*/
  • ครูสาธิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chalermlahp@hotmail.co.th
  • วันที่สร้าง : 2013-02-23
  • จำนวนเรื่อง : 48
  • จำนวนผู้ชม : 108538
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2557
Posted by ครูสาธิต , ผู้อ่าน : 1130 , 19:18:37 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แดนอีศาน โหวตเรื่องนี้

มโนทัศน์เรื่องการกลับชาติมาเกิด: วรรณคดีไทยไม่ใช่เรื่องล้าหลังทางความคิด

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

 

          ผู้ที่อ่านหรือศึกษาวรรณคดีไทย ย่อมทราบดีอยู่ว่า  วรรณคดีประเภทชาดก ซึ่งเป็นวรรณคดีนิทานในพุทธศาสนานั้น เป็นวรรณคดีที่ปรากฏเรื่องของการกลับชาติมาเกิดอยู่มาก คำว่าชาดกนี้ แปลว่า “ผู้ที่ได้เกิดแล้ว” อันหมายถึงพระโพธิสัตว์ หรือพระมหาสัตว์ ซึ่งเชื่อกันว่า ได้ทรงเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ เพื่อบำเพ็ญบารมีให้ถึงพร้อม  เมื่อเสวยพระชาติสุดท้ายเป็นพระเวสสันดรแล้วนั้นเอง  จึงได้ทรงบำเพ็ญปรมัตถ์บารมี     ในพระชาติถัดมาจึงประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ  และเมื่อเจ้าชายพระองค์นั้น มีพระชนมายุได้ 35 ปี จึงได้ทรงค้นพบความจริงอันประเสริฐ และเป็นสมเด็จพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า 

          นอกจากพระเวสสันดร จะกลับมาเกิดเป็นเจ้าชายผู้แสวงหาโมกษะแล้ว  บุคคลในพระชาติเดียวกันนั้นก็กลับมาเกิดใหม่  ร่วมอยู่ในพุทธประวัติด้วยเช่นกัน  เช่น พระเจ้ากรุงสญชัย กลับมาเกิดเป็นพระเจ้า           พระเจ้าสุทโธทนะ  พระนางมัทรีกลับมาเกิดเป็นพระนางยโสธราพิมพา  พระชาลี กลับมาเกิดเป็นพระราหุล   พระกัณหา กลับมาเกิดเป็นพระอุบลวรรณาเถรี เป็นต้น 

          เรื่องการกลับชาติมาเกิดในพระเวสสันดร หรือในชาดกเรื่องอื่น ๆ  แสดงให้เห็นพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการตายแล้วไม่สูญ  ประเด็นตรงนี้มีความสำคัญอย่างไร

          เมื่อเกิดภาวะที่เรียกว่า ตายแล้วไม่สูญ  มีประเด็นให้ต้องขบคิดต่อว่า  สิ่งไม่สูญนั้นคืออะไร ประเด็นนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นดวงจิต  เป็นวิญญาณ หรืออะไรก็แล้วแต่  แต่ความตายแล้วไม่สูญ แสดงให้เห็นว่า ดวงจิตหรือวิญญาณนั้น ย่อมแยกออกจากร่างกาย  เป็นคนละส่วนกัน  เมื่อร่างกายเสื่อมสลายผุพังไป  แต่ดวงวิญญาณนั้นยังคงปรากฏอยู่  ที่สำคัญคือ ยังสามารถ่ายโอนดวงจิตหรือวิญญาณนั้น ไปสู่ร่างใหม่ในลักษณะ  ต่าง ๆ ได้อีกด้วย  ประเด็นเรื่องการเดินทางของวิญญาณ ผ่านภพภูมินั้น  มีปรากฏในพระไตรปิฎก ทั้งในส่วนที่เป็นสุตตันตปิฎกที่ว่าในเรื่องของชาดก และส่วนของพระอภิธรรมปิฎกที่ว่าในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทรวมถึงแนวคิดอื่น ๆ ที่ปรากฏต่อมาในยุคหลังพุทธกาล

          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อในสมัย พ.ศ. 500  พระนาคเสน มหาเถระแห่งชมพูทวีป ได้ตอบคำถามกษัตริย์เมนันเดอร์ (พระยามิลินทร์) ในประเด็นว่า  “พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่”  พระนาคเสนวิสัชนาว่า “มี” เมนันเดอร์จึงถามต่อไปว่า  “ท่านเคยเห็นพระพุทธเจ้าหรือ ไยจึงตอบว่ามี”  พระนาคเสนจึงถามกลับว่า     “ท่านว่าต้นวงศ์กษัตริย์ของท่านมีหรือไม่”  พระยามิลินทร์ตอบว่า “มี”  พระนาคเสนถึงถามต่อว่า  “แล้วท่านเคยเห็นหรือไม่”  พระยามิลินทร์ก็ตอบว่า “ไม่เคย”  กรณีการถามตอบของพระสมณะและกษัตริย์คู่นี้  ทำให้เราเห็นแนวคิดว่า  การกำเนิดของมนุษย์เรา  ล้วนแต่มีสาแหรก มีสืบสายถ่ายทอดมาจากจุดจุดหนึ่ง  ณ จุดนั้น   ไม่มีใครทราบได้ว่าเป็นอย่างไร แม้จะไม่เคยเห็น แต่ไม่อาจตอบได้ว่า ไม่มี  ด้วยเหตุนี้  ประเด็นเรื่องของ       การกลับชาติมาเกิด หรือการถือกำเนิดในรูปลักษณ์ใหม่ หาใช่เป็นประเด็นเฉพาะในทางพุทธศาสนาไม่        แต่สามารถจัดได้ว่า  เป็นประเด็นปรัชญาสากล ซึ่งว่าด้วยกำเนิดของชีวิต ซึ่งนักปรัชญาทั้งฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก ต่างก็พยายามจะเสนอคำตอบหรือคำอธิบายมาอย่างต่อเนื่อง     

          วรรณคดีชาดกมีที่มาจากพุทธศาสนา  ซึ่งมีสาระสำคัญที่ว่าด้วยกรรมหรือการกระทำ  การกระทำอย่างหนึ่งในชาติที่แล้ว อาจส่งผลอย่างหนึ่งในชาติต่อมา  ความเชื่อในเรื่องของภพภูมิหรือการโอนย้ายถ่าย     วิญาณไปสู่ร่างใหม่ สถานที่ใหม่เช่นนี้  หาใช่เรื่องที่พุทธศาสนาเป็นเจ้าของหรือถือไว้แต่ผู้เดียวไม่  ผู้ศึกษาวรรณคดี  พึงจะต้องทำความเข้าใจด้วยว่า  แนวคิดในศาสนาพุทธประเด็นนี้  สอดคล้องกับแนวคิดของ       นักปรัชญาหลายสำนัก โดยเฉพาะในฝั่งฝากตะวันตก ซึ่งก็มีความเชื่อเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

          ได้กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้นว่า  แนวคิดเรื่องการกลับชาติมาเกิด เป็นแนวคิดสากล ไม่ใช่เรื่องที่เชื่อกันแต่เฉพาะในพุทธศาสนา  ก่อนสมัยของเพลโต นักปรัชญากรีก  ก็มีนักปรัชญาในกลุ่มไอโอเนียน (Ionian) โดยเฉพาะนักคณิตศาสตร์หลายคน  ที่เชื่อในเรื่องของจิตและร่างกาย ที่อยู่แยกจากกัน นักปรัชญาคนหนึ่งที่เราอาจจะไม่คิดว่า เชื่อในเรื่องนี้ด้วย คือผู้คิดสมการสามเหลี่ยมมุมฉากอันมีชื่อเสียง  พีทาโกรัส (Pythagoras) (570-495 B.C.)

          นักปรัชญาผู้นี้ ไม่ได้เป็นแต่เฉพาะนักคณิตศาสตร์ ดังที่เรารู้จักกันทั่วไป  เขายังเป็นนักปรัชญา  เป็นผู้ที่หาคำตอบของสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของจิต  เขาเชื่อว่า จิตใจของเราเป็นสิ่งสิ่งหนึ่ง ที่จะต้องขัดเกลา หรือชำระให้สะอาดอยู่เสมอ  ที่สำคัญ จิตนี้ยังถ่ายทอด หรือเดินทางเปลี่ยนจากคนไปสู่คน หรือจากคนไปสู่สัตว์ได้อีกด้วย  จิตนี้สามารถที่จะกำเนิดใหม่ (reincarnation) ในรูปลักษณ์ใหม่ ๆ  จากความเชื่อนี้ ทำให้      พีทาโกรัสเชื่อว่า  สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ล้วนแต่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  ทุกอย่างมีความเป็นพี่น้อง      เขาและสานุศิษย์จึงเลิกรับประทานสัตว์ และหันมาบริโภคพืชผักผลไม้แทน  เพราะเชื่อว่า สัตว์เหล่านั้นมีจิตของมนุษย์ที่ถ่ายโอนมาสู่ร่างใหม่ ดังนั้น สัตว์ต่าง ๆ  อาจจะเคยเป็นเพื่อนพี่น้องของพวกเขามาก่อนก็ได้ 

          ก่อนสมัยของพีทาโกรัส พวกชาวอียิปต์โบราณ ก็เชื่อว่า วิญญาณของบุคคล เมื่อออกจากร่างที่ตายแล้ว ก็จะวนเวียนไปสถิตในสัตว์ หรือในสิ่งต่าง  ๆ ได้ต่อไป  ในรอบหนึ่งใช้เวลาถึงประมาณ 3,000 ปี  จึงจะกลับมาสถิตในร่างของมนุษย์อีก  เราจึงได้เห็นหลักฐานเกี่ยวกับพีระมิดและมัมมี่ ที่ทำให้เราได้เห็นความเชื่อในเรื่องของจิต ที่แยกเป็นอิสระจากร่างกาย  ซึ่งพระพุทธศาสนาก็เชื่อในแนวคิดนี้ด้วย  แต่มิได้ถือเป็นแก่นสาระสำคัญเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับแนวคิดเรื่องของทุกข์ และมรรควิธีพ้นจากทุกข์

          ความเห็นที่ว่า วรรณคดีไทย วรรณคดีชาดก เป็นวรรณคดีที่งมงาย และเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิด จึงเป็นความเห็นที่ดูจะใส่ร้ายวรรณคดีอยู่มาก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ประเด็นนี้ เป็นประเด็นปรัชญาสากล ซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม การที่เราได้ศึกษาวรรณคดี คือ การแสวงหาคำตอบทางปรัชญา ว่าชีวิตคืออะไร      ตายแล้วไปไหน คำตอบพวกนี้ เป็นคำถามตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีความคิดในเชิงปรัชญา นับเนื่องมาก็หลายพันปี กระทั่งปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นคำถามที่ถามได้อย่างต่อเนื่อง และมีผู้พยายามที่จะหาคำตอบได้แตกต่างกันออกไป  สิ่งที่เราสามารถกระทำได้ ที่จริงแล้วอาจจะมิใช่การรอคอยคำตอบ แต่เราควรที่จะนำกระบวนการค้นหาหรือการเสนอแนวคิดเหล่านั้นในวรรณคดีไทยมาครุ่นคิด เพราะระหว่างทางของกระบวนการคิดนั้น อาจจะเป็นเวลาที่มีค่า กว่าเวลาที่เราได้รับคำตอบก็เป็นไปได้ 

______________________________________

         

               



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
iamcraft วันที่ : 25/10/2014 เวลา : 08.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amcraft

ขอบคุณมากๆค่ะ ขอแบ่งจ้า

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แดนอีศาน วันที่ : 22/07/2014 เวลา : 06.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FogSea

ขอชมว่า เป็นการเตรียมการสอนที่ดี..จึงอยากจะเห็นว่ามีการขยายความ และ เพิ่มระบบอ้างอิง ในการสอนในระดับที่สูงๆขึ้นไป..จึงไม่แปลกใจที่รร.เตรียมอุดมศึกษา เป็นรร.ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อยากให้รร.อื่นดูเป็นเยี่ยงอย่าง ..หากแต่ต้องตอกย้ำเรื่องคุณธรรมให้มากๆ..เพราะมักจะพบว่าคนเรายิ่งฉลาดมาก..ยิ่งเห็นแก่ตัวมาก ไม่ใช่มีอคตินะ !..ฝากให้คุณครูได้คิด ..ขอเพิ่มเติมเรื่องของจิต..ฝ่ายอโศกก็เชื่อเรื่องนี้จึงรับประทานมังสวิรัติกัน ครับ ขอให้กำลังใจคุณครู ในการเป็นคุรุที่ดีต่อไป ครับ !

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศิษย์พุทธ from mobile วันที่ : 21/07/2014 เวลา : 23.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/truedemocracy

คนที่ว่าคนเชื่อนั่นแหละงมงาย เรื่องนี้พิสูจน์ได้ แต่ต้องถูกวิธี ผู้ใดต้องการพิสูจน์กรรมฐานอย่างถูกต้อง แล้วจะรู้ได้ตนเอง จิตนั้นเป็นอนุภาคชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับแสงก็เป็นอนุภาคชนิดหนึ่ง พลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับจิตก็ไม่สูญหายไปจากโลก เพียงแค่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น จึงไม่สูญ แม้พระอรหันต์ท่านก็ไม่สูญ จิตของท่านเพียงเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้นเอง นิพพานจึงมีอยู่จริง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน