• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 2388 , 20:26:38 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นิติรัฐ  เจตนารมณ์และจิตวิญญาณของกฎหมาย

ยามใดที่สังคมมีปัญหาเพราะกฎหมายยื่นมือมาไม่ถึง หรือแม้จะมีเจ้าหน้าที่ (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับสูง หรือข้าราชการตำแหน่งใหญ่หรือเล็ก) แต่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ทำหน้าที่ที่เหมาะสม หรือไม่ก็อาจจะทำตัวเป็นปัญหาของสังคมเสียเอง ไม่ว่าจะโดยไม่ทำหน้าที่ (nonfeasance) ทำโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ (malfeasance) หรือทำหน้าที่โดยมิชอบ (misfeasance) คนไทยเรียกปรากฏการณ์นี้มาแต่โบราณแล้วว่า “บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป”  ถ้าสภาวะนี้เป็นอยู่ชั่วครู่ชั่วยามก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ถ้าเป็นอยู่ยาวนานหรือถาวรก็อาจจะถึงขั้นเป็น “อนาธิปไตย” (anarchy)

ถ้าระบบการเมืองมีผู้ปกครอง ก็ต้องดูว่าปกครองโดยระบอบใด ถ้าเป็นบ้านเมืองสมัยโบราณซึ่งผู้ปกครองเป็นองค์อธิปัตย์ (sovereign)และอยู่เหนือกฎหมาย ผู้ปกครองก็ใช้อำนาจได้โดยแทบไม่มีขีดจำกัด และเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ผลจะเกิดขึ้นแก่สังคมก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปกครองจัดอยู่ในประเภทใด เป็นธรรมราชา (benevolent monarch)  ทรราชย์ (tyrant)  อภิชนาธิปัตย์ (aristocrats)  หรือคณาธิปัตย์ (oligarch) ฯลฯ

ผู้ปกครองหรือรัฐบาลระบบการเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่มักจะเชิดชูหลัก “นิติรัฐ” (rule of law) คือหลักที่ปกครองโดยกฎหมาย และผู้ปกครองอยู่ใต้กฎหมาย หรืออำนาจที่ผู้ปกครองใช้จะต้องกำหนดและเป็นไปตามหลักกฎหมาย นั่นหมายความว่า ฐานะของสถาบันกฎหมายได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นหลักหรือกรอบในการทำหน้าที่ของผู้ปกครองแทนที่จะให้ปกครองโดยอำเภอใจ เท่ากับเป็นการสร้างระบบหรือหลักการ (ธรรมาธิษฐาน) ขึ้นมาแทนการยึดตัวบุคคลหรือบุคคลาธิษฐาน ถ้าเรื่องที่ถูกใจไม่ถูกกฎหมายก็ทำไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน การทำหน้าที่ตามกฎหมายบางกรณีก็อาจจะฝืนใจของผู้ปฏิบัติ หากบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลไว้ ผู้ปกครองซึ่งดูเหมือนจะใหญ่โตเป็นไม้ซุง ก็ย่อมไม่อาจจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนซึ่งเปรียบเสมือน “ไม้ซีก” ได้ ฉะนั้น บทบาทของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับการเมืองหรือราชการประจำในฐานะผู้บังคับใช้หรือปฏิบัติตามกฎหมาย (law execution) พึงปฏิบัติตามหลักนิติธรรม (lawful หรือ legality)  นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าอยู่ในบทบาทนิติบัญญัติก็จะต้องบัญญัติหรือแก้ไขกฎหมายตามแนวทางที่ท่านพุทธทาสได้ชี้แนวทางไว้ ว่าต้องยึดถือ “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นใหญ่

ข้อสำคัญก็คือ คำว่า “ประชาชน”ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง แม้จะระดมกันมาจำนวนมหาศาล แต่หมายถึง “สาธารณชน” หรือประชาชนทั้งมวล การทำหน้าที่ในบทบาทของฝ่ายบริหารก็เช่นเดียวกัน แม้ผลของการดำเนินนโยบายสาธารณะ หรือแผนงานโครงการใดอาจจะเป็นไปเพื่อบุคคลบางกลุ่ม แต่ต้องให้แน่ใจว่า กระบวนการตัดสินนโยบายนั้น ๆ เพื่อบุคคลกลุ่มนั้นเป็นการจัดสรรทรัพยากรโดยผ่านแว่นหรือกรอบอ้างอิงหรือตัวแบบของส่วนรวม

อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมหรือพฤติกรรมของนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยมีอยู่ไม่น้อยที่เบี่ยงเบนไปจากหลัก “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม”  ผู้มีอำนาจมักจะอ้างหลักเหล่านี้ในโอกาสที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติตามคำสั่งหรือความต้องการของตน แต่ในยามที่ตนเป็นผู้ใช้อำนาจ ดูเหมือนจะกลายเป็นหลงลืมหลักการดังกล่าว กลับหันไปใช้ในวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมแบบอัตตาธิปไตย (autocracy) หรืออำนาจนิยม (authoritarian)  มีผู้พยายามอธิบายว่าเป็นลักษณะที่ตกทอดมาจากวัฒนธรรมหรือค่านิยมแบบ “เจ้าขุนมูลนาย” หรือ “ศักดินา” สมัยโบราณ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์หรือระบบเครือญาติ (cronyism) ขนาดมหึมา ซึ่งจะเป็นต้นตอของการคอรัปชั่นหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ (abuse) หลากหลายรูปแบบตั้งแต่กรณีเล็กน้อย เช่นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ กฎหมายหรือกรรมวิธีของทางการไปจนถึงการเปิดเผยความลับ การกำหนดหรือล้อคเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ (specifications) ในการประมูลหรือรับเหมาโครงการของราชการตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ การเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นส่วนหรือมีความสัมพันธ์กับนิติบุคคลหรือบุคคลผู้ทำธุรกิจหรือมีนิติสัมพันธ์กับราชการแบบผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ขึ้นไปจนถึงการแก้ไขระเบียบ กฎเกณฑ์ สัญญาหรือแม้กระทั่งบทบัญญัติของกฎหมายให้เอื้อประโยชน์แก่โครงการหรือธุรกิจที่ผู้มีอำนาจมีผลประโยชน์อยู่ (vested interest)

ฐานะของกฎหมายในระบบการเมืองไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร (civil law) โดยยึดถือจารีตประเพณีเป็นปัจจัยเสริม คณะผู้พัฒนาระบบกฎหมายไทยสมัยใหม่น่าจะใช้วิจารณญาณเป็นอย่างดีแล้วในการเลือกใช้ระบบกฎหมายนี้ (ทั้ง ๆ ที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ องค์บิดาของกฎหมายไทยสำเร็จการศึกษาจากประเทศที่ใช้ระบบจารีตประเพณี หรือ common law) กฎหมายระบบนี้อาจจะช่วยปกป้องสังคมไทยจากปัญหาหลายประการ แต่ก็ไม่ถึงกับปลอดปัญหาไปเลยทีเดียว ผู้ใช้หรือผู้อ่านกฎหมายบางกลุ่มเป็นนักนิตินิยม (legalist) ขนานแท้ ยึดถือบทบัญญัติกฎหมายเป็นค่านิยมสูงสุด และนิยมตีความกฎหมายตามตัวอักษร (letter) ไม่ใคร่สนใจเจตนารมณ์ (spirit) ของกฎหมาย หรือปรัชญาพื้นฐานที่หนุนหลังกฎหมายอยู่ การใช้กฎหมายทำนองนี้อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่อ่านกฎหมายไม่ครบถ้วน อาจจะยึดมั่นบทบัญญัติบางตอน บางมาตรา บางฉบับ ทั้ง ๆ ตามความเป็นจริงอาจจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้หลายมาตรา หรือปรากฏในกฎหมายหลายฉบับ แต่แน่นอนที่สุด วิญญูชนหรือสาธุชนทั้งปวงย่อมยอมรับว่าสถาบันตุลาการเป็นแหล่งหรือข้อยุติของข้อพิพาททางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดีก็ตาม

สถาบันตุลาการเป็นเสาหลักหนึ่งใน 3 ประการของบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยควบคู่กับสถาบันนิติบัญญัติ และสถาบันรัฐบาลหรือสถาบันบริหาร สมาชิกของระบบนิติบัญญัติและระบบบริหารเป็นนักการเมืองผู้ “อาสา” เข้ามาดูแลหรือธำรงรักษาสาธารณประโยชน์ (public interest) ก็สมควรจะทำหน้าที่ให้ได้ตามความคาดหวังของระบบและของสังคม หากมีนักการเมืองที่เขลา คือแยกไม่ออกระหว่างประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์เฉพาะ หรือคนโกงที่รู้ทั้งรู้ แต่ตั้งใจจะแสวงอำนาจควบคุมสถาบันทั้งสองและใช้อำนาจและอิทธิพลที่ได้มาในการแสวงประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องวงศาคณาญาติโดยมิชอบ บ้านเมืองย่อมสั่นคลอนหรือระส่ำระสาย ส่วนสถาบันตุลาการประกอบด้วยสมาชิกที่มีวิชาชีพที่เป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ก็ไม่วายที่จะมีข่าวกรณีที่ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและหรือทางเศรษฐกิจพยายามจะสอดแทรกเข้าไปในสถาบันตุลาการ โดยทั่วไป เรามักจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของผู้ผ่านคดีกับศาล ไม่ว่าจะเป็นฐานะโจทก์หรือจำเลย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้คดี มักจะแถลงยอมรับคำตัดสิน บ้างก็มีความสำนึกในความผิดจากการพิจารณาคดีของตน จะเห็นว่ามีน้อยรายที่ไม่ยอมรับ หรืออาจจะมีบางรายที่ยอมรับแบบภาคเสธ คือยอมรับเฉพาะคดีที่ชนะ แต่ไม่ยอมรับผลคดีที่แพ้

เพื่อยืนยันหรือตอกย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายว่าไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือ (tools) เพื่อรักษาระเบียบในสังคม หากแต่วิญญาณ (spirit) หรือความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเป็นเสมือนเสาหลักหรือหลักเมือง (pillar) ที่ธำรงความอยู่รอดของสังคมไว้ นักต่อสู้เช่นมหาตมะ คานธี, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง,เนลสัน แมนเด็ลล่า และอองซาน ซูจี ล้วนได้รับการยกย่องจากโลกว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ เป็นอุดมการณ์ที่สูงส่ง และบุคคลเหล่านี้กล้ายืนหยัดต่อสู้กับอำนาจรัฐเพื่ออุดมการณ์เหล่านั้น นักสู้อีก 2 รายที่ควรจารึกไว้ไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อพิทักษ์อุดมการณ์ของตน แต่ยอมพลีชีพเพื่อพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิของกฎหมายบ้านเมือง

 รายหนึ่งคือโสคราตีส ปรัชญาเมธีชาวกรีกสมัยก่อนคริสตกาล (ปี 470 – 399 ก่อน ค.ศ.) เขาเป็นชาวเอเธนส์ อาณาจักรที่ริเริ่มระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกกว่าศตวรรษก่อนสมัยของเขา อย่างไรก็ดี ในช่วงชีวิตของโสคราตีสเป็นช่วงที่อาณาจักรเอเธนส์เผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ต่อเนื่องกันหลายครั้ง โดยเฉพาะสงครามเปโลโปนเนเชียนกับอาณาจักรสปาร์ตา โสคราตีสเองก็เคยรับใช้ชาติโดยสมัครเป็นทหารเข้าร่วมรบในสงครามกับสปาร์ตาถึง 3 ครั้ง อาณาจักรประชาธิปไตยเอเธนส์เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐเดลอส เปลี่ยนแป็นจักรวรรดิเอเธนส์ และเคยมีรัฐบาลสามสิบทรราชย์ปกครองภายหลังเอเธนส์พ่ายแพ้แก่สปาร์ตาเมื่อปี 404 ก่อน ค.ศ. ในแง่ชีวประวัติ บทบาทโสคราตีสที่ชัดเจนคือเป็นนักปรัชญาที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ปฏิบัติการเรียนและสอนความรู้ในที่สาธารณะโดยไม่เรียกค่าตอบแทน (และไม่ปรากฏว่าเขามีรายได้หลักจากแหล่งใด) วิธีการแสวงความรู้อันมีชื่อเสียงของเขา ที่เรียกว่า Socratic method คือการสอบถามและแลกเปลี่ยนวาทกรรมกับคู่สนทนาแบบวิภาษวิธี (dialectic) โดยผลของกรรมวิธีนี้ เขาได้สร้างความรู้สึกเสียหน้าหรือความรู้สึกไม่ดีแก่คู่สนทนาจำนวนมาก  ก่อนที่โสคราตีสจะเสียชีวิตไม่นานนัก เอเธนส์กลับมาเป็นรัฐประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งในขณะที่โสคราตีสไม่ได้นิยมประชาธิปไตย มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาถูกกล่าวหาต่อศาลประชาชนด้วยข้อหาที่ไม่ชัดเจนนัก คือไม่นับถือเทพเจ้าและมอมเมาเยาวชน แต่ในที่สุดเขาถูกพิพากษาประหารชีวิต โดยวิธีการให้ดื่มยาพิษ ข้อที่น่าสนใจก็คือ ช่วงเวลาที่ได้พิพากษากับช่วงเวลาลงโทษทอดยาวมาก ซึ่งมีทั้งเวลา โอกาสและขบวนการที่จะช่วยเหลือให้หลบหนีไปไม่ต้องรับโทษ ข้อที่น่าสนใจคือวิธีคิด ความเชื่อและความกล้าหาญของเขา ซึ่งประจักษ์จากคำตอบที่เขาตอบแก่พรรคพวกผู้ที่ตั้งใจจะพาเขาหลบหนีว่า “กฎหมายนั้นมีทั้งกฎหมายที่ดีและกฎหมายที่ชั่วร้าย วิญญูชนควรปฏิบัติตามกฎหมายที่ดีและปฏิเสธกฎหมายที่ชั่วร้าย แต่วิญญูชนต้องยอมรับโทษทัณฑ์ของกฎหมายเพื่อรักษาจิตวิญญาณของกฎหมาย (spirit of law) ไว้” [1]

อีกรายหนึ่งคือพันท้ายนรสิงห์ วีรชนคนไทยที่รู้จักกันดี พันท้ายนรสิงห์เป็นข้าราชบริพารตำแหน่งนายท้ายเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระเจ้าสรรเพชญ์ที่ 8 (พ.ศ.2246 – 2251) ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในการถือท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยเสด็จทางชลมารคตามคลองโคกขาม (พื้นที่จังหวัดสมุทรสาครปัจจุบัน) ในปี 2247 การทำหน้าที่ของพันท้ายนรสิงห์ทำให้หัวเรือพระที่นั่งชนต้นไม้ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาล นายท้ายเรือต้องมีโทษถึงประหารชีวิต แม้พระมหากษัตริย์จะพระราชทานอภัยโทษ แต่พันท้ายนรสิงห์กราบทูลให้ทรงลงโทษเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิของกฎมณเทียรบาลไว้

คดีเหล่านี้พึงเป็นอุทาหรณ์ของผู้เคลื่อนไหวหรือ ส.ส.ผู้ร่างกฎหมาย (law maker) เพื่อคนส่วนน้อย ผู้บริหาร (implementer) ที่ละเมิดกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หรือผู้หลบหนีคดี (the fugitive) เพื่อพ้นผิดว่า เขามิได้ละเมิดกฎหมายหรือหลักการเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานอันเป็นเสาหลักที่ค้ำยันสังคมไว้ และมีความสำคัญไม่แพ้หลักเมือง



[1] โกวิท วงศ์สุรวัฒน์, บทความใน มติชนรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2549

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รัตนสิงห์ วันที่ : 19/02/2009 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ratanasingha

เห็นด้วยครับ เราจะบอกกับชาวโลกไม่ได้เลยว่า ประเทศเรามีหลักการบริหารแบบสากล หรือการบริหารที่ดี หรือ เรียกว่า "governance" ถ้าเราไม่สามารถรักษาความเป็นนิติรัฐไว้ได้ และยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะอีกไม่กี่วันจะถึงการประชุมอาเซียน ซัมมิท แล้ว หากเกิดอะไรขึ้นอย่างไม่คาดฝัน แบบ "บ้านเมือง ไม่มีขื่อ มีแป" หรือ กม.ของประเทศจัดการอะไรไม่ได้ คงจะไม่รู้จะเอาหน้า...ไปไว้ไหน แม้แต่...ไว้บนบ่า อาจจะไม่ได้ด้วยซ้ำไปครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28



[ Add to my favorite ] [ X ]