*/
  • ดอกไม้บานในสวนอักษร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : forrest_1663@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 85785
  • จำนวนผู้โหวต : 104
  • ส่ง msg :
  • โหวต 104 คน
ย้ำคิดย้ำฝัน

คนคนนึงเคยยืนมองไปบนฟ้าอันกว้างใหญ่ วันเวลาเวียนไปก็ยังมองฟ้าตรงที่เก่า ใครจะมองว่าเราเป็นคนชอบ "ย้ำ" ก็ช่างเขา คงมีดาวบางดาวรอเรามองซ้ำบ้างใช่ไหม ให้"ย้ำ" กันต่อไป ให้ "ฝัน" กันต่อไป

View All
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม 2551
Posted by ดอกไม้บานในสวนอักษร , ผู้อ่าน : 3160 , 14:49:27 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภูสอยดาว

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ใน อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ และ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก  บนเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  พื้นที่ของอุทยานฯ เกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่บนเทือกเขาที่มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมเขาหลายลูก โดยจะมีเส้นพรมแดนไทย – ลาว ผ่าครึ่งตรงกลาง อันเนื่องมาจากการแบ่งพรมแดนโดยใช้แนวสันปันน้ำของเทือกเขาเป็นหลัก   สันที่ปันน้ำมาทางไทยก็เป็นพื้นที่ของไทย ด้านที่ปันน้ำไปตกทาง สปป.ลาว ก็เป็นของลาว และพื้นที่ที่ปันน้ำมาทางฝั่งไทยทั้งหมดก็คือพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มียอดภูสอยดาวที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๒,๑๐๒ เมตร เป็นยอดสูงสุด และเป็นต้นน้ำสำคัญของลำน้ำสองสาย คือ น้ำภาคและน้ำพาน ที่ไหลลงสู่ลำน้ำแควน้อย แล้วไหลไปลงแม่น้ำน่าน รวมทั้งลำน้ำปาดที่หล่อเลี้ยงชาวพิษณุโลก และเป็นจุดหมายปลายทางของเราในทริปนี้  


 

เราออกเดินทางจากรุงเทพฯ เวลาห้าทุ่มตรง  หลังจากเดินทางกันมาตลอดคืน ในที่สุดคณะเดินทางของเราก็มาถึงบริเวณที่ทำการอุทยานในตอนแปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น  เมื่อมาถึงก็ดำเนินการตามระเบียบของนักท่องเที่ยวที่ดีคือลงทะเบียน ชำระค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำขยะ รับบัตรคิวจ้างลูกหาบ ชั่งน้ำหนักของและชำระเงิน เมื่อปฏิบัติตามทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องแล้วก็จัดการเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดภูสอยดาว โดยสัมภาระทั้งหมด เราจ้างลูกหาบแบกขึ้นไปให้   จะมีติดตัวก็เพียง อาหารมื้อกลางวัน น้ำดื่ม กล้องถ่ายรูป ผ้าเช็ดหน้า ยาดม รวมทั้งรับประทานอาหารเช้าให้เรียบร้อยด้วย
 การเดินทางขึ้นสู่ยอดภูสอยดาว เราจะต้องเดินเท้าขึ้นไปในระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ขึ้นไปสู่ระดับความสูง 1,633 เมตร ผ่านเนินต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบสบาย ๆ หลอกให้ตายใจ กับแบบที่ต้องขออนุญาตใช้คำว่า “หฤโหดบรรลัยชัน”ชวนเป็นลมกันเลยทีเดียว


 

เริ่มต้นทางเดินขึ้นภูช่วงแรกเป็นทางเลียบลำธาร ผ่านน้ำตกภูสอยดาว ที่สวยงามมาก อากาศเย็นสบายยามเช้า บวกกับเสียงน้ำตกและเสียงธารน้ำที่ไหลผ่านทำให้หัวใจเรากระปรี้กระเปร่าขึ้นและรู้สึกตาสว่างหายงัวเงียจากการเดินทางในค่ำคืนที่ผ่านมา ภาพความงามของธรรมชาติกระตุ้นให้หัวใจเราสู้เต็มร้อย มีเรี่ยวแรงที่จะพิชิตยอดสูงสุดภูสอยดาว    แล้วโชคก็เข้าข้างเราเพราะวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝนดีต่อการถ่ายภาพและการเดินเพราะไม่มีฝนมาเป็นอุปสรรค

http://i236.photobucket.com/albums/ff135/praphakarn/DSC_7187Large.jpg

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เราเดินข้ามลำน้ำของน้ำตกภูสอยดาวมาถึงเนินส่งญาติ ซึ่งเป็นปราการด่านแรกของการเดินขึ้นสู่ลานสนภูสอยดาว ที่มาของเนินส่งญาตินั้นมาจาก ในอดีต ญาติ ๆ ของบรรดาทหารไทยจะใช้เป็นจุดที่เดินมาส่งทหารเข้าสู่สมรภูมิรบกับทหารลาวที่เนินแห่งนี้ เส้นทางเดินของเนินส่งญาตินั้นมีทั้งที่เป็นทางชันและทางราบ หลายจุดชันมากจนเจ้าหน้าที่ต้องทำราวไม้ไผ่และขั้นบันไดดินให้เดิน สองข้างทางมีป่าไผ่หก ซึ่งเป็นไผ่ที่มีลำขนาดใหญ่ ปกคลุมเกือบตลอดเส้นทาง ดูงดงามแปลกตา
 ถัดจากเนินส่งญาติ ก็เข้าสู่เนินปราบเซียน ชื่ออาจจะฟังดูน่ากลัวแต่กลับเป็นเนินที่เดินได้ง่ายและสะดวกที่สุด  หนทางไม่ชันมากนักมีทางราบเป็นระยะทางยาวเหยียดไม่ต่างจากเนินป่าก่อที่อยู่ถัดไปซึ่งมีต้นก่อขึ้นอยู่มากมาย ต่อมายังเนินที่สี่ คือ เนินเสือโคร่ง ชื่อฟังดูน่ากลัวอย่างกับจะมีเสือโคร่งคอยจ้องเขมือบนักท่องเที่ยวอยู่ แต่ไม่ใช่ เพราะชื่อเนินเสือโคร่งนั้นมาจาก ต้นนางพญาเสือโคร่งที่ขึ้นอยู่มากในบริเวณนั้น

ภูสอยดาว อุตรดิตถ์


สามเนินที่ผ่านมา ตั้งแต่ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อและเนินเสือโคร่ง อาจจะเป็นเนินที่เดินได้ไม่ลำบากมากนัก แต่ก็ทำให้ความเหนื่อยในตัวเราเริ่มสะสมมากขึ้น ๆ น้ำขวดเดียวที่ถือมาก็เริ่มรู้สึกว่าหนัก และเป็นภาระมากกว่าที่คิด อาหารกลางวันที่ถือมาก็เลยอยากจะรีบกำจัดเสียให้หมด ๆ ไป เราจึงพักรับประทานอาหารกลางวันเติมพลัง กันที่ เนินเสือโคร่งนั่นเอง  และหยุดให้ข้อเข่าและกล้ามเนื้อได้พัก  ไม่นานเราก็มีแรงเดินต่อ พร้อมสำหรับเนินสุดท้ายก่อนขึ้นพิชิตลานสนภูสอยดาว นั่นก็คือ เนินมรณะซึ่ง เป็นเนินที่ สูงและชัน พอถึงตรงนี้ฤทธิเดชของสี่เนินที่ผ่านมาก็เริ่มออกฤทธิ์ เพราะร่างกายเรามีความเหนื่อยล้าสะสมมาก  ประกอบกับความเจ็บระบมของกล้ามเนื้อขา ข้อเข่า ก็ยิ่งทำให้แต่ละก้าวที่จะก้าวออกไปนั้น สร้างความทรมานให้กับเรามาก  และภาพที่เห็นก็ยิ่งแทบทำให้หมดแรงเพราะจุดที่เราต้องขึ้นไป นั้นสูงขนาดแค่มองยังต้องแหงนคอตั้งบ่า จนคนเดินยังไม่ยอมเชื่อสายตาตัวเองว่า นั่นน่ะหรือคือจุดที่เราต้องปีนขึ้นไป การเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้จึงยากมากที่สุด  เท้าที่ก้าวออกไปแต่ละก้าวก็ก้าวได้แค่สั้นนิดเดียว  ขาเริ่มสั่นด้วยความอ่อนแรง และต้องหยุดเพราะความเหนื่อยเป็นระยะ ๆ   แต่เมื่อเราหันมองกลับไปด้านหลังที่เดินผ่านมา ภาพที่เห็นก็คือ วิวภูเขาจากมุมสูงกว้างไกลสุดสาย แบบที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะพาตัวเองมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้  ลมเย็นจากภูเขาพัดมากระทบร่างกายเหมือนจะให้กำลังใจนักเดินทางผู้อ่อนล้า    เหงื่อเย็นซึมเปียกไปหมดทั้งตัว  เสื้อผ้าก็มอมไปด้วยฝุ่นทรายเพราะทางที่ขึ้นมาก็เรียกว่าทั้งคลานทั้งลากเอาตัวเองขึ้นมา ทั้งเหนื่อยทั้งมีความสุขอยู่ในเวลาเดียวกันอย่างน่าประหลาด 

กลางคืน ภูสอยดาว


 เมื่อพักพอหายเหนื่อยแล้วก็รวมรวบกำลังตัวเองขึ้นมาอีกครั้งและป่ายปีนตะเกียกตะกายขึ้นไปต่อ ไม่นาน ก็สามารถเดินขึ้นมาถึงจุดสุดยอดเนินมรณะ ที่สามารถมองเห็นเทือกเขาอันสวยงามของบริเวณชายแดนไทย – ลาว ได้อย่างชัดเจน และเดินทางราบต่อไปอีกระยะก็ถึงลานสนภูสอยดาวอย่างเหนื่อยอ่อน และเมื่อมาถึงนี่ก็ไม่ลืมที่จะรวบรวมเรี่ยวแรงอีกเฮือกฉีกยิ้มเพื่อถ่ายภาพที่ระลึกกับป้ายผู้พิชิตภูสอยดาวตามธรรมเนียม ถัดจากนั้นก็รีบมุ่งหน้าสู่ลานกางเต็นท์บริเวณลานสนเพื่อที่จะได้พักอย่างจริงจัง
 ต่อมาเมื่อเดินมาถึงลานสนภูสอยดาว ก็ได้รู้ว่าที่เรากัดฟันเดินขึ้นมาถึงที่นี่ คุ้มค่า   ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่เราเดินทางไปนั้นจะหมดฤดูกาลการผลิบานของดอกหงอนนาคไปแล้วแต่ภาพของทุ่งหญ้าสีทอง กับทิวสนกลางสายม่านหมอกขาวที่เป็นฉากหลังอันสวยงาม ถือเป็นกำไรจากการเดินทางที่เพียงพอแล้ว เพราะมันเป็นภาพที่สวยงามเกินกว่าคำพรรณา

 

 หลังจากชมวิวพอแล้ว เราก็นั่งพักที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อรอลูกหาบ  และระหว่างนั้นก็รีบไปเช่าอุปกรณ์ที่จำเป็นจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ได้แก่ ผ้าห่ม เตาสามขา และถังน้ำ ซึ่งอันสุดท้ายนี้สำคัญมากเพราะห้องน้ำบนภูสอยดาวไม่มีน้ำไว้ให้ใช้ มีเพียงโถส้วมให้เพียงอย่างเดียว หากต้องการใช้น้ำ นักท่องเที่ยวจะต้องเอาถังน้ำไปตักมาจากลำธารเอง และเนื่องจากบนลานสนภูสอยดาว ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอาหารและน้ำดื่มจำหน่าย ทุกอย่างนักท่องเที่ยวควรเตรียมมาเองให้พร้อม แม้กระทั่ง ผ้าห่ม เตาสามขา และถังน้ำที่มีให้เช่า  ถ้าหากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวก็จะไม่เพียงพอ  แต่คณะของเราโชคดีมากที่เดินขึ้นไปถึงลานสนเร็วกว่าคณะอื่น เลยทำให้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาดังกล่าว เพราะถ้าช้ากว่านี้ก็คงจะต้องลำบากเพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมเท่าที่ควร


 พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ  เวลาเริ่มเย็นลงแค่เพียงเมฆบังดวงอาทิตย์ในเวลาโพลเพล้เท่านั้น อากาศบนภูสอยดาวก็เปลี่ยนเข้าสู่ความเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างฉับพลันจนเราตั้งตัวไม่ทัน   ทำให้สองชั่วโมงระหว่างรอลูกหาบเดินขึ้นมาถึง เราต้องเอาผ้าห่มที่เช่ามา ห่มคลุมร่างกายนั่งขดตัวรอด้วยความหนาวเย็น ยอมรับว่าในชีวิตไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้นมาก่อนเลย ทั้งมอมแมม ตัวเลอะฝุ่นไปหมด เมื่อกลางวันยังเดินเหงื่อแตกตากแดดร้อนอยู่กลางป่า ตกเย็นหนาวจนต้องเอาผ้านวมห่มตัวนั่งคอยลูกหาบจนเกือบค่ำ ทั้ง หิว ทั้ง ง่วง และ เหนื่อย  จนเผลอหลับไปในที่สุด


จนเกือบหกโมงเย็น เสียงคุยกันระงมของนักท่องเที่ยวก็ปลุกให้เราตื่นขึ้นอีกครั้ง   พอดีกันกับที่ลูกหาบของเราเดินทางมาถึง เราจึงไม่รอช้ารีบนำเต็นท์ออกมากาง   พร้อมจัดการตัวเอง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า  ทานอาหารเย็น แล้วรีบล้างหน้าแปรงฟัน และทำในสิ่งที่ต้องการมากที่สุด ก็คือ “ นอนหลับ”  และหลับแบบอัตโนมัติได้ภายใน 5 วินาที   ใครที่มีปัญหานอนไม่หลับน่าจะมาที่นี่ รับรองหลับแน่


 

และเช้าวันรุ่งขึ้น ก็รีบตื่นเช้าขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า และสัมผัสละอองหมอกที่เพียงแค่เปิดเต๊นท์ออกมาก็อยู่ตรงหน้า   อาหารเช้าวันนั้นเป็น ข้าวต้มซอง กับ ผักกาดกระป๋อง และ หมูหยอง  เป็นอาหารที่อร่อยกว่าร้านไหน ๆ ที่เคยกินมา เพราะลงมือทำเอง ตั้งแต่ตลกบรโภคไปขอใช้ไฟที่กองไฟของพวกลูกหาบ (เพราะก่อเองไม่ได้) แต่พวกน้า ๆ ลูกหาบก็เป็นมิตรและเป็นกันเองกับเรามาก เป็นมิตรภาพแห่งการเดินทางที่เราสัมผัสได้ เช้าวันนั้นข้าวต้มแห่งมิตรภาพจึงถูกซัดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ทำให้เรามีเรี่ยวแรงพร้อมออกไปสำรวจจุดท่องเที่ยวบนลานสนภูสอยดาวได้ต่อ

น้ำตก ภูสอยดาว


 จุดท่องเที่ยวจุดแรกที่เดินไปชม  คือ   หลักเขตแดนไทยลาว  ซึ่งจะอยู่บริเวณใกล้ ๆ กับลานกางเต็นท์นั่นเอง มีคนบอกว่าหากมาภูสอยดาวแล้วไม่ได้บันทึกภาพกับหลักเขตนี้ก็ถือว่ามาไม่ถึง  เพราะเป็นเหมือนไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งนอกจากทุ่งดอกหงอนนาค  เราจึงข้ามไปข้ามมาถ่ายรูปทั้งฝั่งไทยไปกลับฝั่งลาวตั้งหลายรอบ 


ต่อมาจุดที่สองคือจุดสูงสุดที่ยอดภูสอยดาว ที่ระดับความสูง 2,102 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทางเดินไม่ลำบากเท่าไหร่นัก  จุดนี้มีเสน่ห์ตรงที่เราได้ขึ้นไปมองวิวที่สูงที่สวยงาม  และได้เก็บความภูมิใจที่ได้มาถึงและยืนอยู่ที่ระดับความสูงที่สุดยอดภูสอยดาวสำเร็จ


นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้ก็คือ จุดท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตก  คือน้ำตกสายทิพย์ซึ่งจะมีน้ำไหลมาเป็นสาย ประกอบกับก้อนหินหลากรูปทรงหลากหลาย มองแล้วเย็นตา และต้นเมเปิ้ลแดงที่กำลังผลัดใบ ใบเมเปิ้ลสีส้มสวยสว่างอร่ามตาไปทั่วบริเวณน้ำตก สวยงามมาก และอีกจุดคือน้ำตกมอสที่อยู่ไกลพอสมควรซึ่งเป็นจุดที่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางไป 
 และเย็นวันนั้นสำหรับค่ำคืนสุดท้ายของภูสอยดาว  อาหารมื้อเย็น   แน่นอน  ต้องไม่ธรรมดา เรากางผ้าใบเลี้ยงกันแบบ Grand Dinner เพราะหอบเอาอาหารกระป๋องอาหารสำเร็จรูปขึ้นไปมากมาย (กลัวอดตาย) ผลสุดท้ายก็ทานไม่หมด จนเจ้าหน้าที่อุทยานแอบมาแซวว่าเสบียงคณะนี้มากันแบบเศรษฐี   “กินมั่งทิ้งมั่งก็ยังเหลือ” แต่เราก็ใช้เสบียงเหล่านั้นอย่างคุ้มค่าเพราะก่อนกลับก็นำเอาแจกจ่ายให้กับบรรดาลูกหาบ เพื่อนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับ และเจ้าหน้าที่อุทยาน สร้างมิตรภาพดี ๆ ได้อีกทางหนึ่ง
 เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันแห่งการอำลาภูสอยดาว บรรยากาศช่วงนี้ก็เต็มไปด้วยมิตรภาพและความทรงจำดี ๆ เราช่วยกันเก็บเต๊นท์ เก็บขยะ และกล่าวคำอำลาเพื่อนใหม่ที่ได้รู้จักกันตั้งแต่วันที่เดินขึ้นมา  ที่ได้ผลัดกันแซงผลัดกันพัก  และได้มีโอกาสพูดคุยทำความรู้จักเป็นเพื่อนเดินทางกันมา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก

มิตรภาพ ภูสอยดาว


มาเยือนภูสอยดาวครั้งนี้นอกจากจะได้มาสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม พิสูจน์ใจที่อดทนกับความลำบากแล้ว มิตรภาพจากเดินทางก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องจารึกเอาไว้ในความทรงจำด้วยเช่นกัน

phusoidao07@hotmail.com
การเดินทาง

สถานที่ติดต่อ : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว  ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 53110
โทรศัพท์ 0 5543 6001-2   อีเมล


- จากจังหวัดพิษณุโลก ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1246 ถึงบ้านแพะแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1143 ผ่านอำเภอชาติตระการ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1237 ผ่านบ้านบ่อภาคไปบรรจบกับเส้นทางแผ่นดินหมายเลข 1268 ถึงน้ำตกภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตร


- จากจังหวัดอุตรดิตถ์ใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1047 (อุตรดิตถ์-น้ำปาด) จนถึงอำเภอน้ำปาดแล้วเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตร จึงเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1268 ไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ รวมระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร


หมายเหตุ หากนักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวแล้ว ไม่สามารถขึ้นยอดภูสอยดาวได้ทัน (อุทยานแห่งชาติเปิดให้ขึ้นลานสนภูสอยดาวตั้งแต่เวลา 8.00 - 14.00 น.)

ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติที่อยู่ด้านล่างไว้แล้ว

หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบ จาก ต้นกะศิลป์ เพื่อนร่วมทางผู้น่ารัก 

*******
 
 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศรีอุษา วันที่ : 12/08/2008 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usakanae

สวยจัง...อยากไปบ้าง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
krutik วันที่ : 11/08/2008 เวลา : 13.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krutik

เหนื่อย แต่คุ้มใช่มั้ยคะ


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 05/08/2008 เวลา : 21.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

Ch.Minivet แวะมาดูภูสอยดาววันนี้ .. เป็นงัยมั่งแล้ว ..

น้ำตกสวยนะคะ .. ชอบจัง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คนเลวที่แสนดี วันที่ : 05/08/2008 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natentertain
รับรู้ไว้ในใจแต่สิ่งดีงาม

อยากไปจัง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
LittleGilbert วันที่ : 05/08/2008 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FlyingDog


หวัดดีครับ..ผมคนอุตรดิตถ์ผมก็ยังไม่เคยไปเลยแม้แต่ครั้งเดียวหลังจากที่จะได้ไปอยู่หลายครั้ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คเชนทร์ วันที่ : 05/08/2008 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kachan

ยังไม่เคยไปเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
komyos วันที่ : 05/08/2008 เวลา : 15.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

บ่ไกล๋จากเจียงใหม่..หนาวหน้าถ้ามีโอกาสไปแอ่วดีกว่า

ขอบคุณเจ้า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน