*/
  • PalmClassic
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : palmss2@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-08-28
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 217733
  • จำนวนผู้โหวต : 20
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
วันเสาร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556
Posted by PalmClassic , ผู้อ่าน : 29340 , 19:39:01 น.  
หมวด : รถยนต์

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Mercedes-Benz 190E W201 (1988-1995)

Baby Benz คันนี้พิสูจน์ว่า “ถึงจะหน้าแก่ แต่ก็ขายดีได้นะ”!!!!

 

 

              ถ้าผมจะกล่าวถึงรถยนต์ Mercedes-Benz คุณๆจะนึกถึงรถยนต์แบบไหนครับ???  ถ้าเป็นตัวผม ผมก็จะนึกถึงรถยนต์สัญชาติเยอรมนีที่มีความหรูหรา โอ่อ่า สะดวกสบาย มีความภูมิฐาน เป็นที่ยอมรับในสังคม  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนแบบไหน เครื่องจะแรงหรือไม่ ถ้ามีเครื่องหมายดาวสามแฉกแปะไว้ที่กระจังหน้าหรือว่าติดโชว์ที่ฝากระโปรงหน้าเมื่อไหร่ มันจะทำให้คนขับหรือว่าผู้โดยสารนั้นรู้สึกว่าดูดีมีระดับขึ้นมาเลยทีเดียว ไม่ได้โอเวอร์แต่อย่างใดนะครับ มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะแนวทางการออกแบบรถยนต์ของเบนซ์ ทีมออกแบบเขามี Concept การออกแบบว่าต้องการให้รถมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้วครับ และเขาก็ทำได้จริงๆ จนมันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกๆคนคุ้นเคยกับรถยนต์ค่ายดาวสามแฉกไปแล้ว

ในประเทศไทยก็เช่นกัน ใครก็ตามที่ได้เป็นเจ้าของรถเบนซ์สักคัน เขาคนนั้นจะต้องมีความภูมิใจไม่มากก็น้อยล่ะผมว่า ไม่ว่ารถเบนซ์คันนั้นจะเป็นรถใหม่ป้ายแดงหรือว่าเป็นรถมือสองอายุมากกว่าสิบปีก็ตาม อย่างน้อยมันก็ยังเป็นรถเบนซ์ที่ดูโอ่อ่า หรูหรา และภูมิฐานดูดี (ถ้าดูแลรักษารถให้อยู่ในสภาพดีๆนะ) และถ้าเป็นรถเบนซ์ที่มีอายุเลยเลข 30 ขึ้นไป มันจะกลายเป็นรถ Classic Car ไปในทันที ซึ่งตามงานแสดงรถโบราณต่างๆ จะขาดรถเบนซ์ไม่ได้อย่างแน่นอน

มันก็แน่ล่ะครับ รถค่ายดาวสามแฉกนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้วนี่ครับ มากพอจนกลายเป็นตำนานของยานยนต์โลกได้เลยล่ะครับ ตำนานซึ่งยังคงวาดลวดลายของความสวยงามและหรูหราบนท้องถนนมาจนถึงทุกวันนี้ และเอกลักษณ์ที่มีมากว่าศตวรรษนั้นก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลายครับ

 

 

 

              แหม่ ผมก็อรัมภบทซะยาวเหยียดเลย แฮะๆๆๆ :D และนั่นก็คือความรู้สึกของผมที่เกี่ยวกับรถยนต์ค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ครับ ส่วนในบทความนี้ ผมจะพาคุณๆย้อนกลับไปในช่วงต้นๆยุค 90’s (อีกแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ) ไปยลโฉมรถเบนซ์คันเล็กๆคันหนึ่ง ที่ใกล้จะตกรุ่นเต็มแก่แล้วในยุโรป แต่เมื่อมันเข้ามาในเมืองไทย มันกลายเป็นรถเบนซ์น้องนุชสุดท้อง ที่ขายดีมากๆในไทยคันหนึ่งเลยก็ว่าได้!!!! ขายดีจนถึงขั้นที่ว่าเจ้าหน้าที่ของเดมเลอร์ไครซเลอร์ (ชื่อบริษัทเบนซ์) ที่เยอรมันต้องตีตั๋วบินตรงมาที่ประเทศไทยเพื่อมาดูว่า “มันเกิดอะไรขึ้น!!! ทำไมมันถึงขายดีได้แบบนี้???” เพราะรถคันนี้มันก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีใหม่ๆหรือทันสมัยอะไรเลย ตรงกันข้ามมันกลับมีเทคโนโลยีที่ออกจะโบร่ำโบราณด้วยซ้ำ แต่รถคันนี้ก็สามารถทำให้เบนซ์ประเทศไทยมียอดขายขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ของยอดขายรถยุโรปทั้งหมดในไทยได้!!!! ใช่ครับ นี่คือ Mercedes-Benz 190E รหัสตัวถัง W201 นั่นเองครับ

 

 

 

เรามาทรรศนารถคันนี้และหาคำตอบว่าทำไมถึงขายดีกันเลยคร้าบบบ!!!! ;D

 


 

              ถ้าหากเรามาไล่เบี้ยดูประวัติจริงๆของ 190E ในยุโรป จะพบได้ว่า รถคันนี้เปิดตัวสู่ตลาดโลกมาตั้งแต่ประมาณต้นปี ค.ศ.1980 แล้วครับ!!!! โอ้ววววว เรียกว่าแก่หง่อมได้ที่เลยล่ะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ซึ่งแน่นอนล่ะว่า ถ้าอายุตลาดมันมากขนาดนี้ ก็คงจะได้เวลาอันสมควร เตรียมปลดระวางจากสายการผลิตได้แล้วล่ะครับ แต่ทว่า ตัวแทนจำหน่ายเบนซ์ในไทยนั้นมีสายตาที่แหลมคม (มั๊ง) สามารถเล็งเห็นได้ว่ารถคันนี้ยังมีลู่ทางในการทำตลาดในประเทศไทยได้อยู่ ประกอบกับมีการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ด้วย ดังนั้นแล้ว “บรรดาตัวแทนจำหน่ายทั้งหลาย” จึงไปจัดการเจรจากับทางฝรั่งเยอรมันและนำรถที่เหลือสต๊อกจากเมืองนอกเข้ามาเปิดตัวและจำหน่ายในประเทศไทยในปี ค.ศ. 1988!!!! ดูเอาเถิดครับ กว่าที่รถคันนี้จะเข้ามาขายในไทย ระยะเวลามันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว ถ้าจะเรียกว่า“ทารกหน้าแก่”ก็คงไม่น่าจะผิดนะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

อ่ออ!!! ผมจะขออนุญาตขยายความคำว่า“บรรดาตัวแทนจำหน่ายทั้งหลาย”นะครับ ที่ผมต้องกล่าวแบบนี้ เพราะว่าตัวแทนจำหน่ายเบนซ์ในไทยเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีที่แล้วนั้น มันไม่ได้มีแค่บริษัทเดียวครับ…… มันมีเยอะมากกกกกครับ!!!!!! ที่โด่งดังจริงๆเลยก็อาทิเช่น เบนซ์ทองหล่อ (ที่มีคุณวสันต์เป็นประธานบริษัทไงครับ เขาอยู่ทุกวันล่ะครับ อิอิ ;p) เบนซ์ศรีนครินทร์ เบนซ์รามคำแหง (ปัจจุบันกลายเป็นผู้นำเข้าอิสระในชื่อ BRG ไปครับ) เป็นต้น แล้วก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างไม่เป็นทางการอีกเยอะแยะมากมายจนจำกันไม่หวัดไม่ไหวนั่นแหละครับ แต่บริษัทที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการขายเบนซ์ที่มีชื่อเสียงมายาวนานและโดดเด่นที่สุด เห็นทีจะเป็นบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “เบนซ์ธนบุรี” นั่นแหละครับ ซึ่งข้อมูลบางส่วนในบทความนี้ก็จะอ้างอิงจากแค๊ตตาล๊อคของเบนซ์ธนบุรีครับ สำหรับ190E ที่เบนซ์ธนบุรีนำเข้ามาขายจะมีด้วยกันทั้งหมดสามรุ่น สามขนาดเครื่องยนต์ นั่นคือ 1800 CC. , 2000 CC. และ 2300 CC. ครับ

 

มิติตัวถัง,การออกแบบและอุปกรณ์ภายนอก (Dimensions,Design and Equipments Exerior)

 


 

 

 

              Mercedes-Benz 190E นับได้ว่าเป็นน้องเล็กสุดท้องของตระกูลรถเบนซ์ในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ครับ เพราะมีขนาดตัวที่เล็กที่สุดแล้ว ซึ่ง 190E มีความยาวตัวถัง 4,448 mm. มีความกว้างตัวถัง 1,690 mm. มีความสูง 1,380 mm. ความกว้างของระยะฐานล้อ 2,665 mm. ความกว้างระหว่างล้อคู่หน้า 1,432 mm. และล้อคู่หลัง 1,458 mm. น้ำหนักตัวถังโดยเฉลี่ย 1.17- 1.24 ตัน ถังน้ำมันจุ 55 ลิตร และที่น่าประหลาดใจคือ มันมีก๊อกสองด้วยครับ!!!! ใช่ครับ มันมีถังน้ำมันสำรองขนาด 7 ลิตรด้วยครับ เจ๋งอ่ะ ><

รูปลักษณ์ภายนอกนี่มองปุ๊บก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นรถเบนซ์ เพราะมันก็ยังคงได้รับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจากรุ่นพี่ของมันมาเต็มๆครับ รูปทรงที่“เหลี่ยมจัด”รอบคันซึ่งมองแล้วหนักแน่น แข็งแรงน่าเกรงขามก็ยังคงอยู่ แม้ว่ามันจะแลดู Soft ลงมาบ้างก็ตาม

สีภายนอกเป็นแบบ Two Tone การออกแบบไฟหน้าให้มีขนาดโคมไฟที่ใหญ่ ซึ่งปรับระดับความสูง-ต่ำในการส่องแสงได้ และรวมโคมไฟตัดหมอกไว้ในโคมเดียวกัน กระจกมองข้าง ซึ่งกระจกทางฝั่งซ้ายจะมีขนาดใหญ่ เพื่อทัศนะวิสัยที่ดีกว่า (หมายเหตุ : จากในภาพที่เป็นรถเวอร์ชั่นพวงมาลัยซ้าย คุณๆจะเห็นได้ว่ากระจกมองข้างบานใหญ่ๆจะอยู่ฝั่งขวา แต่ในเมื่อ 190E ที่ขายในไทยเป็นเวอร์ชั่นพวงมาลัยขวา ดังนั้นกระจกมองข้างจะสลับตำแหน่งกันนะครับ จากฝั่งซ้ายจะย้ายมาอยู่ทางฝั่งขวาแทน ระวังสับสนกันนะครับ ^^) ไฟท้ายแบบยาวขวางในแบบที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี รถคันนี้ใช้กันชนหน้าแบบ Big Bumper ซึ่งสามารถคืนรูปเองได้!!!เมื่อได้รับแรงกระแทกที่ไม่รุนแรงมากนัก (แต่ถ้ามันรุนแรงก็อย่าหวังว่ามันจะคืนตัวนะครับ ผมเกรงว่าคงจะเกินความสามารถของมันน่ะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆ) ห้องสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 417 ลิตร และรถคันนี้ก็ยังคงใช้ใบบัดน้ำฝนแบบ Panorama ที่มีก้านปัดอันเดียว ซึ่งสามารถปัดน้ำฝนได้กว้างสะใจถึง 86% ของเนื้อที่กระจกบังลมหน้าทั้งหมด ให้ทัศนะวิสัยที่ดีเยี่ยมเลยล่ะครับ และในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของเบนซ์ไปด้วยเช่นกัน รถคันนี้ใช้ล้อกระทะเหล็กพร้อมฝาครอบล้อแบบเต็มพื้นที่ (Full Cover) ใส่ยางขนาด185/65 R15 ในทุกรุ่นครับ

 

การออกแบบและอุปกรณ์ภายใน (Design and Equipment Interior)

 


 

              รูปลักษณ์ภายในอาจจะดูแปลกตาไปจากเบนซ์ที่รุ่นใหญ่กว่าในบางจุด แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ไม่เสื่อมคลาย ด้วยความที่เป็นรถยุโรป แน่นอนว่าการจัดวางสวิตซ์ต่างๆจะต้องผิดแปลกไปจากรถญี่ปุ่นอย่างแน่นอน และแถมในรถเบนซ์ก็มีการจัดวางสวิตซ์ต่างๆที่ไม่เหมือนชาวบ้านเยอรมันด้วยกันอีก!!!! เอาเข้าไป

เริ่มจากที่แผงประตูคู่หน้าจะดูโล่งเตียน เพราะมันไม่มีสวิตซ์อะไรอยู่เลย สวิตซ์ควบคุมกระจกไฟฟ้าทั้งสี่บานจะอยู่ที่คอนโซลกลางบริเวณฐานคันเกียร์ แยกส่วนกระจกแต่ละบานกระจายอยู่รอบฐานคันเกียร์อย่างชัดเจน (ส่วนตัวผมคิดว่ามันใช้งานได้สะดวกดีเลยล่ะ ทั้งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าสามารถเอื้อมมือไปกดได้สะดวกง่ายดาย) ในส่วนสวิตซ์กระจกไฟฟ้าคู่หลังก็จะอยู่บริเวณแผงประตูคู่หลังเช่นเดิม มือจับเปิดประตูภายในเป็นแบบชุบโครเมียม และหากคุณๆต้องการเสียบกุญแจเพื่อบิดสตาร์ทรถ รูเสียบจะอยู่ทางซ้ายมือนะครับ!!! ไม่ใช่ทางขวามือแบบรถคันอื่นๆ

ต่อมาเป็นก้านไฟเลี้ยวและใบปัดน้ำฝน หลายๆคนที่ไม่คุ้นเคยกับรถเบนซ์นั้นจะเกิดอาการ“งงแตก”ไปชั่วขณะ ว่าทำไมมันมีก้านสวิตซ์อยู่ทางฝั่งขวาแค่ก้านเดียวเองล่ะ???? นั่นก็เพราะว่าการเปิด-ปิดไฟเลี้ยวและการควบคุมความเร็วของใบปัดน้ำฝนนั้น มันรวมอยู่ในก้านสวิตซ์เพียงก้านเดียวแล้วน่ะสิครับ!!! ในเมื่อชุดสวิตซ์เปิด-ปิดไฟหน้า และสวิตซ์ปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้านั้นแยกตัวออกมาอยู่ใต้ช่องแอร์ทางด้านขวาแบบรถยุโรปทั่วไปแล้ว การรวมก้านสวิตซ์เปิด-ปิดไฟเลี้ยวและก้านสวิตซ์ควบคุมความเร็วของใบปัดน้ำฝนเข้าเป็นก้านเดียวนั้นสามารถทำได้และแถมยังใช้งานไม่ยุ่งยากด้วย จะเปิดไฟเลี้ยวก็ยกก้านควบคุมขึ้น-ลงปกติ ส่วนการดิฟไฟสูงก็บีบเข้าหาตัวเองปกติ และหากจะเปิดใบปัดน้ำฝนก็ทำได้ด้วยการ“หมุน”ก้านควบคุมขึ้น-ลงครับ หมุนเลือกระดับความเร็วในการปัดได้ตามใจชอบ และหากต้องการฉีดน้ำล้างกระจก ก็แค่กดก้านสวิตซ์ลงไปเท่านั้นเองครับ ไม่ยากเลย

ต่อมาเป็นหน้าปัดมาตรวัดต่างๆ มีมาตรวัดสามวงเช่นเคย เข็มชี้และตัวเลขสีส้ม ด้านซ้ายเป็นมาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและวัดระดับความร้อนเครื่องยนต์ปกติ เพิ่มเติมด้วยสัญญาณไฟเตือนระดับการสึกหรอของผ้าเบรก มาตรวัดเตือนระดับน้ำมันเครื่อง เตือนระดับน้ำหล่อเย็น และเตือนระดับน้ำยาที่ใช้ฉีดล้างกระจก (อย่างสุดท้ายนี่ต้องเตือนด้วยเรอะ!!!???) ซึ่งมันก็แอบไฮเทคอยู่เหมือนกันนะ ตรงกลางเป็นมาตรวัดความเร็ววงใหญ่ ชี้ความเร็วสูงสุดที่ 220 Km./H. ถัดมาทางขวานั้นจะมีทางเลือกให้คุณอยู่สองทางเลือกครับ!!!??? เพราะถ้าคุณซื้อรุ่น 2.3 คุณจะได้มาตรวัดรอบการทำงานของเครื่องยนต์ครับ แต่ถ้าหากคุณซื้อรุ่น 2.0 และ 1.8 ที่ถูกลงมา คุณจะได้“นาฬิกาแบบเข็ม”มาแทนที่ครับ!!!! นี่คือทางเลือกที่คุณจะต้องเลือกเอาเองครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ^O^ และชุดมาตรวัดของเบนซ์ในสมัยก่อน เวลาเปิดไฟส่องสว่างในยามค่ำคืนนั้น ตำแหน่งหลอดไฟดวงเล็กๆซึ่งใช้ส่องสว่างในรถทั่วๆไปจะติดอยู่หลังแผงมาตรวัดแล้วส่องแสงผ่านตัวเลขและเข็มวัดออกมา แต่รถเบนซ์สมัยก่อนจะติดตั้งหลอดไฟที่ว่านี้ไว้ด้านบนอุโมงค์มาตรวัดแทนครับ!!!! เวลาเปิดไฟในยามค่ำคืนหลอดไฟจำนวนสองดวง (ถ้าผมจำไม่ผิด) จะส่องแสงสีอำพันลงมาที่มาตรวัดทั้งสามวง ซึ่งมันจะแลดูสวยงามและให้ความรู้สึกว่ามันอลังการมิใช่น้อยเลยล่ะครับ

พวงมาลัยเป็นแบบสี่ก้านวงใหญ่พอสมควรสไตล์เบนซ์เขานั่นแหละครับ และยังเป็นพวงมาลัยที่ใช้วัสดุยูรีเทนอยู่ แต่ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่สามารถอธิบายให้ได้อย่างหนึ่งครับ สารภาพตรงๆ เพราะเนื่องจากผมไม่ค่อยได้สัมผัสเบนซ์รุ่นเก่าๆสักเท่าไร และผมก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มรถเบนซ์เป็นพิเศษหรือเป็นแฟนพันธุ์แท้รถเบนซ์แต่อย่างใด ผมเลยไม่ทราบ ณ จุดนี้ นั่นคือตำแหน่งของแตรรถครับ มันไปอยู่ตรงไหน!!!??? เพราะมันไม่ได้อยู่กลางวงพวงมาลัยแน่ๆล่ะครับ (หรือว่าอยู่หว่า แต่ว่ามันก็ไม่เห็นสัญลักษณ์แตรเลยน่ะ???) และถ้าเกิดว่ามันไม่ได้อยู่ที่พวงมาลัยจริงๆ แล้วมันไปอยู่ที่ตรงไหนกันล่ะ??? หากท่านใดทราบก็สามารถมาบอกกล่าวกันได้ที่คอมเม้นต์นะครับ เป็นการแชร์ความรู้กันนะ ^___^

แผงคอนโซลหน้าออกแบบให้เชื่อมต่อกันกับอุโมงค์มาตรวัด ซึ่งออกแบบให้แตกต่างจากเบนซ์รุ่นพี่ มีช่องแอร์มาตรฐานสี่ช่องครบ บนสุดจะเป็นที่อยู่ของสวิตซ์ลวดไล่ฝ้ากระจกบังลมหลัง ถัดลงมาจะเป็นช่องแอร์กลางสองช่องปกติ ถัดลงมาจะเป็นที่อยู่ของชุดสวิตซ์ควบคุมเครื่องปรับอากาศที่มีทั้งแบบหมุนและคันเลื่อน ที่สำคัญคือ ตัวปรับอุณหภูมิสามารถแยกปรับฝั่งซ้าย-ฝั่งขวาได้ด้วย!!!! แบบรถหรูๆสมัยนี้เลย และแยกสวิตซ์ไว้สองด้านอย่างชัดเจน เอาวะ!! อย่างน้อยมันก็มีส่วนที่ทันสมัยบ้างล่ะน่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ และรถยุโรปส่วนใหญ่รวมถึงเบนซ์ นอกจากจะมีสวิตซ์ปรับน้ำยาแอร์แล้ว ยังเพิ่มเติมในส่วนของสวิตซ์เครื่องทำความอุ่น หรือ Heater มาอีกด้วยครับ เพราะว่าทวีปยุโรปอยู่ในเขตหนาว อากาศจะหนาวเย็นกว่าบ้านเราเป็นไหนๆ เขาจึงมีความจำเป็นต้องติดตั้งฮีตเตอร์มาครับ ไม่งั้นได้หนาวตายอยู่ในรถแน่ๆ!!!! เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงไม่แปลกใจที่เวลารถยุโรปมาขายในไทย แอร์มันไม่ค่อยเย็น คงเป็นเพราะสาเหตุนี้ล่ะครับ สภาพอากาศมันต่างกัน ถัดลงมาจะเป็นช่องของวิทยุเทป ซึ่งผมไม่มีข้อมูลว่าทางเบนซ์ธนบุรีให้วิทยุเทปแบบใดมา หรืออาจจะไม่ได้ให้มาก็เป็นได้ ก็ว่ากันไปถัดลงมาจะเป็นที่เขี่ยบุหรี่ธรรมดาๆ แต่ไม่มีที่จุดนะครับ

แผงคอนโซลกลางเป็นที่อยู่ของคันเกียร์ สวิตซ์กระจกไฟฟ้าสี่บาน สวิตซ์ไฟฉุกเฉิน (ตำแหน่งประจำของรถยุโรปสมัยก่อนครับ อยู่ที่ฐานคันเกียร์เนี่ยล่ะ) และสวิตซ์ปรับกระจกมองข้าง ซึ่งผมคาดว่าปรับได้แค่ฝั่งเดียว คือฝั่งซ้ายครับ!!!! เพราะจากเท่าที่ผมสังเกต จะมีก้านปรับกระจกมองข้างแค่ฝั่งเดียว คือฝังขวา และยังให้สวิตซ์ปรับกระจกมองข้างมาในทำนองนี้ ผมคาดว่าน่าจะปรับได้แค่ฝั่งซ้ายฝั่งเดียวครับ เป็นอะไรที่แปลกพิลึก!!!! (ข้อมูลนี้เป็นเพียงการคาดคะเนของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

และเบนซ์ยังถือเป็นผู้นำเทรนด์รายแรกๆ ที่ใช้คันเกียร์อัตโนมัติแบบขั้นบันไดหรือ Gate Type อีกด้วย!!! คันเกียร์รูปแบบนี้มีวิธีการเข้าเกียร์ในลักษณะที่ดึงลงมาเป็นขั้นๆ คล้ายขั้นบันได ซึ่งป้องกันการเข้าเกียร์ผิดตำแหน่งได้อย่างดีเลยทีเดียว และคันเกียร์แบบนี้ก็เป็นที่นิยมของรถใหม่ๆในปัจจุบันด้วย เบนซ์ถือเป็นเจ้าแรกๆเลยครับ ถัดมาก็จะเป็นถาดวางของเล็กๆและคันเบรกมือธรรมดาๆครับ ที่เก๊ะลิ้นชักเก็บของฝั่งผู้โดยสารมีที่ไขกุญแจล๊อคได้ครับ

ในส่วนของเบาะนั่ง ทางเบนซ์เคลมว่าตัวเองเคยได้รับ“รางวัลการออกแบบเบาะยอดเยี่ยม”ในการประกวดรถทั่วภาคพื้นยุโรปมาอีกด้วย!!!! ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ซึ่งผมก็เห็นว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเบาะลายแบบนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ติดตัวของรถเบนซ์ไปแล้ว ให้ความรู้สึกคลาสสิคโบราณ แต่ดูหรูหราใช้ได้ทีเดียว เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสีเทา (หรือสีเบจ แล้วแต่โทนสีของห้องโดยสาร) ปรับระดับสูง-ต่ำได้เฉพาะฝั่งคนขับ วิธีการปรับยังใช้แบบกลไกอยู่ ยังไม่ใช้แบบสวิตซ์ไฟฟ้า ซึ่งวิธีการปรับก็ไม่เหมือนแบบรถญี่ปุ่นนะครับ!!!! นั่นคือ ถ้าหากคุณต้องการจะปรับเอนพนักพิง จะมีมือหมุนทรงกลมอยู่ทางซ้ายมือครับ ออกแรงหมุนๆ (มันหมุนยากใช้ได้เลยล่ะครับ กล้ามอาจขึ้นได้ คริคริ ><) พนักพิงก็จะยกขึ้นหรือเอนลงตามที่คุณต้องการครับ ส่วนการเลื่อนเบาะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ยังคงมีก้านดึงทางฝั่งขวามือปกติครับ เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าสารถเลื่อนปรับขึ้น-ลงได้ เบานั่งด้านหลังไม่มีหมอนรองศีรษะมาให้ แต่มีที่วางแขนตรงกลางมาให้ (มาแนวนี้อีกแล้วไง งกไม่เข้าเรื่อง -3- ) มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัย 3 จุดยึด 2 ตำแหน่งครับ

 

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง (Engine and Transmission)

 


 

 

              ในด้านของรายละเอียดของเครื่องยนต์นั้น อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ทางเบนซ์ธนบุรีกำหนดรุ่นย่อยไว้สามแบบ สามขนาดเครื่องยนต์ด้วยกัน ดั้งนั้นแล้ว เราก็จะมาว่ากันถึงรายละเอียดของเครื่องยนต์ทั้งสามแบบกันเลยนะครับ เครื่องยนต์ทั้งสามแบบใช้รหัสเครื่องยนต์ M 102

เรามาเริ่มที่แบบแรก ซึ่งเป็นแบบที่ได้รับความนิยมในการซื้อหามาใช้งานมากที่สุด นั่นคือเครื่องยนต์ 1,800 CC. เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบxระยะชัก 89.0x72.2 mm. ปริมาตรกระบอกสูบ 1,797 CC. อัตราส่วนกำลังอัด 9.1:1 ให้แรงม้าสูงสุด 107 แรงม้าที่ 5,000 รอบ/นาที (แรงม้ามาในรอบที่ไม่สูงมากนัก) ให้แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ/นาที (แรงบิดสูงใช้ได้ มาในรอบเครื่องที่เหมาะสมเช่นกัน) จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดที่ควบคุมด้วย Micro Processer ใช้น้ำมันเครื่อง 4.8 ลิตร และใช้แบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ 42 แอมป์ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 185 km./h. (ตัวเลขจากโรงงาน)

 

เครื่องยนต์แบบที่สอง เป็นแบบที่ได้รับความนิยมรองลงมา นั่นคือเครื่องยนต์ 2,000 CC. เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบxระยะชัก 89.0x80.2 mm. ปริมาตรกระบอกสูบ 1,995 CC. อัตราส่วนกำลังอัด 9.1:1 ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้าที่ 5,300 รอบ/นาที (แรงม้าเหมาะสม แต่ใช้รอบสูงไปนิสนึง) ให้แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ/นาที (แรงบิดกำลังดี มาในรอบเครื่องที่เหมาะสมเช่นเดิม) จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดที่ควบคุมด้วย Micro Processer ใช้น้ำมันเครื่อง 4.8 ลิตรเช่นเดิม แต่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นตามขนาดเครื่องยนต์ นั่นคือขนาด 12 โวลต์ 62 แอมป์ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 195 km./h. (ตัวเลขจากโรงงาน)

 

และเครื่องยนต์แบบที่สาม ที่มีพละกำลังสูงที่สุด แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะราคาค่อนข้างแพง นั่นคือเครื่องยนต์ 2,300 CC. เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว (มันมีอยู่แบบเดียวนี่ล่ะ!!! -3-") ความกว้างกระบอกสูบxระยะชัก 95.5x80.2 mm. ปริมาตรกระบอกสูบ 2,296 CC. อัตราส่วนกำลังอัด 9.0:1 ให้แรงม้าสูงสุด 135 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดที่ควบคุมด้วย Micro Processer ใช้น้ำมันเครื่อง 4.8 ลิตร และใช้แบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ 62 แอมป์ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 200 km./h. (ตัวเลขจากโรงงาน)

 

โดยภาพรวมแล้วสามารถเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ทั้งสามแบบนั้นมีรูปแบบที่เหมือนๆกัน นั่นคือเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว สิ่งที่แตกต่างกันคือขนาดของกระบอกสูบ ส่งผลให้ตัวเลขแรงม้าและแรงบิดมีความแตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์นั่นเอง

และเครื่องยนต์ทั้งสามแบบส่งกำลังผ่านเกียร์สองรูปแบบ นั่นคือเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะอัตราทดเดินหน้าในทุกรุ่นย่อย (ไม่ทราบอัตราทดเกียร์) และในรุ่นเครื่อง 1.8 และ 2.0 ก็มีเกียร์ธรรมดาแบบ “4 จังหวะอัตราทดเดินหน้า”ให้เลือกอีกด้วย!!!!! คือแบบ ขนาดรถญี่ปุ่นเครื่องยนต์พิกัดเดียวกันในสมัยนั้นเขาก็เริ่มใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีดกันแล้วน่ะ ยิ่งรถยุโรปที่ขายในไทยยิ่งแล้วใหญ่ เปลี่ยนเป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีดกันเกือบจะหมดแล้ว แต่นี่อะไร??? เกียร์ธรรมดา 4 สปีด!!!! พระเจ้า จะโบราณไปหนายยยยยยย -___-" และ 190E คันนี้ก็ยังคงเป็นรถเบนซ์ที่ยังคงใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังอยู่ครับ

 

ระบบบังคับเลี้ยว,ช่วงล่างและเบรค (Steering,Suspensions and Brakes)

 


 

 

 

               ในเรื่องของระบบพวงมาลัย ใช้เป็นแบบ Rack and Pinion (แบบลูกปืน ยังไม่ใช้เป็นแบบไฮดรอลิก) พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง

ส่วนเรื่องของระบบช่วงล่าง ก็เป็นสิ่งที่ทำชื่อเสียงให้เบนซ์อีกเช่นกัน เพราะช่วงล่างของรถเบนซ์นั้น ให้ Feeling ที่นุ่มสบายในความเร็วต่ำ จนสามารถทำให้ผู้โดยสารเคลิ้มหลับได้เลย (ไม่ได้เว่อร์นะครับ มันสบายยยยยยยยยยยเจงๆ แต่ถ้าคนขับหลับนี่ สงสัยว่าจะไม่ดีเท่าไรนะครับ อิอิ) แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยมในย่านความเร็วสูง ตัวรถนิ่งสนิทไม่มีอาการส่ายหรือวูบวาบเลย และดูดซับแรงสะเทือนจากพื้นถนนที่ไม่เรียบได้ยอดเยี่ยม ชนิดที่คนขับอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่าตนกำลังขับรถอยู่ที่ความเร็วเท่าไรถ้าไม่ได้ดูมาตรวัดความเร็ว!!!!! นี่คือบุคลิกของช่วงล่างในรถเบนซ์ทุกคันครับ เป็นความขัดแย้งที่ลงตัว จนรถญี่ปุ่นน่าเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่ง :p

ซึ่งแน่นอนว่า 190E คันนี้ก็ได้รับเอาบุคลิกของช่วงล่างที่ว่านี้มาเต็มๆ ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมช๊อคอัพแก๊ส แต่ไม่มีเหล็กกันโคลง!!!??? (เอ๊ะ ยังไง) และช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบอิสระ Multi Link จุดยึด 5 จุด ไม่มีเหล็กกันโคลงอีกเช่นกัน (เสริมนิดนึงว่าช่วงล่างแบบมัลติลิ้งค์นั้นมีค่าซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างสูงเอาเรื่อง นั่นก็เพราะว่าช่วงล่างแบบนี้มีจุดที่เคลื่อนไหวได้หลายจุด โดยเฉพาะใน 190E คันนี้ มีถึง 5 จุด ดังนั้น จุดที่สามารถเคลื่อนไหวได้เหล่านี้จะสึกหรอได้เร็วครับ ดังนั้น ก็ต้องซ่อมบำรุงบ่อยเป็นธรรมดา บวกกับราคาอะไหล่รถยุโรปนั้นก็แพงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นล่ะครับ ได้อย่างเสียอย่าง)

และระบบเบรกในรถคันนี้ เป็นแบบดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อเลย มาพร้อมระบบป้องกันล้อล๊อคตายเมื่อเบรกกะทันหัน (Anti-Lock Braking System : ABS) เป็นออพชั่นพิเศษอีกด้วยครับ

 


 

 

 

             ตลอดอายุตลาดของรถคันนี้ 190E สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการยานยนต์ประเทศไทยได้ ว่าถึงจะเป็นรถที่อายุมากแล้วในตลาดโลก แต่เมื่อมาขายในประเทศไทยก็สามารถขายดีเป็นเทน้ำเทท่าได้เช่นกัน!!!! นั่นก็เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อนั้นไม่ได้สนใจว่าเครื่องจะแรงไหม หรือว่ามีเทคโนโลยีหรือออพชั่นใหม่ๆหรือไม่ แต่เขาคิดแค่ว่า “ขอให้เป็นรถยี่ห้อเบนซ์ ที่มีตราดาวสามแฉกแปะไว้บนฝากระโปรงหน้าเท่านั้น เขาก็พร้อมที่สรรหามาเป็นเจ้าของสักคัน”…….. เขาคิดกันแค่นี้จริงๆนะ และความที่เป็นเบนซ์ราคาถูกที่สุดในตอนนั้น (ราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้าน 2 แสนบาท!!!! นับว่าถูกมากๆกับรถเบนซ์ป้ายแดงในสมัยนั้น) จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถจับจองเป็นเจ้าของรถเบนซ์ได้ง่ายขึ้น และด้วยปัจจัยเหล่านี้ประกอบกัน ก็ทำให้ Mercedes-Benz สามารถคว้าแชมป์ยอดขายรถยุโรปสูงที่สุดในตลาดประเทศไทยไปได้อย่างสบายๆเลยล่ะครับ >< เพราะเบ็ดเสร็จแล้ว มีการนำเข้า 190E เข้ามาจำหน่ายในไทยตลอดอายุตลาดมากถึง 5,000 คันครับ!!!! เยอะมากๆ

ปัจจุบันในตลาดรถมือสองนั้น ก็ยังสามารถพบเห็น 190E ได้เยอะพอสมควรครับ รถพวกนี้ส่วนใหญ่เจ้าของเก่าจะบำรุงรักษาเป็นอย่างดี แม้กระทั่งรถแต่งก็ยังดูดี ราคามือสองก็จะอยู่ที่ประมาณ 190,000 บาท ไปจนถึง 2 แสนปลายๆครับ!!!! อย่าแปลกใจนะครับที่ราคามันสูงกว่ารถปีเดียวกัน เพราะรถเบนซ์ราคาไม่มีทางตกง่ายๆครับ แม้อายุรถจะปาเข้าไปเกิน 20 ปีแล้วก็ตาม และถ้ารถบางคันอยู่ในสภาพดีมากๆ เต็นท์รถก็อาจจะชาร์จราคาที่ค่อนข้างสูงได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องดูกันให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วยเช่นกันนะครับ มิเช่นนั้นคุณๆอาจจะโดนย้อมแมวกัน ก็เป็นได้ :)

 


 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

จบกันไปอีกหนึ่งบทความแล้วนะครับ ขอขอบพระคุณทุกท่านสละเวลาที่เข้ามาอ่าน หากมีข้อมูลอะไรที่ขาดตกบกพร่องไป ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย สามารถ Comment ติ-ชมได้เช่นเคยนะครับ ฝากติดตามบทความอันต่อไปด้วยนะครับว่าจะเป็นรถยนต์รุ่นอะไร ขอขอบพระคุณอีกครั้งนะครับ สวัสดีครับ ^/\^

 

Credit Picture : http://matchingcar.com/

และข้อมูลประกอบบางส่วนจาก http://www.headlightmag.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=1388:50-1985-2005-part-ii-&catid=98:automobile-history&Itemid=78

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PalmClassic วันที่ : 19/04/2013 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/CarMania

ผมเช๊คล่าสุดก็ยังมีนะครับที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นเครื่อง JZ แล้วก็ยังสภาพนิ้งๆอยู่หลายคันครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
4BANK วันที่ : 23/02/2013 เวลา : 20.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

มีเงินก็ซื้อ สภาพดีๆ ตอนนี้ไม่ได้ เพราะไม่ค่อย มี เปลี่ยนเครื่อง เ็ป็น J กันหมด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน