*/
  • ชัยแสงทิพย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ChaiSangthip@www.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 192
  • จำนวนผู้ชม : 243345
  • จำนวนผู้โหวต : 355
  • ส่ง msg :
  • โหวต 355 คน
<< มกราคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านพอใจในรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแค่ไหน อย่างไร?
แย่มากๆผิดหวังอย่างแรง
1 คน
โกงกิน เห็นแก่พรรคพวกมากเกินไป
0 คน
เป็นรัฐบาลเงาของอดีตนายกพี่ชายเต็มตัว
1 คน
เหมือนรัฐบาลพี่ชายนั่นแหละ ฉลาดแกมโกง
1 คน
ถูกทุกข้อ ปลงซะเถิดนะ
32 คน

  โหวต 35 คน
วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม 2561
Posted by ชัยแสงทิพย์ , ผู้อ่าน : 750 , 14:09:09 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ชัยแสงทิพย์ โหวตเรื่องนี้

คู่มือปฏิบัติธรรมมโนมยิทธิอภิญญาใหญ่                                                                                                       วิธีการปฏิบัติและแนวทางปฎิบัติ

 โดย วิชัย ภาคอรรถ/ชัย แสงทิพย์

ผู้อำนวยการสถาบันแสงทิพย์อริยธรรม(กรุงเทพฯ ประเทศไทย)

085-1637455,02-9707986,02-5513611

นามปากกา/นามแฝง ชัย แสงทิพย์ พุทธกวีทิพย์/ เนิน นราธร/ชัย กรุงศรี ฅนดีศรีอยุธยา/ พุทธญาณ ฯลฯ   เกิดที่ พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันอายุ 75 ปี (เกิด 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486)                                                                      การศึกษาระดับมัธยมแผนกวิทยาศาสตร์ ร.ร.อยุธยาวิทยาลัย                                        ระดับอุดมศึกษา KMITL1 (วิศวโทรคมนาคม รุ่น1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง หลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น)                                                                               RU10(นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่น 10)                                                                                                      ชีวิตการทำงาน 38 ปี                                                                                                                             * อดีตข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข พนักงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย พนักงานบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)                                                                                     *ตำแหน่งสุดท้าย ที่ปรึกษา ระดับ 10 ผ่านงานบริหารด้านกิจการโทรคมนาคมทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทุกภาคทั่วประเทศ

*อดีตข้าราชการกองเทเล็กซ์(ชั้นตรี) ชุมสายเทเล็กซ์หาดใหญ่ หัวหน้าชุมสายเทเล็กซ์เชียงใหม่(ชั้นโท)/ หัวหน้าที่ทำการช่างโทรเลข เทเล็กซ์ ขอนแก่น/ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารโทรคมนาคม สำนักงานสื่อสารโทรคมนาคมเขต 4 ขอนแก่น (ชั้นเอก)/ผู้ตรวจการ สำนักงานสื่อสารโทรคมนาคมเขต 1 พระนครศรีอยุธยา/หัวหน้าศูนย์โทรคมนาคมพัทยา(ชั้นพิเศษ)/ผู้ช่วยผู้อำนวยการสื่อสารโทรคมนาคม เขตตะวันออก(ระดับ9)/ผู้อำนวยการสื่อสารโทรคมนาคมเขตตะวันออก พัทยา(ระดับ 10) /ผู้อำนวยการสื่อสารโทรคมนาคมเขตตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น/ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการโทรคมนาคมภูมิภาค สำนักงานใหญ่ การสื่อสารแห่งประเทศไทย/ผู้อำนวยการกองตรวจสอบ การสื่อสารแห่งประเทศไทย/ที่ปรึกษา  ระดับ10 บริษัท กสทโทรคมนาคม(มหาชน)จำกัด จนปลดเกษียณอายุงาน                                                                                                                      *อดีต ผู้นำก่อตั้ง สหภาพแรงงานโทรคมนาคม บริษัทกสทโทรคมนาคม(มหาชน)จำกัด  หรือ CAT Telecommunicatiom                                                                             

ชีวิตการเรียนรู้ การปฏิบัติธรรม                                                                                                        *อุปสมบท 1 พรรษา(120 วัน) ฉายา ฐีติญาโณภิกขุ(ผู้มีญาณอันตั้งมั่น) ขณะรับราชการเป็นข้าราชการชั้นตรีที่กองเทเล็กซ์ กรมไปรษณีย์โทรเลข นักธรรมตรี วัดราษฎร์บำเพ็ญ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา                                                                                                                      

*ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวทางวิปัสสนากับ พระวิปัสสนาจารย์ 4 องค์ คือ 1)อาจารย์ คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย นครราชสีมา 2) หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม พระธรรมสิงหบุราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี 3) อาจารย์ คุณแม่เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ  รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา/บ้านแสงทิพย์นิพพานเชียงใหม่(มโนมยิทธิอภิญญาใหญ่) และ4)หลวงพ่อ หนุน สุวิชโย พระครูวิชัยสารคุณ เจ้าอาวาสวัดพุทธโมกพลาราม จังหวัดสกลนคร (มโนมยิทธิอภิญญาใหญ่)เป็นองค์สุดท้ายในปัจจุบัน

*พระอุปัชฌายาจารย์ เจ้าคุณสุมโนภิกขุ(แกร) พระเทพศรีบุราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา / พระกรรมวาจาจารย์  พระครูโสภิตนครธรรม(หล่อ) เจ้าคณะตำบลบ่อโพง เจ้าอาวาสวัดราษฎร์บำเพ็ญ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา /พระอนุสาวนาจารย์ พระครูสาธุกิจโกศล(ไว) เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดตองปุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา                                                                                                                             *ศึกษา ค้นคว้า แนวทางมโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่ในสายของหลวงปู่ปาน โสนันโท วัดบางนมโค(พระครูวิหารกิจจานุการ) พระนครศรีอยุธยา และพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง(จันทาราม)อุทัยธานี ซึ่งได้นำไปผนวกต่อยอดวิชากับแสงทิพย์อภิญญาใหญ่ของอาจารย์คุณแม่เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ(แต่นำมาปรับปรุง ตัดบางส่วนออกไปเพื่อให้อยู่ในกรอบแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)                       

  *อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาทางจิต 4 ปี(การกุศลไม่มีเงินเดือน ทำงานรับใช้พระเบื้องบน คือ หลวงปู่ทวด สามีราโม สมเด็จพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ พระแม่กวนอิมฯ)ที่วัดพุสวรรค์ เพชรบุรี ก่อนลาออกมาทำงานให้สถาบันแสงทิพย์อริยธรรมในขณะนี้                                                                                    

*พัฒนารวบรวมองค์ความรู้ด้านวิปัสสนา มโนมยิทธิ แสงทิพย์อภิญญาใหญ่ อันนำไปสู่หลักสูตรมโนมยิทธิอภิญญา การถ่ายทอดรับมหาบุญบารมีพระเบื้องบน(ฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า) อาราธนาพระเข้าตัว ครอบวิมานทิพย์ รับพลังพระเบื้องบน พลังแสงทิพย์อริยธรรม แสงทิพย์นิพพาน มหาบุญบารมี(ฉัพพรรณรังสี)ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พลังพระ พลังบุญ พลังเมตตาของพระโพธิสัตว์ และพระอรหันต์ทั้งหลายทุกๆพระองค์ในแดนนิพพาน                 แผ่พลังบุญไปกับแสงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พลังความรักความเมตตาแห่งพระโพธิสัตว์ วางระเบียบแนวทางปฏิบัติในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอนไว้ชัดเจน เป็นหนทางที่จะนำพาพี่น้องผองเพื่อน ลูกหลาน ลูกศิษย์กลับคืนสู่พระนิพพานในชาตินี้ให้มากที่สุดอันมีเป้าหมายสุดท้ายแห่งชีวิต คือ นิพพานในชาตินี้                                                                                                                                                                                            *ผลงานสอนธรรมะและเผยแพร่พระพุทธศาสนา กว่า 18 ปี มีลูกศิษย์ร่วม 2,000 ฅนทุกสาขาอาชีพ ทุกระดับการศึกษาใน 19 ประเทศทั่วโลก และเป็นครูอาจารย์สอนแนะนำถ่ายทอดมหาบุญบารมีพลังพระเบื้องบน+พระ6พระองค์+มหาสติปัฏฐาน 4 อุทิศเสียสละกายใจ เวลา สติปัญญาความสามารถทำงานเต็มเวลา 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่มีเงินเดือน และไม่ต้องการหรือหวังผลสิ่งตอบแทนอะไรจากใครอีกแล้วนอกจากพระนิพพานในชาตินี้เท่านั้น!!!...                                                                                                                              -ประพันธ์บทกวีทิพย์เรื่องยาว"พระกวนอิมมาตาคำกลอน ฉบับสมบูรณ์" จัดพิมพ์ครั้งแรก ครบรอบ 100 ปี วันมรณภาพของพระโพธิสัตว์วรมัย กบิลสิงห์ วงศ์ศากยะ เพื่อแจกวัดพุทธมหายานเป็นการกุศลทั่วโลก โดย ธัมมนันทาภิกษุณี(ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) ประธานภิกษุณีแห่งวัตรทรงธรรมกัลยาณี อ.เมือง จ.นครปฐม และพิมพ์ครั้งที่ 2  จำนวน 3,000 เล่ม(มีภาพสี่สีประกอบเต็ม 20 หน้า) เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพ่อองค์ปฐม พระสิกขีทศพลญาณที่ 1 พระแม่กวนอิม พระอวโลกิเตศวร และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช รัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสด็จสู่ดุสิตาสวรรคาลัย  ในช่วงปลายปี 2560ที่ผ่านมา                                                                                                                                                  -ประพันธ์บทกวีทิพย์พระสูตรสำคัญแปลในพุทธศาสนาไว้ทุกพระสูตร รวมทั้งบทสวดมนต์ คาถาแผ่เมตตาสำคัญๆ ธรรมะปฏิบัติต่างๆ ตลอดเวลากว่า 18 ปีจนบัดนี้                                                                        -แต่งบทเพลงธรรมะ ขับร้อง อัดวีซีดี ดีวีดี  เผยแพร่ร่วมกับคณะทีมงานในเว็บไซต์ สื่ออินเตอร์เนตทั่วไป เช่น ยูทูบ 4shared.com เฟสบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรมกว่า 500 เพลงปัจจุบัน เป็น Webmaster และAdmin เผยแพร่พระพุทธศาสนาและมโนมยิทธิอภิญญาใหญ่ www.buddha-dhamma.com                                                                                                                            *ชีวิตจิตวิญญาณ เลือดเนื้อ สติปัญญา มอบให้ชาติไทย ฅนไทย มวลมนุษยชาติทั่วโลก ศาสนาพุทธ แสงทิพย์อริยธรรม(มหาบุญบารมีของพระเบื้องบนนิพพาน) พระมหากษัตริย์ไทย พระเบื้องบน พระพุทธเจ้า และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย                                                                                   อุดมการณ์ มานะ พากเพียร อดทน ซื่อสัตย์ สุจริต รัก เมตตา จริงใจ อภัย ไมตรี มีวิชชา ปัญญาญาณ นิพพานชาตินี้ ทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุดทุกๆด้าน และช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลังสติปัญญาความสามารถ

อุดมคติ คิดดี-พูดดี-ทำดี คิดดีสำคัญที่สุด แต่ทำดีดีที่สุด

    ฅนดี = คิดดี+พูดดี+ทำดี => ได้ดี                           

*ร่างกาย ดวงตา อวัยวะภายใน-อุทิศมอบให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสภากาชาดไทยทั้งหมดหลายสิบปีมาแล้ว อุทิศชีวิตและดวงจิตทำงานถวายพระเบื้องบนตลอดชีวิต

 การปฏิบัติพระกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นสายใดก็ดีทุกสาย ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกจริตกับเราหรือไม่ และเวลาที่เหมาะสมในขณะนั้น เพราะทุกสายมีจุดมุ่งหวังเดียวกัน คือเพื่อความพ้นทุกข์ ต่างกันแต่ว่าใครจะพ้นทุกข์ได้ช้าหรือเร็วกว่ากัน ถ้าเปรียบพระนิพพาน คือ กรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ทุกคนมุ่งหวังที่จะไปกรุงเทพฯ หรือ เชียงใหม่ จะเดินไป ขึ้นรถไปหรือขึ้นเครื่องบินไป ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่สั่งสมมา  สักวันหนึ่งก็ต้องถึงแน่นอน                                                                  

ในปัจจุบันที่มีการสนใจ ตื่นตัวด้านธรรมปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในหมู่สาธุชนคนไทย และ            ผู้เลื่อมใสชาวต่างประเทศด้วย แต่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคมหาภัยพิบัติ และสงครามโลกครั้งที่ 3  ในปลายปีนี้ 2561ถึงปีหน้า 2562    การปฏิบัติธรรมจึงจำเป็นต้องฝึกจิตให้สามารถรวมจิตได้อย่างรวดเร็ว และฝากจิตเราไว้กับพระเบื้องบนนิพพาน มีสติพร้อมเตรียมตัวรับมือกับมหาภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ และสงครามโลกมหาประลัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดังกล่าวแล้วอย่างแน่นอน 

วิชชามโนมยิทธิที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็มีผู้ปฏิบัติสืบทอดสั่งสอนแนะนำกันมาตั้งแต่สมัยต้นจนถึงปัจจุบันโดยมีหลวงปู่ปาน โสนันโท วัดบางนมโค(พระครูวิหารกิจจานุการ)และพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง(จันทาราม) อุทัยธานี ผู้เมตตาคิดค้นและนำวิชชา มโนมยิทธิ มาแนะนำสั่งสอนแก่บรรดาลูกหลาน ลูกศิษย์ พุทธบริษัทจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รู้ซึ้ง รู้จริง รู้แจ้งถึงอริยสัจ และเห็นจริงแห่งสภาวะพระนิพพานอันเป็นที่สุด.                                                                                                              มโนมยิทธิ แปลว่า (มี)ฤทธิ์ทางใจคือ การรู้ การเห็น การสัมผัส ตามความเป็นจริงด้วยใจ                        หลักสูตร วิชชามโนมยิทธิ นี้ ปรากฏมีรจนาไว้ในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ เมืองสะเทิมหรือเมืองสุธรรมวดี ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่โบราณาจารย์ท่านรับรองไว้แล้ว ดังนั้นจึงขอยืนยันไว้ ณ ที่นี้ว่า                                                                                             วิชชา มโนมยิทธิ ไม่ใช่วิชานอกรีต นอกพุทธบัญญัติ                                                                                 มโนมยิทธิไม่ใช่โอภาส (โอภาส คือ แสงสว่างเฉยๆ อันเป็นผลจากการเจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาในหมวดสุกขวิปัสสโก)                                                                                                                                            มโนมยิทธิ ไม่ใช่อุปาทาน (อุปาทาน คือ การคิดเอาไว้ก่อนว่าภาพนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เห็นแบบนั้นพร้อมทั้งยึดภาพนั้นไว้ไม่ปล่อย)                                                                                                                                                     มโนมยิทธิ ไม่ใช่การสะกิดจิต ถ้าเป็นการสะกดจิต ทุกคนต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด และทุกคนที่เรียนพร้อมกันต้องทำได้                                                                                                                       แต่ความจริงผลไม่เป็นเช่นนั้น บางคนเพียรเป็นปีๆยังไม่ได้ก็มี บางคนเริ่มปฏิบัติครั้งแรกก็ได้แล้ว และความชัดเจนของการรู้เห็นก็แตกต่างกันด้วย                                                                            มโนมยิทธิ เป็นส่วนหนึ่งของ อภิญญาในพระพุทธศาสนา                                                                              อภิญญา คือความสามารถในการรู้ รู้ยิ่งกว่าอารมณ์ของบุคคลธรรมดาที่จะรู้ได้ เช่น เรื่อง ผี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน รู้เรื่อง เทวดา พรหม นิพพาน จนกระทั่งสามารถท่องเที่ยวไปตามภพภูมิต่างๆ สถานที่ต่างๆได้ หรือว่าถ้าอยากรู้อารมณ์จิตของบุคคลใด ใครพูดที่ไหนว่าอย่างไร ใครคิดอย่างไร เราก็รู้ได้   คำว่า ไม่รู้ ไม่มี ถ้าจิตใจของท่านเข้าถึงอารมณ์ของอภิญญาจริงๆ และอารมณ์ของอภิญญาจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยสมาธิจิต นั่นคือ ความมีฤทธิ์ทางใจ จะมีแก่ท่านได้ ต้องอาศัยการฝึกจิต กระทำจิตของตนเองให้มีฤทธิ์ มีอำนาจสามารถรู้เห็นด้วยใจหรือสัมผัสด้วยใจได้ทุกอย่าง ที่พึงรู้และพึงเห็น เป็นต้นว่า รู้เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสัตว์ที่วนเวียนอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนกว่าจะออกจากวัฏฏสงสารสู่แดนพระนิพพานได้ รู้เห็นเหตุอันนำให้ไปเกิด ไปจุติปฏิสนธิ ในภพภูมิต่างๆ และรู้ปัจจัยที่นำไปสู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพาน                                                                          การรู้ เป็นการรู้และรับสัมผัสด้วยใจ การเห็น เป็นการรับสัมผัสหรือเห็นด้วยจิต ที่บางท่านเรียกว่า เห็นด้วยตาใน มิใช่มองเห็นด้วยตาเนื้อ                                                                                                             การไปท่องเที่ยวตามแบบมโนมยิทธินี้ มิได้ยกเอากายหยาบไป แต่ใช้กายใน หรือ อทิสสมานกาย ซึ่งมีสภาพเป็นทิพย์และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไปตามความสะอาดของจิตของแต่ละบุคคลในขณะนั้น เช่น เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม หรือ วิสุทธิเทพ จะเรียก อทิสสมานกาย หรือ จิตก็ได้                        แต่ถ้าท่านปฏิบัติพระกรรมฐานในหมวดนี้ได้แล้ว ท่านจะได้รู้เห็นความแตกต่างระหว่าง จิต กับ อทิสสมานกายได้ชัดแจ้งว่า                                                                                                                              จิต นั้นมีลักษณะเป็นดวงๆมีความขุ่น ความใส ความแพรวพราว มีสีต่างๆกันตามอารมณ์ โลกียะ หรือ โลกุตตระ และจิตเป็นส่วนหนึ่งของอทิสสมานกาย                                                                           อทิสสมานกาย มีลักษณะคล้ายกายมนุษย์ มี หู ตา จมูก ปาก แขน ขา ต่างกันแต่ว่า ไม่มีอวัยวะภายในอันเน่าเหม็น ไม่มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ                                                  อทิสสมานกาย เบาสบาย คล่องตัว มีเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายทั้งหลายเป็นทิพย์ทั้งหมด อันเกิดจากผลบุญกุศลที่ตัวเองทำไว้เอง จึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพความสะอาด การปราศจากกิเลสของจิต ดังนั้นแม้ภายนอกเป็นคนแต่ อทิสสมานกายอาจเป็นได้ทุกอย่างตามสภาพของจิตเช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน คน เทวดา พรหม และ วิสุทธิเทพ เป็นต้น                                                            และลักษณะของอทิสสมานกายนี้ของแต่ละบุคคลมีสภาพชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้าง มีสภาพเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์โลกียะหรือโลกุตตระ                                                                                      ผู้ที่ปฏิบัติในวิชชามโนมยิทธินั้น บางท่านอาจจะรู้แต่ไม่เห็น บางท่านรู้ด้วย เห็นด้วยแต่ไม่ชัด                 ผู้ที่มีจิตสะอาดมีจิตที่ฝึกฝนดีแล้วเท่านั้น จึงสามารถรู้เห็นได้ชัดเจนเหมือนตาเห็น (หรือเหมือนไปเห็นด้วยตาตัวเอง) เมื่อมีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ แต่ไม่ใช่มีตาทิพย์                                                                       ตาทิพย์ หรือ ทิพยเนตรนั้น จะมีได้เฉพาะเทวดา พรหม และพระอรหันต์ที่เข้านิพพานแล้วเท่านั้น บุคคลที่มีธรรมะแต่ยังทรงขันธ์5อยู่ จะมีได้เฉพาะทิพจักขุญาณ (การมีจิตเป็นทิพย์)เป็นรากฐานสำคัญในการปฏิบัติพระกรรมฐานตามหลักสูตร“มโนมยิทธิ”หนึ่งในหกอภิญญา ของพระศาสนา.                                                                                                                                  การฝึกมโนมยิทธิ ตามหลักสูตรเดิมนั้นมีหลายวิธี การปฏิบัติเพื่อให้ได้ทิพจักขุญาณวิธีเดิมตามพระวิสุทธิมรรคใช้เวลานานมากเป็นเดือนๆปีๆสำหรับภิกษุก็ไม่มีปัญหาเท่าใด แต่สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีท่านเล็งเห็นว่าคงเป็นไปได้ยากเพราะมีภาระกิจต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ท่านจึงพยายามหาวิธีที่ง่ายที่สุดแต่ได้ผลดีเสมอกันเพื่อมาแนะนำแก่พุทธบริษัท ท่านใช้เวลาถึง23ปีจึงได้พบแนวความรู้ที่ท่านต้องการและพิสูจน์แล้ว ได้ผลเป็นที่พอใจ ทั้งประหยัดเวลาและเสริมสร้างกำลังใจแก่พุทธบริษัท                                               วิชชามโนมยิทธิ เป็นหลักสูตรทางพระพุทธศาสนาในด้านวิชชา3 กึ่งอภิญญา เป็นลักษณะวิชชาหนึ่งในหมวด ฉฬภิญโญ เป็นวิชชาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) นำมาสอนศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัทฯผู้สนใจ ซึ่งมีทั้งผู้ที่ฝึกวิชชานี้ได้และฝึกไม่ได้ตามจริตเดิม และบารมีแห่งตน                                                                                                                        พระเดชพระคุณหลวงพ่อเริ่มสอนเมื่อครั้งแรกในปีพ.ศ.2508 เป็นการสอนภายในผลปรากฏว่า                มีผู้ไปได้มากพอสมควรแต่ว่าส่วนใหญ่ไปได้แค่สวรรค์และไปนรกก็ได้ โอกาสไปถึงพรหมมีน้อยมาก ยิ่งพระนิพพานด้วยแล้ว มีผู้ไปได้ไม่กี่คนเท่านั้นเอง                                                                          เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า การฝึกแบบนี้ได้ผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจด้วยเหตุใหญ่ที่ว่า กำลังใจ (บารมี) ของญาติโยมพุทธบริษัทนั้นสะอาดไม่พอ จึงไปพรหม และนิพพานกันไม่ได้ จึงต้องหาวิธีรวบรัดกำลังใจตัดกิเลสให้จงได้ดังนั้นท่านจึงกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องสมาทานศีลก่อนด้วยความเคารพ หลังจากนั้นท่านแนะนำอริยสัจให้เบาๆ เพื่อให้เข้าใจในทุกข์ เพื่อปล่อยวางอารมณ์ได้แล้ว ให้ตัดสินใจในขณะนั้นอย่างแน่วแน่ว่า                                                        “ขึ้นชื่อว่า การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เราไม่ต้องการมันอีก เป็นเทวดาหรือพรหมก็สุขชั่วคราว หมดบุญวาสนาบารมี เราอาจพุ่งลงนรกได้ เราไม่ต้องการ เราจะไปนิพพานจุดเดียว”                                            แล้วให้เอากระดาษที่เขียนคาถานะ โม พุท ธา ยะ ปิดหน้าให้ผู้เรียนภาวนาด้วยว่า นะมะ พะทะ      ให้ทำกำลังใจไม่ห่วงร่างกาย ไม่สนใจนิวรณ์5 นึกและจดจ่อเฉพาะคำภาวนาและลมหายใจ                      เข้าออก หายใจเข้าว่า นะ มะ หายใจออกว่า พะทะ ผลปรากฏว่า วิธีประยุกต์ใหม่แบบเต็มกำลังของหลวงพ่อให้ผลดีมาก มีอาการคล่องตัว เมื่อมีแสงสว่างพุ่งขึ้นมา ทุกคนเห็นพระพุทธเจ้าชัดเจนมาก พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงบอกให้ตามพระพุทธเจ้าขึ้นไปถึงนิพพานเพราะกำลังใจตอนนั้นถึงแล้ว สภาพของอทิสสมานกายของทุกคนที่ไปได้ตอนนั้นแพรวพราวหมด สภาพการรู้เห็นแจ่มใสชัดเจนมาก เพราะอาศัยกำลังของฌาน4                                                                                                                     อย่างไรก็ดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีท่านสอนด้วยมโนมยิทธิวิธีนี้เพียงปีเศษๆเท่านั้นก็หมดยุค หลังจากปี2509 เป็นต้นมาจนถึงปี2521 เป็นเวลาถึง10ปีเต็ม ไม่มีใครได้อีกเลย                               จนกระทั่งในปี2521เนื่องจากองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาทรงมาแนะนำวิธีการให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อใหม่ ให้สอนต่อไปไม่ให้เลิกเสีย เพราะท่านบอกว่า การสอนมโนมยิทธิ เป็นการเตรียมตัวบุคคลเพื่อรับอภิญญาใหญ่ นับแต่นี้ต่อไปอีกประมาณ20ปี อภิญญาใหญ่จะเข้าถึง (ประมาณพ.ศ.2542)ทั้งยังเป็นการสืบต่อความรู้พุทธศาสนาในแนววิชชานี้ มิให้ขาดสายด้วย                                                                                                             พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีจึงเริ่มสอนใหม่ในปีพ.ศ.2521เป็นหลักสูตรมโนมยิทธิประยุกต์อีกขั้นหนึ่งนี้เป็นแบบครื่งกำลังหรือกึ่งมโนมยิทธิแท้ เพื่อให้ง่ายแก่การเรียนรู้                                                              พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีท่านจึงใช้แบบพิเศษมาสอนเป็นแบบที่คนข้างๆสามารถถามได้พูดคุยได้ เห็นอะไรได้และแนะนำกันได้ในตัวเสร็จ เป็นวิธีรวบลัด ท่านบอกว่า เป็นแบบ วิชชาสาม บวกกับ อภิญญา อันแก้ไขปัญหาข้อข้องใจในผลการปฏิบัติได้ส่วนหนึ่ง                            ฉะนั้น มโนมยิทธิ แบบฉบับของหลวงพ่อฤาษี ท่านว่าเป็น มโนมยิทธิประยุกต์                                                                                                           มโนมยิทธิที่หลวงพ่อฤาษีประยุกต์ขึ้นตามแนววิชชาของพระบรมศาสดานั้นมี2 แบบ เพื่อความสะดวกรวบรัด เหมาะกับยุคสมัยกำลังใจของพุทธบริษัท ได้แก่ แบบเต็มกำลัง และ แบบครึ่งกำลัง                                                                                                                                     แบบเต็มกำลังท่านจะให้ตั้งต้นด้วยฌาน4ใช้งานให้อทิสสมานกายออกจากกายหยาบด้วยกำลังของฌาน4 และอาศัยกำลังความสะอาดของจิต โดยการแนะนำอารมณ์วิปัสสนาญาณให้ เพื่อให้รู้เห็นสภาวะพระนิพพานได้ ผู้ที่ฝีกได้เป็นผู้ที่มีความดี มีความสามารถเคยได้วิชชานี้มาแล้วในอดีตชาติ                                                                                                                                                       แบบครึ่งกำลัง ท่านจะให้ตั้งต้นด้วยกำลังสมาธิจิตขั้นต่ำแค่ระดับอุปจารสมาธิเท่านั้น แต่อาศัยกำลังของศีลและวิปัสสนาญาณ อารมณ์คิดตัดกิเลสให้จิตสะอาด เป็นองค์ประกอบสำคัญ และต้องให้ครูเข้าไปแนะนำเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ซื่งท่านได้แนะนำสั่งสอนบรรดาลูกหลานพุทธบริษัท เรื่อยมาจนบัดนี้                                                                                                                                                                                                                                                                                       จุดประสงค์สำคัญ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้พิสูจน์พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องนรก สวรรค์ พรหม พระนิพพานว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นจริง จะได้เป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยตัวเอง รู้เอง เห็นเอง แก้ข้อสงสัยให้ตัวเองได้ทั้งท่านยังได้มุ่งหวังให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงความดีในพระศาสนา ทั้งเปลือก กระพี้ และ แก่น เป็นการสร้างกำลังใจและทำให้การปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ท่านเข้าใจได้ว่า การรักษาอารมณ์พระอริยเจ้า มีอารมณ์พระโสดาบัน เป็นต้น เพื่อการหนีนรกและปิดอบายภูมิอย่างถาวรนั้นไม่ยากเลย                                   และพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง ท่านกล่าวไว้ว่าผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิจะได้การทรงอารมณ์พระโสดาบันได้ผลอย่างรวดเร็วเพราะ                                                                                                             พระโสดาบันละสังโยชน์ได้3 ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส                                                                                                                                  การละสักกายทิฏฐิของพระโสดาบัน คือ คิดว่าตัวเราจะต้องตายแน่และให้นึกถึงความตายอยู่เสมอ คิดว่าเราอาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต                                                                                                                                               การตัดตัววิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องสวรรค์-นรกว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นการละสังโยชน์ข้อที่2ในสังโยชน์10 ซึ่งผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิต้องได้อย่างน้อยที่สุด และผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิได้สามารถใช้จิตหรืออทิสสมานกาย ท่องเที่ยวไปตามภพภูมิต่างๆได้ เมื่อไปเห็นแดนอบายภูมิ เห็นโทษจากการละเมิดศีลก็จะตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เป็นการละสังโยชน์ข้อที่ 3 คือ สีลัพพตปรามาส                                                                                                                                                                                            วิชชานี้จะพิสูจน์ได้ด้วยว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า เหมาะสมทุกยุคทุกสมัย ตายแล้วไม่สูญ นิพพานไม่สูญ นรก สวรรค์ นิพพานมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริง และยังช่วยพิสูจน์เตือนสติได้ว่า ตนเคยทำชั่วอะไร แล้วอยู่ในนรกขุมไหนมาบ้าง ทนทุกข์ทรมานอย่างไร จะได้เกรงกลัวบาปกรรม เลิกกระทำเสีย เพราะการอ่านตำรา หรือ ฟังเขาเล่าอย่างเดียว ไม่พอที่จะช่วยให้เรารู้จริง ไม่เกื้อหนุนให้เราหนีนรกได้                                                                                                          ประการสำคัญ การรู้ การเห็น ดังกล่าว จะช่วยให้ท่านทำตนเป็น ผู้ละ ยอมรับนับถือกฎธรรมดาว่า ทุกอย่างไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แต่ความตายเป็นของเที่ยง รู้ดำรงชีพชอบ รู้ทุกข์และทางออกจากทุกข์ ละกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมทั้งปวงเสียได้ เห็นสภาพที่แท้จริงของร่างกายว่า อะไรคือเรา อะไรเป็นของเรา เพื่อให้เข้าถึงพระนิพาน อันเป็นที่สุด                                                                                        อีกประการหนึ่งที่หลวงพ่อท่านได้นำวิชชามโนมยิทธิมาสอนนั้นท่านบอกว่าเป็นการเตรียมบุคคลที่เหมาะสมเอาไว้รอรับ อภิญญาใหญ่ ของรุ่นต่อไปในวันข้างหน้าตั้งแต่พ.ศ.2542เป็นต้นไป มโนมยิทธินี้อาจเรียกว่าเป็น อภิญญาเล็ก ก็ได้ หรือ กึ่งอภิญญา อาศัยการไปมาด้วยอทิสสมานกาย แต่เพียงอย่างเดียว  ส่วน อภิญญาใหญ่ นั้น ท่านไปไหนมาไหนกันก็ยกเอากายหยาบทั้งกายไปด้วย คุณประโยชน์ของวิชชา มโนมยิทธิ ผู้ที่คล่องในมโนมยิทธินั้น ครูอาจารย์ท่านกล่าวว่าผลที่ได้จะเกินคุ้มถ้ารู้จักใช้ ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและภายภาคหน้า                                                                                                                       คำว่า คล่อง ท่านบอกว่า เวลาใช้งานไม่ต้องตั้งท่า ใช้ได้ทันที ไม่ต้องนั่งขัดสมาธิหลับตา นับลมหายใจนาน เมื่อต้องการใช้ ให้นึกปุ๊บ รู้ปั๊บ ทันทีทันใด อย่างนี้ท่านเรียกว่า “ฌาน 4 ใช้งาน”                             มีทิพจักขุญาณ เสมือนหนึ่งมีตาทิพย์  คุณประโยชน์ของ มโนมยิทธิ เป็นต้นว่า                                                                                                                *รู้ทุกข์ และวิธีแก้ทุกข์ หรือหนีทุกข์ได้ รู้ว่า ควรทำอะไร ทำอย่างไรจึงจะมีผล อะไรไม่ควรทำ                                                                                                                   *รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต และรู้วันตาย อาการตาย อย่างไรได้ ฯลฯ                                                                       *รู้ว่า ใครเป็นบัณฑิต เป็นคนพาล ใครเป็นเนื้อนาบุญอยู่ที่ใด ใครเป็นพระแท้ สมมติสงฆ์                              รู้ว่า ที่เขาเล่าว่า หรือข่าวลือนั้น จริงหรือไม่ เพียงไร                                                                                            *รู้วาระจิตของบุคคลว่าแท้จริงเขาเป็น คน มนุษย์ หรือผู้ทรงศีลหรือเป็นสัตว์ รู้ว่า บุคคล สัตว์ ก่อนเกิดมาจากไหน อาศัยปัจจัยใดให้ผล รู้ว่า ตายแล้วไปไหน เพราะกรรมใดเป็นเหตุ                                      *รู้ว่าอะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว รู้การควรไม่ควร กิจใดใช่ และไม่ใช่กิจของตน                                             *รู้ว่าสภาวะร่างกายและความเป็นไปในโลกนี้ต่างกัน แบ่งแยกเป็นคน เป็นสัตว์ ตามกรรมของตน แต่อทิสสมานกายของคนและสัตว์ในภพอื่นนั้นเหมือนกันหมด ไม่มีแบ่งแยก ข้อแตกต่างอยู่ที่ความดีในทาน ศีล ภาวนา อันเป็นอริยทรัพย์ที่ไม่เสมอกัน                                                                                *รู้ว่า มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มากมายนับไม่ถ้วน รื้อขนสัตว์โลกไม่รู้จบสิ้น ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้เห็น พระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าและสภาวะพระนิพพาน                                                                                                                สรุป ผู้ที่คล่องในวิชชาของพระพุทธเจ้านี้ จะรู้เห็นและใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางโลก ทางธรรม ตราบเท่าที่จิตของท่านยังอยู่ในเขตบุญกุศล เหนืออื่นใดก็คือว่า การรู้เห็นความจริงแท้ทำให้จิต     เบื่อหน่าย ละวางเป็นอุเบกขา เกิดสังขารุเปกขาญาณ หน่ายใน วัฏฎสงสาร มุ่งนิพพานเป็นที่สุด.               การเตรียมตัวฝึก                                                                                                                            วิธีการฝึกมโนมยิทธิไม่ยากและไม่ง่าย แล้วแต่กำลังใจหรือ ความดี ความสามารถของท่านผู้เรียนเอง นั่นคือ ท่านจะต้องมีความพร้อมอันเป็นพื้นฐานความดี5ประการ เพื่อจะทำทิพจักขุญาณให้เกิด ดังต่อไปนี้                                                                                                                      1.ต้องมี ศีลบริสุทธิ์ ต้องไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่แนะนำให้ผู้อื่นทำลายศีล
และไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีลแล้ว                                                                                                     สำหรับฆราวาสต้องอาศัยกำลังของศีล5เป็นอย่างน้อย ถ้าศีล5ไม่บริสุทธิ์ ท่านจะฝึกไม่สำเร็จ สำหรับพระภิกษุสามเณร ชี ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามบทบัญญัติในพระธรรมวินัยให้ครบ                                                                                                                                                        ศีล 5 ประการอันควรละเว้น ได้แก่
ไม่ฆ่าสัตว์ และไม่ทรมานสัตว์
ไม่ยึดถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ให้ และไม่คดโกงเขา
ไม่ล่วงประเวณีในบุตร ภริยา สามี หรือบริวารของผู้อื่น
ไม่พูดวาจาไม่จริง ใส่ร้าย ป้ายสีให้เขาเสียประโยชน์
ไม่ดื่มสุราเมรัย ของมึนเมา ยาเสพติดให้โทษ                                                                                         การมีศีลบริสุทธิ์นั้น สำหรับบางท่านที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์เช่นเป็นชาวประมง ถ้าเลิกไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะฝึก ต้องเลิกคิดถึงการงานที่ทำ มุ่งเหตุเฉพาะหน้า คือ ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ขณะขอรับการฝึกหรือขณะฝึกด้วยตนเอง ไม่สนใจอดีตและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่างนี้พอจะมีผลบ้างตามสมควร                                                                                             

2.ต้องมี พรหมวิหารธรรม ประจำใจเป็นปกติ คือ มีเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา ยินดีในความดีของผู้อื่น อุเบกขา วางเฉยในสิ่งเหลือวิสัยของเรา                                                       การฝึกใจให้มีเมตตา กรุณา จะช่วยเกื้อหนุนให้เรารักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วนโดยง่าย ทั้งยังเป็นปัจจัยให้ลดโทสะ โลภะ และโมหะ ลงได้ตามอัตภาพแห่งตนอีกด้วย                                                 3ต้อง ไม่มี นิวรณ์ 5คือ กิเลสหยาบในใจของท่าน ถ้าละเป็นปกติไม่ได้ ต้องงดให้ได้ขณะที่จะปฏิบัติหรือกำลังขอรับการฝึกอยู่ มิฉะนั้นการปฏิบัติจะไร้ผล เพราะจิตไม่สะอาดพอ การรู้เห็นจึงไม่มี เพราะว่า การฝึกนี้มุ่งที่การฝึกจิต มิใช่ฝึกกาย                                                                            นิวรณ์ 5 อันควรละ ได้แก่
กามฉันทะ ความรักระหว่างเพศ   ปฏิฆะ ความหงุดหงิดอาฆาตพยาบาท
ถีนมิทธะ   ความง่วงเหงาเกียจคร้าน  อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านของจิต
วิจิกิจฉา  ความสงสัยในผลของการปฏิบัติ                                                                               นิวรณ์นั้นผู้ที่จะละ2ข้อต้นได้โดยเด็ดขาดต้องเป็นพระอนาคามี และถ้าละ 3ข้อหลังได้โดยเด็ดขาดด้วย (ทั้ง 5 ข้อ) ก็ต้องเป็นพระอรหันต์แล้ว ทีนี้ในเมื่อท่านยังเป็นปุถุชน คนมีกิเลสอยู่ ถ้ามีศรัทธาจะเจริญพระกรรมฐานในหมวดวิชชานี้ ท่านต้องระงับนิวรณ์ให้ได้ทั้ง5ประการ เป็นการชั่วคราวระหว่างเวลาการปฏิบัติ                                                                                                      4.ต้องมี ศรัทธา ศรัทธาในที่นี้ หมายถึง
4.1.ความเชื่อในความดีและผลของการปฏิบัติ
4.2.ยอมรับนับถือความดีและคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูและพระอริยสงฆ์
4.3.เชื่อและพิจารณาตามคำสอน
4.4.เชื่อมั่นในตนเองและความรู้สึกครั้งแรกของตนขณะปฏิบัติ                                                                  5.ต้องมี อิทธิบาท4 และสามารถควบคุมกำลังใจของตนให้กระทำจริง ปฏิบัติจริง เพื่อให้ได้ มโนมยิทธิ หรือ ทิพจักขุญาณ                                                                                                               อิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจในการปฏิบัติที่กำลังทำอยู่
วิริยะ  มีความพยายามและเข้าใจตามความเป็นจริงว่า การทำงานทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรมต้องมีอุปสรรค เราต้องอาศัยความเพียรต่อสู้ ไม่ท้อถอย จนกว่าชนะได้
จิตตะ เอาใจใส่ในวิชาความรู้ที่เราได้แล้วหรือพึงได้และกระทำต่อเนื่องไม่ละเลย ให้ยืดเยื้อ
วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาด้วยความมีเหตุมีผล ใช้สัญญาคือ ความจำประกอบ ในการหาเหตุผล ใคร่ครวญ แล้วสลัดความโง่ทิ้งไปเสีย                                                                                              ขณะปฏิบัติธรรมให้ตัดความกังวล วางความห่วงใยในธุรกิจการงาน ในทรัพย์ ในบุคคลไว้ชั่ว คราว เฉพาะเวลาที่จะทำกรรมฐาน ต่อจากนั้นต้องรู้จักควบคุมกำลังใจ วางอารมณ์ให้ตรงจุด จิตไม่ฟุ้งซ่านให้จิตสบายๆไม่เครียด รู้จักจับลมหายใจเข้าออก รู้จักคำภาวนาและรู้จักภาวนา                                                                                                                                         การปฏิบัติ ถ้าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ในครั้งแรกท่านจะต้องมีของบูชาครูคือพระพุทธเจ้า ให้พร้อมด้วยได้แก่เงินไม่น้อยกว่า ๑สลึง ธูป ๓ดอก เทียนหนักบาท ๑เล่มและดอกไม้ ๓สี ๓ดอกและสำหรับท่านที่ไม่สามารถจะหาดอกไม้ธูปเทียนได้ แต่พอมีเงินบ้าง สามารถใช้เงินในอัตราพอสมควร อธิษฐานบูชาครูแทนดอกไม้ธูปเทียนได้ เงินบูชาครูนี้ ห้ามนำไปใช้ส่วนตัวอีก ต้องนำไปถวายพระให้เป็นสังฆทานทั้งหมด เมื่อเตรียมใจและกาย ของบูชาครูแล้ว ให้เข้าประจำที่ ณ สถานที่ที่จัดไว้ ก่อนรับการฝึก หรือก่อนลงมือปฏิบัติ                                                                  ในกรณีที่ท่านฝึกเองที่บ้าน ขั้นต้น ท่านต้องมีการบูชาพระรัตนตรัยก่อนต่อไปควรกล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย แล้วจึงสมาทานศีล และสมาทานพระกรรมฐาน ตามลำดับขั้นตอน ดังนี้               คำบูชาพระรัตนตรัย                                                                                                                               โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม                                                     สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง             อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภะคะวา                                               สุจิระปะรินิพพุโตปิ ปัจฉิมา ชะนะตา นุกัมปะมานะสา                                                                                                    อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะ ภูเต ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ                      อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)                                                 สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)                                                                       สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)                                                                 

คำขอขมาพระรัตนตรัย                                                                                                                   สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง                                                  สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต                                                               “ข้าแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากข้าพระพุทธเจ้า เคยประมาทพลาดพลั้งต่อพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ก็ดี พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทุกๆองค์ก็ดี ตั้งแต่ในอดีตชาตมาถึงปัจจุบันนี้ ด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี หรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดงดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าข้าพระพุทธเจ้าจะเข้าสู่พระนิพพานเทอญ”                                                                                                                                            

การสมาทานศีล ต้องสมาทานด้วยความเคารพ และตั้งใจปฏิบัติด้วยความจริงใจ                               ผู้ที่คิดว่าตนรักษาได้เฉพาะศีล๕ ศีล๘ นั้นเกินกำลังของตน เมื่อพระท่านให้ศีล๘ ท่านก็ไม่ต้องกังวล รับศีล๘ เต็มอัตรา ตั้งใจรักษาขณะทำกรรมฐานไว้ก่อน พอเลิกแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านจะลดลงมารักษาแค่ศีล๕ก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัจจะวาจาแต่อย่างใด            กำลังของศีล จะช่วยให้ท่านมีทิพจักขุญาณแจ่มใสขึ้นด้วย ศีล มีผลต่อการปฏิบัติกรรมฐานที่สำคัญทีเดียว ฉะนั้นถ้าท่านฝึกเองที่บ้าน ไม่มีพระสงฆ์มาสมาทานศีลให้ ท่านตั้งจิตคิดขอรับจากพระพุทธรูปของท่านก็ได้ เพราะท่านเองก็รู้แล้วว่า ศีล๕ข้อมีอะไรบ้าง ขอเพียงท่านตั้งสัจจาธิษฐาน ขอรับเอามาปฏิบัติเพื่อการเว้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กุศลใหญ่ก็บังเกิดขึ้นแล้ว                                                                                                                                                คำสมาทานพระกรรมฐาน นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(3จบ)                                                                 อิมาหัง ภะคะวา อัตตะ ภาวัง ตุมหากัง ปริจจะชามิ                                                                                                  “ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆ กันมา มีหลวงพ่อปานวัดบางนมโค เป็นที่สุด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศ พระปิติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ขอพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศ พระปิติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จงมาบังเกิดปรากฏในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวาร ของข้าพระพุทธเจ้า ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด                                      ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้าขึ้นสู่ภาวะแห่งเมฆจิต สามารถกำหนดจิตรู้ภาวะการณ์ต่างๆ ทั้งเหตุ ผล อดีต อนาคตและปัจจุบันได้ทุกขณะจิตที่ปรารถนาจะรู้ เมื่อรู้แล้ว ขอให้เห็นภาพนั้นได้ชัดเจนแจ่มใส และพยากรณ์ได้ตามความเป็นจริงทุกประการ เหตุใดที่จะพึงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้เหตุนั้นได้ โดยไม่ต้องกำหนดจิตแม้แต่ประการใด ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด”.                     ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือมโนมยิทธิตามแนวทางปฎิบัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี      และในปี 2547 เราได้พบกับอาจารย์ คุณแม่ เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี และได้นำความรู้เรื่องพลังแสงทิพย์อริยธรรมเข้ามาเผยแพร่ ได้เข้าไปเรียนรู้ ปฏิบัติและได้นำองค์ความรู้เฉพาะในส่วนที่อยู่ในกรอบของพระพุทธศาสนา ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอามารวมกับวิชชามโนมยิทธิ ตามแนวทางปฎิบัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี ซึ่งจะนำทุกท่านเข้าสู่หลักสูตรปฏิบัตธรรม มโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่ โดยมีพระนิพพานเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด     

พลังแสงทิพย์อริยธรรม แสงทิพย์นิพพาน คือมหาบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ แสงฉัพพรรณรังสี ของพลังพระเบื้องบน พลังพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พลังพระมหาโพธิสัตว์ และพระอรหันต์ทั้งหลายทุกๆพระองค์โดยมีสมเด็จพ่อองค์ปฐมสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระประธานสูงสุดเบื้องบนพระนิพพาน มีพระมหาเมตตาทรงโปรดประทานพลังแสงทิพย์อริยทรัพย์ เรียกว่า อภิญญาหกหรืออาสวักขยญาณ เป็นอภิญญาใหญ่ คือโลกุตระอภิญญาลงมาให้แก่ทุกดวงจิตทั่วทั้ง 3โลก ทั่วมหาอนันตจักรวาล ทั้งนรกโลก เทวโลก พรหมโลก เพื่อที่จะยกระดับจิตคนที่ดีมีจิตใจเมตตา มีศีล 5 ครบ  มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ อันประกอบด้วย พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์อย่างที่สุด เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีบุญให้ได้รับอริยมรรคอริยผล ได้รับสัมผัส แสงฉัพพรรณรังสีของพลังพระเบื้องบนทุกๆพระองค์เรียกว่า พลังแสงทิพย์อริยธรรม เป็น พลังศักดิ์สิทธิ์ของพระเบื้องบนที่จะช่วยทำให้การปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นได้ง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็วขึ้น ประหยัดและปลอดภัยเหมาะสมกับยุคสมัยในกาลกลียุคนี้ นี่คือ พระมหากรุณาธิคุณของพระเบื้องบนอันหาที่สุดมิได้ ไม่มีประมาณของท่านที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย.......                                                                                                                                                                                                                                  พลังแสงทิพย์อริยทรัพย์นั้นสามารถเข้าไปชำระล้างกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทานในจิตใจ เป็นการปิดกั้นป้องกันประตูอบายภูมิทั้ง 4 มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เพราะเมื่อความตายใกล้เข้ามา ลืมนึกถึงคุณงามความดีที่ทำมา พระเบื้องบนท่านจะมาปรากฏกายทิพย์ให้ผู้ได้รับพลังแสงทิพย์เห็นด้วยตาเนื้อ คนใกล้ตายจะดีใจ จิตเป็นกุศลก็ไปสวรรค์ได้เป็นอย่างต่ำ  ไปเป็นสุขชั้นพรหมเป็นอย่างกลาง จิตสะอาดเบิกบาน ไม่ติดใจในสมบัติของโลก สวรรค์ พรหม ก็ไปเบื้องบนพระนิพพานได้แน่นอน                                                                                                                               ผู้ที่รับพลังแสงทิพย์อริยทรัพย์นั้นสามารถเลื่อนขั้นจากปุถุชน เป็นโสดาปฏิมรรคแล้วให้ปฏิบัติธรรมกันต่อไป ใครได้โสดาปฏิผลแล้วก็เลื่อนขั้นต่อขึ้นไปอีกขั้นคือ สกิทาคามีมรรค ทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่พระอรหัตผลเร็วไวและเพื่อนำจิตใจของมนุษย์เข้ากระแสพระนิพพาน                        ผลบุญที่ได้รับคือพลังแสงทิพย์นี้จะแผ่ถึงบรรพชน7ชั้นและลูกหลานอีก9ชั้นและที่เคยร่วมเกิดด้วยกันมาทั้งเป็นเทพ คน สัตว์ ที่เวียนว่ายตายเกิดร่วมชาติกันมาให้ได้รับบุญบารมีได้ในทุกๆชาติ                                                                                                                                     วิชชามโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่ พลังแสงทิพย์อริยธรรม จิตของผู้ใช้ต้องสะอาดด้วยพลังแห่งศีล สมาธิ ปัญญา อาศัยบารมีแห่งพระพุทธเจ้า ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำเองแล้วจะเกิดปัญญาเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า เมื่อจิตเราสะอาดมากขึ้นจนไม่มีอคติ ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน แล้วก็จะเข้าใจได้อย่างแท้จริงที่สุด เพราะเป็นวิชาวิเศษ ที่ช่วยทำให้การบรรลุธรรมง่ายขึ้น                                                                                                                                              มโนมยิทธิ คือ อภิญญาเล็ก(อภิญญา 5) ยังเสื่อมได้ ถ้าผู้ใช้มีศีลไม่บริสุทธิ์                                                            แสงทิพย์อริยธรรมเป็นอภิญญาใหญ่(อภิญญา 6) มีอาสวักขยญาณอยู่ด้วย จึงไม่เสื่อม                                                                                                                        การปฏิบัติเพื่ออริยมรรค-อริยผล-พระนิพพานของแสงทิพย์อริยธรรม ใช้หลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนา คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา เน้นที่ ศีล 5 -สมาธิ-และวิปัสสนากรรมฐาน โดยใช้แสงทิพย์อริยธรรม มาเป็น"ตัวช่วย"เพื่อให้บังเกิดผลสำเร็จอย่างสะดวก รวดเร็วขึ้นเท่านั้นเอง                                 ผู้ที่รับแสงทิพย์อริยธรรมไปแล้ว จะได้วิชชามโนมยิทธิ(อภิญญาเล็ก-อภิญญา5ไปด้วย แต่ถ้าศีล 5 ไม่บริสุทธิ์ก็เสื่อมได้) และควรฝึกมหาสติปัฏฐาน4(มีสติตามรู้จิตรู้กายตลอดเวลา)+รับแสงทิพย์+รับพระ 6 พระองค์+ถวายขันธ์5ไปแล้ว ถือว่าสมบูรณ์ทุกอย่าง เมื่อรักษาศีล5 ได้เป็นปกติ ทำสมาธิวิปัสสนาแผ่เมตตาไป3โลกทุกๆวัน ก็ไปนิพพานได้แน่นอนในชาตินี้ เพราะในแสงทิพย์อริยธรรม(อภิญญาใหญ่-อภิญญา 6-ไม่มีเสื่อม) มีคุณสมบัติประโยชน์                                                                     1)ป้องกันสิ่งชั่วร้ายจากภายนอกมิให้กล่ำกลายได้ ประเภทภูต ผี ปีศาจ คุณไสย มนต์ดำต่างๆ                           2)รักษาโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายเราได้ หนักเป็นเบา เบาให้หายไป                                                                      3)มีอาสวักขยญาณ-ตัวตัดกิเลส โลภ โกรธ หลงในจิตใจเรา จะคลายตัวลงไปเรื่อยๆ ทั้งกาย-ใจจะปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย                                                                                                                              แต่ถ้าจะฝึกให้เก่ง ชำนาญก็ทำบ่อยๆอย่างที่แนะนำ  ภาวนา "นะมะ"หายใจเข้า "พะธะ"หายใจออก อาศัยบารมีพระพุทธเจ้าเป็นฤทธิ์ทางใจ จะไปไหนก็ไปได้                                                                              พระคาถาที่ใช้ในการปฏิบัติ มโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่ เพื่อรับแสงทิพย์อริยธรรม คือ                                                                                                                      1.นะโมพุทธายะ-ยะธาพุทโมนะ (หายใจเข้า-ออก) เพื่อรับแสงทิพย์อริยธรรมจากพระเบื้องบน               พระคาถานี้เป็นประธานพระคาถา มีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด                                                    2. นะมะพะธะ-นะโมพุทธายะ ใช้ในการอัญเชิญรับพลังพระ 6 พระองค์มาประทับไว้ในจิตในกายนะมะพะธะ-เป็นคาถาตาทิพย์ เป็นพระคาถาอภิญญา มีทิพยจักขุญาณสามารถดึงใจ ดึงจิต ออกจากกายหยาบ(กายเนื้อ)ได้ สวดแล้วมีฤทธิ์ คือ มโนมยิทธิ เป็นรองประธานพระคาถา                               ทั้ง 2 พระคาถานี้ ยังเป็นคำภาวนาบริกรรมโดยปกติของผู้ที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันทุกๆวันด้วย                                                                                                         หลังจากได้รับแสงทิพย์อริยธรรมจากพลังพระเบื้องบนพระนิพพานแล้วควรตั้งจิตอธิษฐานขึ้นไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์บนพระนิพพานทุกวัน                                                           หลักการปฏิบัติ เพื่อขอรับพลังแสงทิพย์นิพพานด้วยตนเอง                                                                                         1. บูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสวดมนต์ ขอขมากรรมพระรัตนตรัย โมทนาบุญกับพระรัตนตรัย                                                                                                                                                     2.รักษาศีล5อย่างเคร่งครัด                                                                                                                       3.เคารพพระรัตนตรัย                                                                                                                                                                                                                  4. คิดถึงพระตลอดเวลา ขอติดตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานทันใดในชาตินี้                                                                                                                                         5.คิดถึงความตายอยู่ตลอดเวลา เมื่อหมดวาระจากกายเนื้อในชาตินี้ไม่ขอกลับมาเกิดอีกในภพภูมิใดๆ ขอไปอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระนิพพาน                                                                                               6.ควรฝึกมหาสติปัฏฐาน4 มีสติตามรู้จิตรู้กายตลอดเวลา                                                                                            *มีการทรงฌาน มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอในการปฏิบัติหน้าที่การงานตามปกติในชีวิตประจำวัน จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติมโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่ รับแสงทิพย์อริยธรรม ทำได้ตลอดเวลา จิตอยู่กับสติปัญญา อยู่กับพระและพระนิพพานเสมอเป็นปกติ                                                      7. ภาวนา “นะโมพุทธายะ- ยะธาพุทโมนะ” (หายใจเข้า-ออก) เพื่อรับมหาบุญบารมีพระ(ฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย) รับแสงทิพย์อริยธรรมจากพระเบื้องบนมาคลุมกายเรา จิตดูลมหายใจเข้าออก พร้อมกับคำภาวนา จนจิตเป็นหนึ่งกับพระคาถา คือจิตไม่คิดไปนอกเรื่องจากมโนภาพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรากำหนดจดจำเอาไว้ นึกจับภาพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางพระนิพพาน(นั่งห้อยพระบาท) พระองค์ใดก็ได้ ให้เป็นกายแก้วสดใส กายทิพย์นิพพาน มีฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ พร้อมด้วยพระรัศมีสีขาวใสประกายเพชร คือ พลังแสงทิพย์อริยทรัพย์และเพ่งจนติดตาติดใจ เอาจิตจับภาพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนึกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาประทับที่เต็มใบหน้าของเรา ขอทุกพระองค์ได้โปรดประทานพลังพระ พลังบุญแห่งแสงทิพย์นิพพาน พุ่งเข้ามาตรงกลางระหว่างคิ้วและตา ส่องสว่างเข้ามาลบล้าง กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อกุศลกรรม ให้หมดไปเร็วไว ขอให้จิตลูกขาวสะอาดสดใส มีปัญญา ทั้งทางโลก ทางธรรม ด้วยประกายแสงทิพย์อริยธรรม และขอได้โปรดประทานอนุญาต ให้กายทิพย์ของลูกเข้าไปนั่งอยู่บนดอกบัวแก้ว ในพระวรกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์  ขอดอกบัวแก้วหมุนตามเข็มนาฬิกาเป็นทักษิณาวัตร หมุนด้วยความรักเคารพบูชา และโมทนาสาธุกับบุญบารมีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกพระองค์ หมุนเพื่อเพิ่มบารมีทั้ง 10 ทัศของลูกให้เต็ม หมุนเพื่อตัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา โรคภัยไข้เจ็บ บาปกรรม ให้หมดไปเร็วไว  หมุนเพื่ออุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาฝากให้เจ้ากรรมนายเวร ญาติมิตร สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก ให้หลุดพ้นภัย จากการเวียนว่ายตายเกิด มีปัญญาฉลาด เข้าใจในพลังแสงทิพย์นิพพาน ถึงอริยมรรค อริยผลทั่วทุกคน ทุกท่านด้วยเทอญ สัมปะติจฉามิ สัมปะจิตฉามิ นิพพานะ สุขัง เอวัง โหตุ                                                                                                                                            8.ภาวนา “นะมะพะธะ- นะโมพุทธายะ” หายใจเข้า- “นะมะพะธะW, หายใจออก –“นะโมพุทธายะ “   ตามลมหายใจแบบสบายๆ กำหนดจิตขึ้นไปกับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรากำหนดเอาไว้ เข้าไปกราบนอบน้อมอภิวาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลถามปัญหาธรรมะหรือขอพรพระองค์ท่านได้ตามอัธยาศัย แล้วขอดูพระวรกายทิพย์ของพระองค์ ท่านและกายทิพย์ของเราที่หมอบกราบแทบพระบาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้สึกอันแรกเป็นอย่างไร ให้เชื่อจิตแรกทันทีโดยที่เราไม่ทันคิด ไม่ต้องจินตนาการ ภาพที่สัมผัสได้ เป็นภาพทางจิตไม่ชัดเหมือนทางตา จิตที่อยู่เบื้องบนพระนิพพานจะสว่างไสว กายในที่ออกไปแตกต่างจากกายนอกกายเนื้อ ให้เชื่อไม่สงสัยในความรู้สึกอันแรกแม้ภาพทางใจจะไม่ชัด จิตเราที่เฝ้าองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นจิตที่มีศีลสมาธิ ปัญญาครบ จิตเป็นฌาน 4 ใช้งาน จิตเป็นหนึ่งเดียวไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน ขอดูภาพนิพพานทั้งหมด สวรรค์ทั้งหมด พรหมทั้งหมด นรกทั้งหมดโลกมนุษย์  ผีสัมภเวสี อยู่กันอย่างไร จิตจะรู้ได้โดยขอพระบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความรู้จริง เพื่อทำอวิชชา ตัณหา ความหลงโลกให้หมดไป เพื่อยกระดับจิตใจของท่านให้เข้าสู่พระอรหัตผลในชาตินี้ บรรพบุรุษญาติเบื้องบน7ชั้น เบื้องล่าง9ชั้น ในทุกๆชาติก็ได้รับบุญทันใจโดยไม่ต้องโมทนาบุญ                                                                                                                                                                                                                                                                                           9.การรับพระ 6 พระองค์                                                                                                                                 ภาวนา “นะมะพะธะ-นะโมพุทธายะ” หายใจเข้า- “นะมะพะธะ” คือ อิทธิฤทธิ์, หายใจออก –“นะโมพุทธายะ“ คือ บุญฤทธิ์  ตามลมหายใจแบบสบายๆ กำหนดจิต น้อมกราบอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 6 พระองค์ คือสมเด็จองค์ปฐมสัมมาสัมพุทธเจ้าและสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 5  พระองค์ในภัทรกัปนี้มาประทับไว้ในจิตในกายของเรา ดังนี้

9.1ขอน้อมจิตกราบอาราธนาสมเด็จองค์ปฐมต้น สัมมาสัมพุทธเจ้า พระสิกขีทศพลญณที่ 1 มาประทับบนกลางกระหม่อมและหว่างคิ้วสองของลูก แผ่พลังแสงทิพย์อริยธรรม เปิดตาปัญญาและดวงตาที่สาม เพื่อดูแลคุ้มครองเรา  ให้เราละชั่ว ทำดี ทำจิตเราดวงนี้ให้สะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลา                                                                                                                                            9.2ขอน้อมจิตกราบอาราธนาพระกะกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัปนี้ มาประทับนั่งที่ตาขวาของลูก                                                                                                                         9.3ขอน้อมจิตกราบอาราธนาพระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ที่ 2 ในภัทรกัปนี้ มาประทับนั่งที่ตาซ้ายของลูก   2 ตาเราก็จะเป็นตาพระพุทธเจ้า  ไม่ใช่ตาฅนอีกต่อไป    เป็นตาวิเศษ ตาแก้วสารพัดนึก  มองทะลุเห็นทั้งชั่วและดี จิตเรานี้มุ่งสู่พระนิพพานสถานเดียว                                                                                                                      แผ่พลังแสงทิพย์อริยธรรม เปิดดวงตาทั้ง 2 ของลูกให้รู้แจ้งในอริยสัจ 4                                                                        9.4ขอน้อมจิตกราบอาราธนาพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 3 ในภัทรกัปนี้ มาประทับที่ปากและที่ลิ้นของลูก  แผ่พลังแสงทิพย์อริยธรรม เปิดปากของลูกให้เจรจาได้แต่สิ่งที่เป็นความจริงเท่านั้น  ทุกคำพูดจะเป็นธรรมะและวาจาสุภาษิต พูดไปแล้วใครๆก็จะรัก นับถือ นิยม เชื่อฟัง ปากเราก็จะเป็นปากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ที่มีเมตตามหานิยมสูงมาก ทำราชการดี รัฐวิสาหกิจดี ทำมาค้าขายทำธุรกิจใดๆดี รวยๆๆทั้งนั้น                                                       

9.5ขอน้อมจิตกราบอาราธนาพระสมณะโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณะโคดม องค์ปัจจุบันมาประทับที่ทรวงอก ลิ้นปี่ และมือขวาของลูกแผ่พลังแสงทิพย์อริยธรรมถ่ายทอดธรรมจักรสามารถรู้แจ้งในพระธรรมคำสั่งสอนแห่งพระพุทธองค์ ในจิตปิดประตูแห่งอบายภูมิทั้งสี่ เราจะมีสคิปัญญาดี บรรลุธรรมได้เร็วมาก เพราะท่านจะมาคอยแนะนำสั่งสอนเราอย่างใกล้ชิดทุกเวลา                                                                                     9.6ขอน้อมจิตกราบอาราธนาอัญเชิญ พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตตรัย พระพุทธเจ้าในอนาคตกาล คือ หลวงปู่ทวด สามีราโม และหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มาประทับที่ปอดข้างขวาและมือข้างซ้ายของลูก แผ่พลังแสงทิพย์ 7 สี 7 แสงไปทั่วร่างกายทำให้เลือดและลมหายใจที่หล่อเลี้ยงร่างกายเกิดความศักดิ์สิทธิ์ ธาตุ 4 ในร่างกายเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ เป็นสังฆจักรที่ควบคุมชีวิตให้ดำรงอยู่ในพระพุทธศาสนาตลอดทุกภพ ทุกภูมิเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เข้าใจคำสั่งสอนแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อย่างง่ายดายและลึกซึ้ง มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และมีอายุยืน                                                                                                                                                                                                                               10. นึกเอาจิตเราเป็นดวงแก้วสดใสเข้าไปหมุนอยู่ในพระวรกายของสมเด็จองค์ปฐมสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่จิตเรานึกถึงจำภาพจับรูปท่านไว้ทั้งหมดทั้ง 6 พระองค์ จิตเราจะอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้วพอดี                                                                  

 11.*โมทนาบุญกับพระเบื้องบน (ได้บุญ 80-90% ของพระองค์ท่านทุกๆพระองค์) ตั้งจิตอธิษฐานจิตว่า ข้าพเจ้าขอโมทนาบุญในมหาบารมีกุศลกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกพระองค์ในแดนพระนิพพานที่ได้บำเพ็ญเพียรสร้างมหาบารมีกุศลมาทุกภพ ทุกภูมิ ทุกชาติ ข้าพเจ้าขอโมทนาสาธุโมทนาสาธุ โมทนาสาธุ                                                                                      12.*ขออโหสิกรรมต่อพระเบื้องบน พ่อแม่บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ผู้มีคุณ เจ้ากรรมนายเวร เทพ พรหม องค์บารมี(องค์ใน)ประจำตัวของเรา ตั้งจิตอธิษฐานจิต ว่า                                                                        ข้าพเจ้าขอขมากรรม ขออโหสิกรรมต่อพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พ่อแม่ปู่ย่าตายายทวด ครูอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าบุญนายคุณ เจ้าโรคเจ้าภัย ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกชาติ กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินทุกท่าน ทุกพระองค์มาด้วยกายวาจาใจในอดีตชาติถึงปัจจุบัน รู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ตั้งใจไม่ตั้งใจก็ดี ประมาทเผลอไผลรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอทุกท่าน ทุกพระองค์โปรดรับการขอขมากรรม และอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าข้าพเจ้าจะเข้าสู่พระนิพพาน                                                                                                                           13.*แผ่เมตตา แผ่บุญกุศลฝากส่งไปกับแสงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ และพลังพระ พลังบุญ พลังเมตตาของพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ทั้งหลายในแดนนิพพานให้สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั่วทั้งสามโลกด้วยทุกๆวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง(ตื่นนอน-เข้านอน)                        ข้าพเจ้าขอฝากพลังบุญที่ได้ทำมาทุกภพ ทุกภูมิ ทุกชาติ และที่ได้ทำในวันนี้แผ่ไปกับพลังพระเบื้องบนแผ่ไปกับแสงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ส่งไปให้ตัวข้าพเจ้าเองและทุกท่านทุกดวงจิตสรรพสัตว์ สรรพชีวิต สรรพจิต สรรพวิญญาณทั้งหลายทั่วทั้งสามโลกนี้ ขอทุกท่านจงรับและโมทนาบุญกับข้าพเจ้าด้วยเทอญ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ                                                                                                                  14* ตักบาตรวิระทะโยที่บ้านทุกวัน ตอนเช้าใส่บาตรพระที่ในบ้านเรา เอาเงินใส่บาตรพระเล็กๆหรือกระป๋องออมสินก็ได้ วันละ 5 บาท 10 บาท หรือมากกว่านี้ตามกำลังของเรา ตั้งจิตถวาย พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์ พร้อมสวดคาถาเงินล้านกำกับไปด้วยอย่างน้อย 9 จบ ได้เงินมากก็แลกเป็นธนัตรไปหยอดใส่ตามตู้บริจาคตามวัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือทำบุญอะไรไป ที่ไหนก็ได้ เราจะได้บุญหลายต่อ เป็นการลดกิเลสโลภะเราลงไปทุกวัน ไม่มีคำว่ายากจน ไม่มี ไม่ได้ ในชีวิตเราแน่นอน การเงินการงานจะคล่องตัวตลอด                                                

15.* ถวายข้าวปลาอาหารคาวหวานต่อพระก่อนทุกมื้อ ข้าพเจ้าขอถวายข้าวปลาอาหาร ขนม ผลไม้และน้ำ นี้ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พระมหาโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย แล้ว "เสสัง มังคลา ยาจามิ" ขอเป็นลูกศิษย์ กล่าวว่า ข้าพเจ้าขอข้าวปลาอาหาร ขนม ผลไม้และน้ำนี้ เพื่อรับประทานดื่มกิน เป็นโอสถทิพย์รักษาโรคภัยไข้เจ็บในตัวข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสติปัญญาดี สามารถกำจัดกิเลสในตัวลูกให้หมดสิ้น พ้นทุกข์เข้านิพพานในชาตินี้ได้ด้วยเทอญฯ สาธุ.....                                                                                **มโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่ รับแสงทิพย์อริยธรรม เป็นตัวช่วยที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพุทธานุภาพ อานุภาพสูงสุด สามารถนำมาต่อยอดกับการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ได้ทุกรูปแบบ                                                                                                                                 ***สรุปหลักการคำสอนและแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้                                                            

การปฏิบัติมโนมยิทธิอภิญญาใหญ่ รับแสงทิพย์อริยธรรม ในชีวิตประจำวัน                                                  ต้องทำอะไรกันบ้างตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน สั้นๆง่ายๆ                                                                                                          1.ตื่นนอน หลับตาไม่ลืมตา ยกจิตขึ้นนิพพาน(ถอดจิต)ไปกราบพระ ขอพร ขอคำแนะนำสั่งสอน สอบถามปัญหา(ถ้ามี) ไปเยี่ยมชมวิมานเรา แผ่เมตตาบุญให้เทวดาที่ดูแลนิพพานสมบัติให้เรา                                                                                                                                                    2.ตื่นลืมตา ลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ ช่วงนี้ควรสวดคาถายอดมงกุฏพระพุทธเจ้าไปด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล ทำอะไรให้รู้ว่าทำอะไรอยู่และทำให้ดีที่สุดด้วย(มหาสติปัฏฐาน 4)                       3.กราบไหว้พระในห้องพระ รับมหาบุญบารมีพระ รับพระเข้าตัว นั่งสมาธิภาวนาสัก 5 นาที แผ่เมตตาบุญไปสามโลก                                                                                                                                        4.ตักบาตรวิระทะโยที่บ้าน  จบเงินทำบุญสวดคาถาเงินล้านไปด้วยทุกวัน เก็บใส่บาตรเล็กๆไว้                เอาเงินไปทำบุญต่อ ที่ไหนก็ได้ ถวายพระเป็นค่าอาหารพระก็ดี ห้ามนำเงินส่วนนี้ไปใช้ส่วนตัวเด็ดขาด(คล่องตัว การเงินไม่ขาดมือ รวยตลอด)                                                                                                                           5.จุดธูปวันละ 19 ดอก บูชาพระรัตนตรัย 3 ดอก เทพพรหม 16 ดอก แผ่เมตตาบุญฝากพลังพระส่งไปให้เทวดา พรหม ผี สัมภเวสี สรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั่วไตรภพ สวดคาถาเงินล้าน 9 จบ บทมหาจักรพรรดิ 3 จบ บทสัพเพ 5 จบ                                                                                                                                          6.ทำงาน ปฏิบัติภารกิจประจำวัน ขับรถ นั่งไปในรถ สวดมนต์ไปด้วย อิติปิโส คาถาเงินล้าน บทมหาจักรพรรดิ อิติปิโส ฯลฯ                                                                   

7.ทานข้าวปลาอาหารคาวหวาน ถวายพระก่อนแล้วลา เสสังมังคลายาจามิ ขอเป็นลูกศิษย์พระ ขอให้อาหารและน้ำเป็นโอสถทิพย์ เป็นน้ำมนต์รักษาโรคกายใจให้หมดสิ้นไป ให้เราพ้นทุกข์กลับบ้านนิพพานชาตินี้....                                                                                                                                

8.ทำงานอะไรก็ทำไป รู้ว่าทำอะไร แล้วทำให้ดีที่สุด(มหาสติปัฏฐาน 4)ยืน เดิน นั่งนอน เข้าห้องน้ำ ขับรถ ภาวนาไปด้วย บทสั้นบทยาวได้หมด                                                                                                     9.ว่างพักผ่อน ทรงฌานไว้ คิดถึงพระ คิดถึงนิพพาน คิดถึงความตายแผ่เมตตาบุญไปเรื่อยๆ                                       10.เข้านอน นอนสมาธิ ยกจิตขึ้นนิพพาน สวดมนต์ภาวนาจนหลับไปในสมาธิ ตื่นมาสวดต่อได้ยิ่งดีมากๆนะ...

 ***ยกจิตขึ้นพระนิพพาน......ทำอย่างไร เมื่อไร สำคัญอย่างไร ดีอย่างไร เพื่ออะไร และทำทำไม?...                                                                                                                                          การยกจิตขึ้นพระนิพพาน......เป็นการปฏิบัติแบบมโนมยิทธิอภิญญาใหญ่ล้วนๆ ที่สมบูรณ์แบบ  มีอานิสงส์บุญยิ่งใหญ่ไม่มีอะไรเปรียบ เป็นทั้งกสิณ อนุสสติ10 กรรมฐาน40 เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นทั้งทาน ศีล ภาวนา/ ศีล สมาธิ ปัญญา                                                                                            ทำเวลาตื่นนอน(ยังไม่ลืมตา) และเวลาเข้านอน...                                                                                     คิดถึงพระพุทธเจ้า สมเด็จองค์ปฐมอยู่กลางกระหม่อมและหว่างคิ้วสอง หรือพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม อยู่ที่ทรวงอก ลิ้นปี่ และมือข้างขวา หรือหลวงพ่อปาน โสนันโท หลวงพ่อฤาษีฯวัดท่าซุง  หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่                                                                        หายใจเข้าภาวนา “นะมะพะทะ” หายใจออกภาวนา “นะโมพุทธายะ” ภาวนาจนลืมคำภาวนา                           หากเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาจีวรเหลืองๆ เกาะพระองค์ท่านขึ้นไปเลยนะ                                                       ถ้าท่านถามเราว่าจะไปไหน ให้เราบอกว่าไปนิพพาน(ถ้าจะไปที่อื่นก็บอกท่านไป เช่นไปพรหมโลก สวรรค์ชั้นใด นรกโลกที่ใด) ไปกราบพระบนพระนิพพานที่วิมานของท่าน แต่ละพระองค์ ขอพรท่าน ขอคำแนะนำสั่งสอนจากท่านเพื่อเราจะได้พ้นทุกข์ในชาตินี้เลย ไปชมเมืองแก้วเมืองนิพพาน ไปเยี่ยมชมวิมานของเราในแดนนิพพาน ไปเยี่ยมเยือนเทวดาผู้รักษานิพพานสมบัติให้เรา                          แผ่เมตตาบุญให้พวกเขารับและโมทนาบุญกับเราทุกองค์ทุกครั้งที่เราขึ้นมา เวลากลับพระองค์ท่านจะมาส่งเราด้วย....                                                                                                                                    สภาพจิตของเราบนพระนิพพานเป็นอย่างไร?....จิตของเราเป็นทิพย์ มีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์                                                                                  เมื่อเราคิดถึงพระ 1 ครั้ง เป็นมโนมยิทธิ อภิญญาเล็ก                                                                               เมื่อพระคิดถึงเรา 18 ครั้ง เป็นอภิญญาใหญ่ที่มีอาสวักขยญาณตัดกิเลสในจิตเราได้ด้วย(อยู่ในฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า)....                                                                                                         เนื่องจากเราได้ถวายขันธ์ 5 (กายและจิต)ต่อพระทุกพระองค์ในแดนนิพพานให้ใช้ ร่างกาย ขันธ์5ของเรา  รับและถ่ายทอดพลังแสงทิพย์นิพพาน (ฉัพพรรณรังสี มหาบุญบารมีพระ)ไปให้เทพ พรหม ผี สัมภเวสี สรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกและฝากจิตเราไว้ในพระอุทร(ท้อง)ของพระเบื้องบนทุกๆพระองค์อยู่แล้ว เพื่อโปรดสรรพสัตว์สรรพวิญญาณไปทั่วหมื่นโลกธาตุ                                                                                                    ขอพระให้จิตของเราจำนวนมากนั่งอยู่บนดอกบัวแก้ว(เหมือนจักรเพชรของพระพุทธเจ้า)ในครอบดวงแก้วใสในพระอุทรของพระเบื้องบน หมุนรอบตัวเอง รอบโลก รอบจักรวาลด้วยความเร็วสูงสุดของพระ ความถี่สูงสุด คือสูงสุด และในแถบคลื่นที่ยาวกว้างไกลที่สุด พระท่านหมุนไป(ทักษิณาวัตร-เวียนขวา) แสงทิพย์หมุนไป ท่านไปไหน เราไปด้วย หมุนไปพร้อมๆกับท่านทุกๆพระองค์ ทุกชีวิตทุกวิญญาณ สรรพสิ่งต้องหมุนทั้งนั้น แม้ก้อนอิฐก้อนหิน กรวด ดิน ทราย ไม่หมุนจะอยู่ไม่ได้เพราะแรงดึงดูดซึ่งกันและกันของโลกและสรรพสิ่ง..

การหมุนของจิตเราในพระอุทรของพระมีความสำคัญยิ่ง คือการปฏิบัติบูชาโดยตรง หมุนไปเพื่อ 1.เพื่อตัดกิเลส รัก โลภ โกรธ หลงในจิตเราให้หมดสิ้นไปเราจะได้เข้านิพพานไวๆ                                           2.เพื่อตัดร่างกายขันธ์ 5 อัตตาตัวตนของเราให้หมดสิ้นไปโดยเร็วที่สุด                                                          3.เพื่อกำจัดตัดสลัดทิ้งสิ่งที่ไม่ดีในจิตเราออกไปให้หมด เช่น ภูตผีปีศาจ คุณไสย มนต์ดำ สิ่งชั่วร้ายต่างๆ                                                                                                                                              4.เพื่อแผ่เมตตาบุญกุศลทั้งหมดที่เราบำเพ็ญมา ฝากพลังพระไปให้ตัวเราเอง พ่อแม่ บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ เทพ พรหม เจ้ากรรมนายเวรของเราทุกภพชาติ ผี สัมภเวสี สรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั่วสามโลกไม่มีประมาณ ทั้งฅนเป็นฅนตาย ให้รับและโมทนาบุญกับเรา                                                  5.เพื่อที่เราโมทนาบุญกับพระเบื้องบนนิพพานทุกๆพระองค์.....                                                                           การยกจิตขึ้นนิพพาน คือ การถอดจิต(กายทิพย์)ออกไปจากกายเนื้อของเรา จิตเราอยู่บนนิพพาน99% อยู่ในโลกมนุษย์ 1% เพื่อเป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างกายกับจิตสะดวกในการกลับคืนร่าง(มโนมยิทธิเต็มกำลังคือจิตอยู่บนนิพพานเกิน50% ต่ำกว่านี้คือครึ่งกำลัง)                                                        เทพ พรหม ผี สัมภเวสี ไม่มีร่างกายขันธ์ 5 เหมือนฅนเรา มีแต่จิตใสๆมองไม่เห็น จึงเสมือนไม่มีเสาอากาศ ไม่มีจานดาวเทียม ไม่มีจานเรดาร์ ที่จะรับพลังแสงทิพย์นิพพาน(มหาบุญบารมีพระ)ได้ ต้องรับจากพวกเราอย่างเดียว!!!                                                                                                                      นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำไมเราต้องเปิดจิตรับพระ พลังพระก่อน เหมือนกับเราเป็นสถานีเครือข่ายถ่ายทอดของพระนิพพาน ศูนย์รวมพลังหลักแม่ข่ายใหญ่ซึ่งมีพลังสูงสุดมหาศาลไร้ทานเทียม      ดังนี้ พวกเราชาวแสงทิพย์นิพพานจึงได้บุญตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเป็นเครือข่ายของพระนิพพานที่เคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา และเมื่อเราตายไปจิตก็เข้านิพพานทันที ดีไหมล่ะ?                                                          รับพระเข้ามาในจิต ในกาย แล้วจะเป็นอย่างไร ปกติฅนเรามักมีแต่เทวดาประจำตัว และองค์ในเป็นบางฅน แต่ไม่มีพระในใจ พระคือพระพุทธเจ้า 6 พระองค์  พระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม และพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้ จะอาราธนาให้มาประทับตามจุดต่างๆในตัวเรา...                 การอาราธนาอัญเชิญพระเข้าตัว หมายถึงเข้ามาอยู่ในจิตของเรา เพื่อช่วยเหลือดูแลคุ้มครอง ครอบคลุมคุมจิตเราให้คิดดีพูดดีทำดี ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใสสะอาดบริสุทธิ์ โอกาสที่จะทำชั่วบาปผิดพลาดไม่มี ย่อมจะทำให้เรามีความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมตลอดเวลา                                                       

การจุดธูป 19 ดอกตัองอธิษฐานอย่างไร                                                                                                         จุดธูป 3 ดอกบูชาพระรัตนตรัย พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ                                          ปักธูปไว้ใต้ชายคาบ้านตรงไหนก็ได้ ไม่ควรจุดทิ้งไว้ในห้องพระเพื่อความปลอดภัยเรื่องอัคคีภัย                                           จุดธูป 16 ดอก จุดบูชาเทพพรหม 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน                                                                               จุดแล้วหมุนเวียนขวาเหนือศีรษะ 3 รอบ เวียนขวา...เพื่อแผ่ส่งพลังบุญ พลังเมตตาฝากพลังพระไปให้เทพพรหม(ท่านปู่สหัมบดีพรหมหัวหน้าพรหมโลก ท่านปู่พระอินทร์หัวหน้าเทวโลกและบริวาร) ผี สัมภเวสี สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั่วไตรภพให้รับและโมทนาบุญกับเรา                                                                                           ปักธูป 16 ดอกนอกชายคาบ้านบนดินกลางแจ้งหรือในกระถางดินทราย 4 ทิศ  ทิศละ2 ดอก                                                 ทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้  เหลือ 8 ดอกปักตรงกลาง สวดคาถาเงินล้าน 9 จบ บทมหาจักรพรรดิ 3 จบ บทสัพเพ 5 จบ....                                                                                                                                       ผี สัมภเวสี ผีเร่ร่อน จะตามกลิ่นควันธูปมารับบุญจากเราครั้งละเป็นหมื่นๆมากกว่าเทพพรหมเสียอีก   จึงควรใช้ธูปหอมยาวๆจุดได้นานๆ พวกผีมีบุญน้อย มองไม่ค่อยเห็นแสงทิพย์แสงบุญ เราต้องช่วยเขา แล้วเราจะดีขึ้นทั้งทางโลกทางธรรมนะ...                                                                                                             สติปัฏฐาน4 สำคัญมากในชีวิตประจำวัน การตั้งสติไว้ที่ กายกับจิต                                                                  (กาย เวทนา=กาย,จิต ธรรม= จิต)การมีสติตามดูอยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม..เป็นการโคจรของสติ                                                                                                                                                            กายานุปัสสนา-รู้ว่ากายทำอะไรอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน ตามรู้หมด ฐานกายเชื่อมกับฐานจิต                         เวทนานุปัสสนา-ดูความรู้สึก สุขทุกข์ เป็นยังไง มากน้อยแค่ไหน กำหนดรู้และปล่อยวางลงได้ เพราะรู้เท่าทันก็จบ ไม่เอาเข้าไปถึงจิต ไม่ปรุงแต่งให้วุ่นวายใจ                                                                                                                   จิตตานุปัสสนา ดูจิตเราว่าเป็นกุศล อกุศล ดี ชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่ว เป็นอัพยากตาธรรม เป็นกลางๆหรือนิพพานธรรมนั่นเอง ดีก็รักษาไว้และทำให้ดียิ่งขึ้น ถ้าไม่ดีก็แก้ไขปรับปรุงให้ดี                                                                                                                                             ธรรมานุปัสสนา คือ ดูธรรมะในจิตเรา ดูความคิดว่าคิดดีหรือไม่ดี อารมณ์ดีหรืออารมณ์ไม่ดี                                                                                                                                                          ดูกาย ดูความรู้สึก ดูจิต ดูความคิด...ดูไปเรื่อยๆดูได้ทั้งวัน ดูแล้วก็กำหนดรู้ และปล่อยวาง                           ดูด้วยสติ สมาธิจะเกิด..ปัญญาญาณ.คือวิปัสสนา การมีสติและสัมปชัญญะจะทำให้เราเกิดปัญญา                   ที่จะทวนกระแสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน รัก โลภ โกรธ หลงได้ ปัญหาเกิดจากการรับสัมผัสทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตานี่สำคัญมาก 80%อยู่ที่ตา ถ้าปิดตาก็หมดเรื่องไป80% รองลงมาก็หู จมูก ลิ้น กายใจ 20% เมื่อนำไปปฏิบัติ ตามรู้จนระลึกรู้ได้ กิเลสก็หมดได้เป็นไปโดยอัตโนมัติอานิสงส์ใหญ่ของการมีพระ มหาบุญบารมีพระในตัวเรา                                                                             เมื่อเรารับพระ รับมหาบุญบารมีพระแล้ว ตัวเราก็จะเสมือนเป็นลูกพระ มีจิตเป็นพระโดยสมบูรณ์ ไม่มีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีความหวาดกลัวใดๆ ในจิตเรามีพระ ดูแลคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายให้ตลอด 24 ชม. ท่านจะดูแลเราไม่ให้เราทำชั่ว ทำแต่ความดี และทำใจให้สะอาด                                   เวลาเราสวดมนต์ภาวนา พระท่านจะมาสอนเรา ดลจิตดลใจเราตลอด อันไหนไม่ดีท่านก็ห้ามเราไม่ให้เราทำ อันไหนดีท่านก็จะสนับสนุนเราให้เรารีบทำ ถ้าเราเผลอประมาทฝ่าฝืน ท่านก็ดลจิตใจเราให้ลืมไปเสียเลย ทำไม่ได้ โอกาสทำผิดบาปชั่วจึงไม่มี

ฅนเรา ต่างกันตรงที่จิตใครมีพระหรือไม่มี เท่านั้น ปกติฅนมีแต่เทวดาประจำตัว ฅนละ7-8 องค์ ฅนดีมีเทวดาดีมาอยู่ก็ดีไป ฅนชั่วเทวดาชั่ว ผีมารมาอยู่ด้วยก็นำพาชีวิตให้ตกต่ำ เทวดาช่วยเราได้ไม่มาก เทวดามาโมทนาบุญอาศัยบุญจากเรา   แต่พระช่วยเราได้ทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม ถ้าเราดีจริงท่านช่วยแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติไปสู่มรรคผลนิพพาน พระท่านช่วยได้ถึง50%เลยทีเดียว                                                          

หลวงปู่ดู่สอนให้เรากำพระนั่งสมาธิสวดมนต์ ถ่ายรูปออกมาสว่างไสวไปทั้งมือเลย นั่นคือ แสงบุญบารมีพระ อย่างเราเคยรับพลังพระเบื้องบน เราสามารถสัมผัสพลังพระผง พระบูชาได้ เพราะพลังจะเข้าทางมือเรา ถ้าพลังแผ่ขึ้นถึงหัวก็มากกว่า 30 เมตร พลังพระออกเป็นเส้นรอบวง ถ้าสูงระดับสายตาก็ 15 เมตร คือเอาฝ่ามือไปใกล้ๆองค์พระแล้วค่อยๆยกมือขึ้น ความเย็นซ่า แผ่สูงแค่ไหนนั่นคือพลังพระมากแค่นั้น                                                                                       

เมื่อจิตเราคิดถึงพระ จิตเราเป็นจิตนิพพาน จิตพุทธะ จิตเดิมแท้ จิตคิดถึงนิพพานยิ่งดี คือ คิดว่าเราตายเมื่อไหร่สามโลกนี้เราไม่ขอเกิดแล้ว ขอไปนิพพานเลย นี่เป็นอธิษฐานบารมีนะ ไม่คิดอย่างนี้ไปนิพพานไม่ได้ หลวงพ่อฤาษีฯท่านบอกว่าใครคิดไปนิพพานชาตินี้ ได้เลย เพราะบารมี 10 เต็ม  จิตจึงคิดอย่างนั้น ไม่เอาอะไรแล้ว ตัดกายขันธ์5 ทิ้งไปเลยเวลาจะตาย จิตก็กลับบ้านนิพพานเลย ยิ่งเรารับแสงทิพย์ มหาบุญบารมีพระ รับพระเข้าตัวกันแล้ว พระท่านอยู่ในนิพพาน เราถวายกายจิตเรากับพระ ฝากจิตเราไว้กับพระในพระอุทร(ท้อง)ท่าน ท่านหมุนไปไหนเราไปด้วยทั่ว3โลกโปรดสัตว์ไปเรื่อย เราก็ไปกับท่านด้วย เราตายเมื่อไหร่ จิตเราก็เข้านิพพานทันที                                          ***จิต+พระ+นิพพาน=1  มีจิตคิดถึงความตายด้วยเสมอๆ เราจะได้ไม่ประมาท อยากทำความดีอะไรก็รีบทำ ไม่รอเดี๋ยว พรุ่งนี้มะรืนนี้ เพราะว่าจะตายเมื่อไหร่ไม่รู้ รีบทำเลยดีกว่า ฅนเราคิดถึงความตายไว้เรื่อยๆก้าวเท้าออกจากบ้านก็นึกว่าเราจะตายเมื่อใดก็ได้ พร้อมตายเสมอ ถ้าไม่กลัวตายแล้วเราจะกลัวอะไรอีกได้ มันไม่ตายแล้วนะ กายตายแต่จิตยังอยู่ไม่ตาย จิต เป็นอมตะนิรันดร์                            ตอนนี้ลูกศิษย์ของเรา ราวสองพันฅน ทำมา 18-19 ปีแล้ว ได้แค่นี้ก็ถือว่าพอ ไม่มากไม่น้อย ในจำนวนนี้ได้สัก 10%ไปนิพพานชาตินี้ ก็ปลื้มมากแล้วนะ ใครไปยังไม่ได้ก็เอาแค่โสดาไปก่อนไปรอพระศรีอาริย์อยู่ข้างบนก่่อนนะ    และมีอีกที่ท่านฝากหลวงพ่อฤาษีฯไปนิพพานชาตินี้ก็ไม่น้อยนะ รวมทั้งหมดมากกว่า  175,400 ฅน ขอให้พวกเราอยู่ในจำนวนนี้ทุกๆฅนด้วยเน้อ นิพพานะ สุขัง เอวัง โหตุ                                                                     

คำลาพุทธภูมิ ..คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน..ตั้งนะโม๓จบ.

ข้าพระพุทธเจ้าขอลา พุทธภูมิ เพื่อเป็นสาวกภูมิ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป                          **แม้วาระที่๒.ข้าพเจ้าขอลาจากพุทธภูมิ เพื่อเป็นสาวกภูมิ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป                                                                                                                                                              **แม้วาระที่๓.ข้าพเจ้าขอลาพุทธภูมิ เพื่อเป็นสาวกภูมิ เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป                                                                                                                                                                  **การลาจากพุทธภูมิเข้าสู่สาวกภูมินี้สำหรับท่านที่ปรารถนาจะไปพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ท่านที่เบื่อการเกิดที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เบื่อการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอันยาวนาน ให้เตรียมดอกไม้ธูปเทียนหรือบายศรีต่อหน้าพระพุทธรูป นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยกล่าวคำขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยก่อน..ทำใจให้สบาย อย่าฝืนอารมณ์..

***คาถาที่แนะนำให้ใช้ประจำ ***                                                                                                                    นะโม 3 จบ                                                                                                                                               โอม พุทโธ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะกะภะกะสะ                                                             อิติสุคโต อรหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวี คงคา พระภูมะเทวา ขมามิหัง                                                                                       อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ                                                    พุทโธ ธัมโม สังโฆ สุโข ธนัง   พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ                                                                                              พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ พุทธัง อรหัง พุทโธ อิติปิโส ภควา นะโมพุทธายะ                                      พุทธัง อนันตัง ธัมมัง จักวาลัง สังฆัง นิพพานะ ปัจจโย โหตุ                                                                   โลกุตตโร จะมหาเถโร อิติ อิติ โสเสสิสุมัง อะหัง วันทามิ ตังสะทาเมตตาลาโภ นะโสมิยะ อะหะ พุทโธโย อริโย จะ มหาเถโร โสเสสิ สุมัง อิติ โพธิสัตว์ อิติ โพธิสัตว์ อิติติอิ อิติติอิ  อิติติอิ                นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภควา                                                                                                     นะเปิด โมเปิด พุทเปิด ธาเปิด ยะเปิด เปิดโลกด้วยนะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติ ภควา                    นะเปิด โมเปิด พุทเปิด ธาเปิด ยะเปิด เปิดโลกด้วยนะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ                                      นะโม โพธิสัตโต พรหมรังสี นะโม พรหมปัญโญ                                                                                นัมโม กวงซีอิม ผ่อสัก โอม มณี ปัทเม ฮูม นะโมตัสสมัย อภัยมัทธะ อวโลกติเกศวราย โพธิสัตตวาย มหาสัตตวาย นะมะพะทะ นิพพานะ สุขัง เอวัง โหตุ...                                                            คาถาเงินล้าน 9 จบ  ตั้งนะโม 3 จบก่อน                                                                                                             **สัมปะจิตฉามิ  นาสังสิโม                                                                                                         พรหมมา จะมหาเทวาสัพเพยักขา ปะลายันติ                                                                                         พรหมมา จะมหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม                                                                                            มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม  มิเตพาหุ หะติ                                                                           พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี  วิระทาสา วิระอิตถีโย พุทธัสสะ มานี มามะ พุทธัสสะสวาโหม สัมปะติจฉามิ   เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ ****                                                                                                                    บทสวดมหาจักรพรรดิ นะโม 3 จบ * สวด5จบ /หรือ ตามกำลังวัน                                                                                       *นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีธานัง วะรังคันธัง สีวลีจะ มหาเถรัง อะหังวันทามิทูระโต อะหังวันทามิธาตุโย อะหังวันทามิสัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ                                                                           บทอัญเชิญพระเข้าตัว(แผ่เมตตา)สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัพ ปัตตา ปัจเจกานัญ จะ ยังพะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส (5 จบ)                                                          

พระคาถาล้างกรรมของหลวงปู่ปาน พระคาถานี้คุณยายฟื้น ข้างวัดบางนมโคท่านมักมาขึ้นพระกรรมฐานกับหลวงปู่ปานเป็นประจำ วันหนึ่งมีชายสองคนมาคุมร่างแกไปถึงสำนักพระยายมราชเมื่อตรวจดูก็รู้ว่าเอามาผิดคน ท่านพระยายมราช จึงให้เอาไปส่งก่อนกลับท่านได้ฝากสองคาถานี้ให้นำมาถวายหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค คือ                                                                                           ๑.คาถาล้างกรรม เพื่อที่ลูกหลานคนใดได้สวดบรรพบุรุษจะบรรเทากรรมหนักลง และ                               ๒.บทกรวดน้ำ ที่สามารถกรวดให้แก่วิญญาณสัมภเวสีให้พ้นทุกข์                                                                     เมื่อคืนมายังเมืองมนุษย์คุณยายฟื้นได้นำมาถวายหลวงปู่ปาน ซึ่งคาถานี้อยู่ในหนังสือเล่มเก่าของวัดบางนมโค ต่อมาคาถานี้ได้หายไปในการพิมพ์หนังสือใหม่ ผมมีต้นฉบับของเก่าเลยถ่ายมาลงเป็นวิทยาทานครับ                                                                                                                                  *คาถาล้างกรรม (นะโม 3 จบ)                                                                                                                  “พุทโธ อะระหัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวัณโณ พุทโธ อะระหัง กัมมะโตเมตัง กัมมะภันทะนัง ชีวิตตังให้ไปจุติ ให้ทุกชีวิตทุกวิญาณจงไปผุดไปเกิด (3 จบ)                                                                                บทกรวดน้ำ *อิมินา ปุญญกัมเมนะ ขอเดชเดชะกุศลผลบุญ ที่ข้าพเจ้าอุทิศไปให้คุณบิดามารดา ญาติกาทั้งหลาย สมณชีพราหมณ์ อีกทั้งเรือด ริ้น ลา พระอินทร์เจ้าฟ้า พระโคดม พระพรหมมีฤทธิ์ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระเพชรฉลูกรรณ พระมาตุลี พระกรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่ซื้อพันจิต พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่นำข้าพเจ้ามาเกิดในท้องพระพุทธศาสนา แม่พระคงคาไหล แม่พระเพลิง แม่พระพาย แม่พระฉูดฉาด พญายมราช ท้าวเวสสุวัณ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ นายสมุห์บัญชี ตัวข้าพเจ้านี้ได้กระทำผิด จะขอแผ่อุทิศไปยังฝูงผีทั้งหลาย ปิดอบายให้มั่น เปิดประตูสวรรค์ให้สว่างกระจ่างแจ้ง เกิดในเมืองมนุษย์ให้เป็นสุข เกิดในเมืองสวรรค์ให้เป็นสุข ท่านทั้งหลายที่ได้ทุกข์ ขอให้พ้นจากทุกข์ ท่านทั้งหลายที่ได้สุข ขอให้สุขยิ่งๆ นิพพานัง ปัจจโย โหนตุ                                                         พุทธัง ชั่วอนันตัง ธัมมัง ชั่วจักวาลัง สังฆัง นิพพานัง ปัจจโย โหตุ                                                                             และพวกวิญญาณทั้งหลายยังบอกว่า ถ้าสวดภาวนาเป็นประจำ ไม่ใช่แต่พวกเขาเท่านั้นจะพ้นจากห่วงทุกข์ ผู้สวดเองก็จะมีแต่ความสุข สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายจะไม่มากล้ำกรายชีวิต อายุจะยืน

*คาถาบูชาพระ

นะโม 3 จบ

“พุทธบูชา มหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มหาปัญญะวรรณโณ  สังฆะบูชา มหาโภควโห ติโลกะนาถัง อภิปูชะยามิ”              

  •คาถารักษาโรค สืบอายุ หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด                                                                                    •อะระหังพุทโธ เมตตาธัมโม สังโฆรักษา นะโมพุทธายะช่วยข้า ดินน้ำลมไฟ สร้างกายขึ้นมา               บิดามารดา ชุบเลี้ยงอินทรีย์ ร่างกายกายี ปะฐะพีเอาไป                                                                             •พุทโธ  พุทธังรักษา  ธัมโม  ธัมมังรักษา  สังโฆ  สังฆังรักษา                                                                 พุทโธ พุทธังอรหัง  ธัมโม ธัมมังอรหัง  สังโฆ สังฆังอรหัง พุทโธ พุทธังกันฮะ  ธัมโม  ธัมมังกันฮะ   สังโฆ  สังฆังกันฮะ อายุวรรณโณ สุขังพะลัง ภะวันตุเม นะสาปาเส   พุรุอะกัง  ปะริปัตตัง

*คาถาต่อชะตาตนเอง ของ ลป.ครูบาวงศาพัฒนา ปริขัตตัง   มะจุราชา  นภาสติ                                                  *คาถามหาพิทักษ์.."จิตตะ วิตตัง นะ กลึงคะลัง"....                                                                                      สวดเวลาปิดประตู หน้าต่าง รั้วบ้าน ปิดเซฟ ปลอดภัยแลฯ...                                                                      *สวดคาถาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ไว้ทุกๆวัน ตายแล้วไปนิพพานได้เลย นะโม 3 จบ                                                                “นะกันตัง อรหังพุทโธ นะโมนะ โมกันตัง อรหังพุทโธโมกันโต พุทกันตัง อรหังพุทโธ พุทโมนะ ธากันตัง อรหังพุทโธ ธากันโต ยะกันตัง อรหังพุทโธ ยะโมนะ นะมะพะธะ ละภะดะอะอุ “                                  *คาถากราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ นะโม 3 จบ                                                                             นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ                                                               อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ                                              อัปปเรนะสะมาเยนะ ทุกโขนะระมะนาทิโป เอกุจักธาตุนัง โลเกปะติตทิตัง ปูชิตานะระเทเวหิ                                                                                                                                                          อะหังวันทามิ สมเด็จพ่อองค์ปฐม พระบรมสาริกธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส....                        อะหัง วันทามิ ธาตุโย ลูกขอกราบไหว้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยชีวิตด้วยเศียรเกล้า                                       อะหัง วันทามิ สัพพโส ลูกขอกราบไหว้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยชีวิตด้วยเศียรเกล้า                              ขออัญเชิญคุณแห่งพระพุทธเจ้าอันวิเศษ คุณแห่งกระแสพระนิพพานอันประเสริฐซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงสรรเสริญแล้วจงเป็นมหาวิภูษิตาภรณ์ประดับด้วยมงกุฎทิพย์และเครื่องทรงแห่งพระเจ้ามหาจักรพรรดิครอบคลุมข้าพเจ้า ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ                                                            *ขออาราธนาพระเบื้องบนนิพพานมาประทับอยู่บนศรีษะ นะโม 3 จบ                                                                 “โอมพุทโธ นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ                   สุโข ธนัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ                                                                                               พุทธัง อนันตัง ธัมมัง จักวาลัง สังฆัง นิพพานะ ปัจจโย โหตุ                                                             พุทธังเป็นกำแพงแก้ว ธัมมังเป็นกำแพงทอง สังฆังเป็นกำแพงเงิน นะโมพุทธายะ                                ขอบารมีพระปกป้องคุ้มครองสร้างกำแพงแก้ว กำแพงทอง กำแพงเงินเป็นทิพยอำนาจ                      เป็นปราการแก้วปกปักรักษาจิตกาย วิญญาณของขัาพเจ้าให้ก้าวพ้นวิบากกรรมและภัยทะเลแห่งความทุกข์ ศัตรูคิดร้าย แพ้ภัยวินาศสันติ อะสังวิสุโลปุสะภุภะ โส เส สิ สุ มัง                                                  อุปัทเทยยะ อาจาริยะ สุวิชโย วิสุทธิเทวา ประสิทธิเม                                                                       มหาพรหมมา มหาเทวา รักขะตุ สัพพะทา เอวัง โหตุ”                                                                            

***คาถาเสกหมอนก่อนนอน(ของเก่าสืบทอดมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายทวดของเรา***)

“เจตภูตทั้งสี่ ห้าทั้งตู ศัตรูจะมาทำร้าย จงมารักษาตัวข้าพเจ้า พุทธังนพตรัย อยู่ในตัวกู ธัมมังนพตรัย อยู่ในตัวกู สังฆังนพตรัย อยู่ในตัวกู พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ปฏิปัตติ ปฏิปัตติ ปฏิปัตติ ปูชายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ อิติ สุคโต นะโมพุทธายะ ปฐวี คงคา พระภูมะเทวา ขมามิหัง สัมปจิตฉามิ สัมปติจฉามิ”

(ตั้งนะโม 3 จบก่อนสวด ขณะสวดเอามือขวาวนรอบหมอนเวียนขวา แล้วตบหมอน 3 ครั้ง)

**คาถาปลงกรรมฐานก่อนนอน(บังสุกุลตัว)

“อะยัง อะตะมะภาโว ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา อะสุจิ อะสุภัง อิมัง กัมมะฐานัง ภาเวติ”

*คาถาเดินทางปลอดภัย(คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย)....                                                                                          อิติปิโส ภควา ยาตรายามดี วันนี้ชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ                                                                        อิติปิโส ภควา ยาตรายามดี วัน(จันทร์ อังคาร...อาทิตย์)ชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ                     อิติปิโส ภควา ยาตรายามดี พระ(จันทร์...อาทิตย์)ชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ                                ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัว ลูกหลาน(ระบุชื่อนามสกุล)และคณะ จงเดินทางปลอดภัย ปราศจากอุบัติเหตุเพศภัยนานาอันตรายใดๆ ทั่วทั้งรถทั้งฅนโชคดีมีลาภ  ปราศจากอันตรายใดๆเทอญฯ..

**การขอขมากรรม ขอตัดสัญญากรรมทุกวัน ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานกราบขอขมากรรมขออโหสิ กรรมต่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์เจ้า พระอรหันต์ทุกท่านทุกพระ องค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ พระเจ้าจักรพรรดิ์ทุกพระองค์กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินทุกพระองค์ ทุกท่านไม่ว่าด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่กระทำไว้ในอดีตชาติถึงปัจจุบันชาติ รู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ประมาทเลินเล่อเผลอไผล รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขัาพเจ้าขอตั้งจิตขอขมากรรม ขอโทษขออโหสิกรรมต่อทุกพระองค์ ทุกท่านขอทุกพระองค์ทุกท่าน ทุกดวงจิตโปรดเมตตารับการขอขมากรรม ขอโทษขออโหสิ กรรมและขอตัดสัญญากรรมของข้าพเจ้าด้วยเทอญ ขอทุกท่านทุกพระองค์โปรดยกโทษ อโหสิกรรม ตัดสัญญากรรมให้แก่ข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ                                                                                                                                                    ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานขอขมากรรมขออโหสิกรรมขอตัดสัญญากรรมต่อบุพการีในทุกภพทุกชาติ พ่อแม่ปู่ย่าตายายทวด ลูกหลานบริวารญาติสนิทมิตรสหายในทุกภพทุกชาติ ครูอาจารย์ ในทุกภพทุกชาติ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติ เจ้าบุญนายคุณทุกภพทุกชาติ  เจ้าโรคเจ้าภัยทุกภพทุกชาติสรรพสัตว์ สรรพชีวิต สรรพดวงจิตในทุกภพ ทุกภูมิ ทุกชาติ  กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินทุกท่าน ทุกดวงจิตไม่ว่าด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่กระทำไว้ในอดีตชาติถึงปัจจุบันชาติ รู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ประมาทเลินเล่อเผลอไผลรู้เท่าไม่ถึง การณ์ก็ดี ขัาพเจ้าขอตั้งจิตขอโทษ ขออโหสิกรรม ขอตัดสัญญากรรม ขอทุกท่าน ทุกดวงจิตจงโปรดยกโทษโปรดอโหสิกรรมโปรดตัดสัญญากรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยอย่าได้โกรธเคือง อย่าได้จองเวรต่อข้าพเจ้าอีกเลยนับบัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าข้าพเจ้าจะเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ                หากกรรมใดๆที่ทุกท่านทุกดวงจิตเคยกระทำกรรมไม่ดีกับข้าพเจ้าในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติทั้งที่นึกได้ก็ดี นึกไม่ได้ก็ดีข้าพเจ้าขอยกโทษ ขออโหสิกรรม ขอตัดสัญญากรรมนั้นเป็นอภัยทานแด่ทุกๆท่านทุกๆดวงจิตเช่นเดียวกันเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นอภัยทานเพื่อจะได้ไม่ต้องจองเวรจองกรรมข้ามภพข้ามชาติอีกต่อไปขอทุกท่านจงโชคดีมีสุขมีพระนิพพานเป็นสรณะตลอดไปด้วยเทอญฯ....

ได้ขออนุญาต และได้รับอนุญาตจาก หลวงพ่อฤาษีฯพระราชพรหมยานให้เผยแพร่แก่ลูกหลาน ลูกศิษย์หลวงพ่อและครูบาอาจารย์นำไปปฏิบัติได้ เมื่อ 11 มกราคม 2561 แล้ว

@อาณดา หัตถกิจโกศล  รวบรวม เรียบเรียง

@นวรัตน์ แสงนาค จัดรูปเล่ม หัวข้อ พิสูจน์อักษร

@วิชัย ภาคอรรถ/ชัย แสงทิพย์ ตรวจสอบความถูกต้อง แก้ไขเพิ่มเติม

12 มกราคม 2561

www.buddha-dhamma.com

ariyadhammalines 0851637455

กลุ่มไลน์นิพพานะ สุขัง/มโนมยิทธิอภิญญาใหญ่



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน