*/
  • ชัยแสงทิพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ChaiSangthip@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 190
  • จำนวนผู้ชม : 425411
  • จำนวนผู้โหวต : 351
  • ส่ง msg :
  • โหวต 351 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


คนไทยรู้จักแสงทิพย์อริยธรรมแค่ไหน?
รู้จักดี รับและถ่ายทอดได้(ดีมาก)
71 คน
รู้จัก รับได้ แต่ถ่ายทอดสอนใครไม่เป็น(ดี)
20 คน
รู้จัก แต่ยังไม่ได้รับ(ปานกลาง)
13 คน
เฉยๆ ไม่รู้จัก ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่(แย่)
2 คน
ไม่สนใจ ไม่รู้จักเลย(แย่มากๆ)
1 คน

  โหวต 107 คน
วันเสาร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2556
Posted by ชัยแสงทิพย์ , ผู้อ่าน : 1817 , 12:09:03 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชัยแสงทิพย์ โหวตเรื่องนี้

วันวิสาขบูชา/วันมาฆบูชา/วันอาสาฬหบูชา

วันสำคัญทางพุทธศาสนา

"วันวิสาขบูชา"


                             พุทธญาณ แสงทิพย์


๐ “ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหก”…ยกมากล่าว …. ถึงเรื่องราว”วันพระพุทธ”ที่สุดสูง…..

วิสาขบูชา”จักพาจูง …… สู่เบื้องสูงถึง”โลกทิพย์-พระนิพพาน”…..

“วันกำเนิด”เลิศมนุษย์”พระพุทธเจ้า” ….. ทรงมุ่งเอาเจตน์จำนงส่งประสาน…..

ซ่อนความหมายแน่นหนักในหลักการ….. “ปรินิพพาน”และ”ตรัสรู้”อยู่วันเดียว….

ท่านซ่อนไว้ในรูปธรรมคำสั่งสอน……. เหตุผลซ่อนหากเปรื่องปราดฉลาดเฉลียว…

หากมนุษย์หยุดคิดสักนิดเดียว…. จักปราดเปรียวคิดได้เมื่อใคร่ครวญ…..

ว่าทำไม?จึงต้องเป็นไปเช่นนั้น….. ทั้ง”สามวัน”ตรงกันไม่ผันผวน…..

“ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหก”ยกกระบวน……. มีเหตุควรทุกชีวิตคิดคำนึง……

“ทรงประสูติ-ตรัสรู้-ปรินิพพาน”…. บนดินดานไพรพฤกษ์รำลึกถึง….

เป็นกษัตริย์ขัตติย์พงศ์ทรงรำพึง….. ให้คำนึงปริศนาคำว่า”ดิน”….

“ดิน”นั้นหรือคือ”อัตตา”พาเกิดทุกข์….. ทุกยามยุค”ตัวตน”วนถวิล…..

“จิตวิญญาณ”เป็นแกนหลักปักชีวิน…… อยู่บน”ดิน”ดูให้ชัดตัว”อัตตา”….

เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ไม่แน่นอน……. ไม่ถาวรหากยึดมั่นเกิดปัญหา….

เพราะเป็นสิ่งไม่อาจบังคับบัญชา…….. “เกิด”ขึ้นมาแล้วก็”ดับ”ย่อยยับไป….

ใคร”ยึดถือตัวตน”ไม่พ้นทุกข์….. หลงสนุกยังคงเลวเพราะเหลวไหล….

“ธรรมธาตุ”คือ”ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ” …… ไม่มีอะไร….เป็นสาระให้”ละวาง”….  

๐ “สิบห้าค่ำ”มีอะไรใน”สิบห้า”…… เป็นปริศนาชี้ให้ชัดที่ขัดขวาง…..

“สิบ”บวก”ห้า”ควรนับเหมือนจับวาง….. ครบที่ทางคือ”สิบห้า”ค่าเท่ากัน……

“สิบ”หรือ”หนึ่ง”แทนจิตที่คิดได้……. อยู่ชั้นในลึกสุดแท้ไม่แปรผัน…..

“จิตวิญญาณ”ยืนยงคงนิรันดร์……. แต่ภพนั้นวนเวียนมีเปลี่ยนแปลง…..

“จิตคือพุทธะ”หมาย”พระพุทธ”…… บริสุทธิ์งามเด่นเหมือนเพ็ญแสง…..

เป็น”ผู้รู้-ผู้ตื่น”ชื่นด้วยแรง……. ดวงจิตแข็ง”ผู้เบิกบาน”กล่าวขานธรรม….

พระพุทธองค์สอนดี-ชั่วจาก”ตัวรู้”…. “รู้แจ้ง”อยู่โลกนิยมว่าคมขำ….

สอนจากจิตรู้ทั่วใช่”ตัวจำ”….. ด้วยพระธรรมดับสนิท”อวิชชา”…..

โดย”ธรรมธาตุ”…ไม่มีดีไม่มีชั่ว…… ธรรมคือตัว”เป็นกลาง”สร้างสุขา…..

เมื่อเวียนว่ายตายเกิดกำเนิดมา……. ทุกข์นานาท่วมใจเพราะไม่รู้!!…..

มัว”ยึดโลก”สารพัด”ยึดวัตถุ”……. ผู้บรรลุธรรมจึงช่วยให้สวยหรู……

กลับไปสู่”สุญญตา”งามน่าดู……… เป็น”ผู้รู้”อยู่”เหนือโลก”ดับโศกซม…..

ว่าง…จาก”เครื่องร้อยรัด”ที่ขัดข้อง…… “เครื่องเศร้าหมอง”ผ่องใสวิไลสม….

ว่าง…จาก”ความยึดมั่นถือมั่น”จม….. วางอารมณ์”อัพยากตจิต”เป็นนิจเนา….  

๐ “ห้า”แทน”กายและใจ”ขอไขว่า……. คือ”ขันธ์ห้า””รูปกาย”ช่วยคลายเขลา……

“เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ”เรา…. “รู้สึก”เอา”จำ””คิด”ไม่ผิดเลย…..

“รู้สึก-รู้จำ-รู้คิด-รู้สัมผัส”…… เป็นปรมัตถ์”ตัวสัจจะ”ขอเฉลย….

คือ”ต้นธาตุ-ต้นธรรม”คำภิเปรย…… “รูปธรรม”เอย”นามธรรม”ล้วนจำเป็น….

เดือน”หก”คือสิ่งที่ออกไปนอกกาย…มีความหมายคือ”ใจ”มองให้เห็น….

“อายตนะหก”ทางใหญ่กว้างเจน ….. “ตา-หู”เห็น”จมูก”หมาย”ลิ้น-กาย-ใจ”….

สิ่งที่”หก”ออกจาก”กาย”คือ”ใจ”นั่น ….. ทุกข์เกิดนั้นมี”หก”ทางรู้บ้างไหม?….

“ทุกข์ร้อยแปด”เกิดมีก็ที่”ใจ”….. ดับทุกข์ได้ที่”ใจ”นั้นก็อันเดียว…..

ฉะนั้น”พุทธะ”คือ”ผู้รู้”ทั้งหลาย….. “ประสูติ”กายจึงเป็น”หนึ่ง”พึงเฉลียว….

“ตรัสรู้-ปรินิพพาน”นั้นเป็นวันเดียว….. ด้วยข้องเกี่ยวกับองค์”หก”ที่ยกมา……

“ประสูติ”ที่อายตนะทั้งหก…… แล้วแถมพก”ตรัสรู้”แน่แก้ปัญหา….

“ปรินิพพาน”ว่างกิเลสเพศนานา….. ก็ที่”อายตนะหก”ประการ…..

ว่าง….จาก”เครื่องร้อยรัด”ที่มัดจิต….. ว่าง…จากพิษ”อัตตา”จัดประหัตประหาร…..

ว่าง…จากการ”ถือมั่น”นิรันดร์กาล…. เป็น”ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน”นิพพานครอง…..

หาก”โลก”คือความมืดมิดคิดไม่ออก….. “พระจันทร์”บอกแทน”ใจ”รับแสงส่อง….

จาก”อาทิตย์”แทน”จิต”ผู้รู้ครอง….. ย่อมจะส่องโลกสว่างกระจ่างงามฯ……..


"วันมาฆบูชา"

                                        พุทธญาณ แสงทิพย์ 


๐ “วันมาฆบูชา”มาฆฤกษ์…… พระจันทร์เบิกลอยเลื่อน”เพ็ญ เดือนสาม”….

หรือ”เดือนสี่””แปดสองหน”ผู้คนงาม……. เป็นนิยาม”วันมาฆะ””วันพระธรรม”…..

อัศจรรย์ด้วย”จาตุรงคสันนิบาต”……. น่าประหลาด”ขึ้น”เพลา”สิบห้าค่ำ”…..

การประชุมครบ”องค์สี่”มีกระทำ………. เพื่อน้อมนำคำสั่งสอนสุนทรทาน….

หนึ่ง-“ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์” …….. สอง-“สงฆ์”เบิก”มาประชุม”สมัครสมาน….

“หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป”ประมาณ……. สาม-ประทาน”ทรงบวชให้”พิไลองค์…..

สี่-“ล้วนเป็นพระอรหันต์”กันทั้งหมด….. พระทรงยศรวมคำสอนตัดรอนหลง…..

จากองค์เองเผยแพร่ไปด้วยใจจง…… ให้ธำรงคู่ฟ้าสถาพร…… คำสอนมีเท่าใดไม่สำคัญ……

“หัวใจ”นั้นย่อไว้ใช้สั่งสอน…… เป็น”โอวาทปาฏิโมกข์”โชคสุนทร…..

“แปดหมื่น”ตอน”สี่พัน”เท่านั้นเอง…. ย่อลงสุด”หัวใจพระพุทธศาสนา”……

“ละชั่ว”ช้าหนึ่ง-เจาะลงให้ตรงเผง….. สอง-“ทำดี”ให้ถึงพร้อมจิตน้อมเอง……

สาม-“ปรับ””เร่ง”จิตให้ผ่องใส”ครัน….  

๐ หนึ่ง-“ละชั่ว”เว้นจากกรรมไม่ทำบาป…ปาก-กายหยาบมุ่งนิยมพรหมสวรรค์…

รักษาศีลตัดอบายเหือดหายพลัน……. ช่วยคุ้มกันอันตรายเมื่อตายลง……

แม้ยังเป็นหนุ่มสาวก็ก้าวหน้า…… มีคุณค่าเพราะใจไม่ใหลหลง…..

อันความชั่วเหมือนน้ำไหลต่ำลง……. บาปชั่งปลงตัดให้ขาดในชาตินี้!!….

รู้จักคิดปรุงอารมณ์ให้สมเหตุ….. อย่าอาเพศตบแต่งหลงแสงสี….

เลิกวุ่นวายสับสน…คบคนดี……. ดี-ชั่วมีรู้ผิดถูกอย่าผูกตน…..

กับความคิดเป็นมนุษย์ไร้จุดหมาย…… ปล่อยใจ-กายเป็นทาสขาดเหตุผล….

ยึดความดี…กฏระเบียบทำเนียบคน….. อริยชน..สู่ครรลองครองสมดุล….

รู้จักคิดพิจารณาทั้งตา-หู……. ตาแลดู…หูฟังนั้นอย่าหันหุน….

สิ่งไม่ดีหนีเร้นก็เป็นบุญ……… จะนำหนุนให้ความดีเข้ามีมา……

สอง-“ทำดี”ให้ถึงพร้อมนอบน้อมจิต…..”ทำ-พูด-คิด”ก่อนอย่าด่วนจักครวญหา….

ว่าไม่ควรเลยกำศรดหมดราคา…….. สมน้ำหน้าคนเขาเหยียดรังเกียจเอา…..

“คิด-พูด-ทำ”แต่กรรมดีเป็นศรีศักดิ์….. มีคนรักสินทรัพย์ไม่อับเฉา……

ญาติสนิทมิตรสหายหญิงชายเนา….. “สติ”เรา”เมื่อเคลื่อนไหวก็ให้รู้!!”……

“สติคือหนทางสู่ความรู้แจ้ง”….. หยุดปรุงแต่งทั้งกายาและตาหู….

ทั้ง”รูป-รส-กลิ่น-เสียง”เพียงแต่ดู…… เพียง”รับรู้””สัมผัส”มันเท่านั้นพอ……

อย่าไปหลงงงงวยด้วยมายา……. มันพรางตา…เราอยู่จงรู้หนอ……

รู้แล้ววาง….มันลงปลงแค่พอ……. อย่าสานต่อตัดรัก-ชังเสียทั้งมวล…..

อันทรัพย์สินเงินทองของนอกกาย…… เมื่อเราตายก็ต้องทิ้งยิ่งกำศรวล…..

แต่ความดียังติดตามงามกระบวน……. จงทบทวน..”ทำความดี”มีโชคชัย……

สาม-“ทำจิตให้ผ่องใส”ใจสะอาด… “ พุทธศาสตร์-พุทธธรรม”มีคำไข….

จะหลุดพ้นทันทีก็ที่”ใจ”……… จิตผ่องใสลอยลิบ…สู่นิพพาน……  

๐ รักษา”ศีล-สมาธิ-ปัญญา”อุตสาหะ…… อย่าเลยละเพราะคุณค่ามหาศาล…..

ขจัดเขลาเราได้ในทุกกาล…. ศึกษาด้าน”สมถะ-วิปัสสนา”….

“สมถะ”สู่โลกทิพย์”สี่สิบ”แบบ……… มียลแยบคายนักเป็นหนักหนา….

เลือกให้เหมาะกับตนเองเร่งเวลา….. รีบศึกษาปฏิบัติ…อย่าผลัดวัน…..

แล้วต่อด้วย”วิปัสสนา”ธรรมารมณ์…… ทิ้งเทพ-พรหมเลยล่วงสรวงสวรรค์….

ไปสู่แดน”อริยะ”เป็นประกัน…… เพียงรู้ทันใช้”สติ”ผลผลิงาม……

ฝึก”สติปัฏฐานสี่”แล้วดีแน่…… เป็นของแท้ลือเลื่องเมืองสยาม……

สถานที่มีจัดวัดอาราม……. จงไต่ถามเสาะหาศึกษาธรรม…..

“อัตตาหิ อัตโน นาโถ” ……. เป็นร่มโพธิ์ช่วยชุบอุปถัมภ์….

“ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”นำ …… ชีวิตตนอยากพ้นกรรมต้องทำเอง….

ยามจะตายใครช่วยได้ที่ไหนเล่า?…… เลิกโศกเศร้าทุกข์ร้อนอย่านอนเขลง….

จงเร่งรัดปฏิบัติธรรมน้อมนำเอง….. ธรรมบรรเลงทุกเวลาสุขารมณ์…..

ช่วยตนเอง….เมื่อได้ผลช่วยคนอื่น……. จิตเริงรื่นเข้าช่วยให้สวยสม….

ช่วยทั้ง”ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์”ฉัตรนิยม…… ช่วยสังคม…ตามอัตภาพตราบวันตาย….  

๐ “ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสาม”งดงามนัก…… “พระไตรลักษณ์”ชื่นชมได้สมหมาย….

พระอรหันต์ทุกทุกองค์ทรงสบาย …….. ทั้งหญิงชาย…ล้วนถึงซึ่งธรรมะ……..

เห็น”อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา”…… ปวงตัณหาล้วนตัดสลัดสละ…..

ครบองค์สามความดีอยู่ที่พระ-…… อริยะ”ละวาง”ทุกอย่างแล้ว!!……

ละ”อัตตา”เมามัวในตัวตน….. ล่วงหลุดพ้นเลือดเนื้อหมดเชื้อแถว ….

“ไม่ยึดมั่นถือมั่น”…ตัดมันแล้ว…. จิตเพริศแพร้วกับความว่าง….สว่างเบา……

อยู่เหนือโลก….อยู่เหนือธรรมนำชีวิต ….. เป็นเอกสิทธิ์ตัดปลิโพธดับโฉดเขลา…..

ดับทุกอย่าง….ที่นี่…ที่ตัวเรา…… อย่าไปเขลา…มองข้างนอกมันหลอกลวง….

“พระไตรปิฎก”อยู่ที่ไหน?…อยู่ในตัว….. ละดี-ชั่วก็สิ้นภัยอันใหญ่หลวง…..

ละที่ใจ…..ละชอบ-ชัง…สิ้นทั้งปวง….. สิ้นห่วงหวง….

ทุกอย่าง”ปล่อยวาง”ลง ฯ….

 

"วันอาสาฬหบูชา"

 

                                      พุทธญาณ แสงทิพย์


๐ วัน“อาสาฬหบูชา”…”สิบห้าค่ำ”….. ข้าง”ขึ้น”นำ”เดือนแปด”วันพระสงฆ์”…..

ทรงโปรด”ปัญจวัคคีย์”มี”ห้า”องค์…… แคว้นเมืองตรง”พาราณสี”ไพร…..

ณ “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน”….. พระทรงธรรม์ประกาศธรรมล้วนคำไข….

“ธัมมจักกัปปวตตนสูตร”พูด”ธรรมใน-….. ธรรม”ย่อได้เพียงนับ”รูปกับนาม”….

“รู้ในรู้”…”กายในกาย”ทั้งชายหญิง…… ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมตอบคำถาม….

สอน”นามธรรม”เป็น”รูปธรรม”ใช่ต่ำทราม…. “รูปธรรม”ตามเป็น”นามธรรม”กลับทำนอง…

“สสารแปรสภาพเป็นพลังงาน”….. สภาพการเปลี่ยนกลับอยู่เป็นคู่สอง….

“พลังงานเป็นสสาร”ผ่านคัลลอง…… ล้วนคงครอง…ไม่สูญหายกลับกลายคืน…

“ปัญจวัคคีย์”รูปธรรมนั้นแทน”ขันธ์ห้า”….. “พุทธศาสนา”โปรดสัตว์ไม่ขัดขืน….

เพื่อ”ดวงตาเห็นธรรม”ทุกค่ำคืน….. ให้สัตว์ชื่นชม”พุทธะ”เหมือนพระองค์…..

เดือน”แปด”คือ”มรรค”ทางที่ปฏิบัติ….. เมื่อเห็นชัดใครทำได้เลิกใหลหลง….

“รูปธรรมสี่”…”นามธรรมสี่”ที่ยืนยง….. “ต้นธาตุ”ตรงกับ”ต้นธรรม”ชี้นำทาง…..

“ต้นธาตุคือรูปธรรม”…”ดิน-น้ำ-ไฟ-…. ลม”พัดไปจากทิวาค่ำฟ้าสาง….

“ต้นธรรมคือนามธรรม”ไม่อำพราง…… “รู้สึก”ทาง”จำ””คิด”จิตวิญญาณ…..

“เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ”สี่….. สถานที่…ไปสู่ความรู้ฐาน….. คือรู้แจ้งเห็นจริง….ทุกสิ่งการ….. “พระนิพพาน”ใช่อยู่ไกล…อยู่ในตัว…..  

๐ ถอดรหัสอัศจรรย์…เป็นอันเอก…. คือตัวเลข”หนึ่งถึงศูนย์”เทิดทูนหัว….

ทรงวางหลักให้คนคิดสะกิดตัว…… ความรู้ทั่ว…จากตัวเลขเหมือนเสกมนตร์..

หลักของโลก…”เลขคือหลักของจักรวาล”….. เพื่อคิดอ่านเป็นพิเศษด้วยเหตุผล….

มิให้”หลงโลก-หลงทาง”ขัดขวางตน…. ทรงออกค้นความจริงให้ยิ่งยง…..

ทรงบรรพชาอายุที่”ยี่สิบเก้า”…… คนสองเท้าเดินถูกผิดเพราะจิตหลง….

“คิดผิด-ถูก”ผูกพันเป็นมั่นคง……. ก็อยู่ตรง…”สิ่งแวดล้อม”ที่น้อมนำ…..

ลองผิด-ถูก….”ประสบการณ์”ผ่านสั่งสอน…. ฝ่าหนาว-ร้อนเวียนว่ายกายถลำ….

“สัตว์-เทพ-คน”วนวัฏฏะในพระธรรม….. ตามบุญกรรมที่สร้างสมอบรมมา…..

“ยี่สิบเก้า”เลขรับ”สอง”กับ”เก้า”…… เราหรือเจ้าก็พ้องมี”สอง”ขา…..

“สอง”สิ่งคือ”กายกับใจ”วิไลตา….. “สุข-ทุกขา”…”ดีกับชั่ว”มีทั่วไป…

“มีกับว่าง”….”ผิดกับถูก”ผูกก็แก้….. “โลกธรรม”แท้”แปดประการ”จักขานไข…

“รูปธรรมสี่””นามธรรมสี่”นี่ยังไง…… อีกหนึ่งไซร้บวก”ตัวเรา”เป็น”เก้า”เลย….

“โลกธรรมแปด”…”มีลาภ-เสื่อลาภ”หมด…… “ยศ-เสื่อมยศ”ไม่คงทนทุกคนเผย….

อีก”สรรเสริญ-นินทา”โดนด่าเคย….. “สุข-ทุกข์”เลยคล้อยเคลื่อนแท้”เหมือนกัน”…

“รู้แจ้ง”จาก”มรรคแปด”ทางสว่างจิต…… “ปัญญา”คิดออกจากโลก…สิ้นโศกศัลย์….

“ก้าวคือเก้า”ออกจากโลก…ออกจากธรรม์…. สู่”ศูนย์”นั้น”สุญญตา”บารมี….  

๐ ตัวเลขมี”เก้าตัว”ใช้ทั่วโลก…… อุปโลกน์….แจ่มจรัสรัศมี……

รวม”ความว่าง”คือ”ศูนย์”ด้วยช่วยชีวี….. เป็น”สิบ”ที่”ว่าง”จากเหตุกิเลสมวล….

“สามสิบห้า”ชนมายุบรรลุธรรม… ที่งามล้ำสดใสฤทัยหวน…..

ทรง”ตรัสรู้โพธิญาณ”ผ่านกระบวน……. เลขนี้ควรสนใจ…ฉันใดกัน?…..

“เลขสามคือพระไตรลักษณ์”ตระหนักจิต…… คือ”อนิจจัง”ไม่เที่ยงเหมือนเพียงฝัน….

“ทุกขัง”ทนไม่ได้….ในตัวมัน…… อีกหนึ่งนั้น”อนัตตา”ไร้ตัวตน…..

คือ”เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-แล้วดับไป”….. เปลี่ยนแปลงได้ในท่ามกลางวางเหตุผล…

ทุกสิ่งล้วนซื่อตรงไม่คงทน….. ไม่ว่า”คน-สัตว์-สิ่งของ”ล้วนต้องพัง!!….

อีก”สาม”คือ”คิด-พูด-ทำ”กรรมดี-ชั่ว….. ย่อมติดตัวไปตลอดเป็นยอดขลัง….

“ทำดีได้ดี”กับตัว”ทำชั่ว”พัง…… ย่อมพลาดพลั้ง”ได้ชั่ว”ติดตัวเอง…..

ตายแล้วยังติดตัวไปชั่วอีก…. สุดหลบหลีกต้องรับเคราะห์โดยเหมาะเหม็ง

ต้องยอมรับ…เพราะกรรมเจ้าทำเอง…… น่ากลัวเกรงเป็นที่สุดยุติธรรม….

“กฎแห่งกรรม”ทำแล้วไม่แคล้วคลาด….. จิตสะอาดจะช่วยชุบอุปถัมภ์….

“บุญกุศล”ผลมีจะชี้นำ…. ไม่ตกต่ำขึ้นไปสูงดั่งยูงทอง…..

เลข”สาม”คือ”พระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์”… ทั้ง”สาม”องค์เป็น”หนึ่ง”ที่ไม่มี”สอง”….

สูงที่สุด…ในโลกสาม…งามดั่งทอง…… ท่วงทำนอง”ไตรสรณาคมน์”….

“สามสิบ”คือ”บารมีสามสิบทัศ”……. บำเพ็ญวัตรบารมีราศีสม……

“คุณความดี”มีเต็มเปี่ยมยอดเยี่ยมชม….. น่านิยม…เป็นครูสอนดับร้อนรน…..

ด้วย”รู้แจ้งเท่าทันในขันธ์ห้า”….. เลขบอกว่า”ระยะทาง”ข้างถนน….

กัน”หลงทาง”ศึกษาศัพท์ไม่อับจน….. สอนให้คน…”ไม่หลงโลก”โชคทวี…..

เมื่อ”ตรัสรู้”แล้วทรงสอนสุนทรสวัสดิ์… เวไนยสัตว์กำหนดบทศรี…..

สอนยาวนานถึง”สี่สิบห้าปี”…….. พระคุณมีเหลือจะนับประทับทรวง….

“สี่”นั้นหรือคือ”อริยสัจจ์สี่”…… “ทุกข์”ที่มีแก้ได้แม้ใหญ่หลวง…..

“สมุทัย”…เหตุแห่งทุกข์บุกทะลวง…… ทุกข์ให้ล่วง”นิโรธ”ดับย่อยยับไป….

ด้วย”มรรค”แปดประการประทานโลก….. ช่วยดับโศกเปิดหนทางสว่างใส…

รื้อขนสัตว์…ทุกตนให้พ้นภัย…… จากทุกข์ใหญ่เวียนว่ายในสายธาร….

มหาสมุทรสุดกว้างใหญ่ไกลสุดเนตร…… ดงกิเลสแน่นหนามหาศาล……

ว่ายอย่างไรจึงจะพ้นต่างลนลาน…… พระประทาน…แนะวิธีที่แยบคาย….

“สี่สิบ”คือ””วิธีทำกรรมฐาน”….. แห่งการงานจะเรืองรุ่งตามมุ่งหมาย….

ให้”ชนะตัวตน”พ้นความตาย…… “ห้า”ความหมายคือ”ขันธ์ห้า”คำว่า”คน”…

วางหลักเกณฑ์ไว้ลุ่มลึกให้ศึกษา…. พิจารณาวินิจฉัยหวังในผล…..

หาก”ตีปัญหาแตก”…เลิกแบกตน….. ก้าวล่วงพ้น”กฎแห่งกรรม”ก็ชำนะ…..

ทรงทิ้งขันธ์พรรษามีที่”แปดสิบ”….. สู่โลกทิพย์”นิพพาน”เห็นเป็นสัจจะ…..

พระพุทธเจ้ายังต้องตายทิ้งกายละ….. คือธรรมะ…ชี้ชัด”อนัตตา”…..

“แปด”…”รูปธรรมสี่-นามธรรมสี่”จำไว้…. “สิ่งของ”ใด”สัตว์-มนุษย์”แทงปุจฉา….

ล้วน”เกิด-ดับ”สับสนวนไปมา……. ตลอดเวลาไม่มีสิ่งจีรัง……

แล”แปด”คือ”หนทาง”สว่างแจ้ง….. ต้องลงแรงทุ่มหัวใจให้แข็งขลัง

สู่”ความว่างคือศูนย์”พูนพลัง….. จักสมหวัง…หากปฏิบัติเร่งรัดตัว ฯ……


พุทธานุภาพ


โลกมีศาสดาตถาคตอยู่…….. ผู้ตรัสรู้อริยสัจเป็นอรหันต์……..

ข้ามวัฏฏะสงสารโดยมิหวั่น…….. ปฐมกาลแห่งพระพุทธองค์……..

สิ่งใดเล่าคว้าไว้ได้ในพระหัตถ์……. ห้ามลมพัดห้ามน้ำไหลห้ามใจลุ่มหลง……

เลือกเป็นจักรพรรดิหาญทรนง……… ก้าวสู่แวดวงล้อกงกรรมหมุนตามรอยไป…….

เงาโศกของผู้เสียสละ……… พร้อมที่จะมอบไอศูรย์ให้………..

กรำแดดลมทนหนาวไป……….. เมื่ออาทิตย์จวนปลายแสงใกล้สิ้นทิวา……….

ค่ำนี้ดิถีเพ็ญรัชนีผ่อง……… ตรัสรู้เทพแซ่ซ้องทุกห้องฟ้า………

สงบเย็นศีลสมาธิและปัญญา…….. ดับอวิชชาเพราะปุญญาพุทธานุภาพ……..


ธรรมานุภาพ


พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสรู้……… เป็นสัพพัญญูตรัสสอนความจริง………

ว่าธรรมะย่อมชนะทุกสิ่ง……… เป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้ประพฤติชอบธรรม………

อำนาจใดใดก็ตามย่อมถึงความพินาศ……. ถ้าขาดธรรมะประจำ……….

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าเราต่างเกิดมาใช้กรรม…….. จงอยู่ในศีลในธรรมและทำแต่กรรมที่ดี………

สัจธัมโม จะกิลาโส…….. ธัมโมหเว รักขันติ ธัมมะจารี……….

ธรรมส่องสว่างสู่ทางสุขี……….. ค้ำจุนโลกนี้นิรันดร์ ฯ……… 


พุทธจิตธรรมญาณ ร้อยกรอง

"บทสวดทำนองสรภัญญะ"

(บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย)


อรหังสัมมา สัมพุทโธภควา พุทธัง ภควันตัง อภิวาเทมิ

สวากขาโต ภควตาธัมโม ธัมมังนมัสสามิ

สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สังฆังนมามิ ฯ


(บทสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า)


อิติปิโส ภควา อรหังสัมมา สัมพุทโธ

วิชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู

อนุตตโรปุริสธัมสารถิสัตถา เทวมนุสสานัง ภควาติ ฯ


อดีตพระครูสมุห์เอี่ยม วัดอรุณราชวราราม (ปัจจุบันเป็นเจ้าคุณฯแล้ว)


(นำ) องค์ใดพระสัมพุทธ………… (รับพร้อมกัน) สุวิสุทธะสันดาน

ตัดมูลกิเลสมาร บ่มิหม่นมิหมองมัว

หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว

ราคีบ่พันพัว สุวคนธะกำจร

องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร

โปรดหมู่ประชากร มละโอฆะกันดาร

ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์

ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย

พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใส

เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง

กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง

สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ

ลูกขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ

สัมพุทธการุญ- ยภาพนั้นนิรันดร ฯ


(กราบ ๆ ๆ )


(บทสรรเสริญคุณพระธรรมเจ้า)


สวากขาโต ภควตาธัมโม

สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก

โอปนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญหิติ ฯ


ธรรมะคือคุณากร ส่วนชอบสาธร ดุจดวงประทีปชัชวาล

แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่องสัตว์สันดาน สว่างกระจ่างใจมล

ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล และเก้ากับทั้งนฤพาน

สมญาโลกอุดรพิศดาร อันลึกโอฬาร พิสุทธิ์พิเศษสุกใส

อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง

คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง

ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนงค์ ด้วยจิตและกายวาจา ฯ


(กราบ ๆ ๆ)


(บทสรรเสริญคุณพระสังฆเจ้า)


สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ

อุชุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ

ญายปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ

สามีจิปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ

ยทิทังจัตตา ริปุริสยุคานิอัฏฐปุริสปุคคลา

เอส ภควโต สาวกสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย

อัญชลี กรณิโย อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ


สงฆ์ใดสาวกศาสดา รับปฏิบัติมา แต่องค์สมเด็จภควันต์

เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร ลุทางที่อัน ระงับแลดับทุกข์ภัย

โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร ปัญญาผ่องใส สะอาดและปราศมัวหมอง

เหินห่างทางข้าศึกปอง บ่มิลำพอง ด้วยกายและวาจาใจ

เป็นเนื้อนาบุญอันไพ ศาลแต่โลกัย และเกิดพิบูลพูนผล

สมญาเอารสทศพล มีคุณอนนต์ เอนกจะนับเหลือตรา

ข้อขอนบหมู่พระศรา พกทรงคุณา นุคุณประดุจรำพัน

ด้วยเดชคุณข้าอภิวันท์ พระไตรรัตน์อัน อุดมดิเรกนิรัติศัย

จงช่วยขจัดโพยภัย อันตรายใดๆ จงดับและกลับเสื่อมสูญ ฯ


(กราบ ๆ ๆ)



พระพุทธชัยมงคลคาถา

คาถาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์

(คาถาพาหุง-ชัยสิทธิคาถา)


พระชัยมงคลคาถาที่ 1


พาหุง สะหัส สะมะภินิม มิตะสา วุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระนะเส นะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต

ชะสา ภะวะตุเต ชะยะมัง คะลานิ ฯ


คำแปล

พญามารเนรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างครีเมขล์

พร้อมด้วยเสนามาร โห่ร้องก้องกึก พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ ปางเมื่อพระองค์ปรมพุท- ธวิสุทธศาสดา

ตรัสรู้อนุตรสมา- ธิ ณ โพธิบัลลังก์

๐ ขุนมารสหัสพหุพา- หุวิชาวิชิตขลัง

ขี่คีริเมขละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ

๐ แสร้งเสกสราวุธประดิษฐ์ กลคิดจะรอนราน

รุมพลพหลพยุหะปาน พระสมุทรนองมา

๐ หวังเพื่อผจญวรมุนิน- ทสุชินราชา

พระปราบพหลพยุหะมา- รเมลืองมลายสูญ

๐ ด้วยเดชะองค์พระทศพล สุวิมลไพบูลย์

ทานาทิธรรมวิธิกูล ชนน้อมมโนตาม

๐ ด้วยเดชะสัจวจนา และนมามิองค์สาม

ขอจงนิกรพลสยาม ชยสิทธิทุกวาร

๐ ถึงแม้จะมีอริวิเศษ พลเดชเทียมมาร

ขอไทยผจญพิชิตผลาญ อริแม้นมุนินทร ฯ

(พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 )

พระชัยมงคลคาถาที่ 2


มาราติเรกะมะภิยุช ฌิตะสัพพะรัตติง

โฆรัมปนา ฬะวะกะมัก ขะมะถัทธะยักขัง

ขันตี สุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


อาฬวกยักษ์ผู้กระด้าง ปราศจากความอดทน ดุร้าย หยาบช้า

รุกรานอย่างทรหดยิ่งกว่ามาร ตลอดราตรี พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ ด้วยขันติวิธี

ที่ทรงฝึกมาดีแล้ว ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ ถ้วนรัตติอาฬวกยักษ์ มุหะกักขฬากร

โฆราปวาทพระชินวร หฤหรรษ์อหังการ

๐ ยิ่งคราพระองค์ปรมพุทธ อภิยุทธ์ผจญมาร

สัมพุทธโปรดประณุทพาล อริจิตอมิตรคลาย

๐ ทรงไขพระขันติวรธรรม วิธิคัมภิโรบาย

จิตจัณฑยักษ์มุหะมลาย กุธะฟุนละมุนลง

๐ ด้วยเดชชเยศอภิยุท- ธพิสุทธิ์ภิเษกสรง

สรวมพรบวรอนุตรมง- คลฤทธิ์ประสิทธิ์พลัน


พระชัยมงคลคาถาที่ 3


นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง

ทาวัคคิจัก กะมะสะนี วะสุทารุณันตัง

เมตตัม พุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเต ชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


พญาช้าง ชื่อ นาฬาคิรี ตกมัน ดุร้ายยิ่งนัก

ประดุจไฟป่า จักราวุธและสายฟ้า พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ

ด้วยวิธีรดด้วยน้ำ คือ เมตตา

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ นาฬาคิรีพลพิลึก คชะคึกคะนองมัน

คืออัคนีประลยวัน วิยจักรารอน

๐ เริงรุทรประดุจอสนิบาต นฤนาททิฆัมพร

โถมทวนพิถียบทจร พระสุคตเสด็จคลา

๐ ทรงโสรจวรัมพุทกสิญ- จนะรินพระเมตตา

รื่นรส ณ คชหทยา มทะอุณห์ละมุนลง

๐ ด้วยเดชพระเมตติยมฤต อภิสิตภิเษกสรง

สรวมพรบวรอนุตรมง- คลวัฒน์จิรัฐกาล ฯ


พระชัยมงคลคาถาที่4


อุกขิตตะขัก คะมะติหัต ถะสุทารุณันตัง

ธาวันติโย ชะนะปะถัง คุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสัง ขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


โจรองคุลีมาล แสนดุร้าย มีฝีมือ

ถือดาบเงื้อง่า วิ่งไล่พระพุทธองค์ สิ้นระยะทางสามโยชน์

พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ ด้วยฤทธานุภาพทางใจ

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ โจรใจฉกาจทระนง กิระองคุลีมาล

ชูขรรค์ถลันถลทะยาน ระยะโยชนาตรี

๐ อุกอำมหิตหทยะมาด จะพิฆาตพระชินสีห์

หากพุทธโกศลวิธี นิยยานการนำ

๐ ด้วยอิทธิสังขตมโน วรโพธิญาณธรรม

พาพ้นอนันตริยกรรม ภยะร้ายสลายลง

๐ ด้วยเดชชเยศมนมยิทธิ์ อภิสิตภิเษกสรง

สรวมพรบวรอนุตรมง- คลฤทธิ์ประสิทธิ์ผล ฯ


พระชัยมงคลคาถาที่ 5


กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะคัพภินียา

จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ

สันเตนะโสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต

ชะสาภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


นางจิญจมาณวิกา เอาไม้มาผูกท้องไว้ ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์

กล่าวใส่ร้ายพระพุทธองค์ท่ามกลางฝูงชน พระจอมมุนีทรงได้ชัยชนะ

ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ ปางจิญจมาปทุฐจิต กละคิดพิรากล

ก้อนกาฐะคาดอุทระตน วิยคัพภินียา

๐ ในกลางนิกรชนประกาศ อปวาทพระสัตถา

มวลสัตบุรุษจะสถิรา วิจิกิจฉ์ก็คิดแคลง

๐ สัมพุทธดุษณิยสันต์ วิยจันทร์จรัสแสง

สันตาธิวาสนแสดง ทุรุบายสลายลง

๐ ด้วยเดชะสันตชยฤทธิ์ อภิสิตภิเษกสรง

สรวมพรบวรอนุตรมง- คลฤทธิ์พิสิฐา ฯ


พระชัยมงคลคาถาที่ 6


สัจจัง วิหายะ มะติสัจ จะกะวาทะเกตุง

วาทาภิโร ปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญา ปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท

ตันเต ชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


สัจจกนิครนถ์ ผู้ถือตัวว่าฉลาด เป็นนักโต้วาทะชั้นยอด

ทิ้งเสียซึ่งสัจจะ เป็นคนมืดบอด ยิ่งนัก

ตั้งใจจะมาโต้วาทะหักล้างพระพุทธองค์พระจอมมุนี

ผู้สว่างไสวด้วยปัญญา ทรงได้ชัยชนะด้วยปัญญานั้น

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ เดียรัตถิย์สัจจกนิครนถ์ อธิอนธอันธา

เหิมจิตเพราะทิฏฐิอติมา- นะอนุตรวาที

๐ เสียสัตย์จะทัดพระวรวากย์ ปฏิพากย์พระชินสีห์

เพียงเสาวณิตพระสวนีย์ ก็วิรัติวิวาทา

๐ ปัญญาปทีปชวลิต พระพินิตนิคัณฐา

ฤๅรังสิขัชชุปนกา จะประจัญประภากร

๐ ด้วยเดชชเยศพระนรสีห์ รศมีประภัสสร

สรวมสรรพพิสุทธิ์อนุตรพร ชยฤทธิ์ประสิทธิ์ผล ฯ


พระชัยมงคลคาถาที่ 7


นันโท ปะนันทะ ภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง

ปุตเตนะ เถระภุชะเค นะทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


พญานาค ชื่อ นันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก

พระจอมมุนี ทรงมีพุทธบัญชาให้พระโมคคัลลาน์พุทธบุตร

ไปปราบจนชนะ ด้วยวิธีแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า

ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ นันโทปนันทภุชคิน- ทรหินชาติมนท์

กำแหงแสดงสทิสพล เพราะวิพุธมหิทธิ์ธร

๐ มืดมน ณ บนอนิลบถ ธุมะจดทิฆัมพร

จึงองค์พระผู้อนธิวร วรพุทธฎีกา

๐ พุทโธรสาอธิกฤทธิ์ ทมะทิสนาคา

ฤทธิ์อุปฤทธิทมนา- คนุฤทธิ์พิชิตลง

๐ ด้วยเดชชเยศวรฤทธิ์ อภิสิตภิเษกสรง

สรวมพรบวรอนุตรมง- คลภาสิตารมณ์ ฯ

 

พระชัยมงคลคาถาที่ 8


ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเค นะสุทัฏฐะหัตถัง

พรัมมัง วิสุทธิ ชุติมิต ธิพะกาภิทานัง

ญาณาคะเทนะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ ฯ


คำแปล


พรหม ชื่อ พกะ สำคัญตนว่า มีความบริสุทธิ์ รุ่งเรือง และมีฤทธิ์

ยึดมั่นในความเห็นผิด ดุจเป็นผู้ที่มีมือถูกอสรพิษขบเอา

พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ ด้วยใช้ยาวิเศษ

คือ ญาณรักษา ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน


๐ พรหมมิจฉทิฐิอติมา- นะพกาภิไธยพรหม

หลงความวิสุทธิ์ชุตินิยม และมหิทธินิจจา

๐ มิจฉาเสมือนอสิรพิษ ทฐวิส ณ หัตถา

สมเด็จบรมวรนา- ยกพาธพยาบาร

๐ ทรงมอบมโหสถวิเศษ วรเวชอาธาร

คือองค์อนุตรติญาณ ปริวัฏตรีวง

๐ ด้วยเดชพระญาณวรวิชช์ อภิสิตภิเษกสรง

สรวมพรบวรอนุตรมง- คลฤทธิ์วิศิษฏา ฯ


อานิสงส์ของพระพุทธชัยมงคลคาถา


เอตาปิ พุทธะ ชะยะมัง คะละอัฏฐะคาถา

โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที

หิตตะวานะเน กะวิวิธา นิจุปัททะวานิ

โมกขัง สุขัง อะธิคะเม ยะนะโรสะปันโย ฯ


คำแปล

นรชนใด มีปัญญา ไม่เกียจคร้าน สวดก็ดี ระลึกก็ดี

ซึ่งพระพุทธชัยมงคลคาถาทั้งแปดนี้เป็นประจำ

นรชนนั้น พึงรอดพ้นจากอุปัทวันตรายทั้งหลายได้

บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นสุข


๐ ถ้วนอัฐมังคลชยุตม์ วรพุทธคาถา

ผู้ปรีชญาณละอลสา บริกรรมประจำกาล

๐ จักป้องอุปัททรพเหตุ ภยเภทสลายลาญ

จักนีรทุกข์สุขพิศาล ลุวิมุตติวิสุทธิ์แล ฯ


(มะเนาะ ยูเด็น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร้อยกรอง)

แหล่งที่มา พาหุงคำฉันท์ มะเนาะ ยูเด็น


(บทสรรเสริญพระคุณมารดา บิดา)


อนันตคุณสัมปันนา ชเนติชนกาอุโภ

มัยหังมาตาปิตูนังวะ ปาเทวันทา มิสาทรัง ฯ


ข้าขอนบชนกคุณ ชนนีเป็นเค้ามูล

ผู้กอบนุกูลพูน ผดุงจวบเจริญวัย

ฟูมฟักทะนุถนอม บ่บำราศนิราไกล

แสนยากเท่าไร บ่คิดยากลำบากกาย........

ตรากทนระคนทุกข์ ถนอมเลี้ยงฤๅรู้วาย

ปกป้องซึ่งอันตราย จนได้รอดเป็นกายา........

เปรียบหนักชนกคุณ ชนนีคือภูผา

ใหญ่พื้นพสุนธรา ก็บ่เทียบบ่เทียมทัน.........

เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต์

แท้ปูชไนยอัน อุดมเลิศประเสริฐคุณ ฯ.......
(กราบๆ ๆ)  

 

จาก www.buddhapoem.com  

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน