*/
  • Chaoying
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pkanesuan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-10
  • จำนวนเรื่อง : 558
  • จำนวนผู้ชม : 2033658
  • จำนวนผู้โหวต : 1080
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1080 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม 2562
Posted by Chaoying , ผู้อ่าน : 403 , 21:16:04 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน Surakant , สำรวจฟ้า และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

ในอ้อมกอดขุนเขาตะวันตก (4) ตามรอยรางรถไฟสายมรณะ

ที่ด่านพระเจดีย์สามองค์...กลับเจอสิ่งดีที่ไม่คาดฝัน

           ราว 10.45 น. ฉันขับรถออกจากวัดท่าขนุน อ. ทองผาภูมิ เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปทาง อ. สังขละบุรี ทัศนียภาพของสองข้างทางของถนนลาดยางอย่างดีสองเลนที่รถแล่นสวนไปมาจากทองผาภูมิไป อ. สังขละบุรี ตลอดระยะทาง 75 กม.ในอ้อมกอดขุนเขาตะวันตก...สวยงามมาก...มองเห็นต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นและภูเขาเขียวสดชื่น...ฉันขับรถไต่ระดับความสูงขึ้นไปตามเส้นทางที่โค้งไปโค้งมาขึ้นเขาและลงเขาจากลูกหนึ่งไปยังอีกลูกหนึ่ง สลับกับทางราบ บางช่วงขับขึ้นเขาสูงชันมากแถมโค้งหักศอก  และนานๆ จะเห็นบ้านคนสักหลัง...ช่างน่าอภิรมย์ในธรรมชาติยิ่งนัก

          ฉันขับรถอย่างเพลินใจในเส้นทางด้วยความระมัดระวัง กระทั่งขับผ่านช่วงหนึ่งของ "เขื่อนเขาแหลม" หรือ "เขื่อนวชิราลงกรณ์"  ฉันรู้สึกว่า มาครั้งนี้น้ำในเขื่อนลดเหลือน้อยลงไปมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเทียบกับสี่ปีที่แล้ว (ปี 2558) ที่ฉันขับรถมาก็นับว่าปริมาณน้ำเหลือน้อยแล้ว จนเห็นทุ่งหญ้าขึ้นแทนน้ำในเขื่อน แลเห็นฝูงวัวที่ชาวบ้านนำมากินหญ้าในเขื่อนแทนการเลี้ยงปลาในกระชัง ยิ่งเมื่อเทียบกับการมาสังขละบุรีครั้งแรกของฉันเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว (ปี 2555) ตอนนั้น..น้ำในเขื่อนเยอะมาก แลเห็นบ้านเรือนแพในเขื่อนที่มีคนเลี้ยงปลาในกระชังมากมาย บนริมเขื่อนมีร้านอาหารหลายร้าน ...แต่มาวันนี้ ในเดือนมิถุนายน ปี 2562 ต่างจากเมื่อเจ็ดปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง แทบจะไม่เห็นมีแพเลี้ยงปลาในกระชัง ไม่มีร้านอาหารอีกเลย น้ำแห้งเหือดจนเขื่อนกลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวขนาดใหญ่ ถนนช่วงนี้จะเห็นที่ดินของชาวบ้านรอบริมเขื่อน มีการปลูกทุเรียนซึ่งกำลังออกลูก และเห็นต้นเงาะออกลูกเริ่มสุกแล้ว บางบ้านที่ทำสวนผลไม้ได้นำเงาะและทุเรียนมาวางขายที่ริมถนนด้วย

        ราวบ่ายโมง ..ฉันขับรถมาถึงทางสามแยก ถ้าเลี้ยวซ้ายจะเข้า อ. สังขละบุรี ถ้าเลี้ยวขวาไปด่านพระเจดีย์สามองค์..ฉันเลือกที่จะไปด่านเจดีย์สามองค์ก่อนแล้วค่อยกลับมาหาที่พักที่ อ. สังขละบุรี (ฉันยังไม่ได้จองที่พักอีกเช่นเคย) เพราะ ฉันตั้งใจจะไปตามหาร่องรอยรางรถไฟสายมรณะที่ด่านพระเจดีย์สามองค์นั่นเอง…

        ฉันเลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั้มปตท. ซึ่งมีปั้มเดียวตรงทางไปด่านพระเจดีย์สามองค์ เราแวะกินข้าวขาหมูที่ขายในปั้มปตท. เป็นมื้อเที่ยง (ข้าวขาหมูเจ้านี้อร่อยมากขอบอก) เมื่อกินเสร็จพอดี สายฝนก็โปรยปรายลงมา เราออกเดินทางต่อ

มองท้องฟ้าทางที่จะไปด่านพระเจดีย์เห็นเมฆดำทมึนแผ่ปกคลุม คิดว่ายังไงเราก็คงไม่รอดฝนห่านี้แน่ ฉันมาด่านเจดีย์สามองค์ทีไรก็เจอฝนทุกทีจนชินเสียแล้ว 

           ระยะทางแค่ 18 กม. จากสามแยก อ. สังขละบุรี ภายในครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงด่านพระเจดีย์สามองค์ราวบ่ายสองโมงกว่าๆ

ประวัติความเป็นมาของด่านพระเจดีย์สามองค์

               พระเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่ที่ ต.หนองลู อ. สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เดิมเรียกว่า "หินสามกอง" เนื่องจากเดิมเป็นเพียงกองหินที่ชาวบ้านนำมาวางไว้ ก่อนเดินทางผ่านไปยังประเทศพม่ามาแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยความเชื่อว่าเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แคล้วคลาดปลอดภัย  ต่อมาใน พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้นำชาวบ้านมาก่อสร้างเจดีย์จากหินกองใหญ่ จนเป็นเจดีย์สามองค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เจดีย์สาม 3 องค์ มีลักษณะเป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม สร้างเรียงกันในแนวยาวขนานกับเทือกเขาตะนาวศรี

              ปัจจุบันบริเวณพระเจดีย์สามองค์เป็นจุดกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทย – เมียนมา ในแนวเขาตะนาวศรี สมัยก่อนที่แห่งนี้เคยเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญในการทำสงครามไทย–พม่า   และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1942-1945 หรือ พ.ศ. 2485-2488) ยังเป็นจุดสุดท้ายของทางรถไฟสายมรณะในประเทศไทยก่อนที่จะเข้าไปสิ้นสุดที่เมืองต่านบิวซายัตในประเทศเมียนมา (ฉันจะนำเพื่อนๆ ไปเที่ยวเมืองต่านบิวซายัตวันหลังนะคะ )

            ฉันเลี้ยวรถหาที่จอดแล้วรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ จึงถามชายหนุ่มชาวเมียนมาที่เดินเข้ามาถามเราตรงที่จอดรถว่า

            “อยากเข้าไปเที่ยวในพม่าไหม เรามีรถบริการนำไปครับ”

            “ยังก่อนค่ะ อยากเข้าห้องน้ำก่อน ไม่ทราบว่า แถวนี้มีห้องน้ำไหมคะ” ฉันตอบเลี่ยง อันที่จริงวันนี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปเที่ยวฝั่งพม่าเลย

            “ตรงนี้ไม่มีห้องน้ำครับ  ห้องน้ำอยู่ตรงร้านขายก๋วยเตี๋ยวตรงโน้นครับ” ชายคนนั้นบอกแล้วชี้ไปทางร้านค้าที่ชายพรมแดนไทย-เมียนมา

            “อ๋อ ค่ะ ขอบคุณ” ฉันตอบแล้วรีบเดินไปยังร้านขายของบริเวณพรมแดนหน้าด่านเจดีย์สามองค์เพื่อหาห้องน้ำ

             ฉันเดินผ่านที่ทำการของด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านหนึ่ง ฉันเดาเอาว่า น่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ที่ชายผู้นั้นบอกว่ามีห้องน้ำบริการ และก็ใช่จริงๆ ด้วย มีห้องน้ำบริการเสียเงิน 5 บาท

             จากนั้นฉันตั้งใจจะเดินดูสินค้าที่ขายอยู่รอบๆ ตลาดตรงชายแดนสักหน่อย ไม่ได้มานานแล้ว

แต่ยังไม่ทันได้เดินทั่ว ฝนตกหนักเสียก่อน จึงเดินดูได้แค่สามสี่ร้าน ซึ่งส่วนมากก็ขายของที่มาจากประเทศเมียนมา ได้แก่ เครื่องประดับ พระพุทธรูป เครื่องสำอางทำจากทานาคา งานไม้แกะสลัก เฟอร์นิเจอร์ ของกินของฝาก อาทิ ชา กาแฟสำเร็จรูป ขนม ถั่วตุ๊บตั๊บ และกล้วยไม้ ในราคาไม่แพง

ฝนตก ไม่ได้เดินไปอีกด้านเลย

น้ำไหลนอง

 ฝนตกหนักจนน้ำไหลนองไปทั่วบริเวณ ฉันจึงกลับมาหยุดยืนหลบฝนอยู่ที่หน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่ฉันเข้าห้องน้ำตอนแรก และที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวนี้เอง ฉันมาหยุดอยู่ที่ข้างแท่นปูนสี่เหลี่ยมจึงก้มดูและอ่านอย่างตั้งใจ

โอ้..ว้าว..ฉันเจออะไรบางอย่างแล้วหละ

             ปรากฏว่าเป็นแท่นจารึก ฉันขอเรียกมันว่า “กระสวยเวลา” (Time Capsule) ที่สร้างขึ้นโดยทหารพันธมิตรซึ่งเคยเป็นนักโทษในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1942-1945 หรือ พ.ศ. 2485-2488) ที่รอดและยังมีชีวิตอยู่ (surviving ex-prisoner of war) เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 50 ปี (จากปี ค.ศ. 1945 – ค.ศ.1995 หรือ พ.ศ. 2488 -2538) แท่นนี้จารึกไว้เมื่อ 25 เมษายน พ.ศ. 2538 (ค.ศ.1995) และจะเปิดในอีก 50 ปีข้างหน้า ในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2588 (ค.ศ. 2045) ด้วยความหวังว่า “เรื่องราวของเส้นทางรถไฟสายมรณะระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมานี้ จะได้รับการจดจำโดยคนรุ่นหลัง”

 

เป็นลายแทงที่น่าสนใจมาก

 

            แท่นจารึกแสดงถึงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะที่สร้างโดยทหารฝ่ายพันธมิตร ซึ่งตกเป็นนักโทษในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ทหารญี่ปุ่นมีชัยชนะเหนือฝ่ายพันธมิตรและเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อให้ทหารเชลยสร้างทางรถไฟเริ่มจากสถานีหนองปลาดุก อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี มายังเมืองกาญจนบุรี ผ่านสถานีต่าง ๆ มาถึงด่านเจดีย์สามองค์ ดังนี้

 1) แม่น้ำแควใหญ่

 2) วังโพธิ์

 3) สถานีน้ำตกไทรโยคน้อย

 4) ผ่านช่องเขาขาด (Hell Fire Pass)

 5) ทางรถไฟเชื่อมที่นี่ เมื่อ 16 ต.ค. พ.ศ. 2486

 6) ด่านพระเจดีย์สามองค์ ของประเทศไทย  และทางรถไฟสร้างผ่านเมืองพย่าโต้งสู่ไปสิ้นสุดที่เมืองต่านบิวซายัต ในรัฐมอญ ของประเทศเมียนมา

หมายเลข 6 คือ ด่านเจดีย์สามองค์ และไปสิ้นสุดที่เมืองต่านบิวซายัต

            ฝนยังตกพรำๆ ฉันมองดูนาฬิกาเวลาแค่บ่ายสามโมง หากจะกลับไป อ. สังขละบุรีก็จะเร็วเกินไป จึงตัดสินใจกลับไปติดต่อกับหนุ่มคนที่มาถามเราครั้งแรก ว่า เราจะเข้าไปเที่ยวในเมืองพย่าโต้งสู่ของประเทศเมียนมา  สักครู่มีไกด์เป็นเด็กหนุ่มอายุ ราว 20 ปี มาขอบัตรประชาชนไปทำหนังสือผ่านแดนให้ โดยนำบัตรไปถ่ายสำเนาแล้วนำมาคืนเรา

ด่านตรวจคนเข้าเมือง

           นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวเมียนมา สามารถทำใบผ่านเข้า-ออกแดนระหว่างประเทศ โดยมีกำหนดอยู่ภายในประเทศนั้น ๆได้ 1 วัน (เวลาเปิด-ปิดด่าน ตั้งแต่ 06.00 น.ถึง 18.00 น.) นักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการผ่านเข้าประเทศเมียนมา ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเดินทาง เพียงแสดงบัตรประชาชนเพื่อขอบัตรผ่าน เข้า-ออก และเสียค่าธรรมเนียมคนละ 40 บาท อีกทั้งสามารถขับรถเข้า-ออกได้โดยเสียค่าธรรมเนียมรถยนต์เพียง 50 บาท 

มองเห็นคนไทยที่เข้าไปเที่ยวในฝั่งเมียนมา เดินตากฝนกลับมากันแล้ว

แต่ฝั่งเมืองพะย่าโต่งสู่ ท้องฟ้ายังชุ่มน้ำ ไม่ว่ามองไปทางไหน

           จากนั้นเราก็เดินเข้าประตูรั้วผ่านแดนไทยไปฝั่งเมียนมา เดินไปนิดเดียวก็ถึงที่รถจอด เป็นรถเก๋งติดแอร์คันใหญ่สะดวกสบายทีเดียว ไกด์ของเราเป็นชาวกะเหรี่ยง จะนำชมวัดต่างๆ ในเมืองพะย่าโต้งสู่ ตามที่ตกลงในโปรแกรมซึ่ง มี 4 วัด กับตลาดสดและร้านปลอดภาษี (ราคา 900 บาท สองคน) เราขึ้นรถไปท่ามกลางสายฝนยังโปรยปรายไม่ขาดสาย

           วัดแรก คือ วัดเสาร้อยต้น เป็นวัดที่สร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะ มีเสาไม้แดงจำนวนมากถึง 105 ต้น เป็นอาคารไม้สองชั้น ชั้นบนไปไหว้พระ ที่ด้านหลังวัดเสาร้อยต้นนี้ มีกำแพงพระพุทธรูปยืนเป็นแถวเรียงราย จำนวน 120 องค์อีกด้วย หลวงพ่อตั้งใจจะสร้าง 500 องค์

หลวงพ่ออุตตมะ พระชาวมอญที่ชาวไทยและชาวมอญนับถือ เป็นผู้สร้างวัดเสาร้อยต้น 

เสาไม้แดงทั้งต้นทั้งหมด ในชั้นล่าง

ขึ้นไปกราบพระ ชั้นบน อธิษฐานขอได้เพียงอย่างเดียว

เสาไม้ด้านบนไม่ได้ใช่เสาไม้ทั้งต้นเหมือนชั้นล่าง แต่เอาไม้มาประกบบนเสาปูน

มองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นทิวเขาล้อมรอบสวยงามมาก กลางสายเมฆฝน

เห็นแนวพระพุทธรูปนั่นไหม เบื้องล่างนั่น

เสาร้อยต้น ไม้แดงทั้งต้น ชั้นล่าง

หลวงพ่ออุตตมะตั้งใจจะสร้างพระพุทธรูปให้ได้ 500 องค์ เป็นกำแพงไปถึงภูเขา แต่สร้างได้เพียง 120 องค์

มองไปเห็นวัดเรือนไม้เสาร้อยต้นที่เราเพิ่งจากมา

           วัดที่ 2  วัดเจดีย์ทอง หรือ “วัดทองคำ” วัดตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถขับรถขึ้นไปถึงบริเวณเจดีย์ได้ องค์เจดีย์มีขนาดไม่ใหญ่ สีทองอร่าม ฐานทรงเหลี่ยมคล้ายเจดีย์ชเวดากองจำลอง รอบองค์เจดีย์มีซุ้มประดิษฐานพระพม่า

           วัดที่ 3 วัดพระนอน เหมือนพระนอนเจ้าทัตจี้หรือพระนอนตาหวาน ที่กรุงย่างกุ้ง พระนอนองค์นี้สร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะเช่นกัน

           วัดที่ 4 วัดต่าวไวน์ (รอบภูเขา) เป็นวัดที่สร้างโดยชุมชนชาวลาวที่อยู่ในประเทศเมียนมา ซึ่งฉันก็เพิ่งทราบว่าในเมืองพะย่าโต้งสู่ มีชุมชนลาวชุมชนใหญ่มากอาศัยอยู่ ซึ่งคนลาวที่วัดบอกว่าบรรพบุรุษได้ถูกกวาดต้อนมารกรากตั้งแต่สมัยก่อน

ประตูวัดต่าวไวน์ งดงามใหญ่มาก

เขียนด้วยภาษาไทยเพื่อสื่อให้คนไทยทราบ

หากแต่งตัวนุ่งสั้นไม่เรียบร้อย ก็ขอให้เปลี่ยนผ้าก่อนนะคะ มีวางไว้ให้บริการฟรี

วัดใหญ่เย็นสบาย พื้นกระเบื้องน่านั่งมาก

กราบพระประธาน งดงามมาก

พี่น้องชาวลาว เว่าอิสานได้เลย หรือพูดไทยก็ได้ชัดเจน

ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีรูปปั้นของโบโบจี้ (คนไทยเรียก พระเทพทันใจ) จำลองจากโบโบจี้ จากวัดโบถะถ่าว กรุงย่างกุ้ง อธิษฐานได้อย่างเดียว

           จากนั้น..ไกด์หนุ่มกะเหรี่ยงถามฉันว่า “พี่อยากไปเที่ยววัดกะเหรี่ยงไหม”

           “ไปสิ พี่อยากไปวัดกะเหรี่ยงด้วย ไม่คิดเงินเพิ่มนะ” ฉันตอบ

กราบพระที่วัดกะเหรี่ยง

            เมื่อไกด์นำเรามาที่วัดกะเหรี่ยง เป็นวัดอาคารไม้สองชั้น ลักษณะเสาสร้างด้วยต้นไม้ทั้งต้นเหมือนวัดเสาร้อยต้น เราไปถึงวัดนี้ตอนสี่โมงเย็น มีชายคนหนึ่งมาต้อนรับและเชิญให้เราขึ้นไปชั้นบน ฉันจึงได้เห็นและทราบว่า วัดนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นผู้มีใจเมตตาอุปการะเลี้ยงดูเด็กๆ ทั้งหญิงและชายชาวเมียนมาจำนวน 600 คน เด็ก ๆ พักอาศัยที่วัด และเวลาสี่โมงเย็นเป็นเวลาที่เด็กๆ ทั้งหมดมารับประทานอาหารเย็นพร้อมกันบนศาลาแห่งนี้

นั่งเรียงแถวหน้ากระดาน หันหน้าไปทางด้านหน้า ที่หลวงพ่อยืนอยู่

ก้มลงกราบหลวงพ่อ ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหาร

แล้วหันหน้าเข้าหากัน รับประทานอาหารได้ด้วยมือ (น่าจะล้างมือก่อนมา)

เด็กเล็ก ฉันแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

เด็กโตขึ้นมาหน่อย

เด็กผู้หญิง

           เด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่พ่อแม่ยากจน บางคนพ่อแม่แยกทางกัน บางคนกำพร้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ ในแต่ละวันทางวัดต้องหุงข้าวถึง 3 กระสอบเลี้ยงอาหารสามมื้อ และเด็กๆ เหล่านี้ไปโรงเรียนตามวัยของเขาด้วย นับว่าหลวงพ่อสร้างกุศลอย่างแรงกล้ามาก ทำให้ฉันคิดถึงวัดที่ดิฉันเคยไปสอนภาษาไทยที่หมู่บ้านอายาด่อ เมืองโมวยัว มณฑลสะกาย ฉันทำบุญด้วยแบ็งค์สีม่วงทันทีโดยไม่ต้องคิด แค่นั้นฉันก็เป็นสุขใจที่สุดแล้ว

เด็กๆ เดินมาส่งเราเพื่อที่จะขอบคุณและส่ง

             เวลาห้าโมงแล้ว ฝนยังตกพรำๆ และท้องฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว ฉันรีบกลับจึงไม่ได้แวะตลาดนัดเมืองพะย่าโต้งสู่ ซึ่งคิดว่าเย็นมากคงไม่มีอะไรขายแล้ว และไม่แวะร้านปลอดภาษี เพราะฉันไม่ได้สนใจจะซื้ออะไร เราจึงออกจากด่านพระเจดีย์สามองค์มุ่งหน้ากลับไปยัง อ. สังขละบุรี เพื่อไปหาที่พักก่อนตะวันตกดินท่ามกลางสายฝนพรำตลอดทาง...

        

         



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 20.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 7 สำรวจฟ้า
ที่ตลาดพรมแดน มีกล้วยไม้ขาย ยังมีแต่น้อยลงมาก
เด็กๆ น่าสงสาร คนที่ไม่มี ก็ไม่มีจริงๆ วัดหลายวัดในเมียนมาที่เคยเห็น อนุเคราะห์เด็กๆ แต่เจ้าอาวาสจะต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีมาก ถึงจะเลี้ยงคนยากไร้ได้มากขนาดนี้ ไม่ใช่ทุกวัดที่ทำได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Chaoying วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 6 Vinitvadee
ว้าว ได้คู่ชีวิตเป็นหนุ่มทองผาภูมิ ..
มิน่าถึงไปทุกปี น่าอยู่มากแถวนั้น หากไม่คิดจะอยู่ในเมืองหลวง

ความคิดเห็นที่ 7 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

น่าสงสารเด็กๆในวัด
ด่านเจดีย์สามองค์ยังมีกล้วยไม้ป่าและสัตว์ป่าขายอยู่อีกไหม

ความคิดเห็นที่ 6 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

เจ้าหญิงคะ

ไม่เคยไปอยู่จริงๆ อยู่นานสุดแค่อาทิตย์เดียวค่ะ ตอนเด็กๆ
เพราะเพื่อนรักของแม่ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือเมืองกาญจน์
แล้วได้คู่ชีวิตเป็นหนุ่มทองผาภูมิ แต่ไปทุกปีค่ะ

รออ่านทริปต่อไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Chaoying วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 14.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 3 พี่พุธทรัพย์
ไม่ต้องเสียดายค่ะ ไม่ขับเอง ก็นั่งให้คนอื่นขับ นั่งชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เหมือนขับเองเนอะ
ออสเตรเลีย คงจะสวยมาก ธรรมชาติของเค้าสุดยอด ส่วนนิวซีแลนด์ก็คงเช่นกัน เจ้าหญิงยังไม่เคยไป เคยแต่ไปออสเตรเลียค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 14.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 2 Vinitvadee
หวัดดีค่ะ คุณวินิจวดี
"เห็นเจดีย์สามองค์ ตอนเด็กๆ แล้วผิดหวังมาก" นึกว่าจะใหญ่กว่านี้
ค่ะ เจดีย์ธรรมดา ไม่เริ่ดหรู อลังการ เหมือนเจดีย์อื่นๆ ที่เราเห็นตามวัด..เจดีย์นี้คงเป็นแบบนี้มานานแล้ว และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเจดีย์ไปแล้ว แต่ก็ น่ารักดีนะคะ เห็นปุ๊บ รู้ปั๊บ
..ห้องน้ำเนี่ย สถานที่ท่องเที่ยวควรอย่างยิ่งต้องมี หากจะให้ด่านเจดีย์สามองค์เป็นที่ท่องเที่ยว ซึ่งก็เป็น..ผู้บริหารแถวนั้น ควรให้ความสำคัญกับห้องสุขา มากกว่านี้ค่ะ
..เมืองกาญจน์ ..เมืองทอง..มีอะไรมากกว่าที่คิด เมื่อก่อนก็คิดว่า กาญจน์เป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในหน้าร้อน เพราะมีภูเขาหินล้อมรอบ แต่ปัจจุบัน มีเมืองอื่นๆ ที่ร้อนตัดหน้ากาญจน์ไปแล้ว
..เมืองกาญจน์ มีอะไรให้น่าค้นหา น่าเที่ยวหลายแห่ง ยังเที่ยวไม่จบเลยค่ะ
..อิจฉาคุณวินิจวดี ที่เคยอยู่ดินแดนแถบนั้น ไม่ว่า จะซองกาเรีย ทองผาภูมิ สังขละบุรี ..ธรรมชาติงดงาม สวยจริงๆ ค่ะ คุณโชคดีที่ได้อยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์และมีภูเขาเขียวๆ ต่างจะเขาที่อื่นๆ ที่หัวโล้น
..ขอบคุณมากค่ะ ที่อ่านเรื่องของเจ้าหญิงจบแล้ว ระลึกชาติได้..ดีใจจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พุธทรัพย์ from mobile วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup

เสียดายครับคุณเจ้าหญิง ถ้าอายุอานามสมัยขับรถตระเวณในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตอน 40 กว่าๆ คงขับตามรอยคุณเจ้าหญิงแล้วละครับ เสียดายครับ...เสียดาย

ความคิดเห็นที่ 2 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 19/07/2019 เวลา : 08.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

สายสวัสดิ์ค่ะเจ้าหญิงคะ

ตามมาอ่านค่ะ

ตอนเป็นเด็ก เมื่อเห็นเจดีย์สามองค์ โอย ผิดหวังมาก
นึกว่าจะใหญ่โตกว่านี้

ยามต้องการ "สุขาอยู่หนใด" มันทรมานจริงๆ แถมตอนนั้น ฝนกำลังจะตกอีก

ฝนเมืองกาญจน์ ซึมซับมาสุดใจ
เมืองที่ตอนดึกถึงเช้ามืด เย็นยะเยือก แล้วก็ร้อนขึ้นๆ ตามเวลาที่ผันผ่าน
พ่อเคยพูดว่า "ร้อนมาก ร้อนที่สุด ร้อน ฉ.ห."
ครั้นฝนตก ก็ตกเอาๆ ราวกับมีหน้าที่ตก ตกหนักๆ

ฝนตกหนักเวลานั้น เราอยูแพน้อยที่เกริงกะเวีย ยังกลัวตามประสาเด็ก

อีกปีที่ซองกาเรีย ก็ "เหมียน กัน นิคะ" อิอิ อิสานบวกใต้น้าคำนี้น่ะ

“กระสวยเวลา” ต้องอ่าน อุโมงค์เวลาของ กฤษณา อโศกสินประกอบ น่าจะเข้าใจตรงนี้อย่างถ่องแท้ค่ะ

งานของกฤษณา อโศกสิน ข้อมูลเพียบ แน่น และตามความเป็นจริง
แฮ่ๆ พิสูจน์มาแล้วทั้งชีวิตเพราะอ่านมาแล้วทุกเล่มที่พิมพ์ออกมา
แม่เป็นแฟนตัวยง เลยได้อ่านตามค่ะ

อ่านสนุก ภาพงามมาก นางแบบแต่งตัวสวยถูกใจ

อ่านจบแล้ว ราวกับระลึกชาติ
เพราะเคยเห็นมาบ้างแล้ว อาจจะแตกต่างในรายละเอียด
ขอบคุณมากค่ะเจ้าหญิงคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 18/07/2019 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

หวัดดีค่ะ เพื่อนๆ
คำว่า พะย่า แปลว่า เจดีย์ หรือพระพุทธรูป
คำว่า โต้ง แปลว่า สาม
คำว่า สู่ แปลว่า องค์ (ลักษณะนาม)
รวมแล้ว พะย่าโต้งสู่ คือ พระเจดีย์สามองค์ นั่นเองค่ะ
อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอขอบคุณพื้นที่ดี ๆ แห่งโอเคเนชั่น ค่ะ
เจ้าหญิงนกตบยุง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน