• Chillwithme
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : FV5@hotmail.co.th
  • วันที่สร้าง : 2013-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 58517
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
Next station
เรื่อยเปื่อยๆ ตามเรื่องตามราว คนขี้บ่น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Daytochill
วันอังคาร ที่ 30 เมษายน 2556
Posted by Chillwithme , ผู้อ่าน : 3956 , 23:14:40 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไปมาเมื่อ ปีสองปีที่แล้วครับ ไปกับทางโรงเรียน เรื่องคนกับวิทยาศาสตร์มันเป็นของคู่กันกับคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็แปลกใจนะครับ ว่าแต่ละโรงเรียนถึงชอบให้ไปจัง ตึกลูกเต๋าเนี่ย แต่ก็ต้องร้องอ๋อ เมื่อได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง อย่างน้อยมันก้ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนในหนังสือมานั้น จับต้องได้ ไม่ใช่แค่นามธรรม ที่ต้องนึกคิดเอาเอง ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอย่างนี้ๆนะ ได้เปิดหูเปิดตากับความรู้เดิมๆที่ถูกเพิ่มเติมด้วยรูปธรรม สัมผัสได้  สรุปง่ายๆ ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆครับ 

******ข้อมูลท่องเที่ยว*****

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นการสื่อสารความรู้ให้กับผู้เข้าชม ให้เข้าใจสาระทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้โดยง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองหก ในบริเวณเทคโนธานี โดยแยกจากถนนสายรังสิต-นครนายก ไปประมาณ 4 กิโลเมตร สามารถโดยสารรถประจำทางสาย ปอ.1155 สายรังสิต-ฟิวเจอร์พาร์ค-พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เริ่มต้นการเดินทาง เราใช้เส้นทางวงแหวนตะวันออกลงตรงบริเวณถนนรังสิต-นครนายก กลับรถเพื่อมุ่งหน้าไปทางองครักษ์ ไม่ไกลมากจะมีทางเลี้ยวซ้ายมือ เป็นทางเข้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง จะมีป้ายบอกไว้ชัดเจนขับเข้ามาจะผ่านสระพระราม 9 ตรงไปอีกไม่ไกลมีประตูทางเข้าขวามือ มีป้อมยามเลี้ยวเข้าไปแล้วจะมีวงเวียนให้ไปทางซ้าย จะมาเจอป้ายนี้แล้วก็เลี้ยวเข้าพื้นที่อาคารลูกเต๋าสี่เหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปกติเวลาเดินทางไปเที่ยวผ่านวงแหวนตะวันออกจะมองเห็นตึกรูปลูกเต๋านี้อยู่ลิบๆ กลางทุ่งกว้าง เป็นภาพแปลกตาสำหรับเรามานานมากกว่าจะมีโอกาสได้เข้ามาชมในวันนี้


องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ อาคารที่เปลี่ยนมุมมองแนวความคิดในการออกแบบอาคารเป็นอย่างมาก คนทั่วไปจะเรียกอาคารนี้ว่าเป็นทรงลูกเต๋า 3 ลูกเรียงกัน ส่วนแนวคิดในการออกแบบอาคารให้เป็นทรงนี้ก็มีส่วนจากความคิดที่ว่าในโลกวิทยาศาสตร์ทุกสิ่งเป็นไปได้ เมื่อเราจอดรถที่ลานจอดรถแล้วก็ไปติดต่อซื้อบัตรเข้าชมในอาคาร

 

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ชั้น 1 เมื่อเดินลึกเข้ามาเราก็จะได้เห็นโซนที่จัดแสดงให้ความรู้เรื่องต่างๆ มีห้องคอมพิวเตอร์ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ซ้ายมือ ด้านหน้าเราจะเห็นไดโนเสาร์ที่เป็นนกบินอยู่ มีโต๊ะเล็กๆ กับกระดาษหลายสี แต่ละสีจะมีเส้นประให้พับตามเป็นจรวดหรือเครื่องบินกระดาษนั่นเอง ต่างสีจะได้เครื่องต่างแบบกัน แล้วก็จะมีสนามทดลองให้เราไปร่อนเครื่องบินกระดาษที่เราพับโดยจะมีห่วงให้เราลองร่อนเครื่องบินให้เข้าห่วง ส่วนด้านขวามือที่อยู่ติดกันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องบิน มีการทดลองหลายอย่างที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเครื่องบินจึงบินได้ แต่ละอย่างต้องลองไปกดปุ่ม โยกคันโยกบังคับเอาเองแล้วจะเข้าใจได้ง่ายกว่า ผมคงบรรยายได้ไม่หมด


 ที่ผนังของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก็จะมีทำเนียบนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่มีผลงานสำคัญๆ จนเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโลกของเราเลยก็ว่าได้ ด้านซ้ายมือมีทางแยกเดินไปทางซ้ายมือ เป็นโซนที่เรียกว่านิทรรศการภาพสะท้อน จะมีอะไรให้เราชมเดินเข้าไปดูกันดีกว่า


นิทรรศการภาพสะท้อน

นิทรรศการภาพสะท้อน (Reflection Exhibition) ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่เสมือนสวนสนุกที่ใช้กระจกและแสงสีประกอบกัน จุดแรกที่น่าสนใจเอามากๆ คือเขาวงกต เป็นการนำเอากระจกมาเรียงต่อกันทำมุมให้พอดี พอเราเดินเข้าไปก็จะเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่เต็มไปหมด เขาวงกตกินพื้นที่ประมาณ 30-40 ตารางเมตร ภายในจะมีทางเดินวกวนจนไปถึงทางออกระหว่างทางก็จะเห็นแต่เงาตัวเองมากมายรอบตัว ส่วน 2 ภาพสุดท้ายก็เป็นเรื่องการสะท้อนเหมือนกัน มองเข้าไปจะเหมือนมองในท่อลึกไม่มีที่สิ้นสุดและมีหน้าเราอยู่เต็มไปหมด


นิทรรศการภาพสะท้อน

นิทรรศการภาพสะท้อน ส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจในโซนนี้ยังมีอีกมากมาย ไม้กวาดที่วางอยู่บนกระจกกับภาพท้องฟ้า หากมองในมุมที่พอเหมาะจะเหมือนไม้กวาดลอยได้ ให้เด็กๆ เข้าไปนั่งถ่ายรูปได้ด้วย ส่วนภาพล่างเป็นกระจก 6 บานมาต่อกันเป็นท่อรูปหกเหลี่ยม มีแสงไฟด้านในพอมองเข้าไปจะเหมือนรังผึ้ง อีกภาพด้านขวามือเรียกว่าศีรษะมายา พอไปยืนที่ด้านหลังแล้วยื่นเฉพาะหัวออกมาวางบนแท่น จะพบภาพที่เห็นเหมือนเป็นห้องสี่เหลี่ยมแต่มีเฉพาะหัวคนลอยอยู่ ซึ่งเกิดจากกระจกเงา 2 บานที่วางตั้งฉากสะท้อนฉากผนังเท่าของจริงแต่จะกลับซ้ายเป็นขวา หลักการสะท้อนเรื่องแสงและเงา อีกมากมายหลายอย่าง กระจกที่ส่องแล้วอ้วน ผม สูง ฯลฯ


ภาพลวงตา การทดลองเรื่องราวของแสง และการสะท้อนในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ภาพเงาลางๆ ของ แมรี คูรี นักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ ผู้คิดค้นธาตุเรเดียมมานั่งทำการทดลองเคมี แต่ก่อนที่เรายังไม่ได้กดปุ่มมองเข้าไปก็จะเห็นห้องว่างๆ แล้วเงาของแมรีมาปรากฏขึ้นได้ยังไง หลักการคือกระจกใสมาวางเอียง 45 องศา โดยให้แสงสว่างไปกระทบวัตถุทำให้เกิดภาพซ้อนพอดีกับฉากที่จัดไว้ นี่ก็อาจจะเป็นหลักการเดียวกันกับการเห็นผี บางทีอาจจะมีกระจกสะท้อนเงาคนมาจุดที่เรามองเห็นเงาคนลางๆ ก็เป็นได้


นิทรรศการไฟฟ้า

นิทรรศการไฟฟ้า ในห้องนี้ก็จะมีเรื่องราวการค้นพบและกำเนินพลังงานไฟฟ้า การทดลองต่างๆ เกี่ยวกับไฟฟ้าเพื่อให้เราได้รู้จักกับไฟฟ้าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น มีประวัตินักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบไฟฟ้า พอเดินออกมาก็จะเป็นโซนการบินเลี้ยวไปทางซ้ายจะมีห้องสำหรับเด็กๆ เรียกว่านิทรรศการดินแดนวิทยาศาสตร์ เด็กๆ เข้าไปเล่น ซึ่งผู้ใหญ่ก็จะเข้าไปดูแลมีเครื่องเล่นหลายอย่างมากมาย มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ สำหรับเด็ก ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่น่าเบื่อ แต่เป็นแหล่งรวมความรู้และความสนุกสนานไปด้วยในตัว


พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ชั้น 2 2 ภาพบนยังคงเป็นชั้น 1 ต่อกับห้องสำหรับเด็ก มีตู้เกมให้นั่งเล่นเป็นเกมฝึกทักษะเพิ่มพูนความรู้และสนุกสนาน 2 ภาพ ด้านล่างเป็นชั้นที่ 2 ภาพซ้ายเป็นเรื่องราวของอวกาศซึ่งจะมีมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เราค้นพบ ชื่อ ลูซี่ ซึ่งจำลองมาจากซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดพบในประเทศเอธิโอเปีย เมื่อ พ.ศ. 2517 ลิงใหญ่ชนิดนี้เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ จากนั้นเราก็จะเดินกันให้รอบๆ มีสะพานสวยๆ มีอุโมงค์ตรงกลางสำหรับฉายวิดีทัศน์ความรู้เรื่องชีววิทยา


พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ชั้น 3 ตอนนี้เราก็มาอยู่ที่ชั้นที่ 3 อย่างรวดเร็ว อาจจะเป็นเพราะในชั้นที่ 2 มีพื้นที่แสดงนิทรรศการน้อยเลยใช้เวลากันไม่มาก ชั้นที่ 3 นี้ก็มีหลายอย่าง แต่จะออกไปทางวิชาการมากขึ้น เด็กๆ ก็เลยไม่ค่อยจะอยู่โซนนี้มากเท่าไหร่ เริ่มตั้งแต่เรื่องของคณิตศาสตร์ ความร้อน ความเสียดทาน เคมี ไฟฟ้า แม่เหล็ก แรงและการเคลื่อนที่ สสารและโมเลกุล เสียง แสง

 อย่างในภาพแรกเป็นเรื่องของเสียง มีท่อหลายสี หลายขนาด ให้เราพูดลงไปตรงรูปปาก เสียงของเราจะเดินทางผ่านท่อมาที่หู ขนาดและระยะทางของท่อจะทำให้เสียงเดินทางช้าเร็วต่างกัน และเสียงของเราก็จะเปลี่ยนไปตามขนาดของท่อด้วย

วิทยาศาสตร์กับพลังงาน ภาพบนซ้าย ลูกโป่งลอยอยู่กับที่เพราะแรงลมที่เหมาะสม ไม่ลอยสูงขึ้นและไม่หล่นลงพื้น อีก 3 ภาพเป็นจุดเด่นของชั้นที่ 3 ให้ความรู้เรื่องพลังงาน เรียกว่าอุโมงค์พลังงาน ภายในแสดงการนำเอาพลังงานธรรมชาติมาใช้อย่างเช่นพลังงานลมหมุนใบพัดของกังหัน เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่วนภาพล่างขวาแสดงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์กับแผงโซลาร์เซลล์ หลอดไฟหลอดใหญ่เปรียบกับดวงอาทิตย์ เมื่อเราหมุนที่กั้นหลอดไฟให้ไฟส่องลงไปยังโมเดลจำลองแผงโซลาร์เซลล์ จะทำให้หลอดไฟขนาดเล็กๆ ในโมเดลบ้านสว่างขึ้นมาได้



พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ชั้น 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับประเทศไทย นิทรรศการชั้นนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของประเทศไทย ในเรื่องที่ตั้ง ทางภูมิทัศน์ ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, นิเวศวิทยา ตลอดจนการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้านการผลิตทางการเกษตร และอุตสาหกรรม ศึกษาภูมิอากาศ ฤดูกาล และอิทธิพลของสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อภูมิอากาศของโลก เรียนรู้เทคโนโลยีสิ่งก่อสร้าง และโครงสร้าง เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
 ภาพบนซ้าย ลักษณะสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนชุมชนต่างๆ มีทั้งชุมชนริมน้ำ ชุมชนริมทะเล ภาพบนขวา นิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างและโครงสร้าง ภาพล่างซ้ายแสดงโมเดลของการสร้างเขื่อนและการนำน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของขยะที่มีผลกับโลก ความพยายามในการลดขยะและการนำขยะเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์เด็กๆ ดูจะสนใจหุ่นที่ประกอบขึ้นมาจากขยะนานาชนิดที่ตั้งแสดงอยู่

 นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ การสำรวจด้วยดาวเทียมธีออส โครงสร้างโลกและภูมิอากาศ ฯลฯ

ธรณีวิทยาของประเทศไทย นอกจากที่กล่าวมาหลายต่อหลายอย่างแล้ว พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชั้นที่ 4 ยังมีเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับธรณีวิทยา การขุดค้นพบและการศึกษาด้านธรณีวิทยา มีการจัดแสดงหินชนิดต่างๆ ที่หาดูยาก มีความสวยงาม คล้ายอัญมณี

  พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชั้นที่ 5 เรื่องราวของชีววิทยา เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในชีวิตประวัน เราจะเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเราไปยืนตรงจอจะมีกล้องจับภาพเราให้เราเลือกกดปุ่มเพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้แก่ ลิงชิมแปนซี แมลงวัน ฯลฯ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์มีความคล้ายกับสิ่งมีชีวิตอื่นเกือบทุกชนิดสูงกว่า 80% (ใครจะไปรู้ละว่าเราจะเหมือนแมลงวันได้มากขนาดนั้น)

 

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชั้นที่ 5 ต่อจากภาพที่แล้ว ยังมีเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับมนุษย์เราอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจบนชั้นนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ร่างกายและสุขภาพ การถ่ายทอด DNA หรือพันธุกรรม เหตุที่ทำให้เรามีหน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็จะคล้ายพ่อ หรือแม่ แล้วแต่กระบวนการของยีนส์ โซนนี้จะได้รับความสนใจจากเด็กไม่มาก จะมีผู้ใหญ่เดินศึกษาหาความรู้กันพอสมควร ส่วนอื่นๆ ก็จะมีนิทรรศการการคมนาคม มีความรู้เกี่ยวกับเรือ รถยนต์ และเครื่องบิน



พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชั้นที่ 6 ชั้นสุดท้ายของอาคารนี้ว่าด้วยเรื่อง เทคโนโลยีภูมิปัญญาไทย จัดแสดงเรื่องราวของภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนมาถึงปัจจุบัน โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้รวมรวม และจัดตั้งเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ส่วนแรกที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ส่วนเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชทรัพย์ ตลอดจนพระวิริยะอุตสาหะ ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และทรงก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาไทย

 

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชั้นที่ 6 จัดแสดงผลงานศิลปาชีพอันหลากหลาย ได้แก่ การแกะสลัก การจักสาน เครื่องปั้นดินเผา การหล่อโลหะ การทอ การแกะสลักของไทย ในรูปแบบต่างๆ เช่น แบบลอยตัว นูนสูง นูนต่ำ ควบคู่กับความรู้ด้านวัสดุที่นำมาใช้แกะสลัก เช่น หิน ไม้ หนังสัตว์ นอกจากนี้ยังมีโรงหนังตะลุงแสดงการสนทนาของหนังตะลุง 2 ตัว คือ เท่งและไข่นุ้ย ที่สอดแทรกความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์

 

ผ้าทอมือพระบรมสาทิสลักษณ์ ผลงานอย่างหนึ่งที่โดดเด่นมากก็คือผ้าทอมือพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ มีขนาด 7 เมตร x 0.85 เมตร ใช้ไหมเส้นละเอียด 6 เส้น ประกบพันเกลียว ใช้กี่หน้ากว้าง 40 นิ้ว มัดหมี่เส้นยืน ทอเส้นพุ่งด้วยไหมไทยสีต่างๆ โดยใช้เทคนิคเกาะล้วง (น้ำไหล) ส่วนเส้นยืนหัวท้ายพระบรมสาทิสลักษณ์ ทอเส้นพุ่งด้วยเทคนิคขิด ส่วนฉากหลังย้อมเส้นยืนด้วยไหมสีอ่อนแก่ ทอเส้นพุ่งด้วยเทคนิคจก ย้อมร้อนโดยใช้โทนสีธรรมชาติ การผลิตผ้าชิ้นนี้ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีผ้าทอมือศิลปาชีพ 5 ชนิด ที่มีชื่อเสียง


ศูนย์อาหาร จบการเดินทางท่องโลกวิทยาศาสตร์กันแล้ว 6 ชั้นของอาคารนี้ทำเอาใช้เวลาไปไม่น้อย ทีแรกคิดว่าจะไม่ค่อยมีอะไร แต่พอเข้าไปจริงๆ เรียกว่าคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว วันไหนจะมากันก็เผื่อเวลาเยอะๆ หน่อยนะครับ ทีนี้เดินมานานมากแล้วก็หิว ก็เลยลงมาหาของกินเล่นที่ชั้นล่างมีศูนย์อาหารบริการมีอาหารหลายอย่าง แต่เอาแบบกินเล่นก็เป็นลูกชิ้นไส้กรอก และเกี๊ยวทอด ที่นี่ทอดได้กรอบสุดๆ จริงๆ อร่อยครับ มีเครื่องดื่มมากมายหลายอย่างให้เลือกด้วย อิ่มท้องแล้วไปตลุยธรรมชาติกันต่อครับ


พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เป็นอาคารที่อยู่คนละด้านกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยมีลานจอดรถอยู่ตรงกลาง ราคาบัตรเข้าชม 20 บาท แต่ถ้าซื้อรวมไปกับบัตรพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ราคา 50 บาท ก็จะได้ส่วนลด 10 บาท สรุปบัตรรวม 2 อย่าง 60 บาท ต่อคน

ไดโนเสาร์ รูปปั้นไดโนเสาร์หลายตัวตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งมีการจัดเป็นสวนร่มรื่นใครจะมาเดินถ่ายรูปกับไดโนเสาร์เหล่านี้ก็ตามสบายกันเลยครับ ถ่ายรูปกันพอใจแล้วค่อยเข้าไปในอาคาร

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เริ่มต้นเดินเข้ามาด้านในแสดงบัตรที่เราซื้อเป็นบัตรรวมมาจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เดินเข้ามาแล้วจะมีทางเดินลักษณะเหมือนอุโมงค์ เป็นการเริ่มต้นนิทรรศการเกี่ยวกับชีวิตล้วนๆ เริ่มตั้งแต่ตอนที่ 1 การกำเนิดโลก พบกับการกำเนิดโลก และดาวเคราะห์ต่างๆ ในสุริยจักรวาล จนถึงการกำเนิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเริ่มมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ในจักรวาล ทำให้เศษชิ้นที่เกิดจากการระเบิดรวมตัวกันเป็นโลกและดาวเคราะห์ต่างๆ หมุนเวียนไปรอบดวงอาทิตย์ จากนั้นโลกจึงได้เริ่มเย็นตัวลงเรื่อยๆ จนมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต จากนั้นก็เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่รู้จักกันในชื่อไดโนเสาร์นี่แหละ มีรูปจำลองมนุษย์หินที่เริ่มรู้จักการก่อไฟด้วยการใช้ก้อนหิน มีไดโนเสาร์กับฉากหลังที่สวยงามสมจริงให้เราได้ศึกษากัน มีฟอสซิลสัตว์และชิ้นส่วนของสัตว์ให้เราดู

 

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อเดินผ่านอุโมงค์ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตเข้ามาจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่มีการจำลองสัตว์มากมายหลายชนิด รวมทั้งเห็ด รา แหล่งความรู้ด้านการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน สัตว์ที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเป็นการจำลอง และการสตั๊ฟสัตว์จริงๆ จึงดูเหมือนยังมีชีวิต มีทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จำนวนนับร้อยชิ้น การแสดงแบ่งออกเป็นโซนๆ ได้แก่ ทะเล สัตว์บก สัตว์ป่า นกหายาก

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา สัตว์ป่าหลายชนิดที่ตายไปแล้วได้ถูกนำมาผ่านกระบวนการสตั๊ฟ คงสภาพภายนอกได้เหมือนยังมีชีวิตอยู่ สัตว์เหล่านี้หลายชนิดหายากมาก แม้แต่ในสวนสัตว์ก็อาจจะไม่มีให้ได้ชมกัน


การดำรงชีวิตในป่า เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ถ่ายทอดออกมาโดยนักธรรมชาติวิทยา เมื่อต้องเข้าไปซุ่มเก็บข้อมูลสัตว์ป่าในป่า และต้องค้างแรมอยู่เป็นเวลานาน เด็กๆ หลายคนก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้กันมาก


  นิทรรศการแอนตาร์กติก อพวช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการ “แอนตาร์กติก...โลกเก่าสู่การค้นพบใหม่” เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาอดีตจากดินแดนแอนตาร์กติก ดินแดนขั้วโลกใต้ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งทำให้สามารถคงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติไว้มากว่าล้านปี ทำให้เราได้รู้ถึงความเป็นไปของโลกในยุคต่าง ๆ นำไปสู่การคาดการณ์อนาคตที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเรา เมื่อเข้าไปจะมีข้อมูลเกี่ยวกับโลกน้ำแข็งมากมายให้ศึกษา อุปกรณ์การดำรงชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ที่ไปศึกษาค้นคว้าที่ขั้วโลก ที่สำคัญยังมีสตั๊ฟนำเพนกวินเอาไว้ให้ชมกันด้วย

 

 จบการนำเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งขาติไว้เพียงเท่านี้ครับ เท่านี้ก็ต้องใช้เวลาค่อนวันในการเดินชมและศึกษากันให้ทั่วๆ ว่างลองพาเด็กๆ ไปเที่ยว น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากทีเดียวครับ...

เครดิตข้อมูล..http://www.touronthai.com

Reported by Rattawuttichai Buakamsee




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน