*/
  • Chaoying
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pkanesuan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-10
  • จำนวนเรื่อง : 539
  • จำนวนผู้ชม : 1932327
  • จำนวนผู้โหวต : 1058
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1058 คน
<< ธันวาคม 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม 2560
Posted by Chaoying , ผู้อ่าน : 876 , 23:01:26 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน สำรวจฟ้า , แม่หมี และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ตามรอยพ่อหลวง (8) จากเนินทรงงาน..ไปฐานปฏิบัติการบ้านนอแล

(ต่อจากเอ็นทรีที่แล้ว)

          เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว ตอนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จมาดอยอ่างขางโดยเฮลิคอปเตอร์ ชินุก ในสมัยนั้นพื้นที่บนดอยอ่างขางนอกจากจะมีชาวเขาเผ่าต่างๆ แล้ว ยังมีทหารกองพลก๊กมินตั๋ง คอมมิวนิสต์ กลุ่มชนว้าซึ่งมีขุนส่าอยู่ที่ห้วยไสกังเป็นหัวหน้าค้าเฮโรฮีนอาศัยอยู่ พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลเหล่านี้ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถจึงเข้าถึงบุคคลเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย

เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต

เดิมอ่างขางเต็มไปด้วยไร่ฝิ่น

         นอกจากนี้ เกิดปัญหาจากเหตุการณ์สู้รบของชนกลุ่มน้อยในฝั่งประเทศเมียนมาที่บริเวณชายแดนซึ่งอยู่ติดกับประเทศไทยที่บ้านนอแล  มีชนเผ่าปะหล่องซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศเมียนมาได้อพยพหนีภัยสงครามมาตั้งถิ่นฐานฝั่งไทยตรงบ้านนอแลพระองค์ทรงเห็นว่าประเทศย้ายไม่ได้ แต่ผู้คนย้ายถิ่นฐานไปมาได้ จึงให้สร้างรั้วที่มีชีวิตด้วยการสร้างสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจให้คนอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องมีรั้วคอนกรีต ดังนั้น เมื่อชาวปะหล่องถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ.2527 เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จทรงงานที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง พระองค์จึงมีพระราชดำรัสให้ชนเผ่าปะหล่องอาศัยอยู่ที่บ้านนอแล จวบจนกระทั่งปัจจุบัน และทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือชาวปะหล่องโดยส่งเสริมให้มีการทำอาชีพหัตถกรรม เช่น ทอผ้า และทำการเกษตร นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความช่วยเหลือแก่ชาวปะหล่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนไทยแท้

พระองค์ทรงทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ป่าไม้ ต้นน้ำลำธารเพื่อให้ มีสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย ปัจจุบันพื้นที่ดอยอ่างขางที่เคยปลูกฝิ่นได้กลายเป็นแปลงผัก ชา สตรอเบอรี สวนไม้ดอก สวนผลไม้เมืองหนาว และป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์

จอดเฮลิคอปเตอร์ แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินจากเนินที่จอดเฮลิคอปเตอร์ไปยังอีกเนิน

พ่อหลวงเสด็จมายังพื้นที่รอบๆ อ่างขาง ถึง 20 ครั้งใน 10 ปี เฉพาะเสด็จมาอ่างขางอย่างเดียวที่บ้านคุ้ม ขอบด้ง 7 ครั้ง ซึ่งเมื่อเสด็จมาโดยเฮลิคอปเตอร์แล้ว บางครั้งจะทรงขี่ม้า หรือบางครั้งพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินจากหมู่บ้านขอบด้งไปยังบ้านนอแล และเสด็จไปบ้านหลวงแล้วมาอ่างขาง 6 ครั้ง บางเดือน พ่อหลวงเสด็จมา 2 ครั้ง

 

         ในครั้งนี้ คณะของเรามีโอกาสไปเยี่ยมชมและศึกษาดูงานที่ฐานปฏิบัติการบ้านนอแลด้วยในช่วงบ่าย เสร็จแล้วเราจะไปเดินตามรอยเท้าพ่อที่เนินทรงงานไปยังบ้านมูเซอดำด้วย

ฉันจะขอนำเพื่อนๆ เยี่ยมชมสถานีเกษตรหลวงอ่างขางตามโปรแกรมของเราสำหรับวันนี้ ต่อจากเอ็นทรีที่แล้วนะคะ

   เมื่อออกจากอาคารคัดบรรจุ ผัก ผลไม้ และ ดอกไม้แล้ว เราก็มาขึ้นรถรางเพื่อชมพื้นที่แปลงสาธิตและทดลองปลูกพืชผลไม้เมืองหนาวต่างๆ อาทิ ต้นท้อหรือพีช พลัม พลับ แพร์ สาลี่ และกีวี โดยมีคุณมณพัฒ ยานนท์ นักประชาสัมพันธ์สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นผู้บรรยายและนำชม

        จากนั้น เรามาแวะที่ร้านกาแฟของสถานีเกษตรหลวงฯ เพื่อรับประทานอาหารว่างและน้ำชา โดยทางสถานีฯ ได้จัดอาหารว่างไว้ให้เป็นปอเปี๊ยะกล้วยหอมทอด และบอกว่าเลือกทำเมนูนี้ให้คณะเราชิม เพราะกล้วยหอมทอดนี้เป็นเมนูอาหารว่างที่สมเด็จพระนางสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเสวยกับสุธารสชา จะมีรับสั่งให้ทำถวายทุกครั้งที่เสด็จมาอ่างขาง

คณะของเราดีใจมากที่ได้ลิ้มชิมรสกล้วยหอมทอดซึ่งมีที่มาจากการเป็นของโปรดของ “แม่หลวง”  และอร่อยมากจริงๆ ด้วย

พวกเรานั่งพักรับประทานอาหารเบรกเช้านี้ในบรรยากาศเย็นของลมภูเขาภายในร้านกาแฟสไตล์เก๋ไก๋

แลมองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าเขียวขจีในแปลงสาธิตปลูก สาลี่ และลูกพีชที่พ่อหลวงสร้างไว้

ดอกไม้จีนที่กินได้เวลาที่ต้มจืด เป็นอย่างนี้เอง สวยสีสดใสมาก คุณมณพัฒฯ บอกว่า สมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงให้นำมาปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

        เมื่อเสร็จจากเบรกรับประทานอาหารว่างและน้ำชาแล้ว เราเดินไปแวะที่ร้านค้าของโครงการหลวงซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกับร้านกาแฟ เพื่อเลือกชมและเลือกซื้อของ ฉันได้หมวกชาวเขาถูกใจเป็นที่ระลึก 1 ใบ

และน้ำผลไม้กล่องซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวงภายใต้แบรนด์ “ดอยคำ” ซึ่งเป็นน้ำผลไม้ที่ฉันเลือกดื่มทุกวัน เพราะคุณภาพที่ควรคู่คุณ  และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “พ่อหลวง” สร้างไว้ให้พวกเรา (จะได้อ่านในเอ็นทรีต่อไป) นอกจากนี้ ที่ร้านค้าโครงการหลวงยังมีลูกพีชและผลไม้อื่นๆ วางจำหน่ายด้วย

ลูกพีชสด

คุณมณพัฒฯ ก็นำพวกเราข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม เพื่อชมสวนพรรณไม้นานาพันธุ์ และบอกว่า ทุกครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จมาอ่างขาง ก็จะทรงโปรดที่จะมาเดินชมพันธุ์ไม้ในสวนที่ตรงนี้เสมอ

 

ที่ตรงนี้ จะมีแปลงลาเวนเดอ ที่ “แม่หลวง” ทรงโปรด

ต้นลาเว็นเดอร์ ยังไม่มีดอก

มีโดมอนุรักษ์และจัดแสดงพืชภูเขาเขตร้อน มีโดมจัดแสดงพันธุ์พืชทนแล้ว ซึ่งน่าสนใจและสวยงามมาก ทำให้นึกถึงสวนการ์เด็นส์บายเดอะเบย์ (Gardens by the bay) ของสิงคโปร์ขึ้นมาทันที อันที่จริงเมืองไทยเราที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางก็มีอะไรดีๆ ไม่แพ้สิงคโปร์เหมือนกัน

 นอกจากนี้ ยังมีสวนบอนไซด้วย ซึ่งมีการนำต้นไม้จากต่างประเทศมาทำเป็นบอนไซ เช่น ต้นเมเปิล

เราได้ใช้เวลาศึกษาชมพันธุ์ไม้ต่างๆ ภายในสถานีเกษตรฯ กระทั่งใกล้เที่ยง จึงขึ้นรถตู้เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่สโมสรอ่างขาง ซึ่งมีอาหารอร่อยทุกเมนูทำจากพืชผักโครงการหลวงที่ปลูกบนดอยอ่างขาง ไม่ว่าจะสลัดผักสด แกง และยังมีเมนูปลาสเตอเจียนที่นำมาจากโครงการหลวงดอยอินทนนท์ซึ่งทางสโมสรอ่างขางเตรียมไว้ให้คณะของเราลิ้มชิม

ก่อนจะถึงหน้าห้องอาหาร เจอชาวเขามานั่งขายหญ้าอิบูแค ลายสวยเก๋อย่างนี้ ใครจะอดใจได้

ขอเลือกซื้อก่อนไปกินข้าว อันละ 10 บาท

ผมเอาอันนี้ เท่าไหร่ จะเอาไปฝากครอบครัวที่บังคลาเทศ

ขอแนะนำเพื่อนๆ ว่า หากท่านมาเที่ยวที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ขอให้มาลองลิ้มชิมอาหารที่สโมสรอ่างขางในบรรยากาศที่ร่มรื่นท่ามกลางขุนเขาแมกไม้ที่สุดยอดมาก ในราคาที่ไม่แพง แต่จะได้รับประทานอาหารที่สด อร่อยทุกอย่างจากโครงการหลวง

        หลังรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว เวลา 13.30 น. เรามีโปรแกรมไปศึกษาดูงานที่ฐานปฏิบัติการทหารบ้านนอแล ซึ่งที่นี่เราได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ที่อนุญาตให้ชาวเขาเผ่าปะหล่อง หรือเรียกตัวเองว่า “ดาระอัง” ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยที่บ้านนอแล ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ฐานปฏิบัติการทหารบ้านนอแลเปรียบเสมือนรั้วที่มีชีวิตที่พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นการไกลที่จะให้ประชาชนของสองประเทศ คือ ไทยกับเมียนมาอยู่กันได้อย่างสันติสุขเป็นการสร้างรั้วโดย สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

        เราขึ้นรถตู้เดินทางจากสโมสรอ่างขาง ขึ้นไปทางเหนือของสถานีฯประมาณ 4.5 ก.ม. ตามเส้นทางเล็กๆ ไต่ระดับขึ้นเนินมีทิวสนสองข้างทาง ผ่านหมู่บ้านขอบด้งไป และที่สุดเขตบริเวณชายแดนแห่งนี้มีพี่ๆ ทหารไทยค่อยเฝ้าดูแลความสงบเรียบร้อยปกป้องแนวชายแดน

ขอบคุณเครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต

เมื่อเราผ่านเข้าประตูรั้วเข้ามา ที่ใกล้กับประตูทางเข้าภายในฐานปฏิบัติการทหารมีอนุสาวรีย์ภาพปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฉันและคณะจึงจุดธูปกราบสักการะองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนที่จะเดิน่ผ่านลานจอดเฮลิคอปเตอร์ไปยังชายแดน

 เราเดินมาที่ตรงชายแดนซึ่งมีป้อมบังเกอร์สำหรับหลบวิถีกระสุน 

และไกลออกนอกรั้วไม้ไผ่ที่ชายแดนราว 1 กม. ก็จะเห็นป้อมของฝั่งเมียนมาตั้งอยู่บนเนินสูง มองลงก็จะเห็นฝั่งไทยอย่างชัดเจน

พี่ทหารอธิบายให้ฟังว่า ปัจจุบันเรามีความสัมพันธ์อันดีกับฝ่ายทหารเมียนมา มีการปรึกษากันในการปราบปรามยาเสพติด และการลักลอบเข้าเมือง นอกจากนี้ มีการจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอลที่วัดนอแลเป็นประจำเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์

        ที่หมู่บ้านนอแลจะมีชาวเขาเผ่าปะหล่องของสองประเทศอยู่ในพื้นที่ติดกัน ฝั่งขวาเป็นชาวเขาที่อยู่ฝั่งไทยและฝั่งซ้ายเป็นชาวเขาที่เป็นชาวเมียนมา ประชาชนทั้งสองฝั่งถนนก็จะไปมาหาสู่กัน

เรามารู้จักความเป็นมาของฐานปฏิบัติการทหารบ้านนอแลว่า มีที่มาอย่างไร

ประวัติความเป็นมาของฐานปฏิบัติการบ้านนอแล

หมู่บ้านนอแลเป็นส่วนหนึ่งของดอยอ่างขาง มีพื้นที่ติดแนวชายแดนไทย-เมียนมา มีการอพยพของชนกลุ่มน้อยตลอดเวลา เช่น กลุ่มขุนส่า ว้า ไทยใหญ่ และชนเผ่าปะหล่อง ชนเผ่าปะหล่องเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งโดยการถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เมื่อครั้งที่เสด็จทรงงานที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ใน พ.ศ. 2527 พระองค์จึงมีพระราชดำรัสให้ชนเผ่าปะหล่องอาศัยอยู่ที่บ้านนอแล

ส่วนฐานปฏิบัติการบ้านนอแลนั้น เริ่มแรกเป็นที่ตั้งของวัดปะหล่องและมีห้องเรียนเคลื่อนที่ โดยเจ้าหน้าที่จากสถานีเกษตรหลวงอ่างขางทำหน้าที่เป็นครูสอนประจำที่โรงเรียนบ้านขอบด้ง และมีครูมาสอนบางครั้ง  แต่ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2528-2530 เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างกลุ่มขุนส่า กลุ่มว้า และไทยใหญ่ โดยมีกลุ่มว้าตั้งฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ที่เดียวกับวัดปะหล่อง และห้องเรียนเคลื่อนที่ในตอนนั้น และในปี พ.ศ. 2530 ได้เกิดเหตุการณ์ต่อสู้กันอย่างรุนแรงที่บริเวณพื้นที่ตั้งของวัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่ โดยกลุ่มว้ายึดครองพื้นที่ที่นั่นไว้ แล้วเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงกับทหารเมียนมา จนในที่สุดทหารเมียนมาก็สามารถยึดครองพื้นที่ไว้ได้ และสามารถเชิญธงชาติเมียนมาขึ้นคู่กับธงชาติไทยที่มีอยู่แล้วของห้องเรียนเคลื่อนที่

ในขณะนั้น ศปก.ทภ. 3 ได้ส่งกำลังทหารมาปฏิบัติงานที่บ้านขอบด้ง โดยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่บ้านขอบด้ง เมื่อเกิดปัญหาอย่างรุนแรงที่บ้านนอแล และมีการยึดพื้นที่โดยทหารเมียนมา ทางกองกำลังทหารไทยจึงได้ไปเจรจากับทหารเมียนมาจนเป็นที่เข้าใจ เมื่อทหารเมียนมาถอนกำลังออกจากพื้นที่บริเวณวัดปะหล่องแล้ว จึงตั้งเป็นฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ในปี พ.ศ. 2530 จนถึงทุกวันนี้

ได้มีการเสด็จเยี่ยมฐานปฏิบัติการบ้านนอแลของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระราชทานสิ่งของแก่เหล่าทหาร และนักเรียนโรงเรียนบ้านขอบด้ง ในปี พ.ศ. 2542 และได้มีการเสด็จเยี่ยมของพระราชวงศ์ต่อมา (ข้อมูลจากแผ่นป้าย)

ชาวปะหล่อง จะเรียกตัวเองว่า ‘ดาระอัง’ ส่วนคำว่าปะหล่องนั้นเป็นภาษาไทยใหญ่ที่ใช้เรียกชนกลุ่มนี้ หมายถึง คนดอย หรือคนภูเขา ชาวปะหล่องที่บ้านนอแลมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ทำไร่สตอเบอรี่ ไร่ขั้นบันได ถนอมอาหาร และทอผ้าแต่คณะของเรามีเวลาจำกัดต้องไปอีกหลายแห่ง จึงไม่ได้มีโอกาสลงเดินชมสินค้าของชาวเขาเผ่าปะหล่องที่ทอผ้าขายที่หมู่บ้านนอแล ที่บ้านนอแลเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวได้ ซึ่งจะมีชาวปะหล่องนำสินค้ามาวางขายด้วย

ราวบ่ายสองโมง ท่ามกลางแดดที่ร้อนจ้า เราเดินทางจากฐานปฏิบัติการทหารบ้านนอแลมายังแปลงผักอินทรีย์ ศึกษาดูงานส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์แก่เกษตกรเผ่าดาราอั้ง หมู่บ้านนอแล และที่แปลงผักเรามีกิจกรรมปลูกผักด้วย

คนซ้ายมือเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานีที่คอยดูแลการปลูกผักที่แปลงให้กับชาวเขา

ชาวปะหล่องกำลังตัดหญ้าแฝกที่ปลูกไว้ระหว่างร่องผักเพื่อให้ดินอุ้มน้ำ ปลูกหญ้าแฝก "ศาสตร์พระราชา" เพื่อกันดินพื้นที่ภูเขาพังทลาย อีกทั้งช่วยทำให้ดินชุ่มชื้น จะเห็นว่า มีการปลูกหญ้าแฝกเป็นขั้นบันได ทุกแห่ง

ชาวเขาและเจ้าหน้าที่กำลังเตรียมดินก่อนที่จะปลูกต้นกล้าผัก ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในหลุมก่อนจะปลูกผัก

สาธิตให้ดูการปลูกผัก และปลูกเสร็จรดน้ำด้วยฝักบัว

เตรียมดินไว้ให้เราปลูก ทุกคนถือเสียบในมือพร้อม

และนี่คือ ต้นกล้าผักสำหรับคณะของเรา ได้ลงมือปลูกกันจริงๆ

ลุย เลย แดดก็ร้อนเปรี้ยงๆ ช่วยกันปลูกคนละสองสามต้น แป๊บเดียวก็เสร็จ

ชมโรงเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก

เมื่อเพาะงอกเป็นต้นอ่อนแล้ว ต้องแยก

วิธีเพาะต้องเอาดินที่เตรียมมาใส่ในช่องกระถางเล็ก แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงไป เมล็ดเล็กมากๆ

ต้นผักที่งอกโตขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว

กระบะที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์

เมื่อเสร็จจากการเยี่ยมชมการปลูกผักและการเพาะเมล็ดพันธุ์ผักแล้ว คณะของเราได้เดินทางไปชมโรงงานอบใบชา และชมไร่ชา ของเผ่าดาราอั้ง ที่หมู่บ้านนอแล

โรงอบใบชาอยู่ด้านบนเนินยอดเขานี้ เราเดินลงมาด้านล่าง

ชมไร่ชาอินทรีย์

ขอบคุณเครดิตภาพนี้จากอินเตอร์เน็ต ปลูกชาเป็นขั้นบันได สลับกับร่องหญ้าแฝก

ระหว่างทาง มีร้านค้าของชาวเขาเผ่าปะหล่อง

ฟังการบรรยายเกี่ยวกับการทรงงานของพ่อหลวง และการปลูกชาจากคุณมณพัฒน์ฯ ณ ตรงนี้ ท่ามกลางขุนเขาและไร่ชาที่สวยงาม

ขอบคุณเครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต

กระทั่งเวลาสี่โมงเย็น คณะเราเดินทางโดยรถตู้มายังหมู่บ้านขอบด้ง และลงเดินเพื่อเยี่ยมชมแปลงส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรเผ่าลาหู่ ซึ่งมีแปลงปลูกสตรอเบอรีและผักกาด ผักกะหล่ำปลี

กอใหญ่งามมาก กะหล่ำปลีสีม่วง

บนเนินดินกลมๆ ด้านบนซ้ายของภาพนี้ คือ เนินทรงงานของพ่อหลวง

จากนั้น เราเดินตามรอยพ่อหลวงมายังเนินที่เรียกว่า “เนินแห่งความจงรักภัคดี” ซึ่งเป็นเนินที่พ่อหลวงทรงเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงงาน ณ บนเนินแห่งนี้ เมื่อเวลาผ่านไป แม้พระองค์จะไม่ได้เสด็จมาอีก แต่ชาวเขาทุกคนทุกเผ่ารักพระองค์ดุจดัง “พ่อหลวง” และยังคงรักษาเนินทรงงานนี้เอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึง “พ่อหลวง” ที่หลายๆครั้งในอดีตเสด็จมาทรงงานที่ตรงนี้ โดยจะเสด็จมาทางเฮลิคอปเตอร์และจอดที่หน้าโรงเรียนขอบด้ง จากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่ เดิน และขี่ม้าไปไร่ชา

ที่บนเนินแห่งนี้บนเนินเคยเป็นที่ประทับเพื่อทรงงานของพ่อหลวง ชาวบ้านไม่ทำอะไร เพื่อเป็นที่รำลึกถึงที่ทรงงานของพ่อ และรอบๆ เนินถึงจะปลูกกะหล่ำปลี  มีเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลการปลูกกะหล่ำปลีให้แก่ชาวเขาได้บรรยายและนำชมการปลูกผักกะหล่ำปลีรูปหัวใจ โดยให้พวกเราลงมือตัดกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นผักอินทรีย์ที่สามารถตัดแล้วกินสดๆ ได้เลย โดยไม่ต้องล้าง

ภูเขาด้านหลังเนินทรงงานแห่งนี้  จะเป็นป่าไม้ซึ่งเป็นป่าปลูกมา 40 ปีแล้ว จากเขาหัวโล้นดังในภาพที่โชว์ กระทั่งมีสภาพเขียวดังที่เห็นทุกวันนี้ และมีป่าที่ให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บของป่าเป็นอาหารได้ด้วย เช่น เห็ด นี่คือ งานที่พระองค์ทรงสร้างสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนมา 

ผ่ากินได้เลย โดยไม่ต้องล้าง เพราะสะอาดและปราศจากสารเคมีใดๆ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

เมื่อเสร็จจากการตัดกะหล่ำปลี คณะของเรายังมีเวลาที่จะเดินตามรอยพ่อจากเนินทรงงานผ่านลูกเขาที่พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินไปยังหมู่บ้านชาวเขาเผ่ามูเซอดำ เพื่อชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมูเซอดำ

บนเส้นทางที่แคบๆ ริมเขา

เราถอดรองเท้าแล้วเดินขึ้นบันได้ไม้ที่ใช้ไม้ทั้งต้นแล้วบากเป็นขั้นๆ ขึ้นมาบนบ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอดำหลังหนึ่งซึ่งเจ้าของไม่อยู่บ้าน และประตูไม่ได้ล็อค แต่คุณมณพัฒฯ บอกว่าเป็นบ้านมูเซอดำ เข้าไปชมได้ เพราะรู้จักดี เมื่อเปิดประตูไม้เข้ามาภายในตัวบ้านไม้ไผ่ฟากซึ่งมีห้องกว้างๆ ห้องเดียว มุมหนึ่งมีที่ทำครัวหุงอาหารมีเตาไฟก่อด้วยดินเหนียวอยู่บนบ้าน มีกระทะสีดำใส่อาหารที่ต้มโดยใช้ไม้ฟืน เห็นเขม่าควันดำจับเพดานหลังคามุงจาก และถัดไปอีกด้านหนึ่งเป็นที่นอนพับม้วนไว้ซึ่งก็อยู่ในบริเวณห้องเดียวกัน ทว่า ตรงข้างฝาไม้ไผ่ขัดแตะที่หัวนอนฉันเห็นภาพขนาดโปสการ์ดรูป “พ่อหลวง” ที่แจกในงานกราบถวายบังคมพระบรมศพที่ในพระบรมมหาราชวังเสียบอยู่ ฉันพูดกับคุณมณพัฒฯ ว่า

 “นี่ ภาพในหลวงที่แจกในงานกราบพระบรมศพที่ในวัง ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ชาวเขาที่ดอยอ่างขางเพิ่งไปถวายความอาลัยกราบพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9  เมื่อสามวันก่อนมานี้เอง ครับ”  คุณมณพัฒฯ ตอบ

ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจในความจงรักภักดีเทิดทูนบูชาเหนือสิ่งอื่นใดที่ชาวเขามีให้แด่พ่อหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทุกคน แม้บ้านชาวเขามูเซอดำเป็นเพียงกระต๊อบไม้ไผ่หลังคามุงจาก แต่เขาก็มีภาพของพ่อหลวงไว้กราบไหว้บูชาที่หัวนอน พ่อหลวงผู้ให้ชีวิตกับชาวเขาบนดอยอ่างขางทุกคนได้อยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน

สักพักหนึ่งขณะที่เรายังยืนอยู่ที่นอกชานหน้าบ้านของมูเซอดำ หญิงชราชาวเขาเผ่ามูเซอดำเจ้าของบ้านกลับมาพอดี เธอดีใจที่เห็นมีแขกมาเยือนถึงบ้าน เธอรีบเอากำไลหญ้า “อิบูแค” ออกมาวางกองให้พวกเราเลือกทันที พวกเราก็เลยช่วยกันอุดหนุนอีกคนละหลายๆ อัน

ตะวันพลบใกล้ค่ำแล้ว ฉันลงจากบ้านชาวเผ่ามูเซอ ใจคิดจะก้าวเดินต่อไปอีกสักหน่อยยังหมู่บ้านด้านล่างลงเนินไป แต่ได้ยินเพื่อนตะโกนบอกว่า

 “รถตู้มารับแล้ว ตอนนี้หกโมงครึ่ง ทุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรม” เราทั้งหมดจึงขึ้นรถกลับที่พัก เพราะคืนนี้หลังอาหารเย็นเรายังต้องสรุปจัดทำรายงานเพื่อที่จะนำเสนอในวันพรุ่งนี้อีกด้วย

ขอขอบคุณนะคะ โปรดติดตามเรื่องราว ต่อไปนะคะ ตามรอยเท้าพ่อหลวง ยังมีต่อค่ะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Chaoying วันที่ : 13/12/2017 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านนะคะ ตามรอยพ่อหลวง ที่ภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ ยังมีอีกนะคะ แต่ขอพักไว้แค่ตอนนี้ก่อนค่ะ แล้วจะเขียนต่อนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Chaoying วันที่ : 13/12/2017 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 5 สำรวจฟ้า ใช่ค่ะ พี่โต้ง ศาสตร์พระราชาใช้ได้กับทุกแห่ง นำไปปรับใช้กับที่นั้นๆ และได้ผลจริง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Chaoying วันที่ : 13/12/2017 เวลา : 16.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 4. แม่หมี
ใช่เลย อยากให้แม่หมีไปเยี่ยมไปชม สักครั้ง เจ้าหญิงไปสามครั้งแล้วก็ยังอยากไปอีก

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Chaoying วันที่ : 13/12/2017 เวลา : 16.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 3 นายยั้งคิด
ขอบคุณมากค่ะ ใช่ค่ะ ไม่เพียงแต่ได้ยินเรื่องราว พระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ อย่างตื้นตันใจ แต่เพลิดเพลินในสภาพภูมิประเทศที่พระองค์สรรค์สร้างอย่างมีคุณประโยชน์และงดงาม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Chaoying วันที่ : 13/12/2017 เวลา : 16.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 2. sorkanchana
ขอบคุณมากค่ะ ที่มาเยือนบ้านเจ้าหญิง มาเรื่อยๆ ก็ได้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 sorkanchana , Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สำรวจฟ้า วันที่ : 09/12/2017 เวลา : 13.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ได้ความรู้และนำมาประยุกต์ใช้กับชุมชนท้องถิ่นอื่นๆได้

ความคิดเห็นที่ 4 Chaoying , sorkanchana ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี from mobile วันที่ : 09/12/2017 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านจบแล้วอยากไปเที่ยวมากๆ แต่สุขภาพไม่อำนวยน่ะสิคะ

ความคิดเห็นที่ 3 Chaoying , sorkanchana ถูกใจสิ่งนี้ (2)
นายยั้งคิด วันที่ : 09/12/2017 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

เพลินตา เพลินใจ ซึ้งใจในพระบารมีในหลวง ร.9

ความคิดเห็นที่ 2 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
sorkanchana วันที่ : 09/12/2017 เวลา : 07.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sorkanchana

ขอบคุณมาก Chaoying ต่อภาพที่อัพมาทรงคุณค่าและความงดงามเหลือเกิน

ความคิดเห็นที่ 1 sorkanchana ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 09/12/2017 เวลา : 00.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ต้องขออภัยในการอัพภาพขึ้นโพสต์นะคะ ช่วงแรก อาจจะไม่สมบูรณ์ ต้องค่อยๆ ทยอย ไม่งั้นหายค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ
โปรดตามมาเรื่อยๆ นะคะ
เอ็นทรีหน้า จะเป็น การตามรอยพ่อ ต่อลมหายใจให้ลิบง ปี 3 ค่ะ
แล้วเจอกันค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน