งที่พวกคุณและคนอื่น ๆ เรียกกันว่า ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น”

               วันนั้น เราเริ่มการสนทนากันด้วยเรื่องการเมืองระหว่างประเทศอันหนักหน่วงและเข้มข้น ไอ ลี เป็นชายชาวม้งที่รอบรู้ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง รวมไปถึงเรื่องยุทธวิธีทางการทูตอย่างลึกซึ้ง ในใบหน้าที่กลบไปด้วยรอยยิ้มนั้น เล่าเรื่องราวทุกเรื่องออกมาอย่างชาญฉลาดและรอบรู้
 ฉันเริ่มทำตัวตามสบายมากขึ้นเมื่อได้คุยกับชายคนนี้เรื่อย ๆ เพราะรู้สึกเพลิดเพลินที่ได้ฟังเรื่องเล่าของเขา เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองของโลกใบนี้ ที่เขาสามารถตั้งข้อสังเกตให้ฉันได้ขบคิด

               ภาษาอังกฤษของเขาดีมาก ฉันสืบถามจึงได้รู้ว่า เขาโตที่อเมริกา และ เรียนจบ High school ที่นั่น   ครอบครัวของเขาก็อพยพไปอยู่ที่นั่นด้วย เหมือนชาวม้งหลาย ๆ คนที่ได้ไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น

               “แล้วทำไมคุณถึงเลือกมาเรียนที่เมืองไทย ในเมื่อที่อเมริกาก็มีมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งที่คุณสามารถเลือกเรียนได้”

                 “เหตุผลเดียวที่ผมเลือกมาเรียนที่เมืองไทย เพราะ ผมชอบเมืองไทย  เมืองไทยสวย และคนไทยก็มีจิตใจที่ดีงามและเป็นมิตร มากกว่าในประเทศอื่น ๆ ที่ผมเคยไป”

                   “คนไทยมีจิตใจที่ดีงาม ฉันไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันตรงไหน การเลือกเรียนนั้นเราควรจะสนใจในเรื่องหลักสูตร และ ระบบการเรียนการสอนไม่ใช่หรือ”

                    “ถูกต้องอย่างที่คุณพูดทุกอย่าง สำหรับการศึกษาหาความรู้เราควรจะสนใจในรายละเอียดเรื่องหลักสูตร และ ระบบการเรียนการสอนมากกว่าสิ่งอื่น เพราะสิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอนาคตของเราในภายภาคหน้าได้ แต่ผมก็ไม่เห็นว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยจะไม่ดีที่ตรงไหน ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ อาจารย์ที่มาสอนก็จบจากต่างประเทศในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่มาก ความรู้ระบบคิดที่ได้รับการถ่ายทอดจากท่านอาจารย์เหล่านั้น ก็คงจะไม่ผิดกันกับระบบคิดของต่างประเทศเท่าไหร่นัก ตรงนี้ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่เราจะได้เพิ่มมาจากการเรียนในประเทศไทย นั่นก็คือ อุปนิสัยและค่านิยมแบบไทย ๆ ที่ผมชื่นชอบเป็นอย่างมาก คนไทยให้ความสำคัญกับจิตใจเป็นเรื่องสูงสุด อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาก็ได้ จะบอกว่าผมเลือกมาเรียนที่เมืองไทยเพราะความชอบส่วนตัว ก็ไม่ผิด ”

              “คุณมาอยู่เมืองไทยได้นานหรือยัง”

               “สองอาทิตย์เท่านั้นเอง ผมเพิ่งจะจัดการเรื่องที่พักและเรื่องเรียนเสร็จ และจะเริ่มเรียนในเดือนหน้า”


               “คุณอยู่เมืองไทยได้เพียงสองอาทิตย์เท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าคุณรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศไทยเป็นอย่างดี”

                “ผมศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ จากการอ่านหนังสือต่าง ๆ คุณจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผมถึงคุยเรื่องราวของประเทศคุณได้มากมาย หากคุณได้ไปเห็นห้องสมุดในบ้านของผมที่อเมริกา ผมมีหนังสือเกี่ยวกับประเทศของคุณมากมายเต็มไปหมด ผมชอบประเทศของคุณเหมือนผู้หญิงที่ชอบแฟชั่น ก็จะสรรหาแบบต่าง ๆ มาลองมาใส่ ผมก็เหมือนอย่างนั้น ผมชอบเมืองไทย ผมก็ไปหาเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองไทยมาเก็บสะสม ไว้อ่าน ไว้ดู ไว้โชว์เฉย ๆ ก็มี”

                “แล้วชนชาติของคุณล่ะ คุณไม่ภูมิใจบ้างเหรอ”


                 “คุณอาจจะคิดว่าผมนั้นมาหลงไหลประเทศคุณ วัฒนธรรมของคุณ จนหลงลืมรากเหง้าของตัวเองสินะถึงได้ถามแบบนี้”

                  “ไม่นะ ฉันไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกความรู้สึกของคุณ ฉันคิดว่าภาษาอังกฤษของฉันคงจะไม่ดีพอ คุณอาจจะไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่ฉันพูดก็ได้ ฉันขอโทษที่ทำให้คุณคิดเช่นนั้น”

                 “ไม่เป็นไร  ผมเข้าใจ   ถ้าผมบังเอิญไปเจอคนซักคนนึงที่มาหลงไหลในประเทศของผมโดยที่ไม่พูดถึงประเทศของตนเองบ้างเลย ก็คงเป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน
                   “การที่ผมหลงใหลประเทศไทยอันสุขสันติของคุณ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะหลงลืมรากเหง้าของผม ในสายตาของคนพลัดบ้านเช่นผมประเทศคุณเหมือนความฝันครับ ผมฝันว่าสักวันม้งจะประเทศอยู่เป็นหลักแหล่งบ้าง  ผมอิจฉาคุณจังที่ประเทศของคุณมีประชาธิปไตย”

                    “มีประชาธิปไตยก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ฉันเองกลับรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ การเมืองก็มีแต่การแสวงหาผลประโยชน์ ความขัดแย้ง เรื่องวุ่นวาย คอร์รับชั่น ไม่จบไม่สิ้นซะที เปลี่ยนรัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยก็ยังเหมือนเดิม ฉันเองเลยไม่ค่อยสนใจค่ะ เบื่อ!”
 “คุณไม่รู้สึกว่า ประชาธิปไตยเป็นของของคุณเลยงั้นหรือครับ?” 


                      “ฉันเป็นเพียงแค่ประชาชนคนหนึ่งเท่านั้นเองนะคะ ฉันเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก ฉันทำได้เท่าที่ทำได้ ฉันก็ทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันเห็นคนบางคนเอาแต่พูดเรื่องบ้านเมือง ว่าควรจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ฉันก็ไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไรให้มันดีขึ้นมาได้เลย”


                     “กว่าจะมีประเทศของคุณจะมีประชาธิปไตยในวันนี้ ประเทศของคุณได้ผ่านอะไรมามากมาย น่าเสียดายเหลือเกินที่คนรุ่นใหม่อย่างคุณ หมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ถ้าทุกคนในประเทศคุณคิดอย่างคุณกันหมด ประชาธิปไตยของพวกคุณก็น่าเป็นห่วงเต็มที”

                   “คุณเป็นมองโลกในแง่ดีเหลือเกิน มิสเตอร์ลี แต่ฉันอยากจะบอกคุณว่าบางทีสิ่งที่คุณเห็นมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดหรือที่คุณเคยเคยอ่านมาก็ได้นะคะ บางทีฉันยังเคยคิดเลย ว่าประชาธิปไตยที่ประเทศเราได้มานั้นมันดีจริง ๆ หรือ แม้แต่จุดเริ่มต้นของมันก็ได้พาเอาชีวิตผู้คนไปไม่น้อย ซ้ำร้ายมันยังนำพาเอาของที่เรียกว่า “การเมือง” เข้ามาในประเทศของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ เพื่อนต้องทะเลาะกัน พี่น้องไม่มองหน้ากัน เพียงเพราะอุดมการณ์ในด้านการเมืองไม่ตรงกัน”

                    “นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” คือสิทธิในการแสดงออกการแสดงความคิดเห็น ออกเสียง และเลือกข้างที่จะยืน ส่วนสิ่งที่คุณเรียกว่าความขัดแย้งที่มีที่มาจากการเมือง ผมว่านั่นเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก และเป็นเรื่องธรรมดา  ในสายตาของผม มันเป็นการดีเสียอีกที่ทุกคนโต้เถียงกันโดยเสรี และขัดแย้งกันโดยสันติ ใครอยากคิดอยากทำอยากเชื่อสิ่งใดก็ทำไป โดยทุกคนมีกติกาว่าจะไม่ทำร้ายกันและที่สำคัญ คนไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คนที่อยู่ในประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัติรย์เป็นประมุขนั้น ผมว่า ควรจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด อย่างเช่นคุณ”

                      “คุณเคยได้ยินเรื่อง การปฏิวัติสยามในปี 2475 บ้างไหม หรืออย่างเช่น กรณี 6 ตุลา หรือ 14 ตุลา”


                    “เคย ผมอ่านเรื่องราวเหล่านั้นทุกเรื่องเท่าที่จะหาได้ เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจมาก  การสูญเสียที่เกิดขึ้นกับคนไทยในอดีตในการปฏิวัติรัฐประหารต่าง ๆ นั้น ก็เป็นบทเรียนเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ให้กับประชาธิปไตยในวันนี้ได้หยั่งรากลึกแข็งแรงในจิตใจของประชาชนของคุณ ในสังคมของคุณ  ถ้าตายสิบแล้วเกิดแสน คุณว่ามันคุ้มค่าไหมล่ะ    หากเปรียบเทียบเหตุการณ์นองเลือดในการปฏิวัติรัฐประหารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตของคนไทย ลองมาเปรียบกับชะตากรรมของชาวม้งในวันนี้ดูก็ได้   คุณทราบหรือไม่ว่า  นานแค่ไหนแล้วเราต่อสู้ในสงครามเพื่อล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์และจัดตั้งระบอบประชาธิปไตย มันเป็นเหมือนความหวังอันเลือนรางเหลือเกิน  คุณไม่จำเป็นต้องเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ หรือ จบโรงเรียนทหารก็รู้ว่าสิ่งที่ชาวม้งกำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็ห่างจากไกลจากเป็นจริงเหลือเกิน”
 ฉันสังเกตเมื่อเขาเริ่มเล่าถึงเรื่องราวของที่มาของเขาเริ่มแสดงสีหน้าและแววตาเศร้ามากขึ้นทุกที
                “ทุก ๆ วัน คนในหมู่บ้านของผมต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา จากฝ่ายกวาดล้างของรัฐบาล หลาย ๆ ครั้งเราหมดหวังจนแทบไม่เหลืออะไร”

                 “ฉันเข้าใจค่ะ ว่าคุณกำลังพยายามจะบอกอะไรฉัน แต่ก่อนอื่นคุณต้องรู้อย่างนึงว่า ไทย เราผ่านยุคสมัยแห่งการแสวงหามานานเต็มทีแล้ว ประชาธิปไตยของเรากำลังถึงจุดเสื่อม และ ถดถอยอย่างมากที่สุด ด้วยอะไรก็ตาม ความเห็นแก่ตัวของนักการเมือง การใช้ช่องโหว่ของกฏหมายหาผลประโยชน์ การใช้อำนาจในทางที่ผิด การหลอกลวงประชาชน การสร้างภาพเพื่อปกปิดความผิด ความชั่วร้ายที่ตนเองกระทำต่อบ้านเมือง หลายสิ่งหลายอย่างที่คนไทยในชนชั้นระดับล่างไม่รู้ และถูกหลอกลวงด้วยนโยบายหาเสียงของคนบางกลุ่ม ฉันสะอิดสะเอียนกับการกระทำแบบนี้ มันไม่ทำให้ชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเลย มีแต่ตกต่ำลงไปทุกวัน ค่านิยมที่ผิด ๆ ก็ฝังรากลงไปในตัวลูกหลานของเราเพิ่มขึ้นทุกวัน”

                  “ประเทศคุณได้มาแล้วซึ่งประชาธิปไตย คุณจะกลัวอะไรกับคนที่ใช้อำนาจอย่างผิด ๆ ซึ่งในประวัติศาสตรของคุณผู้นำหลายคนที่ทำเช่นนั้น สุดท้ายก็ถูกพลังประชาชนโค่นลงมาได้ กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นเช่นนั้น ผมเชื่อว่า คนไทยเป็นคนที่ฉลาดมาก และไม่มีทางที่ตกอยู่ใต้ภาวะการเมืองอย่างที่คุณพูดได้ตลอดไป สักวันหนึ่งจะมีคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงมัน เหมือนภาษิตไทยที่พูดว่า กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ยังไงล่ะ อย่างน้อยคุณก็มีสิทธิที่จะเลือกผู้นำของคุณเองด้วยวิธีการออกเสียงเลือกตั้ง ”

                   “การเลือกตั้งไม่ช่วยอะไรมากมายเลย คุณลี ฉันไม่รู้ว่าคุณจะได้ยินเรื่องการซื้อเสียงบ้าง  หรือปล่าว คนไทยในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ได้รับการศึกษา เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วนักการเมืองอาชีพเจ้าเล่ห์ ก็มักใช้จุดนี้เป็นเครื่องมือ คุณก็รู้ว่าคนไทยใจดี  เมื่อใครทำดีกับเรา เราก็มักจะหาทางตอบแทน คนเหล่านี้เมื่อถึงคราวหาเสียง ฤดูกาลเลือกตั้ง ก็จะแสร้งทำเป็นดีกับชาวบ้าน และเกริ่นทำทีเรียกร้องขอคะแนนเสียง  ชาวบ้านเห็นเขามาทำดีกับตัวหลายคนก็อยากจะตอบแทน บางทีก็ทำไปในฐานะคนที่รู้จักกัน เหมือนการล๊อบบี้นั่นแหละ  ผลสุดท้าย คนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติก็ได้เข้าไปมีอำนาจในสภา”
 ถึงตอนนี้ไอ ลี ได้แต่ยิ้ม และจ้องหน้าฉัน และพูด
                   “ประชาธิปไตยของคุณ สู้ และ อยู่รอดมาได้ขนาดนี้    ถ้าพบอุปสรรคแค่นี้คนรุ่นใหม่อย่างคุณก็ท้อซะแล้ว ถ้างั้นก็พูดได้เลยว่าคงอยู่รอดได้อีกไม่นาน วีรชนที่ยอมแลกชีวิตเพื่อประชาธิปไตยในอดีตที่ผ่านมา ก็ตายเปล่า”
 ฉันนิ่ง หยุดถียงกับเขา เพราะจะเริ่มหงุดหงิดในการต่อปากต่อคำกับนายคนนี้แล้ว ฉันแค่พยายามจะอธิบายให้เขาฟังว่าฉันเป็นคนเบื่อหน่ายการเมืองและเรื่องยุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับการเมืองก็เท่านั้น นายนี่พูดซะยังกับว่าฉันทำลายระบอบประชาธิปไตย ไม่รู้เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกซะที

                  “ฝนไม่หยุดซักที เอาอย่างนี้ เพื่อเป็นการฆ่าเวลา ผมจะเล่าเรื่องชะตากรรมของม้งให้คุณฟัง ดีไหม”
                   “เชิญค่ะ” ฉันตอบไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก
 ไอลี ยิ้มกับอาการของฉัน และเริ่มเล่า

                   “ชาวม้งคือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เดินทางอพยพจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมายังลาว ตั้งแต่เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ ๑๙ เราเป็นกลุ่มชนที่มีความสามารถทางการสู้รบมาก
                      และด้วยความสามารถนั้นทำให้ต่อมา ช่วง ปี ๑๙๖๐ ชาวม้งที่นำโดยนายพลวังเปาก็เข้าร่วมกับซีไอเอทำ “สงครามลับ” ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสงครามเวียดนามและในลาว   เหตุการณ์ในนั้นทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของชาวม้งที่อยู่ทั้งหมดราว ๔ หมื่นคน ต้องเสียชีวิตจากการสู้รบในครั้งนี้
 ต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนทหารจากลาวในปี ๑๙ ๗๓ และขบวนการคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือเข้ายึดครองประเทศได้สำเร็จและโค่นล้มระบบกษัรติย์  ๒ ปีหลังจากนั้น ม้งและชนเผ่าอื่น ๆ ที่เคยทำงานให้ซีไอเอก็ถูกทิ้งไว้ให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ชาวม้งบางส่วนหนีตายเข้าประเทศไทยและบางส่วนหนีไปอเมริกาได้สำเร็จ   พ่อกับแม่ของผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย  แต่ทว่ายังก็มีกลุ่มนักรบชาวม้งอีกราว ๑๕,๐๐๐ คนที่โชคไม่เข้าข้าง เหลือตกค้างอยู่ นักรบเหล่านั้นจึงเริ่มทำสงครามกองโจรต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์และสามสิบปีต่อมาก็ได้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับม้งกลุ่มอื่น ๆ รวมไปถึงศัตรูกลุ่มต่าง ๆ ของทางการพวกเราพยายามต่อสู้ในสงครามเพื่อล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์และจัดตั้งระบอบประชาธิปไตย โดยที่ต้องเอาชีวิตรอดจากความอดอยากและสู้รบต่อไปด้วยอาวุธเก่าแก่ที่น่าจะเรียกว่า “เศษซาก” ที่หลงเหลือมาจากครั้ง “สงครามลับ”
             คุณรู้ไหมพวกทหารลาวมักจะเรียกพวกเราว่า “ไอ้พวกโจรห้าร้อย”   เราไม่ได้รับแม้แต่เกียรติที่จะถูกเรียกว่า “กบฏ” ด้วยซ้ำ   
              ล่าสุดผมได้ข่าวมาว่าพวกเราอพยพเคลื่อนย้ายหนีการปะทะกับทหารลาวย้ายไปอยู่ในป่าลึกแถบจังหวัดเชียงขวาง  และกลายเป็น “ม้งที่ถูกลืม” ต้องหลบซ่อนการตามล่าจากทางการอยู่ตลอดเวลา คนกว่าครึ่งพันที่ต้องร่อนเร่อยู่ในป่า  ผู้หญิงและเด็กขาดแคลนทั้งยาทั้งอาหาร หลบซ่อนตัวปีแล้วปีเล่า  ทุกคนจมอยู่กับความหวังที่ว่าวันหนึ่งทหารอเมริกันจะกลับมาปลดปล่อย   มิตรร่วมรบจะกลับมาช่วยพวกเราอีกครั้ง”


            ฉันไม่มีคำพูดอะไร นอกจากตั้งใจฟังเขาพูดและพยายามจินตนาการตามคำพูดของเขาไป
             ไอ ลี ยกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะเล่าต่อ


             “และคุณรู้ไหม ว่าในขณะที่ผมลูกหลานชาวม้งที่หลุดรอดจากชะตากรรมอันโหดร้ายนั้นกำลังนั่งดื่มคาปูชิโน่แกล้มเค้กช็อกโกแลตอยู่ตรงหน้าคุณนี่ พี่น้องของผมที่อยู่ในป่าทางตอนบนของลาว ต้องทานหัวมันเป็นอาหารหลัก ทุกเช้าขบวนแถวของผู้หญิง  เด็กและชายติดอาวุธสองสามคนจะเดินออกจากฐานที่มั่นพร้อมตะกร้าเปล่า  เข้าป่านาน ๒-๓ ชั่วโมงทุกวันเพื่อหาหัวมัน ทุกวันนี้ ชาวม้งราว ๕๐๐๐ – ๑ หมื่นคนที่อาศัยอยู่ตามชุมชน ๑๐ แห่งในเขตลาวเหนือล้วนต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสะเทือนใจแบบนี้
                ผมเคยอ่านคำสัมภาณ์ของนายทหารลาวผู้หนึ่งที่พูดถึงพวกเรา เขาพูดว่า เขาสามารถที่กำจัดโจรอย่างพวกเราได้ง่าย ๆ แต่เขาก็ไม่ทำ   เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะโจรที่ยังชีวิตย่อมมีประโยชน์มากกว่าโจรที่ตายไปแล้ว พวกเขาไม่กวาดล้างเราอย่างเด็ดขาดเพราะ เขาต้องการใช้เราเป็น “ข้ออ้าง"”เมื่อเกิดการก่อการร้ายต่าง ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำให้เราต้องถูกคุกคามมานานหลายปี”
    
                เขาหยุดนิ่ง จ้องหน้าฉัน ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะเล่าต่อ
    
    
               “ในประเทศของคุณ กระทั้งสัตว์และพืชยังมีค่า แต่ที่บ้านผมเราไม่มีค่าเลย ทั้งที่พวกเราก็เป็นมนุษย์ คุณคงไม่เข้าใจ เพราะคุณไม่ได้เกิดในที่ที่แม้แต่ชีวิตของเด็กคนนึงก็ไม่มีค่า
                 ผมฝันเอาไว้เสมอว่าวันนึง  เด็ก ๆ ของผมจะสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กินอิ่ม นอนหลับ และไม่ต้องอพยพไปที่ไหนอีก  ฝันว่าสักวันหนึ่งพี่น้องของเราในฐานที่มั่นในป่าจะได้ที่พักพิงอยู่เป็นหลักแหล่ง   ฝันว่าเด็ก ๆ ของเราจะเลิกถือปืนวิ่งเล่น  ฝันว่าเราจะมีประเทศชาติที่ต้อนรับเราให้อยู่ได้ และ  ฝันว่าซักวันนึงทางการจะเลิกเรียกพวกเราว่าโจรห้าร้อยเสียที”
    
                  “ชะตากรรมของพวกคุณช่างโหดร้ายเหลือเกิน” ฉันอุทานอออกมาจากใจจริง ความหงุดหงิดจากคำพูดของเขาในตอนแรกหายไปหมดสิ้น ถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงยิ้มให้ฉันดังเดิม
    
                   “ทีนี้ คุณรู้รึยังล่ะ ว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดในประเทศประชาธิปไตย มีประชาธิปไตย แค่จะรักษามันเอาไว้มันคงไม่ยากเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างคุณ ใช่ไหม”
    
                      แล้วเย็นวันนั้นเราก็จากกัน โดยที่ฉันเถียงเขาไม่ขึ้นสักคำเดียว กรุงเทพฯ กว้างใหญ่ไพศาล ไอ ลี คงจะเดินหน้าศึกษาต่ออย่างที่เขาตั้งใจ  และคงจะใช้เวลาในยามว่างนั่งตามร้านกาแฟพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนทั่วไปที่เขาเจอะเจอ   ฉันคงได้แต่อวยพรให้เขาโชคดี

****************************************************************************************************


     ได้รับแรงบันดาลใจ และข้อมูลจาก : สารคดีเรื่อง “ม้ง ในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก”  ของ Thierry Falie ช่างภาพและนักข่าวอิสระชาวเบลเยี่ยมผู้สนใจในชะตากรรมของชนกลุ่มน้อยละแวกเอเชีย จาก นิตยสารสารคดี ฉบับปก
จิตร ภูมิศักดิ์
    
 

                                               =================================

    


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
วัติธนวิทย์ วันที่ : 08/06/2008 เวลา : 03.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/songer

คุณโชคดีจริง ๆ ที่ได้รู้จักเขา ชาวม้งคนนั้น
ผมโชคดีจริง ๆ ที่ได้รู้จักคุณ ที่ทำให้ผมได้อ่านเรื่องนี้
และรู้สึกรัก " ประเทศไทย " ของเรามากยิ่งขึ้น

มาฟังเด็ก ๆ ร้องเพลงกันนะ บทเพลงน่ารัก ๆ จากนักเรียน

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
หนุมานชาญสมร วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

ผมว่าเขาไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย แต่เขาเป็นชาติพันธุ์อีกชาติพันธุ์หนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
kokuril วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kokuril

ผมก็เพิ่งรู้แฮะ
นึกว่าชาวม้งเป็นชาวเขาเฉยๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นารถ_บูรพา วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

นี่มันเรื่องสั้นแนวเพื่อชีวิตนะเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMueSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

อ่านแล้ว รู้สึกโชคดีจัง ที่เราเกิดบนผืนแผ่นดินไทย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMueSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

ตอบ : ดีใจจัง ที่น้องชอบคลิปที่พี่ตั้งใจทำ
จริงๆแล้วพี่ไม่เคยรู้จักบี พีระพัฒน์มาก่อนหรอก
แต่มีคนเขามาขอเครื่องพี่ไรท์เพลงของบี
แล้วทิ้งเพลงไว้ให้ฟังในเครื่อง เลยลองฟังดู

พอน้องบอกว่าบีหล่อ เลยไปค้นหาภาพมาดู
ถึงเพิ่งรู้จักหน้าตาของเขา

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บก.จิ๊บ วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 10.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Banjib
http://www.oknation.net/blog/Rivin

ชอบมาก
อ่านแล้วจิตนาการไปถึงชนกลุ่มน้อยที่เคยผ่านตา
ถ้าเลือกได้ ..ถ้าเลือกเกิดได้..เขาคงอยากเป็นคนไทย
แต่เลือกเกิดไม่ได้ เขายังภูมิใจและรักชนเผ่าของเขา
แม้จะเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีแม้แต่ชื่อประเทศของตัวเอง
เขายังมีความภูมิใจในชาติกำเนิดของเขา ...น่าชื่นชม

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
officemom วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 10.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/officemom
officemom ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ 

เวลาที่เราคิดว่าเราโชคร้าย

ลองคุยกับคนที่โชคร้ายกว่าเรา แล้วเราจะรู้ว่า เราโชคดีแล้วนะ อย่างน้อย ก็ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับเขา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน