• บัวบานแสงทิพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buaban_bangkhen@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 52185
  • ส่ง msg :
  • โหวต 42 คน
บัวบาน แสงทิพย์ นำท่านกลับสู่พระนิพพาน
มุ่งสู่อริยมรรค-อริยผล-พระนิพพานทันใจในชาตินี้....
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/BuabanSangthip
วันพุธ ที่ 11 เมษายน 2550
Posted by บัวบานแสงทิพย์ , ผู้อ่าน : 1700 , 21:00:55 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันพุธ  ที่ 4  มิถุนายน  พ.ศ . 2529

 

จิตสัมผัสกับเวทนาชนิดทุกขเวทนามีอามิส(จิตวิ่งตามกระแสโลก) เรา(สติ)รีบดูจิตว่าทุกข์ที่มีมาสู่จิตนี้(กิเลสจรมา) เป็นทุกข์ชนิดใด เพราะอารมณ์บอกถึง ความอ้างว้าง ว้าเหว่ เศร้า คิดถึง ถวิลหา อารมณ์จรมาสู่จิตเราอย่างไม่มีสาเหตุ  เราดูจิตต่อไปว่า จิตของเราขณะนี้จะไปดับลงกับทุกข์ข้อใด และกรรมฐานกองใด รู้ด้วยการกำหนดจิตชนิดชื่อว่า  โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสสุปายาส สติบอกว่าจะทิ้งทุกข์ไว้รึ  รึเราจะดับ

                สอนตัวเองอย่างไรก็สอนผู้อื่นอย่างนั้น

เราได้พร่ำสอนนักเรียนเสมอว่า ขณะทำสมาธิอย่าให้จิตไปอบายภูมินะ ด้วยความคิดนี้เรา(สติ)แวบนึกถึงพระเทศน์ว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตนั้นมันมีสภาพไม่แน่นอน เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นอนิจจัง เมื่อรู้เท่าทันกิเลสแล้วอย่าได้ปรุงแต่งต่อเติมเอาเป็นจริงเป็นจังเลย  คิดได้เรารีบดับดูลมไล่ความฟุ้งซ่าน(อานาปานุสติ)   จิตหายเศร้าหมองจิตประหวัดถึงมงคล 38 ที่หลวงพ่อสอน เรารีบเอามาอ่านว่าถ้าเราเปลี่ยนทิศทางของจิตจากฝ่ายดำเป็นฝ่ายขาว ถ้าทำได้ผลจะเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่าหาทางดับทุกข์นั้น มหาสติเป็นมรรค รู้ว่าจะต้องดับทำความเป็น นิโรธ (มรรคเกิดก่อนนิโรธ) เห็นทุกข์(สมุทัย) เป็นอริยสัจเห็นความจริงอันประเสริฐ พระพุทธองค์ตรัสว่า การได้เห็นอริยสัจเป็นมงคล ตรงกับมงคลข้อ 38 บาลีว่า อริยสัจจานะทัสสะนานัง เอตัมมังคะละมุตตมัง และ  จิตมีความเพียรที่จะออกจากสงสาร(ภาวะของจิตวิ่งตามกระแสโลกในขณะนั้น) เป็นวิริยะบารมี เป็นปัญญาบารมี ชื่อว่า ขณะนั้นจิตมีกำลังต่อสู้กับกิเลส เหมือนคนมีสุขภาพดี ย่อมมีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ ชื่อว่าเราได้สร้างบารมี 10 ทัศให้เกิดขึ้นแก่จิต

            ความเพียรเกิดขึ้นว่า ตะโปจะชิคุจฉะ ความเพียรเป็นเครื่องเผาบาป ให้เร่าร้อน ลักษณ์นี้กิเลสย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เช่น พัดลมหรือกระแสลมที่พัดแรง ๆฝุ่นละอองย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ขณะนี้จิตเป็นมงคลที่ 31 บาลีว่า ตะโปจะ เอตัมฯ   เมื่อไม่มีบาป(ขณะนั้น) ชื่อว่า จิตเราไม่หวั่นไหว ตรงกับอุเบกขาบารมี ตรงกับมงคล 38 ข้อ 35 บาลีว่า ผุฏฐัสสะโลกะธัมเมหิ จิตตังยัสสะนะกัมปฏิ แปลว่า จิตของผู้ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหวเป็นมงคลอันสูงสุด

                ความจริงเราหวั่นไหว แต่อาศัยรู้อารมณ์ของจิตเห็นโทษก็ขยันละปล่อยวาง   หลวงพ่อโปรดเมตตาตอบจดหมายสอนเราเป็นการส่วนตัวในพ.ศ.2523 ว่า

“ลูกรัก การมีชีวิตอยู่ในโลกย่อมถูกโลกธรรมกระทบ ทุกข์สุขให้ถือว่าเป็นธรรมดา ตัดสินใจไปนิพพานดีกว่าเพราะไม่มีอะไรจะให้ทุกข์”

                เรานึกถึงหลวงพ่อเป็นสังฆานุสสติกรรมฐาน หลวงพ่อเป็นสมณะ ชื่อว่าเราได้เห็นสมณะเป็นมงคลอันสูงสุด มงคล 38 ข้อ 29 บาลีว่า สัมมะนานัญจะทัสสะนานัง 

ความประพฤติของจิตและผลของจิตที่รับรู้เหตุการณ์ณ์ปรุงแต่ง เกิดๆ ดับ ๆ นั้น ทางพระเรียกว่า จิตเจตสิก จิต-เจตะสิก บอกให้สติรู้ว่า เราชำนาญในการรู้ทัน ดับทัน ละทัน จิตมี วสี จากวสีเราได้พบว่า อารมณ์เรานุ่มนวลขึ้น กิเลสเบาบาง ขณะนั้นจิตเป็น สกิทาคามิมรรค สกิทาคามีผลน้อย ๆ (หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม)

อารมณ์เย็นเบาบางเป็นผู้ใหญ่ขึ้น (วิถีจิตคลายอุปทาน) ไม่ใช่เด็กงอแงขี้โมโห เจ้าน้ำตา เจ้าอารมณ์ (อารมณ์จิตสมัยยังมิได้ฝึกละ) ความบริสุทธิ์บริบูรณ์เกิดขึ้นแก่จิต เป็นภวังค์ คือ อารมณ์ปกติไม่ส่งส่ายหรือซัดส่าย ด้วยการทรงฌานในมหาสติ จิตรู้ว่า จิตขณะนั้น เป็นพรหมจรรย์ ผู้มีความประพฤติที่ประเสริฐ ตรงกับมงคล 38 ข้อ32 บาลีว่า พรหมฺจริยัญจะ 

น้อมจิตกราบพระผู้มีพระภาคเจ้า(พุทธานุสสติกรรมฐาน)ที่ทรงประทานโอวาทว่า

“พรหมจรรย์นี้มีไว้เพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น มิใช่เพื่อลาภสักการะและสรรเสริญ”

เราแจกแจงธรรมที่พบมาในปัญญาแห่งพระพุทธองค์ต่อไปว่า  พรหมจรรย์ที่จิตเห็นนี้ไม่เหมือนตาเห็นตัวหนังสือ จิตเห็นจิตยอมรับจิตค้นพบตามพระพุทธองค์เป็นปัญญาเป็นวิปัสสนา ชื่อว่าดวงตาเห็นธรรม จิตเป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัฏติผล ได้พบว่า จิตหลุดพ้นได้จริง แต่เรามิใช่พระอรหันต์ เป็นหลุดพ้นชั่วคราว

                ถึงบางอ้อแล้ว บัดนี้กับคำว่า มันเกิด ๆ ดับ ๆ ตามธรรมชาติของมันคือ อย่างนี้นี่เอง นี่แหละรู้ได้เฉพาะตน  จิตหลุดพ้นไม่มีโศกเป็นมงคล 38 ข้อ 36 บาลีว่า อโสกัง เอฯ จิตไม่มีโศกเป็นความสุข  มงคลข้อ 38 บาลีว่า เขมัง เอฯ 

                สรุป วิถีจิตวันนี้หรือดวงตาเห็นธรรมในวันนี้เป็น มงคล 38 ทุกข้อ เป็นบารมี 10 ทุกบารมี เป็นอริยสัจ 4 เป็นวิปัสสนนาญาณทั้ง 9

                (ไม่ใช่บุญ)อปุญญาภิสังขาร คือ จิตคิดจริงปรุงแต่งไปทาง ราคะ โทสะ โมหะ

                (บุญ)ปุญยญาภิสังขาร คือ จิตคิดจริงปรุงแต่งไปทางไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ

ขณะที่เขียนอารมณ์ไม่อยากหยุดจากสมาธิ หมายถึงจิตยังไม่ถอน การบันทึกเป็นธรรมวิจัย เป็นมรรค จิตไม่ไปไหน ได้พบเห็นธรรมแล้วเกิดชอบใจติดใจในรสธรรมเห็นว่าเป็นความไพเราะ

อาทิกัลยาณัง ไพเราะและงดงามในเบื้องต้น(ศีล)

มัชเชกัลยาณัง  ไพเราะและงดงามในท่ามกลาง (สมาธิ)

ปริโยสานกัลยานัง ไพเราะและงดงามปั้นปลาย (ปัญญา)

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม สอนว่า จิตไม่คิดมีผัวเมีย จิตเป็น อนาคามีมรรค อนาคามีผล  จิตไม่ติดใจสิ่งใดเป็นอรหันตมรรค อรหันตผล

                มหาสติละเอียดขึ้น ตีจุดเล็กๆน้อยๆให้แจ่มแจ้งลงไปเหมือนกับการไถนา ถ้าไถแล้วยังดำไม่ได้ ต้องคราดให้ดินละเอียดจึงจะควรแก่การปลูกฝัง แต่ก่อนถ้าวางเฉยในขันธ์ 5 ก็ขันธ์ 5 เท่านั้น อารมณ์ไม่สามารถตีแตกให้สุขุมลุ่มลึก  แต่มา4-5 วันนี้มันตีให้เละลงเป็นตัวๆเลย เช่นว่า วางเฉยใน รูป ตาเห็นรูปไม่ปรุงแต่ง เวทนา จิตรับรู้ไม่ปรุงแต่ง สัญญา ความจำรับรู้ไม่ปรุงแต่ง สังขาร เฉยต่อความปรุงแต่ง ไม่ต่อเติม ยังไงก็ช่าง  วิญญาณ วางเฉยต่อประสาทสัมผัส อายตนะ  สรุปแล้วตัดรูปตัดนามได้ดีขึ้น จิตฉลาด สงบง่าย

 

*************************************************************************

 

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุยายน พ.ศ. 2529

 

ก่อนจะตัดรูปนามได้ดีนี้เราอาศัยบารมีพระพุทธองค์ วันเสด็จออกแสวงหาภิเนษกรมเป็นตัวอย่าง เช่น รูปพระนางยโสธราพิมพา พระราหุล ทรงตัดแล้ว ทรงละแล้ว และมีลาภทรงทิ้งลาภ(เนกขัมมะบารมี) มียศทรงยอมทิ้งยศ มีทรัพย์ทรงยอมทิ้งทรัพย์ มิใช่ชิงทรัพย์และของเหล่านั้น แม้ยังรักแต่เพื่อพระโพธิญาณ เพื่อหนีจากสังสารจึงต้องทำเช่นนั้น

 

*************************************************************************

 

 

 

 

 

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ . 2529

                บางครั้งเขาจะทำอะไรก็ตามใจเขา(วิถีของจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ) ดังเช่นยามสายของวันนี้ จิตกำลังมีความเพ่งเพียร(วิริยะบารมีและตะโปจะชิคุจฉะ)อยู่กับการเขียนการสวดรัตนะสูตรอยู่ ขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาสวดท่องสาธยายอยู่นั้น จิตแวบไปสู่ (ได้สัมผัสในจิตอย่างมิได้คาดคิดมาก่อน) พระพุทธรูปเป็นแก้วใสสีขาว(แต่รูปนิมิตนั้นมีแน่ ไม่ใช่ภาพลอยมา หากแต่ขณะนั้นมิได้เพ่งเลิกสนใจแล้ว) ใจกลางพระพุทธรูปปรากฏมีองค์สมเด็จ(นามนิมิต) เป็นฉัพรรณรังสีปรากฏอยู่ จิตเห็นแล้วมีความชุ่มชื่นเบิกบานใจ จิตจับจ้องสงบอยู่เป็นเวลานานเพราะอิ่มใจและได้หยุดสาธยายมาจ้องนิมิตแทน

                จิตถามจิตว่าถูกไหมลักษณะนี้ ทำงานหนึ่งอยู่แต่วกไปหาที่ 2 เราไม่ได้ตั้งใจจะถูกไหม คำตอบที่ผุดขึ้นมา มี 2 ลักษณะ

                1. ในแง่ของอารมณ์เกาะ เพราะตกจากท่อง ซึ่งเป็นธรรมะ(สุภาษิตจะยาวาจะ มงคล ข้อ 10 ) ไปสู่พุทธะ คือ พระพุทธรูปก็นับว่าจิตขณะนั้นอยู่ในขั้นสะอาด (จิตตั้งมั่น)

                2.  ถ้าพูดถึงส่วนสูงสุด อาจเรียกว่า จิตมันหลบ เกเร มีหรือท่องอยู่ดีๆ แวบไปนู้น

ได้กำหนดจิตกราบถามสมเด็จว่า  ถูกไหมพระพุทธเจ้าข้า ได้รับคำตอบว่า

“มันเป็นตัวปัญญาที่จิตหลบไปพักที่พระพุทธรูป เพราะถ้าเป็นโมหะแล้ว มันจะแวบไปหานิวรณ์ทันที”

                เมื่อวานเย็นเกิดครั้งหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้ ทั้งๆที่จิตจับพระพุทธรูปเป็นแก้วใสคู่กับมหาสติอยู่ดีๆ เห็นดินสกปรกเฉอะแฉะ มีกลิ่นเหม็น จิตแวบไปว่า ดินคือเรา เราคือ ธาตุ 4 เราน่าสะอิดสะเอียน เห็นเพียงเท่านี้แล้ว เราจะเมาขันธ์ 5 อยู่รึ ทั้งขันธ์ 5 ของเขาและของผู้อื่น เมื่อดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้รับความสลดจิตสังเวชใจเป็นล้นพ้น วสีคู่มหาสติตีไปขึ้นไปหาสติสัมโพชฌงค์ว่า

                “ถ้าเรายังคิดจะเกิดอีกก็เศร้าเหลือเกิน จิตรักพระนิพพาน ว่างจากการยึดถือ(ขณะนั้น) คำสอนของหลวงพ่อแวบมาสู่จิตว่า  “เราว่างจากความยึดถือแล้ว มีพระนิพพานเป็นที่ไปแล้ว”

                เราแปลกใจมากว่า เรามิได้เพ่งธาตุ 4 ทำไมจึงทะลุมาได้ ได้ความรู้ในขั้นต่อมาว่า พุท-โธ ที่เราเพ่งเพียรอยู่นั้น รู้ให้ ตื่นให้ แล้วเราจึงเบิกบานได้ จึงรู้เห็นสะท้อนมาสู่เรา เหมือนแสงอาทิตย์ส่องโลกแล้วสะท้อนสู่ดวงจันทร์ เมื่อดวงจันทร์ได้รับแสงสว่างแล้วจึงสะท้อนมาสู่โลกอีกทีหนึ่ง

 

“เห็นปลักตรมปฏิกูลอาดูรจิต  น้อมใจคิดว่าคือเราเศร้าโศกศัลย์  ดินโสมมจมเน่าเฝ้าชังมัน  ก็คือกันกับรูปกายหมายเมามัว   สลดจิตคิดดูตัวกูเอ๋ย  กระไรเลยขันธ์ห้าพายิ้มหัว  หลงละเมอยั่วเย้าเงาของตัว  เจ้าจงกลัวเถิดหนาข้าวิงวอน  รูปและนามปรุงแต่งแห่งภพชาติ  เหมือนบังอาจล้างคำธรรมพระสอน  ของพระองค์ทรงปิ่นชินวร  ติดแล้วร้อนลุกไหม้ดั่งไฟกัลป์  มาดูเถิดกายนี้มีหนองคลัก  ไยหลงรักหลงชื่นทุกคืนฝัน  หลงอะไรกายเขาช่างเมามัน  จงดูนั่นธาตุสี่มีมลทิน  สกปรกนอกกายไม่ปานเจ้า  ธาตุคลุกเคล้าชั่วช้าพาติฉิน  อาการสามสิบสองใครยลยิน  เป็นราคินชั่วร้ายเขาหน่ายชัง  สลดจิตสังเวชสมเพชบ้าง  อย่าเลิกร้างหักกิเลสเหตุทุกขัง  ขืนมัวเมาบ้าใบ้ใจจังงัง  มรรคผลพังทางไกลโทษใครกัน  เห็นปลักตมปฏิกูลเพิ่มพูนหน่าย  พาให้คายยึดถือคือโมหันต์  ธาตุทั้งสี่น้อมเข้ามาปัญญาฟัน ก็จะบั่นตัวกูผู้นี้เอย”

 

 

 

 

 

 

ปี 2529  (ไม่ได้บันทึกวันและเดือน)

 

                ภาพทางจิตด้านมหาสติ บอกว่าสิ่งที่มากระทบกับอายตนะแล้วจิตปรุงแต่ง แต่ด้วยสติก็จำต้องหยุดปลดความปลดนั้นจิตมันยังไม่เต็มใจ มันเป็นภาวะจำใจที่ต้องปลดอย่างเสียมิได้ (เพราะมั่นคงอาลัยในภพชาตินั้นๆอยู่)  แต่ก็จำใจเพราะไม่มีทางเลือก ปัญญาเห็นอยู่แต่จิตไม่มีกำลัง ลักษณะนี้เปรียบเหมือนกลไกการทำงานของเครื่องจักรกลทั้งหลาย ช่างบังคับเครื่องจักร ไม่มีความสามารถจะยกของหนัก เป็นต้นๆ ด้วยกำกายของตนเองฉันใด จิตที่ไม่กำลังจะยกจิตออกจากสิ่งข้องแวะด้วย กำลังของมันก็ฉันนั้นแต่ถ้าช่างนั้นได้บังคับเครื่องจักรกลที่เป็นพลังเหนือพลังเขา เครื่องจักรย่อมยกได้ฉันใด  

                ทำนองนี้ถ้าจิตที่ฉลาดอย่างช่างกลนั้น ได้ขออาราธนาบารมีจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นพลังเหนือหรือหน่วยเหนือนั้น เอามาช่วยฆ่า ฉุดคร่า กระชากกิเลสออกจากจิตไม่ได้สำเร็จก็ฉันนั้น

                มาถึงตอนนี้ภาพทางจิตมี 2 ลักษณะ

1. ช่วงใดที่จิตไม่มีเครื่องข้อง จิตจะดิ่งด่วน มุ่งตรงไปพระนิพพานทั้งมหาสติและสติสัมโพชฌงค์ ภาพพระนิพพานแจ่มใส เหมือนคนที่รักบ้าน จากบ้านไปที่ไหนๆ ก็มีแต่จะคิดกลับบ้านทุกขณะ อยู่ที่ใดๆก็ไม่สนิทใจเท่าบ้านของตน (ตอนนี้วิปัสสนาญาณทั้ง 9 ปรากฏแก่จิตเต็มที่) คอยให้ถึงด้วยใจจดจ่อว่าว่าเมื่อไร เราจะได้ไปบ้านที่รักของเรา (พระนิพพาน)

                2. ถ้าช่วงจิตมีเครื่องข้อง จิตก็บรรเทาการคิดถึงบ้านด้วยอารมณ์จดจ่อ คิดถึงบ้านเหมือนกัน (ต้องการนิพพานอยู่คงเดิม)

                แต่มันบอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ เดี๋ยวค่อยไป ขอแวะดูของเพลิดเพลิน(อารมณ์ข้องแวะ) ระหว่างนี้เดี๋ยวเดียวเท่านั้นจริงๆ  ทั้งที่จิตก็ยังคิดถึงบ้านอยู่ แต่อดจะเถลไถลได้

 

*********************************************************************

 บัวบาน แสงทิพย์

BuabanSangthip@gmail.com

www.buddhapoem.com

www.buddha-dhamma.com





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


เรื่องของกามราคะ



สมัยดึกดำบรรพ์แม่ดูหนัง คนร่ายรำ มันทุกข์ เห็นอริยสัจ คนรำยั่วราคะเพศตรงข้าม ถ้าเป็นชาวโลกเขาก็เคลิ้ม เพราะเขาไม่ได้ฉีดวัคซีนคุ้มกันนิวรณ์ เขาไม่ได้ฉีดยามหาสติ จึงไม่มีระบบฆ่าเชื้อโรคกามราคะ แต่แม่ดูแล้วถามตถาคตว่า

พระพุทธเจ้าข้า สมัยที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชาย มีนางบำเรอหกหมื่นองค์ท่านชมการแสดงนี้แล้ว ทรงจัดการอย่างไรกับชีวิตตอนนั้นเพคะ

ตถาคตทรงแย้มพระโอษฐ์ฉันเมตตา ทรงตรัสเป็นพุทธฎีกาว่า

สงกรานต์ ถ้าเธอหมายถึงกามราคะ ตถาคตไม่ได้ดูหนังแห้งเหมือนเธอขณะนี้ ตถาคตดูหนังสด จบแล้ว มีสถานการณ์รองรับ แต่เจ้าชายครั้งกระนั้นมิได้มีกามตายด้าน กำหนดรู้เขา(นารี) รู้เรา แต่ไม่ประกอบกิจนั้น และสาวๆ ทั้งพระนางเจ้าไม่อารมณ์ค้าง ไม่คุ้มคลั่งดั่งคนติดยาเสพติด เจ้าชายกล่าวขอบคุณผู้มุ่งบำเรอว่า ภักดี แต่เป็นกิจที่ทำให้เราละไม่ได้ ธรรมบทกล่าวว่า ทุกสิ่งอาศัยเพื่อละ แต่มีสิ่งหนึ่งอาศัยแล้วละไม่ได้ คือ กามราคะ ยิ่งดื่มด่ำยิ่งกระหาย เหมือนไฟไม่อิ่มเชื้อ ทะเลไม่อิ่มน้ำ สัตว์ติดภพไม่อิ่มตัณหา เธออย่าสงสัยเลยว่า ตถาคตจะรู้สึกอย่างไร จงมุ่งทานเสียสละความต้องการออกไป ชวนบริวารถวายเป็นพุทธบูชา อย่าบริโภคกามเลย สกปรก เนิ่นช้า



********************************************************************



การยืมอารมณ์พระอรหันต์



มีคำสอนว่า พระอรหันต์ยิ้มได้ แม้ในทะเลแห่งกองเพลิง เพลิงทุกอย่าง เพลิงหิว เพลิงดูถูก เพลิงป่วยฯลฯ และพระอรหันต์อยู่ที่ไหนที่นั่นมีแต่ความรื่นรมย์ แม่อยู่ได้ด้วยการยืม ยืมอารมณ์พระอรหันต์ ยืมของคนยืมทุกอย่างต้องใช้หนี้ต้องส่งคืน แต่ทว่าเรายืมอารมณ์พระอรหันต์มาใช้ไม่ต้องขออนุมัติ ไม่ต้องส่งคืน ไม่ต้องจ่ายดอก ไม่ต้องใช้หนี้ ยืมตอนไหนหรือ ก็ตอนที่จิตกระทบราคะ โทสะ โมหะ นั่นแหละ เขาดูถูกยิ้ม ใจเย็น ไม่ต้องทำใจ มันหลุดเอง เขาหยิบยื่นความไม่ชอบธรรมให้ยิ้ม(ยิ้มในใจ) มันเกิดก็ดับเสีย ทำไป บางวันดี บางวันไม่ดี สุดแท้แต่มันจะเป็น ไม่ตั้งเป้าแล้วบีบบังคับ ไม่ทำร้ายจิตพระอริยะเจ้า ถ้าเราไม่เป็น แต่เราใช้คุณธรรมของท่าน ไม่ทำร้ายลูกตถาคต กายเป็นลูกพ่อแม่ จิตที่กำลังฝึกกรรมฐานเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ตัวเราก็เข้าโรงเรียนของโลก จิตเราก็เข้าโรงเรียนของพระพุทธเจ้า ทุกข์มีอย่างม อย่าคลำ อย่าไปจับมัน



********************************************************************



สังโยชน์ 10



1. มานะ การถือตนถือตัวว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขาไม่ใช่ยโส

2. อุทัจจะ (ข้อ 8-10 มานะ อุทัจจะกุกกุจจะ อวิชชา) เป็นของพระอรหันต์เท่านั้น อารมรณ์จิตของพระอรหันต์ที่ทรงกายอยู่ ในด้ายการสร้างกุศล คิดแต่ว่าสร้างนั่นดีไหมวะ ไม่ฟุ้งซ่านเ เพราะเลย อนาคามีแล้ว อนาคามีถ้าตายแล้วไม่กลับมาสู่โลกีย์ อยู่พรหมชั้นที่ 12-15 ตายจากนั้นตีตั๋วรวดเดียวสู่พระนิพพาน

สำหรับโสดาบัน สกิทาคามี มีอารมณ์ดังต่อไปนี้

สำหรับฆราวาส ยังมีความรัก ยังมีความโลภ ยังมีความโกรธ ยังมีความหลง แต่ท่านไม่ยอมขาดศีล เพราะ พระทั้ง 4 ผลมีกรรมบท 10 ค้ำคออยู่ ใครได้โสดา รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต เรียกว่า อธิศีล รักษาศีล 3 รอบ คือ ไม่ยอมผิดศีลเอง ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีล ถ้าใครทำลายศีลท่านไม่เห็นดีเห็นงามไปกับเขา ยังมีความรัก ท่านยังมีผัวมีเมีย แต่ไม่คบชู้ เพราะ อธิศีล ยังมีความโลภ ยังทำมาค้าขาย หวังกำไร เพราะต้องกินต้องใช้ เป็นสัมมาอาชีวะ ตถาคตไม่ตำหนิ แต่ท่านไม่โกงใคร ไม่จี้ ไม่ปล้นใครเพราะ อธิศีล ยังมีความโกรธ แต่ไม่ฆ่าใคร เขาโมโห อาจจะแตะคนได้ เพราะ ไม่ได้ฆ่า จะให้ฆ่าทำไม่ได้เพราะ อธิศีล (พระโสดาบันมี 3 ระดับ ขั้นหยาบ กลาง และ ละเอียด) ยังมีความหลง ยังแต่งตัวสวยงาม ทาปากเขียนคิ้วฯลฯ แต่ท่านไม่ลืมความตาย

สรุปคือ โสดาบัน สกิทาคามี นอกจากรักษาศีลเป็นอย่างยิ่งแล้ว เขามีกรรมบท 10 ค้ำคออยู่ คือ มโนกรรม 3 ไม่เพ่งเล็งทรัพย์ของผู้อื่น ไม่พยาบาทจองล้างจองผลาญ ไม่คิดนอกทางที่ตถาคตสอน และ กำจัดนิวณ์ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ถ้าลำพังแค่ศีล มันห้ามกายเท่านั้น ไม่ได้ห้ามจิต แต่ถ้าควบกรรมบท 10 เข้ามาคุมแล้ว มันลิดรอนสิทธิที่จะคิดชั่ว เพราะ มันนอกลู่นอกทางตรัสรู้ เข้าข่าย กายไม่ทำ ปากไม่ชี้แนะ ใจไม่คิดชั่ว

สำหรับอนาคามี ตัดสังโยชน์ได้ 5 ข้อ เพิ่มจากโสดาบัน 2 ข้อ คือ กามราคะ ปฏิฆะ กามราคะ ท่านก็หายจากโรคร้ายแล้ว ไม่ยินดีในการสมสู่ เกิดปัญญาและไม่ติดใจรสกามเหมือนชาวโลก ปฏิฆะ ไม่รำคาญ ไม่รกหูรกตา พบสิ่งใดไม่ปวดร้าว เย็นเหมือนเอาคบเพลิงไปแช่ในน้ำ ความไม่หงุดหงิด แทบจะเรียกได้ว่า โลกไม่มีพิษสงสำหรับท่าน



ทีนี้สำหรับพระอรหันต์ นั้น ทำลาย รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทัจจะ อวิชชา ทีนี้อวิชชา ถ้าทุกท่านใน ที่กล่าวมา มีความเห็นไม่ตรงกับตถาคต ก็ยังเป็นอรหันต์ไม่ได้ คือ ทำลายรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทัจจะ(ทั้งหมดรวมเป็น อวิชชา) ไม่ได้ยังไม่บรรลุอรหันต์

**********************************************************************



อุบายขจัดนิวรณ์



ก็ระงับนิวรณ์ตัวเดียว คือ ใช้ปัญญาสลัดออก ถ้ามีอารมณ์กระทบปุ๊บ แตะปั๊บ ถีบมันหนี สะบัดมันหลุดไป สลัดมันทิ้งไป ไม่ให้ความสำคัญแก่มัน ใช้อารมณ์แบบอรูปฌาน 4 รู้ทำเป็นไม่รู้ จำได้ทำเป็นเหมือนจำไม่ได้ เช่น รู้ว่ามันจะโกรธ เราก็ไม่โกรธให้มันได้หน้า(เรานั่นแหละ) ถ้ามันต้องจะเกิดอารมณ์ ใฝ่ในกาม ฆ่าเลย เอาค้อนทุบให้เละ เป็นศพ เหลวแหลก ของแม่นึกถึงตอยอยู่ผาแดง แต่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า คิดปุ๊บเกิดเครื่องปั่นเป็นเลื่อยวิเศษขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัดชัวะเป็นฝอยเลย ..จบ มันเกิดเราจำไม่ได้(ฝืนใจ) ทิ้งทันที เหมือนไฟตกใส่ต้องปัดทิ้ง ภาษาปฏิบัติเขาเรียกว่า ตัดกระแส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีมหาสติ มันจึงจะรู้ทันความปรุงแต่งของจิต สมัยแม่ไม่รู้ยังไม่ได้ฝึกจิต ตอนสตาร์ทรถ รถไม่ยอมติด เกิน 5 ครั้ง แม่ผลักรถล้มเลย พอมาฝึกจิตแล้ว สตาร์ทไม่ติด ใจมันโกรธน้อย ๆ เป็นผืนน้ำมีลมพัด ให้เกิดการสั่นน้อย ๆ (กายนอกสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากภายในเรารู้ จิตรู้) ผืนน้ำคือ จิต น้ำสั่นน้อย ๆคือกิเลส แม่รู้ว่ามันโกรธน้อยมาก เกิดในใจก็ดับในใจ ไม่ไหลออกทางกายและปาก และดูต่างๆ เกิด ดับ เกิด ดับ มันจะทำของมันเอง บางทีก็งงว่า จิตมันว่าง่าย ไม่เหลาะแหละ ทำต่อพัฒนาขึ้นทุกวันๆ เช่น พรรษาที่แล้ว มันพูดเองว่า

“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ ถตาคตตรัสที่เหตุ และต้องดับที่เหตุแห่งธรรมนั้น”

ถ้าไม่มีผีมาสอน เทวดามาคุม ตายเลย งง แต่เขาสอนแม่ว่า



อะไรหรือนั่น แม่ตอบ ลมพัดเทียน (อะไรเกิดแต่เหตุ)

ทำไมรึ แม่ตอบ เทียนจะดับ (ตรัสที่เหตุ)

แล้วมันจะเป็นยังไง แม่ตอบ ไม่อยากให้เทียนดับ

แล้วจะแก้ปัญหายังไง แม่ตอบ บังลมไม่ให้เทียนดับ และดับเหตุแห่งธรรมนั้น

ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา แม่แจกแจงไปทุกๆงาน ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ ธรรมนะ ถ้าเราเอาจริง ให้จริงใจ ทุกที่ธรรมเกิด ไม่ยากเลย ธรรมเป็นของกลาง ไม่ยากแต่ไม่ง่ายเกินไป ธรรมะไม่ใช่สิ่งไกลตัวเหมือน พระจันทร์ พระอาทิตย์ แต่ธรรมะคือ ชีวิตเราดีดีนี่เอง

สมัยก่อนหลวงปู่โง่นไปวัดท่าซุง ท่านพูดว่า พระแก่ๆ มาร้องเพลงให้ข้าฟัง กิเลสข้าร่วงตุบตับ แม่ฟังนึกว่า อะไรจะปานนั้น เพลงอะไรมันทำให้กิเลสร่วง มาวันนี้(ปี 2530 ) แม่ถึงบางอ้อ ต้องขอขมาหลวงปู่ เพราะความโง่ แม่เรียกหา หลวงปู่โลกอุดร ในจิต อุ้ย หลวงปู่ช่วยด้วย มาละ เพลงพร้อมทั้งหลวงปู่ นั่งอยู่ขอบฟ้าแต่ใกล้เราแค่เอื้อม

“ มาแล้วแก้วตาพี่ มาปลอบฤดีมาชี้ชวนชม มาตามคำขอ มาพะนอเอวกลม มาชื่นมาชม มาประโลมฤดีเดียวดาย ธรรมะ ชนะอธรรม ดับความระกำชีวี ดับสิ้นสงสาร ดับความร้าวรานฤดี ดับความย่ำยี ไม่มีตัวตน หลากหลายไฟชนะ ธรรมะ ชนะ อธรรมหลั่งล้น ดวงใจห่างไกลวกวน พาจิตดิ่งพ้นนั่นคือ พระนิพพาน “ เพียงเท่าเนี๊ยะ กิเลสไม่มีเลย คนละเรื่องกับที่มันเกิด นิพพาน แปลว่าดับ ทุกข์ดับลงเป็นนิพพานชั่วคราว ถ้าดับเป็นช่วง อาจ 10 ปี 20ปี เรียกว่า ดับแบบข่มไว้ แต่ถ้าดับมอดวอดมีแต่เถ้า ไม่เหลือเชื้อเป็นนิพพานใหญ่ อมตะ ดังนั้น การฆ่ากิเลสต้องทำขณะทำงานไปด้วย(ของแม่) รดน้ำต้นไม้ ถ้าเรามัวดูที่อื่นไม่ถูกต้นไม้ เหมือนธรรมะที่รู้ตามสัญญา แล้วไม่ดูกาย ดูจิต ต้องรู้ว่า กายทำอะไร จิตคิดอะไร ตายขณะนั้นจะไปไหน รู้นอก รู้ใน รู้แล้วละ การสกัดกั้นกิเลสไม่ให้เกิดในจิต ว่าถ้ามีแล้วอาศัยไม่ได้ แม่ก็นึกว่า อาศัยยังไง ภาพเกิด กรอกน้ำลงขวด ถ้ามีเศษต่างๆ มด ใบไม้ ฯลฯเราเททิ้ง จับออก ดูจิต ถ้ากิเลสเกิดขึ้น ดูลมหายใจ จัดการสลัดออก แม่จึงเข้าใจเกือบทุกเรื่องว่า ถ้าไม่มีมหาสติเราไม่ใช่ผู้รู้ กิเลสเกิดในที่ใดมันไม่สามารถรอดพ้นสายตาปัญญาไปได้เลย แต่ไม่ใช่เราดีหรอกนะ นู้น ตถาคตดี พระธรรมดี หลวงพ่อดีให้ เทวดาดีให้ ถ้าคิดว่าเราดีปุ๊บ จุดเน่าเกิดขึ้น เพราะ ถ้าดีต้องเป็นอรหันต์ซี่



************************************************************************



ธรรมคือธรรมชาติ



ก่อนปี 2530 แม่อ่านหนังสือหลวงปู่มั่น ท่านสอนว่าถ้าจิตไม่ภาวนาก็ต้องพิจารณาไม่ว่างจากความดี แต่ว่างจากความชั่ว แม่คิด(เถียง)ว่า เอ..งั้นมันก็บังคับ เคี่ยวเข็ญสมองน่ะสิ มันไม่เมื่อยแย่หรือ พอคิดจบปั๊บ พระพุทธเจ้าลอยมา ภาพเกิดเป็นรูปน้ำตก สวยงามธรรมชาติรื่นรมย์ ฟ้าสวย แดดใส ฟ้าสีฟ้า ป่าสีเขียวเสี้ยวทิพย์ฉาย น้ำตกงามเย็น ในนั้น

พระตถาคตถามแม่ว่า เรียกอะไร แม่ตอบไปว่า น้ำตก

พระตถาคตถามแม่ว่า เป็นอะไร แม่ตอบไปว่า ธรรมชาติ

พระตถาคตถามแม่ว่า ธรรมชาติน้ำตกมันเหนื่อยไหมที่มันตกตลอดเวลา แม่ตอบไปว่า ไม่เหนื่อยพระพุทธเจ้าข้า”

ทรงตรัสสอนว่า ธรรม คือ ธรรมชาติไม่เหนื่อย น้ำตกไม่เหนื่อย ทรงสอนว่า ถ้าเธอไปตักน้ำ จากบ่อหาบมา แล้วเอามาเทให้เป็นแบบน้ำตก เธอเหนื่อยไหม

“เหนื่อยพระพุทธเจ้าข้า”

“นั่นแหละของไม่ใช่ธรรมชาติ คือ ยังไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรม คือ ยังไม่เข้าถึง ทำธรรมเป็นแล้ว ธรรมเกิดเอง เหมือนน้ำตกเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ถ้าเธอทำธรรมชาติให้ปรากฏแก่จิต ปัญญาเกิดเอง เหมือนน้ำตก แล้วต่อไปเธอจะเป็นดังน้ำตกคนได้อาบกิน “

ดังนั้นการพิจารณา ภาวนา มันเป็นของมันเอง ถ้าหากเรามีอาณาปาเป็นเรือนใจ(มหาสิติ)



*************************************************************************

ฌาน 4 แบบใช้งาน



คือ การชำระกิเลสเท่าพระโสดาบัน ถึง พระอรหันต์ แล้วรักษาจิตแค่อุปจารสมาธิ พูด คุย กิน ฯลฯ ได้สบาย แต่จิตไม่คบนิวรณ์ ให้จิตใสเป็นแก้วประกายพรึก กายทำงาน จิตทรงอารมณ์ ง่ายๆ ได้แต่ การเข้ามโนมยิทธินั่นเอง(การทำงาน แต่จิตอยู่กับพระ กับหลวงพ่อ ที่พระนิพพาน ตลอดเวลา โดยควบคู่ไปกับ การทำกิจวัตรประจำวัน

ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องนั่งสมาธิหน้าพระ) สำหรับฌาน 4 จริงๆ มันเคลื่อนไหวไม่ได้ ลืมตา หลับตา ทำได้ แต่ไม่รับรู้ สภาพภายนอก ส่วนภายในสว่าง ชมห้องสมาบัติ ดำดิ่ง กับความเงียบ แต่ถ้าคนไม่เมา เอามาฆ่ากิเลส ถ้าฌานใหญ่ 2-4 ฆ่ากิเลสได้ฉับไว เหมือนมีดมีคมมาก ตัดชัวะเดียว กระจุยเลย



******************************************************************

เรื่องการตัดกิเลส



สำหรับอนาคามี ถ้าเป็น สุขวิปัสสโก ไม่ถึงฌาน 4 ถ้าอนาคามี ฌาน 4 เท่ากับ ฌาน 8(รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 ) จะเป็นพระปฏิสัมภิทัปปัตโต หรือปฏิสัมภิทาญาณ ฌาน 1 และอุปจารสมาธิไปนิพพานได้ค่ะ ถ้าทำดังนี้

1. ขั้นแรกจะฆ่าเชื้อชั่วในใจเราคือ นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก นอนตาย นั่งตาย ฯลฯ หลวงพ่อสอนว่า การคิดว่าเราตาย ไม่ใช่ทำจิตสลดหดหู่และเศร้าหมอง มืออ่อน เท้าอ่อน ไม่ยอมทำงาน นั่นผิด แต่การคิดถึงความตายมีความหมาย 2 อย่าง คือ

- บูชาธรรมะที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป คนตายไปไหว้ธรรมะ ไม่ใช่ไหว้ศพ

- เพื่อฆ่ากิเลส คิด 1 ครั้ง ฆ่ากิเลส 1 ที ข้อนี้แม่เกิดภาพว่า (เขาทำภาพให้ดู ผีมาสอน) สภาวะจิตเราที่มีกิเลส เปรียบเนื้อที่เป็นป่ารก ไมยราพ สัตว์ร้าย ซ่อนตัวอยู่ ทำร้ายเรา แต่ถ้าเราถอนหญ้า 1 ต้น 2 ต้น มันก็เตียนตามเราถอนทิ้ง 1 ครั้งเหมือน ถอนหญ้าหนึ่งต้น ถอนไปเรื่อย ๆจนมันเตียนโล่ง เทียบได้คือ จิตเราสะอาด โดยการนึกถึงความตาย คิดตอนที่เราพอใจ โดยเฉพาะตอนที่เรากรรมฐาน และคิดบ่อยๆ น้อยมากไม่ว่า

2. เคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม อย่างแท้จริง

3. มีศีลบริสุทธิ์ ศีลใครศีลมัน (พระก็ศีล 227 ข้อ เณร ศีล 10 ฆราวาส ศีล 5 หรือ ศีล 8 )

สามตัวนี้เป็นคุณธรรมของพระโสดาบันและสกิทาคามี ถ้าเราชำนาญเรื่องตายโดยไม่งัดข้อ ไม่โต้แย้งเป็นทางเดียวกับตถาคตแล้ว ขยับก้าวขึ้นไปอีกว่า ร่างกายสกปรกเป็นอาการ 32 ไล่ไป ถ้าข้อนี้ และตายเป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิตแล้ว ไม่นอกแถวไม่นอกคอก ข้อสกปรกนี้คือ พระอนาคามี ถ้าอนาคามีแจ่มแจ้งดีแล้ว ขยับขึ้นไปว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เราคือจิต คือ อทิสมานกาย เลิกคบกัน กายไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย เป็นของอรหันต์

ก่อนคิดต้องเข้าฌานก่อน (ดูลมหายใจเข้าออก)

ถ้าได้ อุปจารสมาธิถึงฌาน 1 ตัดกิเลสช้าหน่อย มีไม่คม ซอย หั่น ตัดไม่ขาดง่าย

ถ้าได้ ฌาน 2 ตัดง่ายขึ้น

ถ้าได้ฌาน 3-4 ตัดเร็ว ปัญญาคม

การตัดกิเลสต้องเป็นไปตามขั้นตอนจึงจะสำเร็จ ถ้าเราไปคิดตัวอื่นมันแข็งไป เหมือนทหารไปตีข้าศึก จุดไหนเข้มแข็งตีไม่แตกอันตราย ต้องตีจุดอ่อน จึงชนะข้าศึกได้

การตัดกิเลสทุกๆ พระ คือ ทั้ง สุขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ตัดแห่งเดียวหมด(อารมณ์คิด) มาตัดที่สุขวิปัสสโก แต่พวกสุขวิปัสสโก เหมือนคนเรียนหนังสือเก่งอย่างเดียว แต่กี่ฬาไม่เป็น

ทว่า จบได้ปริญญาเหมือนกัน ส่วนสามพวกหลัง เรียนเก่งด้วย เล่นกีฬาเก่งด้วย จบได้ปริญญาเหมือนกัน(อรหันต์) แล้วแต่จริตของแต่ละคนชอบแบบไหน ก็ปฏิบัติแบบนั้น



*****************************************************************



อารมณ์รังเกียจร่างกาย



มี 2 นัย นัยหนึ่ง จำมาจากพระธรรมบทที่ตถาคตทรงมีพุทธฎีกาตอบพราหมณ์สองผัวเมีย เรื่องนางมาคันธิยา อยากได้ตถาคตเป็นสามี ตถาคตตอบพราหมณ์ 2 ผัวเมียว่า

“พราหมณ์สมัยที่เราเป็นเจ้าชาย มีนางบำเรอ 6 หมื่น งามกว่าลูกท่าน แต่เราก็ไม่สนใจ ทั้งๆ ที่เรายังเป็นชาวกาม แต่มาวันนี้เราสิ้นอาสวะแล้ว”



นัยที่ 2 ยินมาว่า รังเกียจกาม ถึงแม้คนๆนั้นจะมีพรสวรรค์เป็นเลิศในกาม เขามิใช่กามมรณภาพ แต่เขาปกติทุกอย่าง บัดนี้เขาเกิดปัญญาว่า กามสกปรก พาทุกข์



*********************************************************************



ความเอ็นดูจากพุทธะ



แม่ไปเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวกลับมา ส่งจิตกราบวัดท่าซุงทั้งหมด กวาดเรียบถึงพระนิพพาน กลับมาดูจิต กราบพระ 2 องค์ ในอกทรงยิ้มแย้ม ทรงมีชีวิตแล้วแม่ก็นึกว่า



“ เอ็นดุ๊ เอ็นดู พระพุทธเจ้า” ฉับพลัน พระสุรเสียงตรัสว่า



“พระพุทธเจ้าก็เอ็นดู๊ เอ็นดูเธอ และมิใช่จะเอ็นดูแต่อัตภาพนี้เท่านั้น เราเอ็นดูทุกชาติ ทุกอัตภาพที่เธอเกิด สายใยแห่งความเมตตาแน่นเหนียวจริงใจยิ่งกว่าความเสน่หาในโลกเป็นไหนๆ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ทอดธุระ ทรงรับผิดชอบ ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร ก็ตามคุ้มครองรักษา ตามตัวเอามาเลี้ยงดูด้วยกระแสธรรม ยิ่งกว่าเธอเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวเป็นล้านๆ เท่า”

จบบริบูรณ์
จาก www.dhammapratarnporn.com
สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


17 มิถุนายน 2546

ขณะเขียนอยู่พระลอยมาที่หน้าต่าง จากนั้นได้ฟังเพลงลูกทุ่งในนิมิต ลาน้องไปเวียตนาม ตถาคตถามว่า รู้สึกอย่างไรกับเพลง “สะท้อนใจเพคะ” เหตุจึงสะท้อน “เพราะรักเพคะ” ดังนั้นมีความรักเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ “ไม่ดีเพคะ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์”

อย่าขัดข้องหมองสีจะมิสวย จงอยู่ด้วยจิตเป็นพระอธิษฐาน อย่าหม่นไหม้จงให้อภัยทาน ไม่รอนรานมักผล คือ คนดี

*************************************************************************************



20 มิถุนายน 2546



ตะวันชิงพลบจะตกแล้ว เหมือนอาลัยอาวรณ์ของการจากไปของทิวานี้ สิค่ำแล้ว ใจอ้อยสร้อย หากคนหลงป่าไม่มีเพื่อนคงจะร้าวราน เพราะหวั่นภัยในราตรี พลันก็คิดว่า ในบรรดาเพื่อนใจใดๆ ก็สู้ธรรมไม่ได้ เพราะ เพื่อนๆ ทั้งหลายทำให้ว้าเหว่และหวนหาเหมือนจิตโดนทำร้าย แต่พระธรรมทำให้เบิกบาน แกล้วกล้า คุ้มครองป้องกัน ปลอบขวัญและเยียวยาใจ เพื่อทำให้โดยหา แต่ธัมมาทำให้กล้าหาญ พลันที่คิด พระ ก็ตรัสว่า

อาลัยทำไมกันในพระจันทร์และดวงดาว พระอาทิตย์หยุดแพรวพราวไยไม่กล่าวสาธุการ เหตุใดใจจึงเปลี่ยนแปร ชะเง้อชะแง้เปลืองใจเปล่า สุริยันจากไปใฝ่ดวงดาว ทำใจร้าวเลื่อนลอยคล้อยดังเดือน

สรุปคือ คนไม่แน่นอน รวนเร คือ เรา ..โดนดุนะเนี่ย



*********************************************************************

28 มิถุนายน 2546



วันนี้ด้านหน้าบัลลังก์ธรรม ชมน้ำตก กราบเท้าพระวิสุทธิเทพเป็นเครื่องรู้ ลูกเพี้ยนหรือไม่เพคะ เสด็จพ่อ “ไม่เพื้ยนจงดูต่อไป แล้วอย่าไปยึดว่ามันจะมีอยู่ หรือมันจะหายไป ทำใจเหมือนดูทีวีแต่ในทีวีเขาสื่อกับคนดูไม่ได้ ของแห้งๆ (พลาสติก) ทว่าสิ่งนี้คุยกันได้ เกิดขึ้นด้วย เทวอนุภาพ บนโลกกองร้อยปจว. เขามากล่อมขวัญ สร้าวขวัญกำลังใจแก่ชาวโลก โดยมุ่งหวังมิให้ไปเป็นคอมมิวนิสต์ แดนธรรมก็กล่อมขวัญ สร้างขวัญลูกๆ ตถ่คตมิให้เป็น ชาวนิวรณ์ มิให้ฝักใฝ่อวิชชา ..ภาพที่เห็นมาจากกองบัญชาการของกระแสวิมุติ”

น้ำตกจากกองทัพธรรม มีกินนรกินนรีมาเล่นมาสรง คนละมุมกับพระอัครสาวก หลวงพ่อสภาพพระสงฆ์ก็สรงน้ำอยู่ใกล้ๆพระอัครด้วย แต่กายท่านใสเป็นแก้ว ดูนอกแล้วดูใน เฝ้าดู เฝ้ารู้ เฝ้าละ

ต่อมาพญาครุฑ ปีกไม่ยาว ตัวเป็นคน หัวเป็นนก ครุฑก็อาบน้ำด้วยหรือ..วู้..ไม่ยักรู้

“ใครสั่งสอนเธอว่า ครุฑไม่อาบน้ำ..เอ้อ..ยายนี่แปลก”

“แปลกยังไง”

“ก็ฉันพวกนกพวกเป็ด ทำไมจะอาบไม่ได้” ว่าแล้วเขาก็ช้อนเอากินนรี นางหนึ่งอุ้ม ทะยานไปในอากาศ แต่คนถูกช้อนไม่ตกใจ วุ้ย..มันคงมิใช่ของจริงหรอกนะ ไม่เห็นมีใครวี้ดว้าย ตกอกตกใจเลย..เหมือนสมรู้ร่วมคิดกันไว้ก่อน..จบดีกว่าดูไปใจปรุงแต่งเสียกระมัง...พอนึกจบ ภาพดอกเห็ดเหมือนเห็ดปอ ก็ผุดขึ้นพรึบ ลดหลั่นกันไปสุดสายตา...จะสอนอะไรอีกเนี่ย....เห็ดมันเน่า ไตรลักษณ์ เสียงตอบมาว่า ..เอ้ย..สูงกว่านั้นอีกเฟ่ย..ใต้ต้นเห็ดมีพระ ดอกเห็ดกลายเป็นกลดพระ พระปักกลด ..กราบพระ พระบางองค์เมินหน้าที ทำท่า..งอน..ที่เราคิดในใจว่า มันละครทั้งนั้นนะเนี่ย..เพียงแต่แสดงโดยดาราเทวดา พระ ..คิดก็กลัวปรามาส รีบขอขมาพระรัตนตรัย

“เออ...ละคร..ละครจริงโว้ย ก็แสดงให้คนโง่ดูไง..” ปาดโทะ..ปากเจ็บ...ด่าเจ็บ “คนอกตัญญูได้ยินได้เห็น ได้รู้จะบอกขอบคุณสักคำก็ไม่มี..เรื่องยังเงี่ยะที่พวกกูมาทำให้มึงดู ถ้าเป็นละครโลกนะ ค่าตั๋วเข้าชม สิบล้านพวกกูไม่ไปแสดงเว่ย..เดี๋ยวพ่อก็แตะสะหร็อก”

พระโมคคัลลาน์ทำตาละห้อยที่เราโดนดุแรงๆ เช่นนั้น เสียงนั่นแย้งพระอัครสาวกว่า อย่ากังวลไปเลยขอรับกระผม อีเนี่ยมันต้องด่าเจ็บๆ มันจึงจะทะลุกระดองใจ..มันเป็นพวกกระท้อนไม่ทุบไม่หวานหรอก..

ฉันกระท้อนห่อ..ไม่ต้องทุบ “ห่อซ่นตีนพ่อซีวะ..หัวแข็งหยังกะหินโสโครก..อุ้ย..ไปกระโดดน้ำตกดีกว่า ไปเสียได้ก็ดี..กูน่ะล่อให้มึงอาบ ดูซิพระคุณเจ้า ถ้าผมไม่ด่า ไม่มีทางที่มันจะอาบน้ำที่พวกเรานำมาส่งถึงบ้านมัน..คนอะไร้ดื้อชะมัดญาติเลย

ใครด่า...เอา..จุ๊ๆ...จะใคร พระเดชพระคุณท่านมั่น พระมั่น ภูริทัตโต หลวงพ่อสรุปว่า พระปฏิสัมภิทาญาณทั้งนั้น ท่านมาสงเคราะห์ ..เอ้อ..เป็นบุญแล้วล่ะลูก ผู้หญิงด่าเขาว่าผู้หญิงรัก นี่พระด่าก็พระเมตตา....เจ้าค่ะ

************************************************************************************



4 กรกฎาคม 2546



แยกจิตด้วยชุดลิเกออกกราบพระแก้วมณีสีแดง ทรงตรัสว่า เจ้ามีพระเป็นเพื่อนไม่เปื้อนใจดุจมีอื่น ไม่ขมขื่นชื่นชิดสนิทสนม ไม่เปลี่ยนแปลงแสลงสลายให้ตรอมตรม พระให้พรพร่ำพรมพิชิตมาร เพราะเหลือเกินด้วยคำว่า เจ้ามีพระเป็นเพื่อนไม่เปื้อนใจดุจมีอื่น



*********************************************************************

6 กรกฎาคม 2546



หลังจบทำวัตรเช้าปล่อยไม่เอาอะไร วางให้หมด ชั่วระยะที่ภาวนาอยู่พอสั่งว่า ปล่อย พระคาถาหลวงพ่อในสมบัติพ่อให้ก็เข้ามาในจิต ว่า พระอะระหัง สุคโตภควานะ เมตตาจิต พอคาถาถึงจิต ภาพน้ำตกสวยงามเกิดขึ้น เป็นชั้นๆ สูงชะง้ำ ตกซ่าลงมากระแสละเอียด เหนือน้ำตกมี องค์ตถา สภาพ พุทธลีลาพุทธมณฑล นครปฐมประทับยืนอยู่ ทรงตรัสว่า อย่าขยันมาก มัชฌิมา จะล้าเหนื่อย ทำเรื่อยๆ อย่ากดดัน จะฟั่นเฟือน

กราบบาทบงกชแก้ว เกลาใจ

กราบบาทอภิวาทตรัย รัตน์แก้ว

กราบบาทปราชญ์ทุกสมัย จอมปราชญ์

กราบบาทพระเพริศแพร้ว ไม่เว้นเจริญธรรม

อนุโลม ปฏิโลม จากต้นสู่ปลาย ทวนตลอดสายสู่อดีตดุจการรบที่ขยายอาณาจักรอยู่เรื่อย ๆ แต่เราไม่รุกรานใคร นอกจากฆ่ายางชั่วในใจตน

นกคุยกัยจุ๊กๆ จิ๊กๆ ร่มรุ้งก็เกิดเป็นวงใหญ่ พุทธนิมิต ณ โคนต้นโพธิตรัสรู้ปรากฏ ดังจะมีพระสุรเสียงให้สัมผัสว่า ชัชวาล ทัศนา นิพพาสัย เรารีบแปลความหมายว่า ทรงต้องการให้เราทำอะไร ชัลวาล(สว่าง) ทัศนา(ดู) นิพพาสัย(นิพพ+อาสัย) นิพพ(พระนิพพาน) อาสัย(ที่อยู่) = ที่พระนิพพาน สรุปว่า จงทำนิพพานให้กระจ่างแจ้งนั่นเอง

******************************************************************



7 สิงหาคม 2546



ขณะบันทึก พระแดงแก้วฟ้าใส เปลี่ยนเป็น พระพุทธนิมิตเนื้อแก้วผ้าย้อมฝาด ..กราบ...ส่วนพระเขียวแก้วขาว เปลี่ยนจากขาว เป็นม่วงด่างทับทิม เนื้อแก้วขาวสะท้อนออดเพชรผ้าบานเย็น ..กราบ...พอกราบมีฐานบัวมารองรับพระทั้ง 2 องค์ พระผ้าย้อมฝาดทรงจับพิณขึ้นสาย เสียงเกิดว่า สุดใดไหนเล่าเท่าพบธรรม ลำนำลีลาตถาสอน ลำนำโลกมีโศกและสั่นคลอน สถาพรลำนำพุทธวิสุทธิ์เย็น อะไรเอ่ยเฉยเฉยแล้วปล่อยวาง วางแล้วว่างทำเป็นไหมใครแลเห็น ว่างที่ใจวางที่ใจให้บำเพ็ญ วางแล้วเป็น พระธรรมลำนำชีวี ค่ำแล้วแก้วกลางใจให้ใสสว่าง สู่แนวทางสายธรรมนำวิถี อย่าซัดส่ายพ่ายแพ้แก่อินทรีย์ นำฤดีสู่มรรคาอรหัง



ความคิดเห็นที่ 8 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


16 พฤศจิกายน 2545



อิติปิโสรัตนมาลา เป็นพยานว่า ฤาษีมีจริง การทำความดีตามหลวงพ่อสอนพบทุกอย่างที่ท่านสอน ปี 2533 หลวงปู่ฤาษีอิสระวาน อิสระ ความเป็นใหญ่ อิสระภายนอก ใครไม่ข่มเหงฉันได้ อิสระภายใน กิเลสและความตายทำฉันไม่ได้ วาน ผู้ไม่มีสิ่งร้อยรัด หรือ นิรวานคือ พระนิพพาน อยู่เหนือความเจ็บปวดใดๆ ฉันเป็นเพื่อนของ ฤาษีสิงขร ผู้อุปฐากหลวงปู่โลกอุดร ท่านได้ฝากเพลงเสียงสั่งจากป่าหิมพานต์ และทำภาพให้เกิด

เหมือนสายฝนเหน็บหนาวมายาวนาน ภาพฝนตกแบบไม่ปราณีปราศรัย ตกไม่มีหยุด คนสัตว์เปียกไม่มีร่มจะหลบฝน หนาวจนสั่น อิดโรย จับไข้ ทุกข์ทรมาน อยู่ชั่วนาตาปี มองแล้วสลดหดหู่ ใจมากเศร้าเหลือเกิน

เหมือนลมพานต้องพัดจนหม่นหมอง ภาพเกิดเป็นลมกรรโชกโหมกระหน่ำ ขณะที่สุดจะหนาวเหน็บ เพราะหยาดฝนมาราธอนนั้นและลมยังกระหน่ำซ้ำเติม เจ็บปวดดุจโดนโบยด้วยแส้และเรียวหนาม สรรพสัตว์ทนไม่ได้ล้มตาย ทรมาทรกรรม สุดที่จะเยียวยา

เหมือนความร้อนแห้งแล้งเหลือจะทน ทุกข์มาล้นเหลือจะกล่าวร้าวฤดี จบลมร้อนมา ดวงอาทิตย์แผดเผา ประดุจเตาเพลิงแห่งมรณะ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นกระทบกระทั่ง ร้อนปวดแปลบแสบไหม้ แล้วปานจะลุกเป็นไฟทุกหย่อมหญ้า

โลกนี้โหดร้ายไม่น่าอยู่ ต้องต่อสู้ใจกายหมายเสียดสี ในที่สุดตายเปล่าไม่เข้าที โอ้ชีวีนี้เกิดมาหาอะไร ใครก็ตายตายกันผันแปรเปลี่ยน เป็นบทเรียนซ้ำซากมากหวั่นไหว หากไม่มีธรรมตถารักษาใจ คงหมกไหม้ตลอดกาลผลาญวิญญา

ภาพที่เกิดตลอดและมีบรรยายเป็นภาษาที่ก่อให้เกิดความสะเทือนขวัญและหนาวเหน็บอย่างไม่อยากจะกลับมามองโลกอีกเป็นซ้ำสอง ท่านได้พูดว่า

เธอและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้ผ่านสมรภูมิรบนี้มาจนอย่างน่าอนาถซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สัตว์ทั้งหลายก็ไม่เข็ดหลาบ เจ็บไม่รู้จักจำ ทำตัวเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ อยู่เป็นนิจ

ลูกไม่มาแล้วล่ะท่านค่ะ อึ้ม..ดี พอเสียทีคนเกิดมาบ่อยๆ บนโลกนี้มีฐานะเตี้ยลงๆ เธอดูภาพผ้าขนหนูผืนนี้ซิ (ภาพเกิดคนโพกผ้าขนหนูผืนใหม่ไว้ที่หัว) ผ้าขนหนูใหม่น่าใช้น่าถนอม พอนานวันไปเก่า เอาพาดบ่า เช็ดหน้า เช็ดมือ พอเก่าลงไปอีกเอาคาดพุง เก่าอีกเช็ดเท้า จนผุแล้ว ไม่มีค่า จมธรณีไปเลย เทียวมาบ่อยสรรพสัตว์มัวเมา ดุจคนเมาไม่ยอมสร้างประมาทมัวเมา ต่ำต้อยน้อยค่า ไร้ราคา และไปติดอยู่อบายภูมิ 4

บางทีก็มาฝากคำ เราเฝ้ามองเธอ อยู่เสมอมิได้ห่าง มิให้อ้างว้าง มิจางสัมพันธ์ปันใจ รักเธอรอเธอมานาน สาบานสานส์จากแดนไกล รอเธอมาชิดเคียงใกล้ มิได้จางห่างร้างรา บนโลกหรือสรวงสวรรค์ จอมขวัญฉันคอยพบหน้า มาสู่ร่มแก้วพุทธา เยียวยารักษาอันตราย มิให้เนื้อทองหมองหม่น เบื้องบนเป็นห่วงไม่หาย ทำกิจพิชิตเกิดตาย เช้าสายหมายตาอาวรณ์ ห่วงหาละล้าละลัง เพ้อคลั่งมิได้ถ่ายถอน สอดส่ายสายตาอาวรณ์ งามงอนมิได้อยู่เพียงผู้เดียว

พวกเธอจะอยู่ในสายตาของฉันตลอดเวลา ไม่ว่าหลับหรือตื่น ช่วยป้องกันอันตราย และหยิบยื่นที่คนบนโลกให้เธอไม่ได้ ให้พวกเธออยู่เสมอๆ แล้วพวกเธอก็ยังจะมาบ่น งอนตุ๊บป่องว่า ไม่มีใครเหลียวแล ช่างทำตัวไม่เหมาะสมกับคำสาบานเวลาที่จะลงมาเกิด ก็รับเอารับเอาว่าจะทำนู้นทำนี่ แต่พอลงมาเกิดแล้วลืมคำมั่นสัญญา พอทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็บ่นว่าทุกข์ อย่างนู้นอย่างนี้ ไม่ดูคำสั่งของตัวเองวันที่จะรับอาสามาสร้างบารมีเลย

บางคืน ท่านย่องมาเงียบๆ บางคราถ้าจิตซึมๆ กึ่งทุกข์ กึ่งสุข ท่านจะพูดว่า

หยาดธรรมฉ่ำหวานปานน้ำทิพย์ ไยไม่จิบหนอชาวโลกสิ้นโศกหนี บริสุทธิ์สุดสว่างพร่างพราวมี แล้วเช่นนี้อีกเมื่อไหร่จะไกลมาร



ไขม่านฟ้าม่านทิพย์มาเมียงเจ้า โอ้คนเขลาจับเจ่าเขลาไฉน ร้อยเรียงธรรมคำหวานกานท์วิไล เก็บธรรมไว้ใช้รินราดบาดแผลมี บาดแผลเจ้าเอาใจใส่ยาช่วย ประคบด้วยไอสวรรค์ฉัพรรณรังสี ไม่นานหายหมายใจไกลธุลี ยาทิพย์นี้ฝากมารักษาใจ



ผลาญเผาเผาผลาญผลาญพล่าจิต พาลเห็นผิด ผิดจึงเศร้าจึงเผาผลาญ ดับไม่แท้ดับไม่จริงวิ่งตามมาร เหล่าคนพาลผลาญได้แม้ใจตน คายเสียนะ คายซากกากโมหะ คายนะคายเสียอย่าสับสน คายเสียเขี่ยไปอย่าหลงกล คายให้พ้น คายแล้วอย่ากลืนกิน



อย่าเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน เพียรออกจาก จึงขอฝากวจีนี้มีมนตรา โปรยปรายสายทิพย์กระซิบสั่ง ร้อยชั่งอย่ามีวิจิกิจฉา ทำใดใจนึกจงตรึกตรา อุราร้าวร้อนจงผ่อนคลาย ทำจิตอิงสวนสน หมองหม่นอย่าแหวกว่าย ทุกข์จักมลาย ทุกข์จักพ่ายและปล่อยวาง

จากนั้น12 ปี ไม่เคยติดต่อกับท่านฤาษีอีก จนกระทั่ง พฤษภาคมปี 2545 คิดถึงท่านขึ้นมาเพราะนึกถึงเพลงเสียงสั่งจากป่าหิมพานต์ ท่านแหวกฟ้ามากล่าวว่า

ศิขรินทร์ม่านฟ้าอาภาแผ้ว นิราศแล้วแรงลมไม่ข่มเหง นักเลงธรรมมีธรรมพร่ำบรรเลง หรือจะเกรงกิเลสชั่วมายั่วย้อม สุขสถิตย์อิสราอมรรัคน์ สุขสวัสดิ์ตื่นอยู่พระธรรมหอม สุกสว่างกระจ่างแจ้งไม่จอมปลอม ดั่งพะยอมหอมซึ้งรสพระธรรม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


25 เมษายน 2544



พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นของจริง ท่านไม่เคยตายจากเราเลย เราไม่ต้องลำบากเพราะท่าน ไม่ต้องเลี้ยงดูให้เป็นภาระ ท่านไม่เคยทำให้เราสูญเสียสิ่งใดเลย เลี้ยงดูเรา ปกป้องเรา เยียวยา ฯลฯ พระคุณอันเป็นอัปมาณ หรือ อัปมัญญา ไม่เคยที่จะทำให้ซึมเศร้าแม้แต่นิดหนึ่ง สิ่งเหล่านี้สิควร จะใส่ใจและประหวัดถึงเป็นนิรันดร



***************************************************************

5 พฤษภาคม 2544



ถ้าชนะนิวรณ์เสียอย่าง ทุกอย่างไม่ต้องพูดถึง บริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นโลกุตระธาตุ (ธรรมที่ไม่เป็นไปตามกระแสโลก หรือ เรียกว่า อารมณ์อยู่นอกเหนือเหตุผล เหมือนจิตไปตั้งอยู่บนปุยเมฆ คือ ภาวะแห่งเมฆจิต อยู่เหนือปัญหา ไม่ตามใจกิเลสที่มาชักชวน)



*****************************************************************

16 กรกฎาคม 2544



เขาถูกบังคับ ถูกกรรมคอยข่ม จึงคิด พูด และกระทำอันเป็นอกุศลอยู่เนืองนิตย์ ถ้าเรามีปัญญาอันเป็นวิปัสสนาญาณ ก็จะยิ้ม ยั้งใจด้วยสัมมาทิฏฐิว่า สิ่งที่คนล่วงเกินและไม่รู้คุณนั้นคือ เขตอภัยทานของเรา การกระทำที่มากไปด้วยความอกตัญญูหรือเนรคุณของเขา ถ้าเรามีสติคุมจิตห้าม จิตอันเป็นอุเบกขาเปี่ยมด้วยพรหมวิหาร 4 ก็จะพบว่า นั่นคือ วัตถุดิบที่จะมาป้อนโรงงานจิตให้ผลิตปัญญาออกมาแล้วผาสุก ถ้าสุขในขณะทุกข์กระทบตัดกิเลส นั่นคือ หลุดพ้น แม้จะได้รับการล่วงเกิน ก็ชื่อว่า ไม่เสียหาย ได้ปัญญา อุเบกขา อโหสิกรรมและเมตตาเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นนิรันดร์ทุกถิ่นที่ ทุกภพที่ดำเนินอยู่ เป็นจิตไร้โศก เป็นมงคล 38 ประการโดยแท้ และเราต้องเจริญอยู่เป็นนิจอย่าได้ขาด



ความคิดเห็นที่ 6 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


24 พฤศจิกายน 2543



ภาวนาโสตัตตะอภิญญา พบว่า (นิมิตเกิด) ต้นไม้ตายแล้วกลับมามีชีวิตขึ้นมางามกว่าเดิม

ธรรมเกิดขณะเผาหญ้า กวาดใบไม้ ยามเย็น จิตตกสู่กระแสโลก คอยแต่จะไม่ชอบใจในจิตกระทบ มันบ่นเพ้อไปตามลมว่า ท้อแท้และเหนื่อยหน่าย สิ่งทั้งหลายไม่สุขสันต์ เป็นทุกข์ทุกสิ่งอัน เจ็บจาบัลย์อยู่ร่ำไป

แต่ทรงอารมณ์ไว้ พยายามใช้ปัญญาว่า กายเจ็บเข้าโรงพยาบาล จิตเจ็บจับธรรมประสาน สูดลมลึกๆ สบาย สักประเดี๋ยวก็ซ่านไปอีก แต่เราฝืน(ทวนกระแส) ไม่ยอมรับความปรุงแต่ง จิตพบประโยคใหม่ในธรรมว่า

ถ้าตามกระแสก็แพ้วันยันค่ำ ถ้าทวนกระแสก็พบพระธรรม ดื่มด่ำในธรรมชำระจิต เป็นสุขเหมือนคนไปหาเห็ดพบเห็ด เหมือนคนไปร่อนทองพบทอง จิตพิจารณาหัวเลี้ยวหัวตอของกิเลส และปัญญาว่า จิตขัดข้องเพราะคอยซัดส่ายปรุงแต่ง 1 จิตขัดข้องเพราะอารมณ์กระทบ 1 สองอย่างนี้ถ้าขาดสติ (ปัญญา) จะเสียท่าทุกครั้งไป



*******************************************************************

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU

15 สิงหาคม 2542



จงสลัดแหนงหน่าย ข่ายวัฏฏะ



เขา ให้เห็นว่า โลกนี้ไม่น่าอยู่ อย่าหลงระเริงประมาทมัวเมา ในสิ่งใด

โลกผะผ่าวร้อนหนาวค่อนแต่ทุกข์

ไม่มีสุขในที่ใดปลอดภัยไม่

มีทุกข์โหมกระหน่ำซ้ำเรื่อยไป

แล้วเหตุใดไม่ทำแจ้งแห่งนิพพาน

เขียนตามคำบอกของโลกที่ไม่มีตัวตน




ความคิดเห็นที่ 4 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


6 มกราคม 2534



ได้เห็นฉัพพรรณรังสีรัศมีของพระพุทธเจ้ารวมเป็นองค์หลวงพ่อรุ่งโรจน์ฤทธิ์ ธรรมเกิดขณะนั้น

พระพุทธองค์ทรงโปรดให้ ปัญญา

พระพุทธองค์ทรงเมตตา ลูกแก้ว

พระพุทธองค์ทรงสนทนา สอนสั่ง

พระพุทธองค์เพริศแพร้ว ประทานแก้ว พฤทัย



ฉัพพรรณรังสีปกป้อง ผองภัย

ฉัพพรรณรังสีตรัย รัตนะ

ฉัพพรรณรังสีสว่างไสว ประกาศิต

ฉัพพรรณรังสีบอกละ สิ่งกลั้ว มัวเมา



แสงธรรมนำเพ่งพิศ ติดตา

แสงธรรมนำวิญญา สัตว์น้อย

แสงธรรมพร่ำภาษา ส่องสัตว์

แสงธรรมฟังรสถ้อย ฝากเจ้าขัดเกลาใจ



มาลีมาเรียงล้อม หอมหวาน

หรือเท่าธรรมอภิบาล อยู่เฝ้า

ธรรมรักษาสัตว์ในสงสาร ฝังฝาก

ธรรมรักษาคละเคล้า แต่ผู้ ประพฤติธรรม



แสงชัยให้ลูกไว้ส่อง ชีวี

แสงชัยแทนระวี ส่องหล้า

แสงชัยปรมัยจรัสศรี โสภาค

แสงชัยไขธรรมกล้าบอกเจ้า อย่านอนใจ



รู้ธรรมแล้วรีบเร่ง เรียนเอา

รู้ธรรมแล้วอย่ามัวเมา โลกกว้าง

สงสารคับแค้นอับเฉา สารพัด

รู้ธรรมแล้วอย่าร้าง เร่งรัด ตัดแดน



เงาใจใสส่องให้ ไกลมาร

เงาใจพ่อประทาน ฝากไว้

เงาใจระงับร้าวฉาน สร่างโศก

เงาใจพ่อดับร้าวดับร้อนร้าย หายสำแดง



************************************************************



6 เมษายน 2534



เห็นเทพีเสรีภาพ ชุดแก้วฉุยไปฉายมา กราบถามพระทรงตอบว่า

โลกนี้คนแสวงหาอิสรภาพทางกาย ให้กายได้อยู่ดีกินดี เป็นอิสระแก่ตัว แต่จิตใจจะเป็นอิสระหรือไม่ การแสวงหาอิสรภาพให้แก่จิตไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ ขอให้จิตมีอิสระ จากสิ่งร้อยรัด ผูกมัด เสียบแทง ใจอิสระ เป็นเอกราช ไม่ขึ้นต่อ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นโลกุตตระธรรม ธรรมที่อยู่เหนือโลก ไม่มีแก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย จิตประกาศอิสรภาพ งดส่ง ราคะ โทสะ โมหะ ไปเมืองนั้น เมืองมาร เมืองที่ใจเราโง่หลงติดอยู่



******************************************************



16 กันยายน 2534



ภาพเสือมากินศพของตัวเอง หลวงปู่โลกอุดร สอนว่า

“เนื้ออกอ่อนสัตว์เฟ้นฟ้อนและเครื่องเพศ จงสังเกตตรงเสือกินน่าอดสู คนมาแย่งของกินสัตว์ไม่เชิดชู กำหนดรู้แต่วันนี้ที่เสือกิน ตรงนั้นที่ข้องของหญิงชาย รสกามร้ายส่ำสัตว์กำดัดดิ้น หญิงหลงใหลชายภูมิใจใฝ่ยลยิน ราคะรินหลงเสพสู่ไม่รู้ภัย ทรงสอนดับราคะชนะจิต เกิดนิมิตเห็ดป่าและหน่อไม้ เห็ดก็ดีหน่อก็ดีมีเต็มไพร จะดับได้ด้วยสิ่งสองประการ คนเก็บไปมันก็ถึงกาลดับ มันระงับลงไปไม่อาจหาญ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ทนทาน อีกไม่นานมันก็ดับระงับไป อารมณ์ร้ายเช่นกันครั้นคนประกอบ ตามระบอบมันก็ดับแต่หลงใหล หากมันเกิดไม่ประกอบโต้ตอบไฟ มันก็ดับลงได้อย่าหวั่นกลัว อย่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงเมื่อมันเกิด นิ่งดูเถิดสังเกตดูให้ถ้วนทั่ว มันไม่ตั้งอยู่ได้สลายตัว ในที่สุดหม่นมัวก็จบลง”



************************************************************



1 ตุลาคม 2534



ธรรมเกิดว่า กว้างศอกยาววาหนาคืบนี้น่าทำความขัดข้องหรือ น่ายึดถือหรือ

จิตตรึกธรรมของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หมาแทะกระดูกล่อนไม่ได้กินอะไร เมื่อยขากรรไกรเปล่าๆ เราหลงกระดูกล่อนๆ ขัดมันจนเป็นเงาจะได้อะไร หยุด ทวน ภาพสลัดขน จากการเปียกน้ำขึ้นบก (ฝั่ง)ได้แล้ว หมายถึง การเห็นธรรมแล้ว โลกก็ควรจะตัดไป ทิ้งไป ดับอาลัย สลัดออกไป น้ำจริงๆ ท่วมมีหน่วยบรรเทาทุกข์ แต่น้ำที่มองไม่เห็น ท่วมใจตลอดเวลา ใครจะมาบรรเทาทุกข์ให้เรา หากมิใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า น้ำแห่งโอฆะสงสาร น้ำบาป น้ำกรรม น้ำทุกข์ น้ำยากที่สัตว์ทั้งหลายข้องอยู่ ท่องเที่ยวแหวกว่ายวนเวียนอยู่ พบธรรมแล้วทำไมไม่สลัด

ราวป่ามีภัยในดงเถื่อน มีงำเงื่อนผูกไว้ใบ้ปริศนา ดูเอาเถิดจอมขวัญวนัญญา จะรอช้าอะไรอีกซีกโลกกลม หมุนไปมาเช่นนี้ตาปีชาติ ไม่อนาถบ้างหรือคือโลกขม โลกร้ายร้อนเทียวอยู่ได้ใจโสมม ดับอาจมจากจิตพินิจธรรม



********************************************************



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


17 พฤศจิกายน 2533



หลวงปู่โลกอุดร สอนว่า “คงไม่มีคนบ้าที่ไหนหรอก ที่ลูกคนไข่ตีมาหาตัวแล้วเก็บใส่ย่ามตน มาก็ตีไปไม่ตีกลับ โง่ คือ ตีไม่เป็น รับไม่ได้ ดุจ ราคะ โทสะ โมหะ มาสู่จิต จิตต้องรู้ รู้แล้ว(รับได้) ตีกลับ ไม่เก็บ รู้แล้วตีออกด้วย มหาสติ เขาด่า รู้อย่างดี ไม่รู้ ใบ้ บ้า บอด รู้แล้วไม่เก็บ ตีออก เอาจิตตี



*************************************************

1 ธันวาคม 2533



พระวิสุทธิเทพมาสอนขณะเดินทางไปผาแดง

“ งามงอนอย่ายอกย้อน บอกเล่ห์มาร มิใช่นิพพาน ดับเสียอย่าเขี่ยขุด อาลัยไยฝ้าฟางทางสมมุติ เถอะจงรุด ละวางอย่างพุทธองค์”

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


2 มกราคม 2531



คืนวันนี้หลวงปู่มาร้องเพลงให้ลูกฟังว่า จวนจะสายแล้วนะแก้วตา ( ชีวิตสัตว์เป็นของน้อยจะทำอะไรก็รีบทำ ) ปลุกชีวาให้ตื่นฟื้นจากฝัน (รีบหาที่พึ่งเถิด) โอ้ละเห่ธัมมาสารพัน (ธรรมะมีมากเหมือนใบไม้ในป่า) คุณอนันต์เลิศล้วนเชิญมาดู (จงน้อมตนมาสู่ร่มธรรม) เปิดใจไว้คอยท่า (จงเป็นหม้อที่หงายรับน้ำฝน) ธัมมาล้ำค่าสวยหรู (ธรรมทำให้งามทั้งต้น กลาง ปลาย) นิพพานงามโฉมตรู (การทำพระนิพพานให้แจ้งเป็นมงคล) ตื่นรู้เบิกบานตระการใจ(ผู้เบิกบานในธรรมบันเทิงทั้งโลกนี้และโลกหน้า) น้อยนิดเร่งคิดเร่งฆ่า (จงมีความเพียรเป็นมหาสติรักษาจิตอยู่ทุกเมื่อ) ชะล่าเนิ่นช้ารู้ไหม(อย่ายินดี ในกิเลสเป็นเครื่องเนิ่นช้า) กระแสกิเลสเลศนัย (มารภายใน วกวน คดงอ) ซ่อนไว้หนใดไฟเมา (ตัณหานุสัยหลบซ่อนอยู่ดูให้ลึกซึ้ง) จำไว้ในอดีต(ที่ผ่านมาให้รู้ว่าสิ่งใดควรละ) กร่อนกรีดกลัดทรวงง่วงเหงา ( ผู้ตกอยู่ในบ่วงมาร มารย่อมทำร้าย) บัดนี้ตื่นแล้วบรรเทา (เมื่อรู้แล้วจงรีบละให้เบาบางถึงที่สุด) โศกซบเซาจางห่างร้างรา (จงเป็นผู้ไกลจากสภาวะเสียบแทงนั้น) เพราะว่ามีสิ่งแก้ (พระสัทธรรมดับทุกข์ได้จริง) ธรรมแท้ธรรมนั้นหรรษา (พระสัทธรรมทำให้พ้นทุกข์) นิพพานอยู่เบื้องหน้า (จงนำพระนิพพานให้แจ้ง ) หยุด ภพ พา อมตะ อำไพ (ละได้เด็ดขาด ก็ถึงฝั่งบรมสุข)

เสียงปลอบโยนแห่งความเมตตาอาทร สอนเราขณะเราอยู่ผู้เดียวยามค่ำคืน ยามอยู่คนเดียว เป็นทางเอกของเรา เราไม่เสียเวลาให้จิตปรุงแต่งตามภาวะเผาลนทางโลก เราเพียรกีดกั้นจิตด้วยอารมณ์ว่ามีแต่ พระรัตนตรัยเท่านั้นที่จะเยียวยารักษาโรค เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ (ให้ยุติลงอย่าวนเวียนอีก)

เราชำระจิต เห็นนิมิตก็วางด้วยอุเบกขา ไม่ติดไม่ยึดว่า เห็นนั่นเห็นนี่ เห็นก็ดีไม่เห็นก็ดี ถ้าขาดปัญญาก็จะติดอยู่ แต่ก็รู้สึกยินดี ในความเมตตานั้นว่าเราไม่ถูกทอดทิ้ง

มาลัยทิพย์มาหยิบยื่น ทุกวันคืนเฝ้าห่วงหา ยามเจ้าเหงาอุรา ดวงสุดาพ่อมายาใจ รักเจ้าเยาวยอด พาพร่ำพรอดให้สดใส ยามเจ้าเยาว์ยองใย ตัดสินใจพาไปนิพพาน นิพพานนะคนดี โลกนี้คือเหยื่อสงสาร หลงโลกโศกร้าวราน นงคราญพอเถิดพอที อย่าช้านะลูกรัก นานนักจิตนี้ป่นปี้ (อันตรายจากวัฏฏะสงสาร) เมาโลกโศกย่ำยี หลงโลกีย์ช้ำตรมขมกลืน รอลูกปลุกภูมิสูง เฝ้าจูงเฝ้าชมชื่น ไม่เบื่อเพื่อขวัญยืน ทนฝืนอนิจจังหวังชม (เหมือนผู้ชนะ อมตะ) รอลูกทุกคืนวัน อัศจรรย์จิตสุขสม ลูกล้า ลูกถอย ลอยลม พ่อข่มระงับดับไฟ ดับไฟในใจเจ้า ค่ำเช้าเป็นห่วงพิสมัย รักลูก รักสุดใจ หวังแต่คนดีมีนิพพาน นิพพานนะลูกรัก จงห้ามหักจงประหาร กิเลสเหตุแผ้วพาน ดวงมานพ่อจะพาเจ้าไป



**********************************************************************



4 มกราคม 2531



ทำกรรมฐานแล้วพัก พระมาร้องเพลงให้ฟัง มาปลอบประโลมใจเราด้วยคำหวานๆ ว่า

ฝากเพลงทิพย์นี้มาฆ่าความหมอง นวลละอองคนดีที่คิดถึง สู้ต่อไปไฟโลกโศกรัดรึง คิดคะนึงถึงเจ้าทุกเช้าเย็น อย่าอ่อนหัดตัดพ้อเฝ้าต่อว่า โอ้แก้วตาทุกข์นี้ที่เจ้าเห็น ยังน้อยนักมีแต่แค่จำเป็น ไม่ลำเค็ญเพียงว่าจะลาตาย นวลเอ๋ยนวลใจ เพ่งไปทุกส่วนล้วนหลากหลาย เพ่งศพเพ่งมรณาพาคาย ทำความหน่ายให้หนักจักพ้นกรรม พลังนี้หอมหวานประทานให้ มายาใจคนดีอย่ามีช้ำ มาพิทักษ์รักษาอย่าระกำ บูชาธรรมอย่างผู้รู้เบิกบาน มารเอ๋ยมารภายนอก กลิ้งกลอกหลอกล่อมาประหาร มาประชิดประชันประจัญบาน อันธพาลมารเย้ยเผยย่ำยี มารนี้อย่ากลัวอย่ามัวหมอง มันผยองจะวอดวายใกล้เต็มที่ จะมอดไหม้ร้ายเหลวเปลวอัคคี ขอคนดีอย่าตรมจงข่มใจ มาฟังเพลงพ่อว่านะยาจิต น้อยนิดอย่าคิดแต่ผลักใส อุเบกขามาหนุนให้อุ่นไอ หลักธรรมใดมีไว้ให้จดจำ เพลงนี้ชี้ขาดอำนาจพุทธ วิมุติดับสิ้นราคินคล่ำ ดับโศกดับภัยอยู่ในธรรม ดับกรรมดับทุกข์ให้สุขมี



***************************************************************************

16 กุมพาพันธ์ 2531



ทำวัตรค่ำกรรมฐานแล้ว จูงจิตเข้าสู่สมาธิด้วยการนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ จิตดิ่งนิ่ง ถอนจิตออกมาดูกายดูจิต ดูทีไร ตัวของเราเป็นกายของหลวงพ่อพรหม วัดเขาช่องแค ตาคลี นครสวรรค์ เราแน่ใจว่าหลวงพ่อเมตตามาคุ้มครองป้องกันภัยให้เรา เราจึงเห็นท่านสรวมกายเราอยู่ เป็นเกราะให้แคล้วคลาด ด้วยความกลัวอุปทานจะกินใจ เรากำหนดจิตถามพระวิสุทธิเทพ ทรงเมตตาบอกว่า วันนี้เป็นเวรหลวงพ่อพรหมมาสอนเรา

หลวงพ่อคุยกับเราว่า ลูกเอ๋ย สบายใจเถอะ ภัยอันตรายจากพวกมิจฉาทิฎฐิต่ำช้าเลวทราม อย่าเสียเวลาไปใส่ใจกับมันเลย

สักครู่พระที่เคยร้องเพลงให้เราฟัง สว่างวาบ ..วาบมาเลย สวยมากโปรดเมตตาคุยกับเราว่า

เฉิดโฉมไฉไลประไพจิต สุขสถิตเฉิดฉันท์ดั่งจันทร์ฉาย พระธรรมคุ้มครองอยู่ไม่รู้คลาย อันตรายไม่มีมาบีฑา จอมขวัญจอมใจไอศวรรย์ สุขสันต์เถิดเจ้าอย่ากังขา พ่อคือม่านกั้นภยันตรา ดวงสุดาอย่าพรั่นอย่าหวั่นเลย

ลูกแก้วจ๋า..นงพงานงนุชสุดเฉลย(ที่สุดของคำสั่งสอย มีอะไรก็สอนให้จนหมด) พิลาสลักษณ์พิลาสจิตปิดสังเวย สุขเสบยเถิดเจ้าเยาวมาลย์ ลูกรักสดใสดั่งไพรสณฑ์ มงคลคล้องใจแผ่ไพศาล คือเกราะเพชรเกราะแก้วแพร้วตระการ เบิกบานดั่งบัวไม่มัวเมา สุดาทิพย์สุดาใจสายสวรรค์ จอมขวัญอย่าข้องอย่าหมองเหงา พระธรรมทิพย์รินรดหยดบางเบา ประโลมเล้าดวงใจอย่าได้กลัว บุญตัวบุญตาพาสวัสดิ์ แจ่มจรัสเจิดจ้าทุกถิ่นทั่ว อยู่หนใดไปไหนไม่หมองมัว รักทูนหัวรักเจ้านั้นนิรันดร

**********************************************************************************



22 มีนาคม 2531



สมัยก่อนๆ ธุลีในดวงตาเราฝ้าฟางมาก ภพชาติภายในรุนแรงภาวะเผาผลาญลนเป็นผลร้อนเสียงคร่ำครวญจาก ราคะ โทสะ โมหะ มันสุดฤทธิ์ สุดพิษ สุดฟัดสุดเหวี่ยง เวทนาจิตรับรู้ สัญญาพาให้เกิดอุปาทานไขว่คว้าแสวงหา เป็นภพเป็นชาติ คือ สมุทัย จิตที่ไปข้องจองจำ ออกนอกทางตรัสรู้ว่า

คิดถึงมากฝากฝันทุกวันคิด กระแสจิตผูกพันใฝ่ฝันหา ทรมานซานซมตรมอุรา ดวงชีวาวอนซบสยบลง

แต่มาวันนี้ มันก็วอนซบสยบลงเหมือนกัน หากมันซบลงที่ป่าช้า อันเดินได้ของเรา ซบลงดูกายกว้างศอกยาววาหนาคืบของเรานี้ ไม่ผิดหวังหรอก พระนิพพานรอท่าชั่วตาปี สวัสดีอวิชชา หย่า(ขาด)แล้วเอย

คิดถึงมากฝากฝันทุกวันคิด จริงๆไม่เคยคลาดจากจิตเลยกรรมฐาน หากแต่มิใช่เผาลนเหมือนแต่ก่อน กลายมาเป็น เพ่งเพียร คือ ตบะ ตะโปจะชิคุจฉะ บาปอยู่ไม่ได้

กระแสจิตผูกพันใฝ่ฝันหา สิ่งที่แนบแน่นไม่เคยคลอนแคลนคือ มหาสติ สติสัมโพชฌงค์ ทั้งหลับแลตื่น ยืนนั่งนอนเดินไม่มีอะไรจะมาเท่าเทียมได้

ทรมานซานซมตรมอุรา เราไม่เคยรับรู้ภายนอกเสียแล้ว กิเลสเกิดได้เกิดไป ทุกเวลาเราบูชาพระธรรมของพระพุทธเจ้า เสียงร่ำร้องจากกิเลส เราไม่มีเวลาจะใส่ใจ เราไม่มีโอกาสสำหรับสิ่งใดในโลกนี้นอกจาก กรรมฐานแล้วเราคือ ผู้หมดหวัง หมดโอกาส เราเป็นพืชที่งอกต่อไปไม่ได้แล้ว สิ่งใดๆ นอกจากพระนิพพานแล้ว สิ่งเหล่านั้นมิใช่สิ่งบำบัด มิใช่สิ่งเยียวยารักษา ให้หายจากความเกิดแก่ เจ็บตายได้

ดวงชีวาวอนซบสยบลง ซบลงปักแน่น ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ที่ ไม่ต้องระส่ำระส่ายเพราะความเป็นอนิจจัง ซบลงที่ศีล สมาธิ ปัญญา ซบลงที่ศพเดินได้ของเรา ซบลงที่เราจะตายแล้ว ซบลงที่ อาการ 32 สยบลงที่กรรมฐาน 40 พามันดูขี้ดูเยี่ยว เครื่องในดับไตไส้พุง ฯลฯ ซบใจลงสู่พระธรรม โน้มน้อมพระธรรมเข้าสู่เราเป็น โอปะนะยิโก มาซิ เรียกร้องสัตว์ทั้งหลาย(จิตเรา) ให้มาดู คือ เอหิปัสสิโก

เมากายเขากายเราก็เน่าหนอ หยุดรั้งรอดูไปในทุกสิ่ง แจ้งกายเรากายเขาไม่ประวิง ดูให้จริงศพนี้ที่ข้าเมา เมาน้ำเลือดน้ำหนองจนหมองไหม้ เมาลำไส้ อาจมโง่งมเขลา เมาขี้เล็บขี้ฟันขยันเมา เมาแล้วเศร้าอนิจจาบ้าเวรกรรม สมเพชจิตคิดหวังจนคลั่งไคล้ ห้วงอาลัยห้วงนี้เป็นทางต่ำ จิตดวงใดหลงอยู่ไม่รู้ธรรม เหมือนถลำสู่ห้วงบ่วงมารเอย



**************************************************************

20 เมษายน 2531



ค่ำลง 19.30 น ภาษาทิพย์ภาษาธรรมว่าอย่างนี้จะหมายถึงอะไร กราบเท้าพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องรู้

เธอเคยร้องเพลงให้ฉันฟัง บัดนี้เธอชังฉันไม่ใส่ใจ ฉันไม่เหงา ฉันไม่เศร้า ไม่เร่าร้อนไม่อาลัย เคยออดอ้อนเคยวิงวอนเคยมายา เคยสบตาไม่ห่างไกล บัดนี้มาราร้างจางไป ฉันหยุดหลงใหลเธอไซร้ไม่แน่นอน หวานใจในความหลังพังไปสิ้น ฉันไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่สังหรณ์ เธอจะเป็นเช่นไรก็ตามใจ ฉันไม่เคยแคร์ไม่อาทรไม่เคยเดือดร้อนไม่อาวรณ์ มีแต่ความเอ็นดู หากเคยอ้างว้าง บัดนี้ตื่นมาแล้วพบทางดุจฟ้าสางพบความจริง จึงต้องลาจากกัน ลาก่อนคงไม่ย้อนสู่ความหลังดังผ่านมา ขอบคุณที่ยังรักและหวังดี ต่อนี้ไม่หวนคืน ไม่คืนมาสู่อ้อมใจที่ไหวหวั่น หลอกลวงฉันให้กล้ำกลืน พบทางสดชื่นสละคายคืนชั่วนิรันดร์ ฝันไปเถิดไม่เปิดใจให้เป็นสอง ไม่มีวันหมองตลอดไป ไปสู่นิพพานให้พ้นเธอ

เธอเคยร้องเพลงให้ฉันฟัง หมายถึง สัตว์โลกย่อมมีความยินดีในกิเลส อันเป็นเครื่องเนิ่นช้า (นันทิราคะ) เพลง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ (อารมณ์ของใจ ที่ปรุงแต่งขึ้นเป็น ตัณหา อวิชชา ภพชาติ ทั้งหมดคือ เหตุแห่งทุกข์ เป็นสมุทัย )

เพลง คือ พวงดอกไม้มาร กระแสกิเลส ที่ร้อยรัดผูกมัดเสียบแทงให้สัตว์ติดอยู่ในเรือนจำแห่งสงสารนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ

เธอ คือ จิตของตนที่แสวงหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือ กลไกของกิเลส หมักดองอยู่ในจิตของเรา คือ กาม พยาบาท เบียดเบียน คือเหยื่อล่อของโลกีย์วิสัย ได้แก่ เพลงที่สอนให้หลงใหลในกามคุณ

ฉัน คือ จิตที่มีความเพียรเพื่อมุ่งหวังออกจากโลก ละ คาย ปล่อย วาง เป็นผู้มีจิตดำเนินไปสู่ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลนิพพาน ก่อนนั้นฉันยังเป็นผู้มืดบอดอยู่ ก็หลงปรุงแต่งไปตามความบงการของกิเลส

บัดนี้เธอชังฉันไม่ใส่ใจ หมายถึง ชัง ได้แก่ความไม่แน่นอน ความแปรปรวน คือ กฎแห่งไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อจิตที่ฝึกมาดีแล้วย่อมวางเฉย ในกฎของกรรม วางเฉยในโลกธรรม สภาวะของไตรลักษณ์ที่หมุนไป ฉันจึงมีแต่ความเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย (อุเบกขา)

ฉันไม่เหงา ฉันไม่เศร้า ไม่เร่าร้อนไม่อาลัย เมื่อฉันเป็นผู้ตรึกธรรมอยู่ พิจารณาอยู่ก็ไม่ต้อง คร่ำครวญ ไปตามสภาวะของโลก คงรักษาจิตให้ตรงอยู่

เคยออดอ้อนเคยวิงวอนเคยมายา เคยสบตาไม่ห่างไกล สมัยที่เราเป็นผู้มีธุลีฝ้าฟางอันบังตา เราเคยระหกระเหินไปมากับมายาโลก เราเป็นผู้มีทุกข์ทั้งกายและใจ เราตกอยู่ในบ่วงมารเหมือนเนื้อตกอยู่ในบ่วงของนายพราน เนื้อตกอยู่ในบ่วงของนายพรานไม่เป็นอิสระ นายพรานย่อมทำร้าย ทุบ ตี ฆ่า ฟัน ทิ่มแทง ให้เจ็บปวด จิตที่ตกอยู่ในบ่วงมาร มารคือ ความเพลิดเพลินย้อมใจให้กำหนัดยินดี ย่อมถูกกระแสโลกพัดพาไปให้เศร้าโศกที่เกิดจากความยินดีเป็นเครื่องล่อ เรามีความเศร้าโศกพิไรรำพัน ร่ำร้องถวิลหาความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ปานประหนึ่งว่าน้ำตาจะเป็นสายเลือด ภาวะของโลก ราคะ โทสะ โมหะ เสียบแทงเราประหนึ่งว่าถูกตรึงด้วยศรที่อาบยาพิษทั้งกายและใจ ชีวิตที่ขาดที่พึ่ง ไม่มีที่ต้านทานหลีกเร้น เราพบแต่ความคับแค้น พลัดพราก จากสิ่งอันเป็นที่รัก ประสบกับสิ่งที่ชิงชัง มีความปรารถนาไม่สมหวัง สิ่งเหล่านี้หมกไหม้เผาลนจิตใจเราอยู่ จิตที่มีแต่ความทะยานอยาก ได้รับความเจ็บปวดประดุจดังหัวฝีที่กลัดหนองตลอดเวลา ความทุกข์เพลิงกิเลส รุมเร้าจิตใจเราไม่เคยห่างไกล ไฟนรกไม่ร้อนเท่าไฟในอกนี้

บัดนี้มาราร้างจางไป แต่บัดนี้ฉันก้าวเข้ามาสู่ร่มธรรมแห่งพระศาสดา พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ ไฟนรกดับ มีเกิด ก็มีดับ พุทโธมา กิเลสไป

ฉันหยุดหลงใหลเธอไซร้ไม่แน่นอน ฉันเห็นพระสัทธรรม จึงดับทุกข์ หยุดปรุงแต่ง แต่กิเลสนั้นเป็นสิ่งไม่แน่นอน เธอ คือ โลกแห่งความเบียดเบียนปรุงแต่ง เร่าร้อน และแปรปรวน มีความผันแปร ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่น ไม่หยุดหย่อน ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง กลับกลอก ยอกย้อน

หวานใจในความหลังพังไปสิ้น ที่เคยยึดเคยหลงว่า ตัวกู ของกู บัดนี้พระธรรมกำลังฆ่าเยื่อใยนั้นให้พังพินาศไป และคงจะดำเนินไปสู่ความดับอันไม่เหลือเชื้อไม่ให้ทุกข์ไม่ให้โทษอีกต่อไป เธอกับฉันคือ กิเลส และปัญญาคงไม่มีอะไรต่อกันในที่สุด

ฉันไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่สังหรณ์ ฉันไม่รับรู้ ไม่รับทราบ ไม่มีเวลากับกิเลส ไม่ขอใส่ใจในเวทนาที่ระลึกรู้นั้น หนวก บอด บ้า ใบ้ ปิดทวาร ไม่ตามใจ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อีกต่อไป

เธอจะเป็นเช่นไรก็ตามใจ อะไรจะเกิดมันก็เกิด เราไม่มีหน้าที่หวงห้ามและทัดทาน ถ้าเราชอบก็เป็น กามตัณหา ถ้าเราอยากได้ก็เป็น ภาวะตัณหา ถ้าเราปฏิเสธเดือดร้อนก็เป็น วิภาวะตัณหา หน้าที่ของเราไม่เอาทั้งซ้ายและขวา มาอยู่ตรงกลาง คือ วางเฉย ในรูป นาม

ฉันไม่เคยแคร์ไม่อาทรไม่เคยเดือดร้อนไม่อาวรณ์ เมื่อรู้ว่าโลกเป็นเช่นนั้น ฉันจึงเป็นผู้รู้โลก โลกะวิทูตามรอยพระผู้มีพระภาค บัวไม่ติดตม คนไม่ติดโลก

มีแต่ความเอ็นดู คงเหลือแต่เมตตาอย่างเดียวเมื่ออยู่ห่างกิเลส

หากเคยอ้างว้าง บัดนี้ตื่นมาแล้วพบทางดุจฟ้าสางพบความจริง จึงต้องลาจากกัน ฉันถูกเพลิงทุกข์เพลิงกิเลสแผดเผามาหลายกัปหลายกัลป์ บัดนี้ได้มาพบพระพุทธศาสนาเหมือนคนป่วยที่ดีใจจะได้หายจากโรคร้าย ฉันตื่นจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว พระสัพพัญญูภูมีเจ้าประทานธรรมะไว้ ดับไฟกิเลส กิเลสเป็นทางต่ำเศร้าหมอง หาสาระมิได้ ธรรมะเป็นทางออกจากทุกข์ เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันมิได้ ทางใครทางมัน ลาก่อนมารผู้ใจบาป

ลาก่อนคงไม่ย้อนสู่ความหลังดังผ่านมา สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงคายแล้ว พระอริยะสาวกทั้งหลายคายแล้ว

ขอบคุณที่ยังรักและหวังดี ธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงรูปกายปัจจัย 4 กิเลสที่เคยเสี้ยมสอนให้เจ็บปวดและเพ้อคลั่งไตรลักษณ์ที่เคยเตือนให้ผิดหวังและหมดโอกาสจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สิ่งเหล่านี้คือ แบบฝึกหัดให้เห็นทุกข์ ขอบคุณมากที่ทำให้เรารู้โลกว่า เป็นมายา เมื่อตื่นมาพบความจริงแล้ว จะอยู่ด้วยกันอย่างไร คบกันไปก็เสียเวลา

ต่อนี้ไม่หวนคืน ไม่ขอคบขันธ์ 5 อีกต่อไป ถ้าร่างกายอยู่ได้ก็อยู่ไปจะอาศัยทำความดี แต่ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อใด เราจะไม่ต้องการอีก การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา เป็นพรหม เราไม่ต้องการอธิษฐานบารมี เราขอเป็นชาติสุดท้าย เข็ดหลาบแล้ว

ไม่คืนมาสู่อ้อมใจที่ไหวหวั่น หลอกลวงฉันให้กล้ำกลืน พอแล้วสำหรับการเวียนเกิดเวียนตาย เราได้พบนายช่างผู้ทำเรือนแล้ว ชาติ ชรา มรณา พยาธิ อย่ามาสำออย เราจะไม่เป็นลูกศิษย์ของพวกเจ้า เราจะเป็นลูกศิษย์พระตถาคต

พบทางสดชื่นสละคายคืนชั่วนิรันดร์ เราพบทางพ้นทุกข์แล้ว ขอว่างจากความยึดถือชั่วอมตะ

ฝันไปเถิดไม่เปิดใจให้เป็นสอง กลไกของกิเลสไม่ต้องจ้องหาช่องทางหาโอกาสหรอก มหาสติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธองค์ ทรงกั้นไว้ เรามีอารมณ์เดียวคือ สติ คือ พุทโธ

ไม่มีวันหมองตลอดไป เรารู้แล้วว่าสิ่งใดควรละ และได้กำหนดละแล้ว ตลอดไป จะหมองไปไยกับผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ไปสู่นิพพานให้พ้นเธอ เพราะที่นั่น(นิพพาน) บาปตามไม่ถึง ความชั่วทั้งหลายดับไป เวรภัยทั้งหลายเข้าหามิได้ มารคือมัจจุราชตามล่าไม่ได้แล้ว ที่นั่นชนะเลิศตลอดไปและตลอดเวลาแน่นอน ปลอดภัย บรมสุข



*****************************************************************



23 เมษายน 2531



ยามเราเผลอไปติดรูปติดนาม สติจะเตือนเราว่า เพราะคิดเช่นนี้และ(สังขาร) เราจึงต้องเกิดมาอีก การไม่ได้ทำพระนิพพานให้แจ้งในกาลก่อนจึงเกิดมา เพราะ มีโมหะ จิตจะซ่านไปข้องแวะอารมณ์ อันจะขัดต่อกระแสความหลุดพ้น เรารีบดับไฟนั้น ตำหนิว่า ถ้าเราไม่ขาดสติ สิ่งเหล่านี้มันจะเล็ดลอดเข้าไปครอบงำเราไม่ได้ นี่เราขาดสติ (ปัญญา) จิตจึงลอบปรุงแต่ง (ทะยานอยาก) อยู่ใต้ร่มไม้สบายใจและสบายกาย ร่มธรรมของพระพุทธเจ้า สบายกว่านี้มาก เพราะไม่ต้องเปลี่ยนแปรตามแสงอาทิตย์ ร่มธรรมทำให้ พ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย ภาพทางจิตปรากฏขึ้นขึ้นเป็นรูปหัวใจ มีป้ายแสดงการห้ามจอด หมายถึงว่า อย่าทำความพอใจ จอดนิ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่ไม่ใช่ทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา



*********************************************************************



31 พฤษภาคม 2531



กลับจากพระธาตุดอนเรือง ขณะทำกรรมฐาน คำสอนจากโลกไร้กายขันธ์ 5 ดังขึ้น

เทียนทิพย์เทียนทองผ่องโสภา ชวาลาบอกให้ทำใจวาง ลูกรักสดับพระธรรมชำระจิต อย่าข้องติดรูปกายของชายหญิง ดูให้แน่เฝ้าดูให้รู้จริง ดูจิตนิ่ง เกิด-ดับ ระงับมาร ก่อนหลวงปู่มาสอน สมเด็จองค์พระปฐมเสด็จมาโปรด สอนว่า ลูกอย่าให้น้ำไหวปลิวระลอกกับแรงลม ทำจิตให้มั่น น้ำไม่ไหวกระเพื่อมต่อลม(กระแสกิเลสในใจ) คือ น้ำแข็ง น้ำแข็งเกิดจากที่ปั่นความเย็น จิตแข็งแกร่ง เกิดจาก ตบะ คือ ความเพียรในองค์ฌานของเรา



*********************************************************************



8 มิถุนายน 2531



จิตบอกว่า เราจะเรียกร้อง ถวิลหวังถึงสิ่งใดก็ตาม อันมิใช่ ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่สามารถจะบำบัด รักษาเยียวยา ให้หายจากเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ ยามจิตอ่อนโยน มีเมตตาเป็นปิติ จิตอิ่ม ไม่โยเยไม่แสวงหาโน่นนี่ รอบๆข้างเราที่ผู้อื่นมองไม่เห็น มีสิ่งมาปลอบเรา มาเฝ้าชื่นชม เป็นกำลังใจให้เราว่า

ยามใดลมพัดมา เหมือนขวัญตามาสู่ใจ ลมพัดมาคราใด หอมอุ่นไอกรุ่นของเธอ ดวงใจไร้ชื่นสุข มีเธอปลุกชื่นเสมอ สุขล้ำคำหวานเธอ หลงละเมอทุกวี่วัน รักเธอไม่ไกลห่าง ไม่จืดจางไม่เหหัน ไม่มีจะลืมกัน รักเธอนั้นจนวันตาย

เหมือนขวัญตามาสู่ใจ เรารักศีล สมาธิ ปัญญา และพระนิพพาน

ลมพัดมาคราใด ทุกอณูของอากาศ คือ รัศมีของความเบิกบาน (พุทโธ)

หอมอุ่นไอกรุ่นของเธอ กลิ่นแห่งศีล อำนาจพระรัตนตรัยอยู่ที่ใดก็เป็นสุข กรรมฐานพรากจิตออกจากอารมณ์โลก เป็นสุขประณีต ไม่กระวนกระวาย เธอ หมายถึง พระคุณของเธอ ได้แก่ กรรมฐาน 40 จิตมีกรรมฐาน (ภาวนาให้รู้ตัวด้วยองค์แห่งมหาสติ) เป็นจิตตรง (ไม่ข้องแวะในกามคุณ)

ดวงใจไร้ชื่นสุข ทางโลกมีทุกข์ 90 เปอร์เซ็นต์ มีสุข 10 เปอร์เซ็นต์

มีเธอปลุกชื่นเสมอ ทางธรรมเป็นเส้นทางสงบสุข

สุขล้ำคำหวานเธอ นิพพานัง ปรมังสุขขัง คือ นิพพานสราญใจ เพราะรสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง และไพเราะในเบื้องปลาย ได้แก่ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปริโยสานกัลยาณัง

หลงละเมอทุกวี่วัน รสแห่งอมตะธรรม ดื่มด่ำ จมดิ่ง ปักหลักอยู่ในจิตจนไม่มีสิ่งใดจะมาเปรียบได้ ทุกลมหายใจไม่เคยคลาดจากจิต แม้ตกใจ สะดุ้งสุดขีดก็ยังละเมอเรียก หลวงพ่อ หลวงปู่ ทุกครั้งไป

รักเธอไม่ไกลห่าง คือ อิทธิบาท 4 บารมี 10 คุมใจให้รักษาสติอยู่ทุกอิริยาบถ

ไม่จืดจางไม่เหหัน ไม่มีแรงใดใดในโลกจะสามารถเบนความสนใจของเราให้เป็นอื่น

ไม่มีจะลืมกัน ไม่เคยเผลอไผลไปชื่นชมปรุงแต่งให้ลืมองค์ภาวนา

รักเธอนั้นจนวันตาย มีความรักในพระธรรม พอใจตรึกธรรม ใคร่ครวญอยู่เช่นนี้ตราบชั่ววันตาย

******************************************************************

19 มิถุนายน 2531



จิตมีราคะรุมเร้า เรากำหนดว่า เปลือกตมคือ กาม ของสกปรก หนามคือ กาม ของสกปรก เคยฟังพระเทศน์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่าหวั่นไหว หลวงปู่โลกอุดรเคยสอนเราด้วยนัยต่างๆ ที่ตัดกระแส เราสุขสบายเพราะ ความเพียรที่เผาบาปให้ดับไปเป็นคราว ๆ เกิดขึ้นเราร้องเรียก หลวงพ่อหลวงปู่ให้มาช่วยดับไฟนั้น วันนี้เรากำหนดจิตว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีสำหรับเรา เราไม่มีสิ่งเหล่านี้ ถึงชาวโลกที่ระงมอยู่กับการมีผัว เมีย ก็ใช่ว่าจะรักษา เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ ตรงกันข้ามเป็นโมหะให้สัตว์ติดอยู่ในวัฎฏสงสาร แล้วความทุกข์ต่างๆ ก็ตามมา หนักหน่วง วุ่นวาย ไม่จบสิ้น ทางของเราเผาบาป บำเพ็ญตบะ ข้ามและทวนกระแสนี้ตลอดเวลา ลูกบูชาพระนิพพานกว่าสิ่งใด ขออำนาจบารมีดังกล่าวจงดับราคะของลูกด้วย พระพุทธเจ้าข้า

ภาพทางจิตเกิดขึ้น ดอกทานตะวันสีชมพู หลวงปู่สอนลูกว่า ทานตะวันธรรมชาติเป็นสีเหลือง แต่ทานตะวันของใจนั้นผันไปตามแรงกิเลส มันชวนให้ลุ่มหลง ลูกของพ่อเคยใจเพชร ใจเด็ด อดทนต่อความผูกมัด เสียดแทง อันบุคคลหายากที่จะหักห้ามได้ ลูกอย่าหวั่นไหว เกิดเดี๋ยวก็ดับ สบายใจนะลูกรัก

ทรงเมตตาสอนลูกว่า ทานตะวันสีชมพูบานชูช่อ เหมือนจะรอแมลงภู่มาแฝงฝัง ดอกเจ้าบานซ่านไหวในพลัง ประดุจดังวังอารมณ์จมอาลัย ห้วงเอยห้วงกามไหม้ลามสัตว์ จงสลัดด้วยมนตราฆ่าผลักไส สลัดด้วยกายคตาปัญญาไว สลัดใจจากภพมากลบตัว บัวเอ๋ยบัวบานสะท้านโลก วิปโยคหวั่นใดนะทูลหัว อย่าหมองมัว ดับแล้วชัวร์ อย่าชมมาบ่มใจ ใจพระใจเพชรเผด็จศึก ตรองตรึกในธรรมอย่าหลงใหล ตัดภพตัดขันธ์ขยันไป ไม่เท่าไหร่หมดเง้ามาเร้ารุม ไฟเสน่หาพาไปไฟกิเลส ดับที่เหตุแห่งทุกข์มาเสริมสุม ดับลงด้วยพุทโธมาชุมนุม ธรรมมาคุมมารพ่ายตายทั้งเป็น ทานตะวันผันไปตามไอแดด จิตคู่แฝดกับสติลงความเห็น ธรรมใดหมองต้องปลีกหลีกบำเพ็ญ ธรรมใดเย็นน้อมนำประจำใจ



*****************************************************************



26 สิงหาคม 2531



อมตะเพลงหวานประทานโลก คายทุกข์โศกคายเศร้าเกษมสันต์ หลั่งเมตตาปรานีชุบชีวัน มาสู่บรรดาสัตว์ตัดมลทิน บัวทิพย์ชูให้เห็นไหมเจ้า ตัดความเมาคือปัญญาสว่างสิ้น ขาดปัญญาตามัวชั่วราคิน ทุกข์ไปสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร นวลใจใยสวัสดิ๋จรัสแสง ธรรมนี้แพงล้ำค่าพาถอดถอน อย่าจมมิดมอดไหม้เป็นไฟฟอน จงสังวรส่องจิตอย่าบิดเบือน รู้แล้วเร่งเพ่งเพียรอย่าเปลี่ยนแปร ธรรมแท้แท้หาใดไหนจะเหมือน พิจารณามั่นไว้อย่าแชเชือน ทางเปรอะเปื้อนอย่ารับมาจับใจ

******************************************************************



3 กันยายน 2531



ณ ไหล่ดอยหนอกอันทรงไว้ซึ่งความอัศจรรย์ ตลอดเวลาเรานั่งทอดสายตาฝ่าความเวิ้งว้างไปสู่ขอบฟ้าเป็นที่สุด ยามเย็นพระอาทิตย์ใกล้จะอัศดงแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส ธรรมชาติแสนงามสดชื่น ลมเย็น บรรยากาศอบอุ่น ด้วยนักบุญผู้มีกระแสจิตเสมอกันหลายคน ถึงจะคิดไปคนละอย่าง แต่จุดสูงสุดคือ ที่เดียวกัน คือ ตาย และขอมีพระนิพพานเป็นที่ไป ขึ้นสู่ที่สงบแล้วมองลงไปเบื้องล่าง สดชื่น อิสระ หวาม หวิวเหมือนตัวจะปลิวไปกับสายลม ไม่อยากรับรู้เรื่องราวอะไรทั้งหมด และไม่อยากกลับลงมามีชีวิตที่สับสนวุ่นวายอีก

หว่างหุบเขาอันโล่งกว้างเวิ้งว้างสุดสายตานั้น คือ ทะเลและมหาสมุทรแห่งกระแสลม ลมพลิ้วไสวตลอดเวลา จิตสอนเราว่า งามอย่างไรก็สู้พระนิพพานไม่ได้ งามแค่ตาเห็น โลกนี้เหมือนพยับแดด บุคคลเข้าไปใกล้ หมายจะคว้าเอาย่อมมิได้ฉันนั้น ลวงตา จับต้องก็ไม่ได้ ใครจะกล้าถลาไปลอยตัวอยู่ถ้าไม่ใช่นกกา และพระผู้ทรงอภิญญาวิสัย

ความงามมิใช่กาม แต่ถ้าจิตต้องการเป็นเจ้าของ อยากได้ อยากมี อยากเป็น จึงจะเป็นกาม คือ กามตัณหา และถ้าดิ้นรนเพื่อความอยากนั้นเพื่อให้ได้มา เรียกว่า ภาวะตัณหา และถ้าได้มาแล้วไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลง ปฎิเสธกฎไตรลักษณ์ เรียกว่า วิภวตัณหา ทุกข์ก็ตามมา ทุกข์ไปดักอยู่เบื้องหน้า เรียกว่า ทุกโขติณหา ทุกขปะเรตา

อนิจจา โลกนี้ไม่น่าอยู่ ไม่น่าจับต้องจริงๆ ได้เห็นแล้ว สติสอนจิตว่า ดูแต่ เกิดๆ ดับๆ ก็พอ มันว่างดี ขืนคิดไปก็วุ่นวายไม่จบสิ้น พอ หยุด ก็จบสิ้นได้ จิตฝ่ายโมหะเห็นความเป็นเรา ความเป็นเขา พบมานะในจิต จิตซัดส่าย ปรุงแต่ง ฝ่ายปัญญา ลบออก รู้โลก ดับลง ว่าง ว่างแล้ว สงบอยู่

ปัญญาบอกเราว่า หนวก บอด บ้า ใบ้ ไปนิพพาน ใครพูดแสลงใจอะไรเราไม่ได้ยิน (หนวก) ใครทำอะไร ทำยังไง ดูแล้วไม่สบายใจ สิ่งนั้นเรามองไม่เห็น (บอด) ใครทำอะไรก็ทำไปเถิด ทางใครทางมันเราไม่มีหน้าที่ทัดทานหวงห้าม อะไรจะเกิดมันก็เกิดเรื่องของโลก เป็นอจิณไตย เราพูดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของเรา หน้าที่ของเราดูจิต รักษาจิต (ใบ้) ดูต้นไม้สิมันพูดไหม ถามหมู่มวลแมกไม้ ปากลิ้นไป่มี นิ่งด้วยความว่าง ไม่กดดันจิตใจให้เจ็บปวด เราไม่รู้อะไรทั้งนั้นในโลกนี้ รู้แต่ ลมเข้า ออก พุทโธ เกิด ดับ ว่าง สงบ หยุด พอ อยู่ภายในเท่านั้น เห็นทุกข์เกิดที่ใจไม่สบายใจ ไม่สบายกาย พรากรัก พบชัง เราสมน้ำหน้าตัวเองที่มิได้ทำพระนิพพานให้แจ้งในกาลก่อน เพราะจิตขัดข้องไม่ดับ ไม่ว่างนี้แหละเราจึงต้องมาเกิดอีก สะใจเหลือเกิน นิพพานเป็นแดนดับทุกข์ ดับชั่วก็ไม่ไปอยู่ มาหลงโลกที่เป็นมายา อยากได้อยากมีอยากเป็น แล้วโลกก็ย่ำยี



**********************************************************************





ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บัวบานแสงทิพย์ วันที่ : 11/04/2007 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buaban
SWU


วันที่ 18 มีนาคม 2530



วูบหนึ่งของจิตที่ตกลงสู่กระแสโลก จิตออดอ้อนโยเย ว่าคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้มากเหลือเกิน ปัญญาถามจิตว่า เราจะคิดถึงอะไร เพราะสิ่งทั้งหลายก็เป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น หาตัวตนไม่ได้ รู้ๆอยู่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไร ถ้าไม่มีอะไรแล้วมันน่าอยู่ไหม จิตตอบ ปัญญาว่า ไม่น่าอยู่ จิตสอนจิตว่านี่แหละ ความคับแค้นของสงสาร น่ากลัวไหม ถ้ากลัวแล้ว จะรักโลกนี้อยู่อีกไหม ไม่รัก ไม่รักก็รีบหนี หนีไปสู่มหาสติ หนีไปสู่กรรมฐาน 40 อย่าให้จิตตกลงมา

เด็กตกจากที่สูงเพราะความเกเรก็ดี เพราะความพลาดพลั้งก็ดี มันเจ็บ ต้องเยียวยารักษา เป็นทุกข์ร้อน

แต่จิตที่วิ่งตามกระแสโลกเพราะมี ความยินดี ที่ว่านั่นดี เป็นเครื่องเพลิดเพลินนั้น เจ็บปวดเยียวยา รักษายากยิ่งกว่ากายเจ็บ จิตเจ็บปวดเพราะยึดถือในภพชาติ ถ้าทำลายภพชาติก็ไม่ต้องเจ็บปวด เมื่อจิตไม่มีที่อาศัยก็ไม่มีนายช่างผู้ทำเรือน



***********************************************************************



วันที่ 22 มีนาคม 2530



นับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2530 พระสูตรปฏาจาราเถรี เข้ามาสอนใจเราในการ ละ คาย ภพชาติ ว่า คนตายในปฐมวัยก็มี ในวัยกลางคนก็มี ตายยามวัยชราก็มี ฉันใดฉันนั้น ความสมหวังในภพชาติของเราก็เป็นดังนั้น ความสมหวังบางอย่างเล็กน้อย ชั่วคราว สมหวังก็หายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ความสมหวังบางครั้งก็ตั้งอยู่ปานกลางก็ดับไปเหมือน การเบ่งบานของดอกไม้ ย่อมร่วงไปเมื่อเวลามาถึง และความหวังบางอย่างก็อยู่ได้เป็นฤดูกาลก็หายไปจากเราเหมือนกัน พืชล้มลุกเมื่อหมดฤดูกาลย่อมวอดวายไป

ทำให้เราได้เห็นว่า โลกนี้เป็นมายา ไม่น่าจับต้อง ยึดถือ อนิจจา ถ้าเรารู้ดังนี้เสียแต่ชาติก่อน เราคงไม่ต้องกลับมาเกิดให้ทุกข์อีก แต่เราก็เบิกบานไม่ห่อเหี่ยวไปตามแรงปรุงแต่งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตลอดไป และตลอดไป



*************************************************************************



วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2530



เราดูภาพหลวงปู่คำดี ปภาโส(พระครูญาณทัสสี) วัดถ้ำผาบู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย ยิ้มของหลวงปู่หวานเย็นระงับดับทุกข์ภัย ด้วยความกำลังเบิกบานในธรรมะของพระพุทธเจ้า จิตเราระรี้ระริกด้วยอารมณ์กรรมฐานว่า

ยิ้มหลวงปู่หวานเย็นเป็นอมตะ ยิ้มชนะโรคภัยในสงสาร ยิ้มของพระพาให้ไปพระนิพพาน ยิ้มเบิกบานในธรรมะพุทธองค์ ไร้เสแสร้งเมตตาพาเป็นสุข เหมือนจะปลุกใจตื่นจากความหลง เดินทางไกลถึงแล้วไม่งุนงง ปล่อยปลดปลงวางว่างห่างทุกข์เอย กระแสธรรมฉ่ำจิตเมื่อได้คิด กระแสจิตตั้งมั่นพลันเฉลย จิตสอนจิตบอกว่าข้าเสบย เหมือนจะเย้ยยักษ์มารผลาญเวรกรรม

สุดท้ายนี้ใครก็ไม่รู้ สอนเราว่า ธาตุสี่ ดินหลอกลวง น้ำหลอกลวง ลมหลอกลวง ไฟหลอกลวง

สาธุธรรมะของพระพุทธเจ้าช่างไพเราะเหลือเกิน



**************************************************************************



วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2530



อุเบกขามาแล้ว ใจเราดี มีสุข เมตตาเต็มที่ เรายิ้มคนเดียวทุกเมื่อ ขณะที่ สุขเวทนาเกิดขึ้น จากอำนาจสมถะของเราตลอดเวลา สิ่งที่น่าชังก็ยังรักเมตตา ไม่ถือสาให้อภัย โดยไม่ต้องคิดหาเหตุผล จิตเขาเป็นของเขาเอง ใครทำอะไรไม่เป็นที่ชอบใจ แทนที่เราจะรำคาญ ขุ่นเคือง ขัดข้อง แต่เรากลับเห็นว่า มันสมเหตุสมผลส่งเสริมให้ กับคำว่า โลกนี้ไม่น่าอยู่ มองโลกไปในแง่ดี ไม่โทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่กลับเห็นว่า สิ่งทั้งหลายมันมีลักษณะในตัวมันเช่นนั้นอยู่แล้ว เช่น พริกก็เผ็ด เกลือก็เค็ม ฯลฯ เหมือน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ มันเป็นเช่นนั้นของมัน ผู้มีอุปาทานต่างหากที่ ติดข้องอยู่แล้วโทษนู้นโทษนี่วุ่นวาย

จิตชุ่มชื่นเบิกบาน เราถามจิตว่า ผู้รู้นั้นรู้อะไร จิตตอบว่า รู้เท่าทันการปรุงแต่ง รู้ที่มา ที่ดับ ของ ราคะ โทสะ โมหะ และรู้ปล่อยวาง รู้ ไตรลักษณ์ จบรู้ ไม่มีสิ่งใดสงสัย รู้บาป ทุกข์ สมุทัย ถ้ารู้แล้วเราก็ตื่น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตัวหนังสือที่เราพบวันก่อน กับจิตรู้นั้น ห่างไกลกัน

เราดีใจ เป็นสุขนี้ แทนที่เราจะทุกข์กับสิ่งต่างๆ ทำไมจึงสุข หูก็ได้ยินเขาด่า สาธุบารมีพระพุทธเจ้า พระธัมมาเจ้า พระสังฆเจ้า และ เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายรักเรา คุ้มครองเรา เราจึงมีสุข

สาธุ อิติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโม พุทธายะ ปะฐะวีคงคา พระภุมะเทวา ขมามิหังและ โลกอุตตโรมหาเถโร อหังวันทามิตังสะทา และ อิทธิ ฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเตชะเตชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่ มะ อะ อุ นี้เถิด สาธุ สาธุ



***********************************************************************



วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2530



ยามที่เราอยู่บ้านด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ทำให้เราว่างจากการงานโดยสิ้นเชิง มีความสุขอย่างสงบ พระพุทธองค์ ตรัสเป็นสุภาษิตว่า เปือกตมคือกามอันผู้ใดข้ามได้แล้ว หนาม คือ กาม อันผู้ใดย่ำยีได้แล้ว ผู้นั้นย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวในสุขและทุกข์ และทรงตรัสต่อไปอีกว่า ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่ไม่ดีได้ฉันใด ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วฉันนั้น

จิตสอนจิตว่า โลกนี้ช้าไม่ได้ เดี๋ยวมัวเพลินก็ทุกข์อีก พระนิพพานเท่านั้นที่ประกันว่าทุกข์ตามไม่ได้ ทุกข์เข้าไม่ถึง เป็นที่ดับสนิทแห่งความทุกข์ทั้งมวล ถ้าติดสมมุติเป็นอุปาทาน ไปนิพพานไม่ได้นะ ถึงคำว่านิพพาน เรารักยิ่งกว่าสิ่งใด ทำทุกอย่างบารมีทุกตัวหวังพระนิพพานทั้งนั้น

จิตถามว่า เราจะหวังอะไร ก็เป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น สอนตนเองให้ได้ว่า เราคือ ผู้หมดหวังแล้วในโลกนี้ หลวังอะไรๆก็อิงราคะ โทสะ โมหะ เสียสิ้น ดังนั้นเราจงทำตน เป็นผู้หมดหวัง แล้วมีพระนิพพาน ที่ใครทำลายไม่ได้ อยู่เหนือกฎเกณฑ์และไตรลักษณ์ เราหมดหวังแล้ว ก็หมดโอกาส ก็หมดโอกาสในภพชาติต่างๆ ที่อนิจจังได้ทำลายลง เหมือนลูกระเบิดที่ไร้ความปรานี เราจงสั่งสอนตนเองทุกขณะทุกโอกาสทุกสถานการณ์ว่า ผู้หมดหวัง ผู้หมดโอกาส เสียทีเถอะนะ จำได้มั้ยว่า รู้จักพอก่อสุขทุกสถาน



****************************************************************







วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2530



พอล้มตัวลงนอน จิตที่เป็นสมาธิตลอดเวลาสัมผัสกับคำปลอบประโลมใจจากโลกของหุบผาแดง ซึ่งปรากฏเป็นตัวหนังสือ สีชมพูใส ปลอบขวัญทุกดวงใจที่อยู่ในบรรยากาศอัน วิเวกวังเวงนี้ว่า

ขอฝากฝังหัวใจให้เป็นสุข คลายจากทุกข์สุขจงดลอย่าหม่นหมอง อย่าหม่นไหม้ไห้หวนนวลละออง ขอประคองทุกดวงจิตพิชิตมาร หวานใจหวานตาศรัทธาสูง ประหนึ่งยูงลอยฟ้ามาสถาน สถิตย์ที่หุบผาแดงแห่งสายธาร ทุกดวงมานฉันรักยิ่งและจริงใจ



************************************************************************

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2530



ค่อนรุ่งฝันว่า มีครอบครัวหนึ่งมีความสุขมาก สามีรักภรรยามาก ทำอะไรให้ภรรยาแทบทุกอย่าง ด้วยความเมตตาและอาทร ภรรยากำลังท้อง ในภาพฝันนั้น เห็นชายคนนั้นกำลังซักผ้าให้ภรรยา แล้วเป็นภาพสรุปคำถามมายังเราว่า ถ้ามีสามีอย่างนี้รอเราอยู่จะเอาไหม ในฝันเรายิ้มอายๆ และตวัดถึงการสั่งสมบารมีมาตลอดว่า นี่ไม่ใช่ทางแห่งมรรคผลนิพพาน พลันที่คิดได้ ก็มาถึงขณะนั้น พอดีมีเสียงเพลงลอยมาใหม่ มีภาพให้เห็นตลอด

มัวเมาอะไรแก่แล้วใช่ไหมต้องไปนิพพาน มัวห่วงสงสารถึงนิพพานไม่ได้เลย ดูบุคคลที่แก่ตายไป ทำเหตุไฉนไม่หลุดพ้นได้เพราะมีสังเวย เอาจิตเอานามเอารูปเอาธรรมมาทำเฉยเมย พุทโธ่เอ๋ย ไม่น่าเลยอนิจจัง ไปไม่พ้นสงสาร เพราะว่า ดวงมานนั้นมีแต่ความฝังรอยเรื้อรัง ถ้ามุ่งนิพพานต้องขุดต้องโค่นโคตรเง่าจริงจัง อย่าได้เหลียวหลัง รักหรือชังอย่าได้ใส่ใจ ปล่อยวางเถิดหนา อย่าได้เชื่องช้า หลงเงามายาว่า ศิวิไลซ์ ทางตรงมาเตือนว่าอย่าให้เหมือนดังคนทั่วไป หักจิตหักใจแล้วลัดตัดไปสู่นิพพาน

เรากำหนดจิตฟังต่อไป เป็นเพลงใหม่ร้องว่า

ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด ไม่ประเสริฐเลยหนา สัญญาอย่าจำ แดนนี้มีพระธรรมให้ดื่มด่ำ แทนความช้ำโลกีย์ โลกีย์สุขคลุกด้วยหอกหนาม เหมือนไฟลามช้ำสุดที่ มนุษย์เอ๋ยเกิดมาทั้งที ชีวิตนี้อย่าให้สูญไป ทำความดีไปสู่หลักชัย ไม่ไกล(พระนิพพาน) ถ้ารักจริง ทำบุญหนอ ขอนิพพาน ให้ดวงมาน สู่แดนสุขาวดี ไม่มีทุกข์กล้ำกราย สิ้นความเลวร้าย สิ้นทั้งภพชาติกงกรรม สุขเถอะนะดวงใจที่ใฝ่พระนิพพาน

เสียงเพลงแห่งความเป็นทิพย์ ลอยมาเป็นระยะแทบตลอดเวลาที่พร้อมให้ พร้อมเห็น สรุปลงว่า มีสวนดอกไม้สวย ล้วนด้วยเป็นแก้วทั้งสิ้น องค์สมเด็จ ถามว่า สวยไหม ความงามของมัน แต่มันก็เป็นอนิจจัง ถ้าเธอรู้แล้ว เธอจะเกิดอีกไหม เรากำหนดจิตกราบเบื้องพระยุคลบาท นั้นว่า ไม่เกิดอีกแล้วพระพุทธเจ้าข้า ท่านเปล่งวาจา มองดูเราด้วยแววเมตตาว่า...สาธุ..ดีแล้วลูก



****************************************************************************



วันที่ 26 เมษายน 2530

วันนี้อยู่ที่วัดป่าอรัญบรรพต พอเย็นลงเราเดินจงกรม จิตนึกไปถึงหลวงปู่โลกอุดร รวดเร็วสายฟ้าแลบหลวงปู่ ร้องเพลงให้ฟังว่า ใต้พิภพจบบาดาล พระนิพพานยังส่องใจ เราเผลอร้องทวนเสียงนั้นหลายๆครั้ง พอรู้ตัว กำหนดจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ แล้ว สอนจิตว่า อย่าหลงนิมิต นิมิตไม่พาให้พ้นทุกข์

แต่หลวงปู่ ก็สอนว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากมีกรรมฐานเป็นเรือนใจทุกขณะจิต แล้ว เราย่อมไม่ว่างจากอารมณ์ นิพพาน อันบรมสุขไปได้ มาวันนี้ เพลงตวัดพาไปสู่ที่เดิมว่า

ใต้พิภพจบบาดาล พระนิพพานยังส่องใจ อยู่ที่ไหนใจเป็นสุขห่างจากทุกข์ และบ่วงมาร ใจสะอาดปราศสังขาร พิชิตมารตลอดไป (เราแปลกใจว่า ทำไมต้องร้องเพลง) ใจสุกใสใจสว่างนั่นแหละทางพระนิพพาน นิพพานเบิกบานแท้ ไม่เกิดแก่เจ็บตายไป นิพพานหมดอาลัย ทิ้งเยื้อใยในโลกา นิพพาน...นิพพาน...นิพพาน...เบิกบานสราญใจ..บอกไปใครไม่รู้ ผู้ทำอยู่รู้กว่าใคร...

วุ้ย...พอเถอะหลวงปู่ ลูกจะคลั่งใจตายแล้ว เดี๋ยวไป เดี๋ยวนี้จริงๆเลย เสียงตอบมาว่า ยัง ยังไปไม่ได้ เยื้อยังไม่หมด นี่บอกทางให้เท่านั้นนะ แล้วรีบๆ เดินให้ถึงล่ะ

เรากำหนดจิตถามหลวงปู่ ท่านเมตตา ยิ้มกับเรา แล้วเย้าว่า อย่าให้กิเลสมันหยอกเย้านักนะ เดี๋ยวจะเสียท่ามันอีก ท่านสำทับว่า เราน่ะอะไรๆมันก็ดีอยู่หรอก แต่เสียท่ามันเพราะเหลาะแหละโยเยไปหน่อย ตั้งตัวยากรู้มั้ย ล้มบ่อยๆ ก็ไม่ดี เสียเวลา

**********************************************************************



วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2530



รอรถที่ท่ารถพะเยา เราและคณะจะไปวัดท่าซุง เราออกเดินเล่นกลางแจ้ง ท่องพระคาถาชินบัญชรสลับอิติปิโสถอยหลัง หลวงปู่มาหา มาเป็นคู่ใจให้คลายเหงา เรานึกน้อยใจ ช่วงนี้หลวงปู่ทิ้งลูกไปนานมาก (ความจริงไม่นานเลย) หลวงปู่ลอยมาดุว่า

“ตัวเกิดมาเอาอะไรมา เหงาแล้วจะโทษใคร มีพระธรรมเป็นเพื่อนก็อยู่อย่างคนไม่ปรุงแต่งสิ”

พอดีฝนโปรยลงมา เราหลบฝน ซบหน้ากับกระเป๋าเดินทาง วางจิตให้เป็นอุเบกขา ภาวนา อิติติอิ จิตเป็นสุขไม่รับอารมณ์เวทนาภายนอก เคลิ้มไปจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ เห็นในจิต หลวงปู่ผู้มีเมตตาต่อสัตว์อื่นอันไม่มีขอบเขต ลอยมาวูบ ถึงเรา ท่านมาหวีผมให้ค่อยๆ สางเส้นผม เราเป็นสุขมาก กราบเท้าท่านแล้วว่า ทำไม ธรรมะ จึงให้ความสุข ไปทุกอย่างเลย เอาใจใส่ ปลอบประโลมเยียวยา ในเป็นสุขเหลือเกิน ลูกอยากให้ชาวโลกทุกคนได้สัมผัสแบบนี้บ้าง หลวงปู่รำพึงถึง ความรักในเมตตาบารมีว่า

“ความรักนี้คือเงาปกเกล้าเกศ คือปิตุเรศคือมารดาสง่าศรี คือความหวานหว่านห้วงดวงฤดี ชุบชีวีสัตว์โลกไกลโศกเอย”

กระซิบที่หูเรา หวีผมไปด้วยว่า “นวลใจ อย่าอาลัย อย่าขัดข้อง อย่าหมางหมอง หม่นไหม้ นะอกเอ๋ย จิตจะช้ำ จะชอก ไม่งอกเงย ดื้อดังเคยพ่อไม่รัก จะหักใจ”

ท่านมาปลอบและขู่ว่า คิดมากไม่เข้าเรื่อง เดี๋ยวไม่รักนะ

***********************************************************************



14 กันยายน 2530



เช้ามืดยังไม่ทันจะลืมตา จิตเห็นจิตตามมหาสติรู้ว่า จิตมีราคะ ธรรมชาติของมันพาจิตให้หวั่นไหว ถวิลหา เรางัวเงีย จิตประหวัดร้องเรียกว่า หลวงปู่พระพุทธเจ้าข้า หลวงพ่อขา พระพุทธเจ้าขา โลกนี้ไม่น่าอยู่เลย ลูกไม่อยากมีอารมณ์เช่นนี้ให้หมกไหม้อยู่ในจิตลูกขยะแขยง ช่วยลูกด้วย..ช่วยดับไฟในหัวใจลูกด้วยพระพุทธเจ้าข้า รวดเร็วดังใจนึก พระองค์อมตะ เสด็จลอยมาหาลูก ร้องเพลงทิพย์ บรรเลงด้วยจิตที่มีเมตตามหาประเสริฐว่า

มาแล้วแก้วตาพี่ มาปลอบฤดี มาชี้ชวนชม มาตามคำขอ มาพะนอเอวกลม มาชื่นมาชมมาประโลมฤดีเดียวดาย

ธรรมะ ชนะ อธรรม ดับความชอกช้ำ ดับความระกำชีวี ดับสิ้นสงสาร ดับความร้าวรานฤดี ดับความย่ำยี ไม่มีตัวตน หลากหลาย ไฟชนะ ธรรมะ ชนะ อธรรมหลั่งล้น ดวงใจห่างไกลวกวน พาจิตดิ่งพ้น นั้นคือ พระนิพพาน

เรากราบเท้าหลวงปู่ นึกขำเพลงว่า มาแล้วแก้วตาพี่ นึกว่าใครเป็นพี่ แก้วตาพี่ เหมือน บ่าวปลอบสาวเลยนะ ท่านดุเราว่า

“ใครปลอบใครช่างหัวมันน่ะ เอ็งอยากไปพระนิพพาน จิตจะถึงนิพพานต้องไล่อารมณ์โลกออกไป “

(หลวงพ่อสอนเราในมหาสติอยู่เสมอว่า จิตไม่ตั้งมั่น ต้องหาทางให้มันตั้งมั่น) กำหนดทำลายขันธ์ 5 กำหนดแหลกเป็นผง จิตสงบว่างลง ใคร่ครวญบาลีปรารถพระนิพพานทั้ง 8 ว่า

1. พระนิพพานย่ำยีเสียได้ซึ่งความมึนเมา

2. พระนิพพานบรรเทาความกระหาย

3.พระนิพพานถอนเสียได้ซึ่งความอาลัยในกามคุณ

4.พระนิพพานตัดความวกวนแห่งวัฏทั้ง 3

5.ตัณหักขโย 6. วิราคา (เป็นที่หักสิ้นไปแห่ง ราคะ ตัณหา)

7. เป็นที่ดับสนิทแห่งทุกข์ทั้งปวง มีแต่สุขเป็นอมตะล้วนๆ

8. เป็นสุขอย่างยิ่ง นิพพานังปรมังสุขัง

หลวงปู่สอนแล้ว ร้องเพลงให้ฟังแล้ว ให้พรแล้ว สอนว่า อย่างอแง โยเยนะลูก พ่อจะไปหาคนอื่นๆบ้าง หมั่นชำระจิต อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก ทุกคนต้องเปลื้องทุกข์ด้วยอารมณ์จิตของตัว

เราร้องเพลงตามที่บอก เข้าส้วมก็ร้อง นึกว่า เอ๋ รึ ว่าเราจะวิปลาส เพลงนี่เรามาติดไม่พ้นทุกข์กระมัง เสียงตวาดมาว่า บ้าก็บ้าระดับนิพพานโว้ย ไม่ให้บ้าตกต่ำหรอกน่ะ

ภาพหลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัวลอยมาหา ปลอบว่า

“นิพพานบันเทิงลูก” ท่านว่า นิพพานมันสดชื่น ไม่แห้งแล้ง ไม่โดดเดี่ยว (ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม) อย่ากลัววิปลาสวิปลัยนั้นเลย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านก็สอนนี่นะว่า เสียงเพลงเป็นธรรม นี่แหละนิพพานมันสุข

ก่อนนอน(คืนวันอาทิตย์) จิตเราเป็นหนึ่ง หลวงปู่เตือนว่า สวดมนต์ลูก จิตตั้งมั่นเป็นเสียงกระซิบว่า

“อารมณ์โลกที่ไหลหลง ดับลงไปไม่วกวน เหลือหนึ่งในกมล สว่างพ้นในจิตเอย” เราแปลเป็นภาษาของตนเองว่า จิตเป็นหนึ่งมีอารมณ์เดียว ก็เหลือแต่ความสว่าง คือ จุดพระนิพพานในจิตขณะนั้น



***********************************************************************

16 กันยายน 2530



เรากำหนดจิตถึงหลวงปู่ ทรงเสด็จลอยมาวันนี้เห็นเป็นองค์แก้วตั้งแต่เช้าตื่นมาแล้ว เราเห็นในจิตวันนี้มีท่านแก้วนุ่ม ๆลอยมาด้วย เป็นริ้วๆสีขาวสวยใส ดูๆ ไปเหมือนกองของนุ่น เรานึกกลัวว่าจะเป็นอุปทาน ว่าทำไม คนแค่เรานึกหลวงปู่มา ท่านก็มา หลวงปู่บอกว่า เมื่อพระโมคัลลานจะลาพระพุทธเจ้าไปนิพพาน เพราะถูกโจรทุบทำลายแล้ว พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า โมคัลลานเธอจะไปนิพพานด้วยเหตุใด ต่อนี้ไปตถาคตจะมิได้เห็นเธอแล้ว เธอจงแสดงพระธรรมแก่ตถาคตก่อนค่อยนิพพาน ขณะท่านโมคัลลานแสดงธรรม ในฐานะที่พระพุทธเจ้าก็เป็นผู้ค้นพบธรรมะ เจ้าของธรรมะก็ทรงเคารพธรรมที่สาวกแสดงด้วยความเคารพกล่าวสาธุว่า ดีแล้ว

ตถาคตยังเคารพพระธรรม ไหว้พระธรรมซึ่งสาวกแสดง แต่ปู่มาเพราะ เอ็งมีธรรมก็มาเคารพในธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในจิตเอ็ง บรรเลงว่า โลมไล้รินหลั่งพลังทิพย์ ยื่นหยิบมาให้มาใฝ่หา มาดูทุกข์ดูใจทุกเวลา มาบูชา มาธัมมา มาสดุดี ธรรมรินรดรินหลั่งฝั่งเกษม ปิติเอมอิ่มจิตผลิตราศี อิ่มอารมณ์อาลัยไม่ราคี อิ่มฤดี อิ่มโลกพ้นโศกเอย อมตะจุดนี้ชี้วิมุติ ประเสริฐสุดยิ่งล้ำคำเฉลย ชนะโลกชนะจิตปิดสังเวย นิพพานเผยสู่จิตปิดอบาย

*******************************************************************************

17 กันยายน 2530



วันนี้อยู่ๆหลวงปู่มาสอนว่า

ลูกรักของพ่อนวลลอออย่าท้อถอย อย่าใจน้อยแส่หามาเผาผลาญ อย่าหม่นไหม้จงให้อภัยทาน อย่ารอนราญมรรคผลนะคนดี คิดถึงเจ้ามาเฝ้าแต่ในฝัน ทุกคืนวันเป็นห่วงแต่โฉมศรี จะเป็นแก้วประดับใจของคนดี อย่ารอรีแต่นี้อย่ามีตรม ลูกรัก...รักเจ้าดั่งดวงตาไม่สาสม ฝากสายใจใยทิพย์กระซิบพรม มาชื่นชมแด่..ยอดเยาวมาลย์ ลูกเหงาพ่อเฝ้าเป็นเงาปลอบ ลูกชอบพ่อเห็นเป็นแก่นสาร ลูกท้อพ่อประโลมพยาบาล ลูกสำราญพ่ออยู่อย่างผู้ทน

ชอบ หมายถึงลูกของพ่อ มีศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าลูกเดินตามผลพ่อดีใจ

ทน หมายถึง ผู้เป็นอมตะ ไม่แตกสลาย



********************************************************************







แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]


ไทยฆ่าไทย คุณชอบหรือ?
ไม่ชอบมากๆเพราะบรมโง่
10 คน
ไม่ชอบแต่มันเป็นอุบัติเหตุ
0 คน
ไทยฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง??
6 คน

  โหวต 16 คน