*/
  • Chaoying
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pkanesuan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-10
  • จำนวนเรื่อง : 628
  • จำนวนผู้ชม : 2274095
  • จำนวนผู้โหวต : 1130
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1130 คน
<< มีนาคม 2021 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม 2564
Posted by Chaoying , ผู้อ่าน : 1257 , 09:16:59 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน จิตราภรณ์ , Chaoying และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

 

ไปวัดไผ่โรงวัว.. มื้อเที่ยงตลาดน้ำบางสาม.. ไหงได้ปลากลับบ้านมากมาย

           ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “วัดไผ่โรงวัว” เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ที่อำเภอสองพี่น้อง ใครที่เคยไปก็คงจำได้ติดตา เนื่องจากว่าที่วัดนี้จะมีเนื้อที่วัดกว้างใหญ่ไพศาลและมีแดนนรกภูมิที่เต็มไปด้วยรูปปูนปั้นเปรตน่าเกลียดน่ากลัวมากมาย

           ฉันเคยไปวัดไผ่โรงวัวครั้งหนึ่งนานมาแล้วราวเกือบยี่สิบปีก่อนเห็นจะได้ ครั้งกระนั้นฉันเดินทางมายังวัดไผ่โรงวัวทางเรือ โดยมีเรือนำเที่ยว “ท่าช้าง-วัดไผ่โรงวัว” เชื่อหรือไม่ว่ามีการเดินทางโดยทางเรือไปสุพรรณบุรีได้ ลงเรือออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่ท่าเรือ “ท่าช้าง” (ข้างกรมอู่ทหารเรือ) ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาลัดเลาะเข้าไปยังคลองพระยาบรรลือซึ่งเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นทริปที่น่าอภิรมย์ใจนัก คุณผู้อ่านคงต้องใช้จินตนาการว่าน้ำในคลองพระยาบรรลือจะมีน้ำมากสองฟากฝั่งอุดมสมบูรณ์เพียงไร ถึงสามารถล่องเรือลำใหญ่เท่าเรือข้ามฟากจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปเทียบท่าหน้าวัดไผ่โรงวัว จังหวัดสุพรรณบุรีได้ สมัยนั้นไม่เพียงมีเรือท่องเที่ยวไปวัดไผ่โรงวัว ยังมีเรือท่องเที่ยววันเดย์ทริป ออกจากท่าช้าง-พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีกด้วย ใครที่เกิดทันคงยังจำกันได้ ปัจจุบันเรือท่องเที่ยวไปวัดไผ่โรงวัวไม่มีแล้ว เป็นที่น่าเสียดาย เพราะมีเส้นทางถนนสี่เลนที่สะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนตัว หรืออาจจะเป็นเพราะเส้นทางน้ำมีสิ่งกีดขวางเช่นประตูระบายน้ำ ส่วนเรือท่องเที่ยวไปบางปะอินก็ไม่แน่ใจว่าจะยังมีบริการอยู่หรือไม่

 

(เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต)

          สิ่งหนึ่งที่ฉันจำได้ว่า เมื่อครั้งนั่งเรือถึงวัดไผ่โรงวัวแล้ว แม่น้ำจะอยู่ติดกับวัด พอขึ้นจากเรือก็จะต้องเดินไกลมาก เพื่อเที่ยวชมพื้นที่แต่ละจุดของวัดซึ่งกว้างใหญ่มากจริง ๆ ยิ่งพระอาทิตย์ขึ้นสูงเหนือหัวเพียงไรเดินเที่ยวไปร้อนๆ ไม่มีร่มไม้ไม่สนุกเลย (ฉันชอบวัดที่ปลูกต้นไม้ต้นสูงใหญ่ครึ้มๆ เยอะๆ) แถมยังมีเปรตปูนปั้นมากมายไม่จำเริญตา นั่นคือ ภาพจำเกี่ยวกับวัดไผ่โรงวัวในความรู้สึกของฉันเมื่อยี่สิบปีก่อน

         การเดินทางไปวัดไผ่โรงวัวโดยรถประจำทางในปัจจุบัน สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวไม่ต้องน้อยใจ เพราะเส้นทางไปยังตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง ผ่านวัดไผ่โรงวัว

ยังมีรถบัสสีส้มยี่สิบหน้าต่างแอร์ธรรมชาติรุ่นมีค่าควรแก่การอนุรักษ์ยังคงแล่นประจำทางอย่างซื่อสัตย์อยู่ทุกวัน ซึ่งฉันมักจะเห็นแถวบางใหญ่เวลาที่ขับรถไปทำงานตอนเช้า รถบัสสีส้มสาย กรุงเทพฯ-ไผ่โรงวัว-บางลี่ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่แล่นไปอย่างช้าๆ ตามเวลา อย่างเย็นใจไม่กังวลว่าจะมีผู้โดยสารกี่คนขึ้นมานั่ง บางครั้งฉันก็นึกอยากจะนั่งรถบัสสีส้มไปเที่ยวตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง เพื่อให้กำลังใจคนขับรถบัสสายนี้

(รถบัสออกจากสายใต้ใหม่ กรุงเทพฯ เวลา ๖.๕๐, ๘.๔๐, ๑๐.๒๐, ๑๒.๐๐, ๑๓.๔๐, ๑๕.๒๐, ๑๗.๒๐ น.  และออกจากคิวรถ ตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง เวลา ๕.๐๕, ๖.๐๐, ๘.๓๕, ๑๐.๒๐, ๑๒.๐๐, ๑๔.๐๐,๑๖.๓๐ น.)

 

         วันนี้ ...ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ฉันอยากกลับไปเที่ยววัดไผ่โรงวัวอีกครั้ง เพื่อกลับไปดูว่า ตอนนี้วัดไผ่โรงวัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และคราวนี้ฉันจะขับรถยนต์ไป

          ยามสายวันเสาร์ ๖ มีนาคม ที่ผ่านมา ฉันจึงขับรถมุ่งหน้าสู่ถนนสายบางบัวทอง-สุพรรณบุรีอีกครั้ง ฤดูร้อนต้นเดือนมีนาคมแดดร้อนแรงตั้งแต่เก้าโมงเช้า พอเข้าสู่ถนนสายไปสุพรรณบุรีช่วงนพวงศ์ ฉันก็เห็นเริ่มมีการล้มโค่นต้นไม้เกาะกลางถนนเพื่อการขยายถนน ทั้งการถมพื้นที่ชุ่มน้ำป่ากกด้านข้างซ้ายของถนนเดิมด้วย อีกไม่นานถนนสายต้นไม้ร่มรื่นที่ฉันเคยชื่นชอบจะต้องเปลี่ยนไป ฉันคิดว่า การสร้างถนนและขยายถนนกว้างใหญ่หลายเลนเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำลายต้นไม้ของเมืองไทย ในขณะที่รัฐพยายามรณรงค์ว่าให้ช่วยกันปลูกต้นไม้เยอะๆ เพื่อช่วยไม่ให้โลกร้อน แต่ดูเหมือนทางการกลับเป็นผู้ทำลายเสียเอง

         ในไม่ช้าเราก็ขับรถมาถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๒๒  ไปยังอำเภอสองพี่น้อง เป็นถนนใหญ่สี่เลน รถมากแต่ไม่ถึงกับหนาแน่น สองข้างทางเป็นทุ่งนากว้างไกลสุดสายตา บางทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้วและเพิ่งไถกลบทดน้ำเข้ามา จะเห็นมีนกมากมาย ได้แก่ นกอีโก้ง นกปากห่าง และนกกระยาง เป็นต้น เดินอยู่ในนาหาอาหารน่าดูมากสำหรับคนที่รักนกอย่างฉัน เลี้ยวรถขับเข้ามาประมาณ ๑๗ ก.ม. ก็จะถึงวัดไผ่โรงวัว อยู่ทางขวามือ เรามารู้จักวัดไผ่โรงวัวกันก่อนนะคะ

ประวัติของวัดไผ่โรงวัว (ข้อมูลจากทางวัด)

         วัดไผ่โรงวัว หรือ วัดโพธาราม เป็นวัดราษฎร์ (มหานิกาย) ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ด้านทิศเหนือติดร่องน้ำเดิม ปัจจุบันเป็นคลองส่งน้ำพระยาบรรลือ ด้านทิศใต้ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๒๒  (ถนนลาดบัวหลวง- สองพี่น้อง) ด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกติดที่ดินของเอกชน

         แต่เดิมวัดไผ่โรงวัวเป็นสำนักสงฆ์บนพื้นที่ ๒๔ ไร่ กล่าวว่า เดิมพื้นที่บริเวณวัดนี้มีแต่กอหญ้าคาและดงกอไผ่ มีชาวบ้านนำฝูงโคที่เลี้ยงมาพักอาศัยอยู่เป็นประจำในดงไผ่นั้น ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้มีพระธุดงค์ชื่อ พระรุ่ง มาอยู่เป็นองค์แรก ชาวบ้านคิดจะสร้างวัดประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นสถานที่สำหรับประกอบบุญการกุศล พระรุ่งอยู่ได้เพียงปีเศษก็ได้จาริกจากไป

         ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ชาวบ้านไผ่โรงวัว ได้ไปนิมนต์พระขอม (หลวงพ่อขอม) จากวัดบางสาม ตำบลบางตะเคียน อำเภอสองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี ให้มาอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ พระขอมได้มากับพระขาว และได้อยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านไผ่โรงวัวเพียง ๑ ปี จึงได้กลับไปเรียนพระปริยัติธรรม ที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เรียนอยู่ ๖ ปี จนจบนักธรรมเอก ชาวบ้านไผ่โรงวัวได้ไปนิมนต์พระขอม (หลวงพ่อขอม) ที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี มาอยู่ประจำ พระขอม (หลวงพ่อขอม) ได้บุกเบิกก่อสร้างและพัฒนาวัดไผ่โรงวัวตั้งแต่นั้นมา จากเดิมมีเนื้อที่เพียง ๒๔ ไร่ ขยายต่อจนปัจจุบันมีโฉนดเนื้อที่ตั้งวัด ๒๕๐ ไร่ ๑ งาน ๖๗ ตารางวา จนได้รับวิสุงคาม เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๙ ตั้งชื่อตามการปกครองคณะสงฆ์ว่า “วัดโพธาราม” แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกว่า “วัดไผ่โรงวัว” กันจนติดปาก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงได้เปลี่ยนชื่อวัด “โพธาราม” มาเป็น “วัดไผ่โรงวัว” ในปัจจุบัน

         ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับพุทธศาสนา ได้แก่  “สังเวชนียสถาน 4 ตำบล”  คือสถานที่ที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน  กับงานประติมากรรมหรือภาพปั้นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัตินรกภูมิ  รวมทั้งวรรณคดีและประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมี  “พระธรรมจักร”  หล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก  “พระกะกุสันโธ”  พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก “ฆ้องและบาตร” ใหญ่ที่สุดในโลก  “พระวิหารร้อยยอด” รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย (ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต)

 

(เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต)

         หลวงพ่อขอม  ได้ดำเนินการก่อสร้าง “พระพุทธโคดม” เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง ๑๗ ปี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกพระเกตุมาลา เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๑๒ (ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต)

          เมื่อฉันเลี้ยวรถเข้ามาผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ ที่ทางเข้าวัด จากจุดนั้นเราก็จะเห็นหลังคาอุโบสถที่งามโดดเด่นแต่ไกล ฉันจึงจอดรถที่นี่เป็นจุดแรก คือ พระวิหารร้อยยอดหรืออุโบสถร้อยยอด เราขึ้นไปไหว้พระก่อนที่จะขับรถไปเที่ยวชมตามจุดต่างๆ

อุโบสถร้อยยอด

อุโบสถร้อยยอดได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นอุโบสถทรงไทยจตุรมุข กว้าง ๘๙ เมตร ยาว ๑๒๗ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมเข้าด้วยกันในอุโบสถหลังนี้ โดยที่ตัวอุโบสถร้อยยอดเป็นลักษณะงานสถาปัตยกรรมภายนอกอุโบสถ เช่น บานประตูและหน้าต่างแต่ละบานจะมีภาพแกะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เป็นประติมากรรมที่มีความงดงาม วิจิตรพิศดาร ดูเหมือนมีชีวิตชีวา งานประติมากรรมเหล่านี้แต่ละชิ้น จะมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธารับเป็นเจ้าภาพในการสร้าง และบางชิ้นงานจะมีการอุทิศบุญกุศลให้บุพพการีชนของผู้สร้าง ซึ่งเป็นคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล (ขอบคุณข้อมูลจากแผ่นป้าย

วัดไผ่โรงวัว)

 

ดอกไม้ธูปเทียน อยู่ด้านล่าง นำขึ้นไปบูชา ไหว้พระ

พระพุทธรูปหน้าประตูวิหาร

ในพระวิหารเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติ สีใช้สีสดใสสีสมัยใหม่

ปิดทองพระในอุโบสถ

"พระกะกุสันโธ" สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๓๓ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัย องค์สีขาว สูง ๒๘ วา ๒ ศอก หน้าตักกว้าง ๒๐ วา ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นได้แต่ไกล

 

         วันนี้อากาศร้อนมาก แม้ในวัดมีการปลูกต้นไม้อยู่บ้างแต่ไม่มากและเป็นไม้ที่ไม่ให้ร่มเงามากนักอีกทั้งกำลังผลัดใบ การเดินเที่ยวอาจจะไม่สนุกเท่าไหร่เพราะแดดร้อนและเนื้อที่กว้างมาก การขับรถเปิดแอร์เวียนดูและจอดแวะถ่ายรูปเป็นจุดๆ และมีถนนสามารถขับรถไปจอดตามจุดต่างๆ ได้ ก็สะดวกดี แต่หากทางวัดจะปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ให้มากกว่านี้ ก็จะดีมากทีเดียว

บริเวณนรกภูมิ แน่นอน 

 

         จากนั้น ฉันเห็นวัดไผ่โรงวัว มีร้านค้าเป็นตลาดขายของด้วย (ทำนองเดียวกับวัดดอนหวาย วัดลำพญา) เราจึงแวะไปเดินเที่ยวชม เป็นตลาดใหญ่มีหลังคาที่กว้างสะอาดสะอ้านดี

ภายในจัดพื้นที่ขายของเป็นแผงๆ ล็อคๆ และมีของขายทั้งของกินของใช้ อาทิ ถ้วยชาม กะละมัง

หวดนึ่งข้าวเหนียว

มีดพร้า เครื่องจักสานด้วยไม้ไผ่ รวมถึงเสื้อผ้าแทบทุกอย่าง

แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ มีปลาแดดเดียวขายหลายเจ้าเยอะมาก และดูเหมือนว่าผู้คนส่วนหนึ่งที่มาวัดไผ่โรงวัว ไม่ได้มาเที่ยววัด แต่เพื่อมาซื้อปลาและกับข้าวในตลาดโดยเฉพาะ

มีปลาน้ำจืดมากมายหลายชนิด อาทิ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสลิด ปลาเนื้ออ่อน ปลานิล

ในลักษณะทำเป็นปลาแดดเดียว ปลาร้า ปลาส้ม ปลาย่าง ที่เห็นแล้วน่าซื้อกลับบ้าน

 

ปลาย่าง

ตากปลากันเห็นละลานตาแบบนี้ 

 

ตัวใหญ่มาก ราคาไม่แพง

ฉันอดใจไม่ไหวจึงได้ซื้อปลาช่อน ปลาดุก ปลาเนื้ออ่อน และปลานิลแดดเดียว อย่างละ ๑ ก.ก. กลับบ้านด้วย ทุกปลาน่าซื้อหมด

           ฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมที่ตลาดวัดไผ่โรงวัวมีปลาแดดเดียวขายมากมาย แต่พอได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำท่าจีนถึงได้รู้ว่า ในแม่น้ำท่าจีนมีต้นกำเนิดอยู่ชัยนาท มีการเลี้ยงปลานิลในกระชังกันมากที่จังหวัดชัยนาทโดยให้อาหารเม็ด และในคลองดินธรรมชาติพระยาบรรลือมีปลาชุกชุม (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ท้ายเอ็นทรีนี้)

          เวลาเที่ยงพอดีทั้งร้อนทั้งหิว ฉันและสามีคิดว่าบริเวณริมคลองหน้าวัด (หรือหลังวัด) น่าจะมีร้านอาหารริมน้ำที่น่านั่ง จึงขับรถเวียนไปดูรอบวัด แต่ปรากฏว่าไม่มีร้านอาหารอะไรเลย จึงขับรถเวียนหาร้านกินข้าวลัดเลาะเลียบคลองพระยาบรรลือชมวิวไปเรื่อยๆ กระทั่งผ่านประตูกั้นน้ำพระยาบรรลือ แล้วกลับออกมาสู่ถนนที่จะไปทางอำเภอสองพี่น้องเจอสี่แยกไฟแดง ฉันคิดว่าขับรถไปที่ตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้องต้องมีอะไรกินแน่ๆ แต่พอขับมาได้สักสามกิโลเมตรก่อนถึงปั๊มน้ำมันปตท. เห็นป้ายริมทางบอกว่า

 “ตลาดน้ำบางสาม”

          ฉันจึงลองขับรถเลี้ยวเข้าไปดูเผื่อว่า หากโชคดีอาจจะมีอาหารขายที่ริมน้ำตลาดน้ำบางสาม ปรากฏว่ามาเจอตลาดน้ำเล็กๆ เงียบๆ มองเห็นแต่ไกล พลันเห็นใกล้ๆ กันนั้นมีร้านอาหารชื่อ “ตำติ๊ด”

ดูบรรยากาศดีน่าลองลิ้มชิมอาหารเพราะหิวมากตาลาย เราเลือกนั่งในห้องแอร์เพราะด้านนอกแดดแรง

 

มีที่นั่งหลายรูปแบบ เย็นๆ คงน่านั่งชิลๆ 

 มีที่พักด้วย

เราสั่งสามอย่าง น่ากินมาก และเมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เดินไปเที่ยว “ตลาดน้ำบางสาม”

          พบว่า “ตลาดน้ำบางสาม” เป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมเล่นน้ำในแพซึ่งลอยอยู่ในลำน้ำท่าจีน ในส่วนที่ต่อเชื่อมต่อมาจากคลองพระยาบรรลือ ฉันถามแม่ค้าขายปลาทอดริมน้ำเธอบอกว่า ตลาดน้ำบางสามแห่งนี้ก่อนเกิดวิกฤตโควิดมีคนมาเที่ยวมาก ต่างพาลูกหลานมาเล่นน้ำ

แต่หลังจากตลาดถูกปิดไปตอนช่วงโควิดระบาดปี ๒๕๖๓ และเมื่อเปิดให้บริการอีกครั้งต้นปี ๒๕๖๔ หลังสถานการณ์โควิดผ่อนคลายลง ก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวกลับมาเหมือนแต่ก่อน ส่วนร้านค้าต่างๆ ริมน้ำก็ยังไม่มีแม่ค้าพ่อค้ากลับมาขายของเหมือนก่อนนี้เช่นกัน

ฉันสังเกตเห็นว่ามีร้านว่างๆ ริมน้ำเยอะมากและมีที่นั่งยาวไปตลอดริมน้ำเป็นช่วงยาวมาก

แสดงว่าเมื่อก่อนโควิดระบาด “ตลาดน้ำบางสาม” จะต้องคึกคักแน่นอน

           ยามหน้าร้อนนี้ เพื่อนๆ ที่สนใจอยากจะเที่ยวเมืองไทยใกล้กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนมาเที่ยวและมาเล่นน้ำเย็นๆ ให้คลายร้อน ที่ตลาดน้ำบางสาม และช่วยกันอุดหนุนให้กำลังใจแม่ค้ากันด้วยนะคะ ก่อนกลับฉันอุดหนุนปลาดุกทอดที่แม่ค้าใจดีขายทั้งลดทั้งแถมในราคา จานละ ๒๐ ให้มาห้าจาน คิดราคา ๖๐ บาท วันนั้นนอกจากฉันได้ปลาแดดเดียวจากวัดไผ่โรงวัวพะเรอเกวียนแล้วยังได้ปลาดุกทอดแล้วจากตลาดน้ำบางสามมากมายอีกด้วย

         เมื่อเรากลับออกมาจากตลาดน้ำบางสามมาสู่ถนนสาย ลาดบัวหลวง-บางลี่อีกครั้ง คราวนี้พอข้ามสะพานข้ามแม่น้ำจะเห็นสี่แยกไฟแดงเดิม ฉันเลี้ยวขวาไปตามป้าย “ไปตลาดน้ำลำพญา” ฮาๆ ทางไปบ้านฉันเอง แล้วเราก็สำรวจเส้นทางใหม่สายนี้ที่แล่นไปท่ามกลางทุ่งนามาตัดกับถนนสายบางเลน เลี้ยวขวาทีซ้ายทีกระทั่งถึงวัดลำพญาเวลาบ่ายสามโมงแวะซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้หวาน (๓ ก.ก. ๑๐๐) ผักบุ้งแม่น้ำท่าจีนกำละ ๕ บาท และแตงโม กลับบ้านที่ศาลายา เป็นอันว่าเสาร์นี้ มีความสุขอิ่มบุญที่ได้ไปทำบุญที่วัดไผ่โรงวัว ได้ปลา ผัก และผลไม้ กลับบ้านมามากมาย...เมืองไทยเราแสนนี้ แสนดี หนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ...จริงๆ ค่ะ

 

 

                                         ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแม่น้ำท่าจีน

จากหนังสือ “ลุ่มน้ำที่เปลี่ยนไป ในโลกที่เปลี่ยนแปลง” แม่น้ำท่าจีน

(ขอขอบคุณ คุณเหมือนปอง จันโทภาส ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพประกอบ)

          แม่น้ำท่าจีน มีความยาว ๓๘๐ กิโลเมตร  เป็นแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงภาคกลางตอนล่าง ๔ จังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดเศรษฐกิจของไทย จากจังหวัดชัยนาท ลงมาจังหวัดสุพรรณบุรี ไปจังหวัดนครปฐม และออกสู่ทะเลที่จังหวัดสมุทรสาคร

         แม่น้ำท่าจีนเป็นแม่น้ำที่เกิดมลภาวะ (polluted) อันดับต้นๆ ของไทย สาเหตุมาจากจังหวัดชัยนาทเลี้ยงปลานิลมากเป็นล่ำเป็นสัน (เลี้ยงในกระชังแช่ในแม่น้ำท่าจีนแล้วให้อาหารเม็ด มีผลทำให้น้ำเน่า) จังหวัดสุพรรณบุรีทำนาปลัง ๒-๓ รอบต่อปี ใช้น้ำมากและปุ๋ยเคมีมาก จังหวัดนครปฐมเลี้ยงหมูส่งโรงเชือดมากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย พอๆ กับจังหวัดราชบุรี และปล่อยขี้หมูและปฏิกูลน้ำเสียลงแม่น้ำ จังหวัดสมุทรสาครอยู่ปากแม่น้ำก็เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการใช้น้ำจำนวนมาก และปล่อยของเสียจากโรงงานลงแม่น้ำด้วย บางปีต้อง " ผันเอาน้ำ" มาจากแม่น้ำ “แม่กลอง” จังหวัดสมุทรสงคราม ผันมาเข้าแม่น้ำท่าจีน เพราะจำนวนน้ำในแม่น้ำท่าจีนไม่พอใช้  ทั้งปรีมาณและคุณภาพ คาดว่าไม่เกิน ๑๐ ปี  จะเกิดการแข่งขันกันใช้น้ำที่รุนแรง ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ (คนเลี้ยงปลาในกระชัง / คนทำนาปีนาปรัง /ชาวสวนผักและสวนส้มโอที่นครปฐม / ฟาร์มหมู ที่มีนับพันฟาร์มที่นครปฐม และโรงงานอุตสาหกรรมที่สมุทรสาคร คนท้ายน้ำ)   จะเกิดสงครามแย่งน้ำกัน ยกเว้นเสียแต่ว่า จะมีการเจรจาที่มีหลักเกณท์การบริหารจัดการน้ำและกระบวนการที่ดีในการพูดคุย

         น้ำเน่าเสียในลำน้ำท่าจีนยังก่อให้ก่อเกิดผักตบชวาจำนวนมากมายแน่นแม่น้ำไปทั่ว คนอยู่ตลอดแนวแม่น้ำประสบปัญหาทุกปี เพราะแม่น้ำอุดมอินทรีย์มาก (Nutrient rich) แต่ละปีหน่วยงาน อบต. อบจ. ต้องใช้งบเพื่อขจัดผักตบชวา เพราะส่งผลให้พายเรือและเดินเรือไม่ได้ นอกจากนี้ ในหน้าแล้งทุกปีน้ำแห้งลงมาก เกิดมีน้ำเค็มจากทะเลหนุนอีก นับว่าเป็นปัญหาน่าสนใจมาก ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งจังหวัดสุพรรณและจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผลไม้และผักให้ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ

(ข้อมูลจากหนังสือ “ลุ่มน้ำที่เปลี่ยนไป ในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เอกสารคู่มือการฝึกอบรมการจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืนในศตวรรษที่ ๒๑)

ขอบคุณพื้นที่ดีๆ แห่งโอเคเนนั่นค่ะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
รักแห่งสยามประเทศ วันที่ : 21/05/2021 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

จริงๆ ถ้าให้นึกถึงวัดไผ่ฯ คงนึกถึงรูปปั้นเปรต (ที่น่ากลัวสำหรับเด็ก) และตลาดที่อยู่บริเวณวัดซึ่งอุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์ปลา

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Chaoying วันที่ : 22/04/2021 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 5 จิตราภรณ์
หวัดดีค่ะ ดีใจมากที่ได้เห็นคุณจิตราภรณ์โพสต์บล็อก และมาเม็นต์ในบ้านเจ้าหญิง สบายดีนะคะ คิดถึงมากๆ เพื่อนๆทางลำปาง สบายดีกันนะคะ รักษาดูแล สุขภาพกันนะคะ เราต้องรอดไปด้วยกัน

ความคิดเห็นที่ 5 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
จิตราภรณ์ วันที่ : 21/04/2021 เวลา : 14.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

น่าเที่ยวจังค่ะ เดี๋ยวเลิกทำงานแล้วจะขับรถเที่ยวแบบนี้บ้างค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 16/03/2021 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 2 ลิงเขียว
ว้าว..หวัดดีค่ะ ลิงเขียว ดีใจมากที่เห็นลิงเขียวแวะมาเม็นต์ ด้วยความนับถือที่ให้กำลังใจกันมาตลอด แม้ยามจะเข้านอนก็แว้บมาเปิดอ่านบล็อกพี่เจ้าหญิง
...ดีใจยิ่ง ที่เปิดร้านแล้ว และขายอาหารตามสั่ง กับก๋วยเตี๋ยวด้วย..ร้านขายข้าวแกงเนี่ยเป็นร้านในฝันของพี่เจ้าหญิงเลยหละ แต่ก็ได้แค่ฝัน ทำไม่ได้ แค่คิดก็เหนื่อยตามมา ไม่ได้เที่ยวฮาๆ
..แต่ลิงเขียวทำได้แล้ว และมีร้านขายน้ำอีกด้วย เรื่องทำอาหารตามสั่งไม่เป็นเนี่ย..ฮิๆ จริงเหรอคะ ได้ไง
..พูดถึงเรื่องปลา..โอ้โห พี่เป็นคนชอบกินปลา ปลาสลิดทอดตัวละ 50-60 ใช่เลย ในกทม. แพงมาก คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะแพงขนาดนั้น ส่วนมากกินปลานิล ราคาถูกกว่าปลาสลิดหน่อย เฮ้อ..นี่ อาทิตย์เพิ่งกลับไปวัดไผ่โรงวัวอีกครั้ง ..ฮาๆ ไปซื้อปลามาอีกเยอะเลย ปลาแดดเดียว ชอบกินมาก เดี๋ยวจะทอดให้มันไปเลย แต่ไม่ได้ซื้อปลาสลิด..ซื้อแต่ปลาช่อน ปลานิล ปลาเนื้ออ่อน ปลาซิวทะเล (ปลาน้ำเค็ม) ตอนนี้เต็มตู้เย็นเลย ฮาๆ
..หลานสาวอยู่สามชุก..ทางนั้นไปอีกไกล มีตลาดร้อยปี ส่วนวัดไผ่โรงวัวอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ หากมาจากชลบุรี ถึงก่อนเข้าเมืองสุพรรณเสียอีก
..การสัญจรทางน้ำ เนี่ย หากเรายังรักษาเอาไว้ได้ จะดีมาก แม้จะช้า แต่มีเสน่ห์มาก และเดินทางไม่รถติด แต่ประเทศไทยชอบสร้างถนนเพราะได้กินเงินงบสร้างถนนได้มากกว่า อีกปัญหาคือ น้ำแล้ง น้ำแห้ง ที่เกิดจากการกระทำของคนนี่แหละ ทำให้มีปัญหามากมายเมื่อต้นน้ำที่เป็นป่าถูกทำลาย น้ำที่จะลงมาสู่แม่น้ำก็น้อยลง การแย่งน้ำในการทำมาหากิน เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ (ปลา กุ้ง)ต้องแย่งน้ำกัน อนาคตจะมีสงครามแย่งน้ำกันแน่นอน ตอนนี้ก็แย่งกันแล้ว เช่น แม่น้ำโขงแห้ง เพราะจีนปิดเขื่อนกัั้นน้ำเอาไว้ พอหน้าน้ำปล่อยน้ำมา ก็ท่วมไทย เขมร ลาว
..รถราง ก็น่าเก็บไว้ แต่ประเทศไทย ชอบสร้างถนน เอาใจบริษัทขายรถยนต์ซึ่งนักการเมืองเป็นเจ้าของไงคะ หากยังมีรถรางจะช่วยบรรเทารถติดและแก้ไขการจราจรได้เยอะเลย
..ควันพิษพีเอ็ม 2.5 มาจากควันท่อไอเสียรถยนต์ที่มากมายเกินบนท้องถนน หากเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ทำได้เหมือนเขมร คือ แท็กซี่คอล มอเตอร์ไซด์คอล ตุ๊กๆ คลอ โทรเรียกถึงจะมารับ..ไม่ต้องแล่นกันเต็มท้องถนนโดยไม่มีผู้โดยสารอย่างเมืองไทยทุกวันนี้ แล่นมากทำให้รถติดและปล่อยควันพิษทั่วด้วย..คนขับรถเมืองไทยต้องเก่งและอ่าน พูดภาษาอังกฤษได้ ถึงจะสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้เหมือนแท็กซี่เขมร คนเขมรเก่งภาษาอังกฤษกว่าคนไทยแล้ว
..ขอให้ลิงขายดีทุกอย่างนะคะ และดูแลสุขภาพด้วย นอนดึก ตื่นแต่เช้า กลางวันไม่อาจงีบได้ แต่มีความสุขใจ เย่ๆ รวยๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Chaoying วันที่ : 16/03/2021 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 1 พี่พุธทรัพย์
วัดหลายแห่งในสุพรรณเลยเหรอคะ มีปลาแดดเดียวขาย งั้นเดี๋ยวต้องไปเที่ยววัดอื่นบ้างแล้ว ไปดูสิว่า มีปลาแดดเดียวเยอะมากจริงไหมคะ
นี่ไปแค่วัดไผ่โรงวัว ก็ละลานตาทั้งแถบยกให้เป็นที่ขายปลาแดดเดียวยาวตลอดแนวเยอะมาก..อย่างตลาดที่วัดดอนหวายมีแค่สองเจ้า ส่วนตลาดน้ำวัดลำพญา มีแค่เจ้าเดียวที่ขายปลาค่ะ
..วัดปลูกต้นไม้ที่ไม่มีร่มเงา และปลูกน้อย กะจะโชว์รูปปั้นพระพุทธรูปและรูปปั้นเปรต เลยไม่ค่อยประทับใจ เพราะร้อนมาก
..รถเมล์สะดวก และแล่นไปถึงตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง เจ้าหญิงชอบรถเมล์รุ่นเก่าสีส้มหรือสีแสด ได้อารมณ์ดี เคยนั่งจากปายไปปางมะพ่า แม่ฮ่องสอน สนุกดี ชิลๆ กับวิถีชีวิตคนธรรมดาที่ไม่มีรถเก๋งขับก็ดีนะ จะได้รู้รสชาติของชีวิตที่ไม่มีรถขับ
..แต่หากจะเป็นสีส้มอื่นๆในความหมายที่ไม่สร้างสรรค์ มีแต่ทำลายประเทศชาติ ก็ไม่ชอบอย่างแรงค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 15/03/2021 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะพี่เจ้าหญิง


สบายดีนะคะ?
ทางลิงเขียวสบายดีจ้า

เปิดร้านอย่างเป็นทางการได้ 4 วัน นี้เองค่ะ
ขึ้นบ้านใหม่วันที่ 4 มีนา ค่ะ ได้ฤกษ์มงคลมาแต่ความบ้านยังไม่เสร็จสมบูรณ์เลยค่ะ
แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์นะคะ เสาหน้าบ้านยังไม่ได้ทา โคมไฟหน้าบ้านก็ยังห้อยโต่งเต่ง ช่างก็ไม่เข้ามาทำให้เรียบร้อยสักทีค่ะ
มีความผิดพลาดหลายจุด =_= ปวดหัวจี๊ดๆ
ประตูบ้านล็อคไม่ได้อีก แง่งงงงง
แต่ก็ยังคงค้าขายต่อไปค่ะ
ตอนนี้ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่งด้วยค่ะ
จ้างกุ๊กหนึ่งคนค่า ลิงเขียวถ้าว่างจากการขายน้ำก็คอยช่วยเป็นลูกมือค่ะ
ลิงทำอาหารตามสั่งไม่เป็น งืมๆ

ลิงเลยยุ่งค่ะ เปิดร้านเช้า 6 โมง กว่าจะเก็บร้านเสร็จสองทุ่มค่ะ
และก็นอนราวๆสี่ทุ่ม บางคืนก็สามทุ่มจ้า

เมื่อคืนแวะเข้ามาแปปนึงแอบเห็นบล็อกพี่เจ้าหญิง ลิงเลยกลับมาอีกรอบค่ะ
ปกติจะนอนแล้ว แต่เพิ่งวางหูจากพี่สาวค่ะ พี่สาวอยู่เยอรมนีงานเยอะเค้าก็เหนื่อยเช่นกันค่ะ พี่สาวทำงานร้านอาหาร ส่วนพี่เขยเป็นกุ๊กไทยจ้า
ลูกค้าร้านอาหารไทยเยอะมากๆๆๆๆ

ลิงอึ้งนะคะที่ได้รู้ว่า มีเรือล่องจากกรุงเทพไปถึงสุวรรณฯ
รู้สึก >>>ว้าวววววว
อยากให้มีแบบนี้มาถึงปัจจุบันนี้จัง แต่ก็เข้าใจอะค่ะว่า อะไรๆมันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ก็ได้แต่ร้อง เฮ้อ
อย่างรถรางที่วิ่งรอบๆสนามหลวงหรือแถวนั้น ลิงยังเสียดายเลยค่ะ
น่าจะเอารถรางไว้สักเส้นเนาะ อย่างในเมืองซานฟรานซิสโกอะค่ะ
มันเท่ มันคลาสสิคค่ะ ชอบรถรางแบบเก่าๆ

ว้าวที่สองเนี่ยกับปลาร้าปลานิล ปลาส้ม
ปลาร้าปลานิลของชอบเลยค่ะ
มีเจ้านึงอยู่ห้วยขวางลิงติดใจตามกินตั้งแต่รุ่นพ่อ จนตอนนี้รุ่นลูกมาขายแทนพ่อแล้วค่ะ ปลาร้าปลานิลอร่อยดี

ปลาสลิด ลิงเขียวสามารถมีแค่ข้าวสวยร้อนๆกับปลาสลิดทอดตัวเดียว
ลิงอยู่ได้ทั้งวันเลยค่ะ
ตอนลิงทำงานซื้อในตลาดห้วยขวางตัวละ 40-45 บาท
ไปกินที่ทำงานบ่อยๆค่ะ จนเพื่อนทักว่า >> พี่นุชน่าจะชอบปลาสลิดทอดนะ เพราะเห็นกินบ่อยมากๆ>>>
ยิ้มเลยค่ะ เพราะเราชอบจริงๆกินได้ไม่เบื่อเลยจ้า

พระพุทธรูปเยอะ ชอบจังเลยค่ะ

หลานสาวสองคนลูกน้องชายลิงอ่าค่ะ
อาศัยอยู่สามชุกค่ะลิงเลยไปสุพรรณค่อนข้างบ่อย แต่ไม่เคยไปวัดนี้เลยค่ะ
เอาไว้คราวหน้าจะแวะนะคะ ^^
น้องชายอยู่ชล แต่กลับมาหาลูกๆที่สุพรรณฯบ่อยๆค่ะ

ลิงนอนละจ้า ง่วงนอนล้าวววว

ความคิดเห็นที่ 1 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พุธทรัพย์ from mobile วันที่ : 13/03/2021 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup

ผมก็สังเกตครับว่าวัดหลายแห่งในจังหวัดสุพรรณบุรีมีปลาแดดเดียวขายในบริเวณวัดเกือบทั้งนั้นครับ คงเป็นเพราะที่สุพรรณบุรีอุดมสมบูรณ์มีปลาเยอะ และวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชน วัดจึงอนุเคราะห์สถานที่ให้ชาวบ้านนำปลามาขายในวัดได้

เสียดายนะวัดน่าจะปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่นกว่านี้ เข้าวัดอากาศร้อนมากๆ แล้วใจจะสงบได้อย่างไร

ไปรถเมล์ก็สะดวกนะครับ แต่คงไม่ไปรถเมล์สีส้ม แปลกนะครับ เมื่อก่อนชอบสีส้ม แต่เดี๋ยวนี้ไม่อยากมอง ใจคนเปลี่ยนได้ง่ายนะคุณเจ้าหญิง อิอิอิ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน