*/
  • Chaoying
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pkanesuan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-10
  • จำนวนเรื่อง : 631
  • จำนวนผู้ชม : 2290188
  • จำนวนผู้โหวต : 1132
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1132 คน
<< ตุลาคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม 2564
Posted by Chaoying , ผู้อ่าน : 649 , 20:02:04 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน emilia , สำรวจฟ้า และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

กลับไปชุมชนจีนแคะบ้านห้วยกระบอก..ชิม..ขนมโกฐจุฬาลัมพา

 

(ต่อจากเอ็นทรีที่แล้ว)

      หลังจากที่ฉันไปตามหา “ขนมโกฐจุฬาลัมพา”หรือ “เง่ปั้น” (ปั้น แปลว่า ขนม ต้นโกฐจุฬาลัมพา คนจีนแคะเรียก ต้นเง่) ที่ชุมชนจีนแคะบ้านห้วยกระบอก อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี แต่ไม่เจอเนื่องจากร้านปิด (อ่านเรื่องย้อนหลังได้ คลิกhttp://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying/2021/10/09/entry-1

      สัปดาห์ต่อมาฉันจึงจะกลับไปห้วยกระบอกอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าร้านจะเปิดขายแน่ จึงโทรไปถามคุณ “อาลี่กอ” ที่ร้านชุมชนจีนแคะ บ้านห้วยกระบอก ตามหมายเลขโทรศัพท์ ๐๙๙-๓๙๑-๔๘๔๘ ที่เห็นบนฉลากขนมในอินเตอร์เน็ต เมื่อทราบว่า วันนี้ร้านเปิด ฉันก็สั่งจองขนมโกฐจุฬาลัมพาเอาไว้สี่กล่อง

      การเดินทางไปบ้านห้วยกระบอกคราวนี้ ฉันขับรถอย่างชำนาญในเส้นทาง ออกจากบ้านศาลายาเวลาสิบโมงเช้า แวะเข้าห้องน้ำแล้วเติมน้ำมันที่ปั๊มเชล จ. นครปฐม ยกมือพนมไหว้องค์พระปฐมเจดีย์ที่มองเห็นยอดเจดีย์สูงเสียดฟ้าจากบนสะพานลอย แล้วมุ่งตรงไปอำเภอบ้านโป่ง ขึ้นสะพานข้ามแยกแสงชูโต เลี้ยวขวาเข้าสู่ อำเภอลูกแก จ. กาญจนบุรี

ถึงสามแยกไฟแดงเลี้ยวขวาไปตามถนนหมายเลข ๓๓๙๔ ตรงไปบ้านห้วยกระบอก ไม่ต้องแปลกใจที่เราขับรถลัดนิ้วมือเดียวได้สามจังหวัด เพราะบ้านห้วยกระบอกตั้งอยู่ระหว่างเขตรอยต่อของสามจังหวัด คือ นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี นั่นเอง

 ระหว่างทางจะไปห้วยกระบอก เห็นถนนมอร์เตอร์เวย์สาย บางใหญ่ - กาญจนบุรี กำลังสร้างพาดผ่าน ผลงานรัฐบาลลุงตู่

      เมื่อมาถึงบ้านห้วยกระบอก เป็นเวลาเที่ยงพอดี ฉันขับรถรีบรี่ฝ่าถนนกลางชุมชนห้วยกระบอกตรงไปยังร้านขาหมู “จันทร์เจริญ” ทันที แล้วจอดรถที่หน้าศาลเจ้าซั้มซั้นเกว็ดหวอง เราหิวข้าวมากเพราะยอมอดมื้อเช้าหิ้วท้องเพื่อจะมากินข้าวขาหมูร้านนี้ มีคนนั่งรับประทานอาหารเที่ยงอยู่ก่อนหลายโต๊ะแล้ว

 

     มื้อนี้ ฉันเริ่มออเดิร์ฟด้วยขนมจีบหมูและจีบกุ้ง

 

ตามมาด้วย ขาหมูรสละมุน

ตุ๋นฟองเต้าหู้ของโปรด

ผัดคะน้าไร้หมูกรอบ เพราะหมูกรอบหมด

และสั่งก๋วยเตี๋ยวผัดจีนมาลองชิมดู ก็อร่อยดี ไม่เหมือนผัดซีอิ๊ว หากไม่ยึดติดกับผัดซีอิ๊วก็จะได้ลิ้มรสชาตินวลเนียนของเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดกับน้ำซุป ใส่ต้นหอมนิดหน่อย ไม่เน้นใส่เนื้อสัตว์มากนัก แล้วจะรู้ว่าก๋วยเตี๋ยวผัดจีนสไตล์จีนแคะเป็นแบบนี้นี่เอง

      เมื่อเสร็จจากอาหารมื้อเที่ยงอย่างอิ่มอร่อยและสั่งขาหมูกับตุ๋นฟองเต้าหู้ใส่ถุงกลับบ้านแล้ว เราก็เดินไปที่ศาลเจ้าซั้มซั้นเกว็ดหวองที่อยู่ตรงกันข้ามกับร้านจันทร์เจริญ

เพื่อกราบสักการะขอพรเจ้าพ่อสามภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนแคะห้วยกระบอกนับถือ ซึ่งเป็นรูปพระจีนไม้แกะสลักองค์แท้แห่งเดียวในประเทศไทยที่บรรพบุรุษชาวจีนแคะนำมาจากเมืองจีนเมื่อครั้งอพยพเข้ามาที่ห้วยกระบอก

 กราบสักการะเจ้าแม่กวนอิม 

 

      จากนั้น ฉันก็ขับรถไปจอดที่หลังตลาดเยื้องๆ กับหน้าบ้านเรือนไม้โบราณสองชั้น เขียนป้ายติดที่หน้าบ้านว่า “ชมรมจีนแคะห้วยกระบอก” มองไปเห็น “คุณอาลี่กอ” และลูกน้อง กำลังทำขนมโกฐจุฬาลัมพาอยู่พอดี

      “ว้าว โชคดีจัง เขากำลังนึ่งขนม” ฉันร้องออกมาด้วยความดีใจ นึกไม่ถึงว่าวันนี้ตัวเองจะได้มีโอกาสได้เห็นการปั้นและนึ่งขนมด้วย เพราะคิดว่าเขาคงทำเสร็จตั้งแต่เช้าแล้วแพ็คใส่กล่องไว้ เรามาถึงที่ร้านก็เป็นเวลาบ่ายสองแล้ว

ฉันทักทายคุณ “อาลี่กอ” เพราะเพิ่งเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

 ฉันดีใจมากและตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นวิธีการปั้นแป้งสีเขียวที่มีส่วนผสมของใบโกฐจุฬาลัมพา

ส่วนผสมของแป้งขนมโกฐจุฬาลัมพา มี ดังนี้

1. โกฐจุฬาลัมพา - เด็ดเอาแต่ใบ คลุกขยำกับเกลือ แล้วต้มให้เดือด นำไปปั่น

2. แป้งข้าวเหนียว

3. เกลือ - สำหรับขยำใบโกฐจุฬาลัมพา

4. มันเทศ -นึ่งสุก ในลังถึง และนำมาเน้นให้ละเอียด

5. มะพร้าวทึนทึก ไม่แก่ไม่อ่อน -ขูด คั่วให้หอม

6. งาดำ -คั่ว

 ต้นโกฐจุฬาลัมพา

 เอาแต่ใบและยอด

 ต้มในน้ำเดือด

 ใบโกฐจุฬาลัมพาที่ต้มสุกแล้ว 

นำใบโกฐจุฬาลัมพาที่ต้มสุกมาปั่นละเอียด

 

วิธีทำแป้ง

ผสมแป้งข้าวเหนียว มันเทศนึ่งตำละเอียด ใส่โกฐจุฬาลัมพาต้มที่ปั่นละเอียด ขยำและนวดให้เข้ากัน ราดด้วยน้ำเชื่อม และผสมน้ำมันดอกคาโนลาเล็กน้อย แล้วนวดอีกจนแป้งเข้ากัน

ไส้ขนมที่ทำด้วยถั่วเหลืองบด (ถั่วเขียวผ่าซีก) ปั้นเป็นลูกกลมๆ

เอาแป้งผสมใบโกฐจุฬาลัมพามาทำให้แบนๆ ใส่ไส้ถั่วที่ปั้นไว้แล้วปิดแป้งให้มิด คลึงๆ ให้กลม แล้วนำมากดในพิมพ์กดให้กลมอีกที

วางบนใบตองตัดเป็นแผ่นกลมทาน้ำมันดอกคาโนลา

จากนั้นก็นำไปนึ่งในลังถึง  ขณะนี้ในลังถึงที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ มีขนมโกฐจุฬาลัมพาที่ใส่ไส้งาดำ (มีงาดำป่น ถั่วลิสงคั่วป่น ถั่วตุ๊บตั๊บป่น มะพร้าวคั่ว และน้ำตาลทราย) กำลังนึ่งอยู่ ฉันจึงไม่ได้เห็นไส้งาดำก่อนที่จะใส่ในแป้ง

 คุณอาลี่กอ อธิบายวา หากนำแป้งโกฐจุฬาลัมพาใส่ไส้ถั่ว แล้วนำมากดในพิมพ์ไม้ของขนมหวองฟ้ามู่ปั้น อย่างนี้ 

ก็จะกลายเป็นขนมหวองฟ้ามู่ปั้น นั่นเอง

 เมื่อขนมโกฐจุฬาลัมพานึ่งสุกแล้ว คุณอาลี่กอ เอางาขาวโรย เพื่อตกแต่งให้สวยงามน่ากินยิ่งขึ้น

ร้อนๆ น่ากินมาก

      คุณอาลี่กอแนะนำให้รู้จักกับคุณแม่ซึ่งกำลังทำ ขนมข้าวเหนียว “มัดไต้” (มีลักษณะเหมือนไต้ที่ใช้จุดไฟ จึงเรียกว่า มัดไต้)

ส่วนผสม มีข้าวเหนียวมูลกะทิ ใส่ไส้ถั่วลิสงต้ม เนื้อหมู

 

ห่อใบตองแล้วมัดด้วยไม้ไผ่ตอก คล้ายๆ กับขนมข้าวต้มมัดไส้กล้วย แต่นี่เป็นไส้ถั่วลิสงกับเนื้อหมู ขนมมัดไต้จะทำเอาไว้ขายพรุ่งนี้ ฉันก็เลยอดชิม

      เมื่อฉันถามคุณอาลี่กอถึงขนมหวองฟ้ามู่ปั้น (“หวองฟ้า” แปลว่า ดอกไม้สีเหลืองมู่” แปลว่า แม่พิมพ์ปั้น” แปลว่า ขนม) ซึ่งเอกลักษณ์ของขนมหวองฟ้ามู่ปั้น คือ แบบแม่พิมพ์ภายในจะมีลักษณะเป็นลายดอกไม้ โดยการแกะสลักลวดลายที่อยู่ในแบบแม่พิมพ์

คุณอาลี่กอบอกว่า แม่พิมพ์ไม้ของขนมหวองฟ้ามู่ปั้นได้สั่งทำมาจากที่เมืองจีน

 วันนี้ คุณอาลี่กอไม่ได้ทำขนมหวองฟ้ามู่ปั้น ฉันก็เลยอดชิม ซึ่งใจจริงก็อยากได้ชิมขนมหวองฟ้ามู่ปั้นด้วย คงมาต้องมาใหม่อีกวันหลัง

      ระหว่างที่ฉันรอขนมโกฐจุฬาลัมพาที่กำลังนึ่งอยู่ในลังถึง ฉันก็มาอ่านป้ายข้อมูลเกี่ยวกับประวัติชุมชนห้วยกระบอก กล่าวไว้ ดังนี้...

ประวัติห้วยกระบอก

         บ้านห้วยกระบอก กำเนิดเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร ไม่มีบันทึกไว้อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่ชื่อหมู่บ้านห้วยกระบอกมีปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัก (ในสมัยรัชกาลที่ ๒) และบันทึกอยู่ในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เรื่องระยะทางเสด็จประพาสไทรโยค ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อคราวเสด็จประพาสไทรโยค จากหลักฐานและเอกสารต่างๆ พบว่ามีการเสด็จผ่านเส้นทางนี้ อย่างน้อยสองครั้ง คือ การเสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค และนมัสการพระแท่นดงรัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ และ พ.ศ. ๒๔๕๒ พระองค์ได้เสด็จกลับมาทางบ้านห้วยกระบอก ผ่านทางลำห้วยยาง (ท่าสาร-บางปลา เส้นเดิม ภายหลังมีการสร้างประตูน้ำและตัดลำห้วยใหม่) เพื่อออกไปทางแม่น้ำท่าจีนเข้าสู่คลองมหาสวัสดิ์ ท่านได้ทรงประทับแรมที่บ้านห้วยกระบอกบริเวณวัดศาลาตึก

ซึ่งปัจจุบันยังเหลือร่องรอยที่ประทับแรมอยู่ข้างโรงเรียนศาลาตึกวิทยา สร้างโดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี เป็นอาคาร ๒ ชั้น กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร (หนังสือโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เล่มที่ ๒ กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๓๓) ปัจจุบันขึ้นกับตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

         ห้วยกระบอก เดิมขึ้นกับอำเภอสามแก้ว มณฑลนครไชยศรี ในปัจจุบันอำเภอสามแก้วเปลี่ยนเป็นอำเภอกำแพงแสน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ส่วนบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องอย่างมากกับประวัติบ้านห้วยกระบอกท่านหนึ่ง ท่านคือ “ท่านหลวงสิทธิเทพการ” (ต้นสกุล วังตาล)

         ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงสิทธิเทพการ ได้เริ่มบุกเบิกที่ดินห้วยกระบอก ซึ่งในขณะนั้นยังมีสัตว์ร้ายชุกชุม ที่ดินยังมีราคาไร่ละ ๒๕ สตางค์

         ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ คุณหลวงได้นำเอาคนจีนต่างด้าวเข้ามาอยู่อาศัยในห้วยกระบอก โดยขออนุญาตจากทางราชการอย่างถูกต้อง พร้อมเปิดให้เช่าที่และรับซื้อผลผลิต จนชาวจีนดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแคะ จนมีลูกหลานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้

         ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ มีโจรผู้ร้ายเข้ามาโจรกรรมในหมู่บ้านห้วยกระบอกอย่างชุกชุม ท่านหลวงสิทธิเทพการ ได้ดำเนินการขออนุญาตทางการจัดซื้ออาวุธปืนมาป้องกันปราบปรามลงได้อย่างราบคาบ

         ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เกิดน้ำท่วมในตลาดห้วยกระบอก ท่านหลวงสิทธิเทพการ ได้กระทำการช่วยเหลือชาวบ้านหลายอย่าง เช่น ให้ที่อยู่อาศัย และแจกข้าวสาร จนเหตุการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี

         ทั้งนี้ มีเรื่องราวหลายอย่างที่หลวงสิทธิเทพการได้สร้างคุณูปการต่อชาวบ้านห้วยกระบอก ไว้หลายอย่าง เช่น การบริจาคที่ดินให้วัด โรงเรียน รวมทั้งการสร้างถนนสายหลักที่ใช้ในชุมชน และได้ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

         จากหลักฐานในการนำจีนต่างด้าวเข้ามาอาศัยในห้วยกระบอกได้สอดคล้องกับบันทึกอำเภอฟุ้งสุ่น (เขียนโดยชาวจีนที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทย ภายหลังได้กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศจีน) ซึ่งบันทึกนี้ได้ทำการเก็บรักษาอยู่ที่อำเภอฟุ้งสุ่น มณฑลกวางตุ้ง ได้มีการบันทึกเส้นทางการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยของคนจีนจากอำเภอฟุ้งสุ่นและใกล้เคียงได้มีการบันทึกว่า คนจีนแคะ (ขัก) จะมีเส้นทางการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยแบ่งเป็น ๓ ช่วงใหญ่ๆ คือ

         ช่วงที่ ๑ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๐ – ๒๔๓๐ (ช่วงรัชกาลที่ 4)

         ช่วงที่ ๒ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๐ – ๒๔๗๐

         ช่วงที่ ๓ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๙๐

ซึ่งระหว่างช่วงประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๑๐ นั้น จะมีการอพยพเป็นระยะ ๆ เป็นกลุ่มย่อย ๆ และช่วงที่อพยพเข้ามามากที่สุดคือ ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาที่ประเทศญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีน การเดินทางจะเข้ามา ๓ ทาง คือ เข้าทางจังหวัดจันนทบุรี เข้าทางกรุงเทพมหานคร เข้าทางแม่น้ำทางจีน แล้วเดินทางมารวมตัวกันที่บ้านห้วยกระบอกและบริเวณใกล้เคียง

มีมุมถ่ายรูปของชมรมจีนแคะ ซึ่งจัดไว้ภายในบ้านเรือนไม้นั่นเอง ทุกคนที่ได้มาคงอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เช่นเดียวกับฉัน

 ก็...หมวย...นี่คะ

 

วันนี้ ฉันนุ่งผ้าซิ่นทอมือ เป็นซิ่นจกคูบัว ลายเซีย อันลือชื่อ ของชาวไทพวน จ.  ราชบุรี ค่ะ

เมื่อขนมโกฐจุฬาลัมพา หรือ “เง่ปั้น” สุก ฉันก็ได้สั่งขนมโกฐจุฬาลัมพาไส้ถั่วอีกหนึ่งกล่องไปลองชิมด้วย

 กล่องละ ๔ ลูก ราคา ๕๐ บาท

อร่อยทั้งสองไส้ ให้เลือก

 ชิม ชาใบโกฐจุฬาลัมพา ..หอม ละมุน

 กลับออกมาที่ถนนสายกลางชุมชน

      จากนั้น เราก็ออกจากร้านชมรมจีนแคะห้วยกระบอกแล้วเดินมาที่ร้าน “โกชุ้น” ลูกชิ้นหมูบด เพื่อซื้อบะหมี่เกี๊ยวใส่ถุงกลับบ้านเพราะวันนี้ อิ่มมากแล้ว ร้านโกชุ้นตอนนี้เปิดให้นั่งกินในร้านได้แล้ว หากเพื่อนๆ อยากลิ้มลองบะหมี่เกี๊ยวลูกชิ้นหมูบด (โกชุ้นทำเอง) ก็เชิญไปอุดหนุนโกชุ้นกันนะคะ อร่อยค่ะ

 

      โกชุ้นเล่าว่า “นายฟุ้ง” เจ้าเก่า คือ “อากุ้ง” ของตน (ภาษาจีน "อากุ้ง" หมายถึง พ่อของแม่ อากุ้งหรือ อาก๋ง ก็เรียก) ซึ่งเดินทางมาจากเมืองจีนยุคแรกๆ ทำลูกชิ้นหมูทุบด้วยการใช้เหล็กทุบ ซึ่งต้องใช้เนื้อหมูแดงที่นิ่มโดยเลือกซื้อเป็นพิเศษ มาถึงรุ่นแม่ของโกชุ้นก็ยังทำลูกชิ้นหมูทุบ โกชุ้นตอนยังเป็นวัยรุ่นก็ต้องช่วยแม่ทุบเนื้อหมูทำลูกชิ้นจนมือเจ็บต้องเอาผ้าพัน แต่ต่อมาแม่อายุมาก แม่ก็เปลี่ยนมาเป็นใช้เครื่องบด แต่ยังรักษาคุณภาพความอร่อยของลูกชิ้นเอาไว้เหมือนเดิม

      เราหิ้วบะหมี่เกี๊ยวเดินกลับมาทางหน้าตลาด แวะซื้อกาแฟเย็นและโอวัลตินเย็นร้าน “กาแฟโบราณ ป๋าทรง” ฉันไม่ลืมที่จะซื้อซาลาเปากลับบ้านด้วย

      ขากลับจากบ้านห้วยกระบอก เราคิดว่าอยากจะไปเที่ยว “วัดรางหมัน” กราบหลวงปู่แผ้ว ปวโร ซึ่งปรากฏว่าทางไปวัดอยู่บนเส้นทาง 3394 ที่จะไปยังกำแพงแสนนั่นเอง ระหว่างทางฝนตกหนักแรงมาก เรามาแวะทำบุญที่ "วัดรางหมัน" หรือ "วัดประชาราษฎร์บำรุง" เมื่อฝนหยุดก็เดินทางต่อมาทางอำเภอกำแพงแสนและเข้าสู่เมืองนครปฐม กลับถึงบ้านศาลายาภายในเวลาห้าโมงเย็น

 

หลวงปู่แผ้ว ปวโร พระเกจิดังแห่งวัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) อ. กำแพงแสน จ. นครปฐม ได้รับการขนานนามว่า เทพเจ้าแห่งเมืองกำแพงแสน พระเถระผู้เปี่ยมด้วยเมตตา มากด้วยบารมีเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา

 วิหารอายุยืน ใหญ่และสวยงาม

       การเดินทางมาเที่ยวชุมชนจีนแคะบ้านห้วยกระบอกครั้งนี้ นับว่าเป็นทริปเล็กๆ ที่มีความสุข ไม่เพียงได้อิ่มอร่อยกับรสชาติอาหารจีนแคะ แต่ยังได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีทำขนมโกฐจุฬาลัมพา ซึ่งมีส่วนผสมของใบโกฐจุฬาลัมพาที่มีสรรพคุณทางยามากมาย  อีกทั้งได้เพลินตากับสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้โบราณของชุมชนจีนแคะที่ยังคงอนุรักษ์สืบสานเอาไว้อย่างสวยงาม สะอาด และเป็นระเบียบ น่าเดินเที่ยว... เมืองไทยของเราน่าเที่ยวและมีของกินอร่อยๆ ขอเชิญเพื่อนๆ ไปเที่ยวชุมชนชาวจีนแคะห้วยกระบอกกันนะคะ

      ขอขอบคุณ คุณ “อาลี่กอ” หรือ คุณวิโรจน์ ถาวรกีรติ ที่เอื้อเฟื้อภาพและข้อมูลเกี่ยวกับการทำขนมโกฐจุฬาลัมพา และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่อนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการทำขนมของชาวจีนแคะให้ทุกคนได้รู้จัก

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Chaoying วันที่ : 20/11/2021 เวลา : 13.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 3 คุณEmillia
หวัดดีค่ะ ดีใจมาก ที่แวะมา ขอบคุณนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเช่นกันค่ะ มีโอกาสเที่ยว ก็ไปกินขนมที่ชุมชนห้วยกระบอกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
emilia วันที่ : 11/11/2021 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/emilia

ตามมาเที่ยวด้วยคนค่า ขนมและอาหารน่าทานทั้งนั้นเลย รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ลูกแม่ลำดวน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 22/10/2021 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คห. 1 ลูกแม่ลำดวน
หวัดดีค่ะ ขอบคุณมากที่มาเจิม ขนมน่าทานจริงๆ ค่ะ มีโอกาสแวะไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 Chaoying ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกแม่ลำดวน วันที่ : 22/10/2021 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FriendlygirL
         Leave Well Enough Alone        

ขนมน่าทานมาก 😋😋😋

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน