*/
  • Chaoying
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pkanesuan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-10
  • จำนวนเรื่อง : 602
  • จำนวนผู้ชม : 2173519
  • จำนวนผู้โหวต : 1108
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1108 คน
<< ตุลาคม 2020 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2563
Posted by Chaoying , ผู้อ่าน : 475 , 22:30:49 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน emilia , สำรวจฟ้า และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

 

เมื่อฉันไปสอนภาษาไทยที่พม่า 1. ตอน..พ่ออยู่ใกล้แค่นี้เอง

        ปลายเดือนกันยายน ปี 2560 เวลาราวหกโมงเย็น ฉันขับรถกลับบ้าน ขณะที่แวะจอดที่ร้านเซเว่นก่อนถึงบ้าน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ฉันรับสาย

          “หวัดดีค่ะ สะยามะ มิงกะลาบา”

        “เดือนตุลา ว่างไหม” เสียงปลายสายถาม

        “ว่างค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันตอบ

        “ไปสอนภาษาไทยที่พม่าได้ไหมประมาณ 1 เดือน” เสียงปลายสายจากผู้ที่ฉันเรียกว่า “สะยามะ” บอกโดยไม่อ้อมค้อม (สะยามะ ภาษาพม่าแปลว่า อาจารย์ผู้หญิง)

        “ได้เลยค่ะ ไปเมื่อไหร่คะ” ฉันตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิดเลย ด้วยความตื่นเต้นดีใจ

        “ไปวันที่ 3 ตุลาคม โอเคไหม” ปลายสายถาม

        “โอเคค่ะ แต่ว่า...วันที่ 26 ตุลาคม ต้องขอกลับมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร. 9 นะคะ แล้วค่อยกลับไปสอนต่อ ได้ไหม” ฉันรีบแจ้งภารกิจสำคัญในชีวิต เพราะอยู่ในใจตลอดเวลา

        “ได้จ้า” เสียงสะยามะตอบอย่างหนักแน่นเสมือนหนึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่รู้ดีว่า คนไทยทั้งประเทศไม่มีใครยอมพลาดงานประวัติศาสตร์อันสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตนี้

จากนั้น ฉันก็ถามรายละเอียดอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับการไปสอนภาษาไทยครั้งนี้ ตามประสาคนที่มีอาชีพจัดการฝึกอบรม

          “ผู้เรียน เป็นใคร หญิงหรือชาย กี่คนคะ” ฉันถามเพื่อจะได้รู้กลุ่มผู้เรียน

          “เด็ก ๆ มีทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ประมาณร้อยกว่าคน” สะยามะตอบ

           “โอ้โห จำนวนร้อยกว่าคนเหรอคะ แล้วสอนที่ไหนคะ” ฉันถามถึงสถานที่ เพราะนอกจากต้องรู้เกี่ยวกับ ผู้เรียน จำนวน เพศ อายุ แล้วก็จำเป็นต้องทราบถึงสถานที่เรียน ฉันพลางจินตนาการไปถึงห้องโถงใหญ่มีไมโครโฟนใช้ที่สามารถรองรับคนได้เป็นร้อย เหมือนห้องอบรมในโรงแรมที่ฉันคุ้นเคยในเมืองไทย

           “สอนที่วัดค่ะ โพ่งโพ่งมีค่าสอนให้ แต่ไม่มากนะคะ” เสียงสะยามะบอก (โพ่งโพ่ง หมายถึง “หลวงพ่อ” ในภาษาพม่า)

           “ค่ะ ได้เลย ไม่เป็นไรเรื่องค่าสอน” ฉันตอบรับโดยไม่คิดอะไรอีก มีแต่ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปสอนภาษาไทยที่พม่า แม้จะเป็นโรงเรียนวัดและมีค่าสอนเล็กน้อยก็ตาม ฉันไม่ได้สนใจเรื่องเงินค่าสอนด้วยซ้ำไป สอนฟรีก็ได้เพราะฉันคิดว่า การได้ไปสอนที่ประเทศพม่า นอกจากจะได้ประสบการณ์ดี ๆ ที่หายากแล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้ฝึกพูดภาษาพม่าด้วย

ค่ำคืนวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ วันถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ..ณ จุดพุทธมณฑล

พระราชพิธีที่จัดขึ้น ณ บริเวณพุทธมณฑล

ส่งพ่อหลวงเสด็จสู่สวรรคาลัย

ผู้คนชาวไทย รวมทั้งฉัน ยืนรอในคิวตั้งแต่แปดโมงเช้า ถึง สี่ทุ่ม ทุกคนไม่มีใครย่อท้อ

การเตรียมตัว: เตรียมใจ

          ฉันมีเวลาสามวันในการเตรียมตัวก่อนวันเดินทาง ก่อนอื่นฉันให้กำลังใจแก่ตัวเองก่อน ฉันบอกตัวเองว่า “เราต้องทำได้สิ” แม้ฉันจะไม่ใช่ครูสอนภาษาไทย แต่ฉันก็มั่นใจว่าความรู้ด้านภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่ของฉันดีพอตัว เพราะฉันรักและชอบเรียนภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แม้ฉันไม่เคยสอนภาษาไทยแต่ฉันก็เคยสอนภาษาอังกฤษ ฉันผ่านการอบรมการสอนภาษาอังกฤษ (Teaching English as a second language) จาก International House กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และยังไปอบรมด้านการสอนที่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และอินเดีย ซึ่งฉันคิดว่าน่าจะประยุกต์เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษมาใช้กับการสอนภาษาไทยได้ นอกจากนี้ ฉันยังมีวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพครูจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชด้วย ความรู้เหล่านั้นช่วยให้ฉันมั่นใจ เท่านี้ยังไม่พอ ฉันรีบโทรไปหาอาจารย์วีระพงศ์ มีสถาน ผู้เคยอบรมหลักสูตร “การสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ” แก่ให้ฉัน ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โชคดีมากที่อาจารย์เพิ่งกลับมาจากไปสอนภาษาไทยที่ประเทศญี่ปุ่นพอดี

           “อาจารย์ค่ะ มีแผนการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไหมคะ” ฉันถามหลังจากที่บอกว่าจะไปสอนภาษาไทยที่พม่า

           “เอาไฟล์ที่ผมก็อปปี้ให้นั่นแหละ ใช้ได้เลย” อาจารย์วีระพงศ์ฯ บอก …

การเตรียมอุปกรณ์การสอน

                  จากนั้นฉันไปหาซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ได้แก่ แผ่นชาร์ตตัวอักษร ก-ฮ และตัวสระภาษาไทย รวมทั้งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเบื้องต้น ที่ร้านศึกษาภัณฑ์ที่พึ่งของฉันยามนี้ซึ่งเป็นร้านที่รวมทุกสิ่งที่เกี่ยวกับหนังสือแบบเรียนภาษาไทยและอุปกรณ์เครื่องเขียนต่าง ๆ  (ขณะนั้น ปี 2560 ยังมีร้านศึกษาภัณฑ์อยู่ที่ถนนราชดำเนินใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปัจจุบันปี 2563 ร้านศึกษาภัณฑ์ตรงถนนราชดำเนินไม่มีแล้ว) ฉันเลือกได้หนังสือแบบเรียน 3-4 เล่ม แผ่นชาร์ตตัวอักษร 4-5 แผ่น ปากกาสำหรับเขียนไวท์บอร์ดสีต่าง ๆ 3-4 แท่ง แปรงลบไวท์บอร์ด ดินน้ำมัน blue tag สำหรับติดภาพ และสก็อตเทป แค่นี้พอ เดี๋ยวน้ำหนักจะเกินเวลาขึ้นเครื่องบิน ส่วนสมุดและกระดาษเอ 4 ค่อยไปหาซื้อที่เมืองมัณฑเลย์ ประเทศเมียนมา

การเดินทาง

         ถึงวันเดินทาง ฉันเดินทางพร้อมกับสะยามะโดยสายการบินแอร์เอเชีย ออกจากสนามบินดอนเมืองราว 10.50 น. และไปถึงสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์เป็นเวลาราวบ่ายโมง มีรถของทางวัดมารับที่สนามบิน ต่อจากนั้นเราเข้าไปในเมืองมัณฑะเลย์ กินอาหารเที่ยง สะยามะแวะซื้อของในตลาดเพื่อนำไปถวายวัด และแวะร้านขายเครื่องเขียนซื้ออุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติม เช่น ไวท์บอร์ด สมุด ปากกา และกระดาษ A 4 กระทั่งใกล้เวลาห้าโมงเย็นแล้ว รถก็นำเราออกจากเขตมัณฑะเลย์ข้ามสะพานเหล็กที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำอิรวดีอันกว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาถึงสามเท่าเข้าสู่ฝั่งมณฑลสะกาย ซึ่งฉันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าทางที่เราผ่านมีบ้านช่างปั้นหม้อดินเผา เหมือนฉันเคยมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่บล็อกเกอร์พี่โบเดียจัดทริปมาเที่ยววัดมหาเต่งด่อจี้ ชมภาพเขียนฝาผนังที่วาดโดยช่างศิลป์สมัยอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนมาเมื่อ 253 ปีมาแล้ว แสงตะวันค่อย ๆ โพล้เพล้กระทั่งลับฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุมทำให้ฉันมองไม่เห็นสองข้างทาง รู้แต่เพียงว่าทางที่กว้างค่อย ๆ แคบลง และพื้นผิวถนนไม่ค่อยดีนัก ฉันถามคนขับรถว่า ระยะทางไกลเท่าไหร่

         ราว “160 กม. อีก 2 ชม. ” คนขับรถตอบ

          เรานั่งรถไปราว 2 ชั่วโมงกว่า ถึงทางเลี้ยวเข้าถนนดินแดงเล็กๆ เหมือนทางเกวียนในความมืด มีแต่ไฟหน้ารถมองเห็นสภาพถนนเป็นดินโคลนเหมือนฝนตกเพิ่งแล้ง สักพักก็มาถึงวัดเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เราไปกราบหลวงพ่อซึ่งรอการมาของเราอยู่ ท่านให้แม่ครัวของวัดเตรียมอาหารค่ำไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว เพราะรู้ว่า เรามาถึงต้องหิว เมื่อไหว้หลวงพ่อเสร็จ เราก็ไปกินอาหารค่ำ แล้วไปพักที่เรือนพักรับรองของทางวัดซึ่งมีญาติโยนสร้างถวาย

โต๊ะที่ทำงานของหลวงพ่อ มุงด้วยใบตาล หลวงพ่อบอกว่า จะทำให้ไม่ร้อน

          ฉันรีบเข้านอนด้วยความง่วงและเหนื่อยจากการเดินทาง และพรุ่งนี้ฉันจะเริ่มสอนภาษาไทยเป็นวันแรก ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เจอกับนักเรียนของฉัน ชั้นเรียนของฉันจะเริ่มสอนตอนหกโมงเช้าถึงแปดโมงเช้า (หากเป็นเมืองไทยเวลาหกโมงเช้า ฉันเพิ่งตื่น) และหลังจากนั้นจะสอนอีกกลุ่มตอนสิบโมงถึงเที่ยง และตอนเย็นสอนตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสองทุ่ม เรียกว่ามาเพื่อสอนโดยเฉพาะในเวลาอันจำกัด

          ฉันจะค่อยๆ เล่ารายละเอียดในตอนต่อๆ ไปนะคะ แต่เอ็นทรีนี้ ฉันอยากจะเขียนถึงความประทับใจที่ฉันได้เจอถึงกับทำให้ฉันหลั่งน้ำตาออกมา

          วัดที่ฉันไปสอนเป็นสถานปฏิบัติธรรม ชื่อว่า “กะบาเอก๊ะยาซาฏ่าฏะนาเอ้เย็กฎ่า” มีหลวงพ่อ หรือเรียกว่า “โพ่งโพ่ง” นามว่า ฉ่วยโก่ด่อ (Shwei ko daw) เป็นเจ้าอาวาส วัดตั้งอยู่ที่หมู่บ้านอะยาด่อ จ. โมงยัว เขตสะกาย ที่วัดแห่งนี้ หลวงพ่อรับอุปการะเลี้ยงดูแลเด็ก ๆ ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ทั้งหญิงและชาย  ประมาณ 300 ชีวิต เด็กส่วนใหญ่เป็นชาวพะโอ๊ะ จากรัฐฉาน และชาวเมียนมาที่พ่อแม่มีฐานะยากจน จึงนำลูกมาฝากหลวงพ่อดูแลและให้การศึกษา

เมื่อมาถึงห้องเรียนวันแรก ห้องเอนกประสงค์ถูกจัดให้เป็นห้องเรียนทันที เด็กกวาดพื้นให้สะอาดก่อน

ช่วยกันหามกระดานไม้ที่หนักอึ้ง

นักเรียนผู้หญิงโตทั้งหมดช่วยกันแบกกระดานดำมาจัดวาง คนละไม้ละมือ

แม่ชีคนดูแลเด็กๆ ผู้หญิง ช่วยเอาก้อนอิฐมาวางรองขากระดานดำ

วันนี้ เป็นวันเปิดเรียนภาษาไทยวันแรก "สะหย่าเล่" แม่ชีผู้ดูแลนักเรียน ตรวจความเรียบร้อยของห้องเรียน และกล่าวกับนักเรียนว่า        จะเริ่มเรียนภาษาไทย โดยครูมาจากเมืองไทย

แล้วห้องเรียนของเราก็เป็นแบบนี้ 

          ห้องเรียนของฉันน่ารักมาก หลังคามุงด้วยใบตาลหลวงพ่อบอกว่าใบตาลจะทำให้ไม่ร้อน มีกระดานดำและใช้ชอล์กเขียน (คนละเรื่องกับภาพห้องโถงใหญ่ที่ฉันเคยจินตนาการเอาไว้ก่อนมา) เด็กๆ นั่งกับพื้นโดยเอาก้อนอิฐมาวางเป็นขาโต๊ะแล้วเอาไม้กระดานมาวางบนก้อนอิฐเป็นโต๊ะ เท่านี้ก็เขียนได้ “ได้หมดถ้าสดชื่น”ไม่มีอุปสรรคใดถ้าใจอยากจะเรียนซะอย่าง มีนักเรียนหญิงจำนวน 80 คน อายุตั้งแต่ 10 ขวบถึง 14 ปี  เรียนอยู่ตั้งแต่ชั้นประถมไปถึงมัธยมปลาย

         โจทย์ยากที่ท้าทายการสอนของฉัน นั่นคือ การที่นักเรียนซึ่งมีอายุต่างกันต้องเรียนร่วมกัน ไม่เพียงฉันต้องคิดว่าเนื้อหาจะสอนอะไรแล้ว ยังต้องคิดหาเทคนิควิธีที่จะสอนอย่างไรให้เด็กเล็ก ๆ สนุก ไม่เบื่อ และเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และตั้งใจเรียนตลอดเวลาเรียนสองชั่วโมงได้เท่า ๆ กับเด็กโต ฉันต้องคิดพลิกแพลงวิธีการสอนทุกกระบวนท่าที่เรียนมาจากทุกสำนักตามที่ร่ำเรียนมา มันยากนะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมีกำลังใจในการสอน คือ เด็กๆ ทุกคนมีความตั้งใจเรียนมากๆ

โต๊ะเรียนของเรา วันนี้ได้รับแจกสมุด

เด็กเล็กนั่งหน้า พรมแดงไม่พอ ก็เอากระดาษลังมารองพื้นนั่งก็ได้

นั่งกับพื้น ไม่ใช่ปัญหา ไม่มีอุปสรรคหากตั้งใจเรียนจริง

จดเก่งนะ

ดูลายมือ เด็กพะโอ๊ะ ที่ไม่เคยเรียนภาษาไทยมาก่อน เขียนได้ขนาดนี้

ตั้งใจจด

ต้องเขียนตัวโตๆ ให้นักเรียนที่นั่งข้างหลังเห็นด้วย

ความยากของภาษาไทย เพราะมีอักษรสามหมู่ สูง กลาง ต่ำ เวลาผันกับวรรณยุกต์

สอนเพลง "ลอยกระทง" และสอนรำวง ด้วย นักเรียนของฉันร้องเพลงรำวงได้ เก่งมากค่ะ

บางครั้ง ก็ออกไปสอนทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เรามายืนกลางลาน ยามเช้า ๆ แดดอ่อน ๆ

สอนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร กระดานดำมีกี่อันใช้หมด ห้ามลบ เพราะเด็กๆ บางคนจะมาจดอีกครั้ง

เทคนิคการสอน บางครั้ง ก็ให้นักเรียนออกไปทำที่กระดานหน้าห้อง

บางครั้ง ฝึกสนทนากับเป็นคู่ๆ (pair work)

บางครั้งเรียนกันเป็นกลุ่ม  (Group Work)

ครูต้องเข้าไปเดินตรวจเช็ค (follow up) แต่ละคน อย่างทั่วถึงให้มากที่สุด เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ฝึกสนทนาเป็นคู่ ๆ

เรียนด้วยกัน หนังสือไม่พอ ต้องแชร์

ฝีมือสวย ได้ขนาดนี้ นับว่าเก่งมาก 

เรียนกลางคืนด้วย หกโมงถึงสองทุ่ม มีไฟฟ้าให้ความสว่าง สองดวง แต่ความตั้งใจเต็มร้อยชัดเจน

พวกเราสุดยอดมากใช่ไหมคะ

           ในแต่ละวัน เมื่อฉันกลับถึงที่พักหลังจากสอนเสร็จ ฉันคิดถึง “พ่อหลวง” มาก เพราะใกล้วันเผาพระบรมศพพ่อหลวงแล้ว ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ถึงเวลาที่ร่างของพ่อต้องจากฉันไปจริง ๆ แล้ว...ตอนที่พ่อหลวงยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ฉันคิดเสมอว่า เวลาที่ฉันสอนภาษาพม่าให้คนไทยที่เมืองไทย พระองค์ทรงมองเห็นฉันอยู่ พระองค์ต้องทรงทราบด้วยญาณวิเศษ แต่ตอนนี้พ่อหลวงไม่อยู่แล้ว ฉันอยากบอกให้พ่อหลวงทราบว่าลูกของพ่อมาสอนภาษาไทยอยู่ที่พม่า ฉันอยากบอกกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพ่อหลวง แต่ฉันก็ลืมเอารูปของพระองค์มาด้วย ฉันไม่น่าลืมเลยตอนจัดกระเป๋าเดินทาง

          วันหนึ่ง...ฉันจะสอนเรื่องตัวเลข ปฏิทิน และเรื่องเงินตรา ฉันหยิบเงินจั๊ตของพม่าใบละพันและใบละหมื่น ขึ้นมาจากกระเป๋าตังค์แล้วแปะบนกระดานดำ จากนั้นฉันก็หยิบเอาธนบัตรไทยใบละร้อยขึ้นมาจากกระเป๋าตังค์ พลันที่ฉันหยิบแบ็งคฺร้อยออกมานั้น วินาทีที่ฉันเห็นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในธนบัตร ฉันขนลุกซู่ขึ้นมาทันที  “โอ้พระเจ้า พ่ออยู่ใกล้แค่นี้เอง” ฉันคิดในใจ ฉันรู้สึกน้ำตารื้นออกมา

        เมื่อฉันแปะแบ็งค์ร้อยขึ้นบนกระดานดำ ฉันหันไปถามเด็กนักเรียนทั้งห้อง

         “รู้ไหม นี่รูปใคร”

        “คิงภูมิพล ไทยคิง” เสียงนักเรียนทั้งห้องพูดตอบพร้อมกัน สร้างความแปลกใจให้ฉันเป็นอย่างมากที่นักเรียนชาวพะโอ๊ะเหล่านี้รู้จักในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของไทยด้วย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอยู่ในถิ่นที่ห่างไกลเช่นนี้ ถ้าเป็นเด็กไทยรู้ฉันจะไม่แปลกใจเลย ฉันจึงถามเด็กนักเรียนว่า

        “รู้ได้อย่างไร ว่านี่คือ คิงภูมิพล” แล้วฉันก็ต้องพบกับความประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อนักเรียนตอบว่า

        “พวกเราอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ คิงภูมิพลสวรรคตแล้ว” เด็กนักเรียนโตสามสี่คนช่วยกันตอบ

        ฉันรู้สึกตื้นตันใจและสอนทั้งน้ำตาที่ได้เห็นภาพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในแบ็งค์ร้อย “พ่อหลวงอยู่ใกล้เราแค่นี้เอง” ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ยินนักเรียนชาวพม่าซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ แต่ยังรู้จักพระมหากษัตริย์ของคนไทยจากการติดตามอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ฉันรู้สึกประทับใจมาก และไม่เคยลืมเหตุการณ์การสอนเรื่องเงินไทยในวันนั้น...ที่ฉันขนลุกซู่เมื่อมือสัมผัสกับแบ็งค์ร้อยแล้วเห็นพระองค์              ทุกวันนี้ ในกระเป๋าเงินฉันยังเก็บแบ็งค์ร้อยในหลวงรัชกาลที่ ๙ เอาไว้เสมอ และฉันยังแขวนเหรียญห้าที่มีรูปในหลวง ร. ๙ อีกด้านเป็นรูปครุฑติดตัวเพื่อคุ้มครองป้องกันอันตรายอีกด้วย เพราะพระองค์คือพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันเคารพรักนับถือที่สุด และได้เห็นการทรงงานอย่างหนักของพระองค์ตอนที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั่นเอง...ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

        ฉันสอนทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ 24 ต.ค.ฉันก็เดินทางกลับเมืองไทยเพื่อมาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙ และเดินทางกลับไปสอนต่อ...

ฉันจะเล่าเรื่องการสอนและความเป็นอยู่อีกในรายละเอียด....โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอขอบคุณพื้นที่ดีๆ แห่งโอเคเนชั่นค่ะ

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
Chaoying วันที่ : 30/10/2020 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 9 Emilia
ขอบคุณมากค่ะ คุณเอมิเลีย อย่าลืมติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Chaoying วันที่ : 30/10/2020 เวลา : 22.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 8 สำรวจฟ้า
เจ้าหญิงก็ตื้นตันดีใจที่แม้แต่เด็กชาวพะโอ๊ะ เมียนมาสนใจข่าวคราวเมืองไทย รู้จักพระมหากษัตริย์ไทยอย่างชื่นชม

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Chaoying วันที่ : 30/10/2020 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 7 คุณสุรศักดิ์
การไปสอนภาษาไทย ครั้งนี้ เป็นความประสงค์ของหลวงพ่อที่มองการณ์ไกล ให้เด็กๆ ในอุปการะ นอกจากได้มีที่อยู่ที่กิน และได้ไปโรงเรียนตามระบบของพม่าแล้ว ก็อยากให้เด็กรู้ภาษาไทยสำหรับในอนาคต อาจจะมาทำงานในเมืองไทย เสริมความรู้ด้านภาษาไทยให้เตรียมความพร้อมสำหรับไปประกอบอาชีพ
..ขอบคุณมากสำหรับข้อแนะนำ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Chaoying วันที่ : 30/10/2020 เวลา : 22.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 6 ลิงเขียว
เด็กๆ เยอะก็จริงค่ะ แต่ไม่อลหม่าน เพราะทุกคนรู้งาน รู้หน้าที่ และช่วยกัน รุ่นพี่ก็จะดูแลรุ่นน้อง เรื่องเรียน ทุกคนตั้งใจเรียนมากๆ ครูสอนได้อย่างสบายใจเต็มที่ เพราะทุกคนไม่แสดงความเบื่อหน่ายเลย..
..ใช่ค่ะ ปลื้มใจที่ได้มาสอนเด็กๆ ที่นี่ น่ารัก อัธยาศัยดีทุกคนและเด็กจะช่วยดูแลครูของพวกเค้าอย่างดี คอยบริการ ครูจะเอาอะไร เดี๋ยวไปหามาให้
..ฮิๆ ขอบคุณนะ ลิงเขียว ที่คิดไปถึงนิยายที่นางเอกไปสอนหนังสือที่พม่า พี่เจ้าหญิงยังไม่เคยอ่านเลย ได้ยินแต่ชื่อ
..งานถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ชาวไทยร่วมใจเดินทางมาทั่วทุกสารทิศ ยืนเข้าคิวรอนานแค่ไหน เราก็ไม่ย่อท้อ เจ้าหญิงกับสามียืนในคิวตั้งแต่แปดโมงเช้า จนสามทุ่มเราเกือบจะถอดใจแล้ว แต่ก็ทนรออีกหน่อย ได้วางดอกไม้จันท์ ตอนสี่ทุ่ม เป็นความรู้สึกเศร้าที่สุดบรรยายจริงๆ ตอนสมเด็จย่า เจ้าหญิงเดินร้องไห้ข้ามฝั่งมาจากสะพานปิ่นเกล้ามาท้องสนามหลวงเลยปีนั้น
...เด็กตั้งใจเรียนมาก มาจดที่กระดานดำ หลังเลิกเรียนด้วย และลายมือสวย เพราะความตั้งใจเรียนนั่นเองค่ะ
..อย่าลืมติดตามอ่านต่อนะคะ..จะเขียนรายละเอียดอีกหลายตอน ค่ะ
...

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Chaoying วันที่ : 30/10/2020 เวลา : 22.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 5 แม่หมี
ขอบคุณมากค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
emilia วันที่ : 28/10/2020 เวลา : 13.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/emilia

เยี่ยมมากเลยค่า ที่เสียสละเวลาไปสอยเด็กด้วยโอกาสให้มีความรู้ภาษาไทย สุดยอดเลยค่า

ความคิดเห็นที่ 8 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า from mobile วันที่ : 26/10/2020 เวลา : 15.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

รู้ว่าชาวต่างชาติให้ความเคารพในหลวงของเรา เรายิ่งปลาบปลื้มใจ

ความคิดเห็นที่ 7 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "เกร็ดประวัติศาสตร์ 2475 !! (ตอนที่  15)"  [โดยเชิญคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลยครับ]

เยี่ยมจริงๆ ครับ อาจารย์เจ้าหญิง
ที่ได้มีโอกาสไปสอนภาษาไทย
ให้แก่เด็กๆ ที่พม่า ถือเป็นการ
ช่วยเผยแพร่ภาษาไทยในขั้นต้น
ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของ
ชาติไทย ออกไปยังต่างแดน

เด็กๆ เหล่านี้ โตขึ้นมา เมื่อรู้ภาษาไทย
ก็จะชื่นชอบเมืองไทย ในอนาคตอาจจะ
มาศึกษาต่อในเมืองไทย หรือมาท่องเที่ยว
เมืองไทย หรือมาทำงาน หรือมารักษาสุขภาพ
ที่เมืองไทย ก็เป็นได้ทั้งนั้น
เป็นการนำเงินเข้าประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ รัฐบาลน่าจะมีโครงการสนับสนุนอย่างจริงจัง
รวมทั้งให้ทุนมาศึกษาต่อเมืองไทยด้วย
ในหลากหลายระดับและวิชา

ความคิดเห็นที่ 6 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ
เรื่องเล่าแบบนี้เอาไปเขียนนิยายได้เลยอะ
แบบนางเอกเป็นครูไปสอนภาษาต่างถิ่น อุ้ย น่ารักดีค่ะ
สนุกและเพลินดี
เห็นเด็กๆแล้วก็น่าสนุกและน่าจะอลหม่านนะ เป็นอย่างนั้นไหมคะ
เพราะเห็นนักเรียนเยอะอะค่ะ แต่ก็ดูตั้งใจเรียนกันดี

เอ็นดูในความปูผ้าสีแดงกับพื้น
ไม่สนอะเนอะขอให้ได้เรียนภาษาไทยกับครูแสนดี ^^
ไม่รู้สินะคะ รู้สึกปริ่มไปกับพี่เจ้าหญิงเลยค่ะ
อย่างกับละคร รักเดียวของเจนจิรา แน่ะ
ที่นางเอกไปเป็นครูสอนพิเศษที่พม่าค่ะและพบรักกับพระเอกที่เป็นคนพม่า

ลิงเขียวกับครอบครัวก็ไปงานในหลวงค่ะ
ยืนต่อแถวกว่าจะได้เข้าไปกราบก็ราวๆ8 ชั่วโมง ค่ะ
น้องชายมาจากชล ลูกๆมากับตาและยายจากสุพรรณ
พี่ชายและลูกๆม่าจากเชียงราย
พี่ชายอีกคนและพี่สะใภ้มาจากบึงกาฬ
ลิงเขียวรออยู่ กทม และเราก็ไปกราบในหลวงครั้งสุดท้ายกันค่ะ

ปอลิง ตัวหนังสือเด็กๆสวยดีนะคะสำหรับคนเพิ่งหัดเรียน

ความคิดเห็นที่ 5 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 16.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ยอดเยี่ยมมากค่ะ คุณครูเจ้าหญิง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Chaoying วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 12.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 2 พี่พุธทรัพย์
ใช่ค่ะ พี่พุธทรัพย์ เทคนิคการสอนเป็นสากล แต่ต้องปรับใช้ ..เทคนิคฝรั่งเป็นคนคิด ในการสอนภาษาอังกฤษ ที่เค้าเน้นจำนวนผู้เรียนแค่ 12-14-16 หรือไม่เกิน 20 คน เพื่อจะให้ได้ผลในการเรียนภาษา และระดับความรู้ อายุ ไม่แตกต่างกันมากนัก
..แต่มาเจอ จำนวนเยอะ อายุต่างกัน (สมาธิ ความสนใจยาวไม่เท่ากัน)ต้องปรับเทคนิค ตลอดเวลาสอน ถึงสองชั่วโมง ฮาๆ
..นั่งเรียนกับที่รองด้วยกาบหมาก น่ารักดีนะคะ แต่อยู่ที่ความสนใจและความตั้งใจเป็นสำคัญนะคะ เด็กไทยนับว่า โชคดีมาแค่ไหน ได้เรียนในห้องเรียนที่ดีพร้อม แต่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่เป็นก็มี
..ขอบคุณค่ะ รออ่านตอนต่อไป นะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Chaoying วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 1 พาจรดอทคอม
ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พุธทรัพย์ from mobile วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup

ถูกต้องแล้วครับคุณเจ้าหญิง สอนวิชาหนึ่งได้ก็สอนอีกวิชาได้ เพรทะเทคนิคการสอนเป็นสากล

อ่านแล้วนึกถึงตอนผมเรียนชั้นประถมที่ชุมพร ไม่มีโต๊ะเรียนครับ ใช้กาบหมากเป็นที่รองนั่ง แต่นั่นเมื่อ 70 กว่าปีแล้ว

วันถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์ท่าน ผมไปที่ไบเทค บางนา คนเข้าคิวกันล้นหลาม เหนื่อย หิว แต่ก็เป็นปลิ้มที่ได้ไปร่วมงานครับ

จะติดตามอ่านตอนต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 1 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พาจรดอทคอม from mobile วันที่ : 25/10/2020 เวลา : 05.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

สุดยอด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน