• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 3231 , 21:17:54 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาษาสาธารณะ: (3) ปัญหาจากต้นแบบ

ประเด็นหลักของปัญหา “ภาษาสาธารณะ” ที่ผู้เขียนเสนอไว้ในเรื่องเดียวกันในตอนก่อน ๆ ชัดเจนว่าปัญหาของภาษาสาธารณะไม่ใช่ปัญหาภาษาทั่วไป ปัญหาของภาษาสาธารณะไม่ใช่เรื่องตัวสะกดผิด การออกเสียงตัว “” กับ “” ไม่ชัด หรือไม่มีเสียงควบกล้ำ ไม่ใช่การพูด “เหนือ” เป็น “เหนีย” หรือ “เงิน” เป็น “เฮิน”

เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณามีเพียง 2 ประการคือ หลักของภาษา และหลักของวิชาชีพ (professionalism) ที่พึ่งของหลักภาษาส่วนหนึ่งของหลักภาษาไทยที่ศึกษาและจดจำได้ อีกส่วนหนึ่งก็การยอมรับเอกสารอ้างอิงด้านภาษา โดยเฉพาะพจนานุกรมและเอกสารอื่น ๆ จำนวนมากจากราชบัณฑิตยสถานซึ่งผู้เขียนทำหน้าที่เป็นกรรมการศัพท์รัฐศาสตร์มากว่า 20 ปี (รวมทั้งเอกสารพจนานุกรมจากแหล่งอื่น) ส่วนด้านวิชาชีพนั้น ผู้เขียนจำกัดการวิเคราะห์และวิจารณ์ในแวดวงของสาขารัฐประศาสนศาสตร์ หรือการบริหารสาธารณกิจซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการศึกษามาร่วม 50 ปี (ผู้เขียนไม่ทราบและไม่มีความสามารถจะไปวินิจฉัยคำศัพท์ที่ใช้ในวิชาการสาขาอื่น การใช้ภาษาในสาขาเหล่านั้น ผู้เขียนต้องยึดพจนานุกรมเฉพาะทางที่สะสมไว้เป็นที่พี่งสถานเดียว) เหตุที่นำมาเขียนลง blog เป็นหัวข้อแรก ๆ (เริ่มเขียนกุมภาพันธ์ 2552) เพราะตระหนักในความผิดพลาด ความรุนแรงและกระแสเฉพาะการใช้ภาษาสาธารณะของผู้นำ (ทางการเมือง ธุรกิจและสังคม) และขานรับด้วยการเผยแพร่และการ “ผลิตซ้ำ” ของสื่อ ก่อให้เกิดกระแสการใช้ตามอย่างกว้างขวาง เพราะสาธารณชนส่วนใหญ่ยึดผู้นำและสื่อเป้นบรรทัดฐาน ที่ผู้เขียนทราบ ตัวอย่างเช่น

ผู้เขียนข่าว ผู้อ่านข่าว ผู้วิจารณ์ข่าว ผู้เล่าข่าว ตลอดจนผู้มีชื่อเสียงที่รับเชิญมากออกรายการ ตามสื่อโทรทัศน์ และสถานีวิทยุคลื่นต่าง ๆ ที่มีมากกว่าโทรทัศน์เสียอีก ใช้คำว่า “องค์กร” แทนคำที่ถูกต้องคือ “องค์การ” และคำว่า “บริหารจัดการ” แทนคำว่า “บริหาร” หรือ “จัดการ” แทบจะร้อยทั้งร้อย วิทยากรทางวิทยุกระจายเสียงบางรายการพูดคำว่า “องค์กร” ถึง 30 – 40 คำในเวลาครึ่งชั่วโมง ทั้งนี้รวมความถึงนักธุรกิจมีชื่อเสียง นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แม้กระทั่งนักวิชาการด้านการบริหารก็ไม่เว้น !

เอกสารราชการ เอกสารกฎหมายอันเป็นบรรทัดฐานของการใช้ภาษาของชาติ มีบทบัญญัติที่ใช้ภาษาแตกต่างกันทั้ง “องค์การ” ที่ถูกต้อง เช่น พ.ร.บ.องค์การมหาชน, องค์การบริหารส่วนตำบล, องค์การบริหารส่วนจังหวัด, พนักงานองค์การรัฐ เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีบทบัญญัติคำว่า “องค์กรปกครองท้องถิ่น” ( อ.ป.ท.) ไว้เช่นเดียวกัน !  

พิธีกร นักวิชาการ นักการเมือง ใช้คำว่า “วาระ” เป็นคำแปลของคำว่า agenda!

ทั้งนี้ ขอถือโอกาสทบทวนหรือกล่าวถึงศัพท์เหล่านี้และศัพท์สาธารณะอื่น ๆ อีกบางตัวดังต่อไปนี้:

องค์การ – องค์กร: “องค์การ” เป็นคำที่กำหนดเป็นคำแปลของ organization อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ต้น ความหมายทางวิชาการของคำนี้มีทั้งอย่างกว้างและจำเพาะ องค์การในความหมายกว้างเป็นการมองในแง่สังคมวิทยา หมายถึงองค์การสังคม (social organization) ซึ่งครอบคลุมทั้งองค์การชั้นแรกหรือองค์การปฐมภูมิ คือการรวมตัวของบุคคลตามธรรมชาติเป็นครอบครัว เครือญาติ มิตรสหาย ชุมชน ฯลฯ แต่ในสมัยนี้คนมักจะรู้จักกันในความหมายขององค์การชั้นสอง คือองค์การที่บุคคลรวมตัวกันก่อตั้งหรือจัดตั้งเพื่อดำเนินกิจการแยกจากครอบครัว เป็นสถาบัน บริษัท มูลนิธิ สมาคม และคนไทยรุ่นใหม่ยังเขียนและเรียกด้วยวาจาเป็น “องค์กร” เสียอีก ผู้เขียนสันนิษฐานว่า เยาวชนไทยที่อายุไม่เกิน 20 ปีอาจจะรู้จักและได้ยินแต่คำว่า “องค์กร” และแทบไม่ได้ยิน “องค์การ” เลย นั่นหมายความว่ากระแสความนิยมใช้ “องค์กร” ในความหมายที่ควรจะเป็น “องค์การ” อันที่จริงคำนี้ไม่เป็นปัญหาและมีข้อยุติทางวิชาการและทางภาษาชัดเจนแล้ว เพียงแต่ผู้ใช้ภาษาเปิดพจนานุกรมก่อนใช้ ทั้งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ. 2542)และฉบับมติชน (พ.ศ. 2547)กำหนดไว้ตรงกัน คือกำหนดให้ “องค์กร” เป็นคำแปลของ organ ซึ่งมีความหมายแยกกัน ข้อแตกต่างที่ชัดเจนก็คือ “องค์กร” เป็นองคาพยพหรือหน่วยย่อย อยู่ในสังกัดของ “องค์การ” ฉะนั้น คำว่า “องค์การ” จึงสะท้อนหน่วย (entity) ที่มีความเป็นอิสระ หรือเอกเทศ (autonomy) ในขณะที่สถานภาพของ “องค์กร” เป็น sub-unit หรือ sub-division ขององค์การ ไม่มีความเป็นอิสระ ต้องขึ้นอยู่กับ (dependent) องค์การเจ้าสังกัด ฉะนั้น การที่กฎหมายกำหนดให้ใช้คำว่า “องค์กร” ให้หมายถึงหน่วยการปกครองท้องถิ่น (local government หรือ local authority)   จึงไม่น่าจะถูกต้อง ตัวอย่างของการใช้ที่ถูกต้องน่าจะเป็น “ สำนักงานเขตบางกะปิและสำนักการแพทย์ล้วนเป็นองค์กรสังกัดกรุงเทพมหานคร” หรือ “ฝ่ายการโยธาเป็นองค์กรสังกัดเทศบาลนครยะลา” เป็นต้น

บริหารจัดการ เป็นกรณีที่ต่างจากคำข้างต้น ซึ่งเป็นการใช้ “องค์กร” ในที่ที่ควรจะเป็น “องค์การ” ส่วนปัญหาของ “บริหารจัดการ”  คือ (1) เป็นภาษาพูดที่นำมาใช้แทนคำที่เป็นหลักมั่นคงอยู่แล้ว (2) เป็นภาษาที่ไม่มีรากทางภาษา ไม่มีบัญญัติในพจนานุกรม ไม่มีรากฐานทางวิชาการ (3) ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีผู้นำคำนี้มาใช้เป็นภาษาเขียนในเอกสารที่เป็นทางการ แต่ดั้งเดิม ภาษาไทยกำหนดให้ “การบริหาร” ซึ่งมีรากจากบาลีสันสกฤต เป็นคำแปลของ administration ต่อมาก็ถือว่า “การจัดการ”  ซึ่งเป็นคำไทยแท้ เป็นคำแปลของ management คำทั้งคู่นี้ต่างก็มีหลายความหมาย แต่มีความหมายหนึ่งที่พ้องหรือตรงกัน (coterminous) เมื่อใช้ในบริบทขององค์การ ในองค์การหนึ่ง ๆ “บริหาร” หรือ “จัดการ” เป็นกิจกรรมที่แยกตัวจากการ “ปฏิบัติการ” (operations) หรือระดับปฏิบัติอย่างชัดเจน องค์ประกอบของ “การบริหาร” และ “การจัดการ” ที่ตรงกันในปัจจุบันเปลี่ยนจากยุค POSDCORB มาเหลือ 4 ประการคือ การวางแผน การจัดองค์การ(หรือการจัดตั้ง) การใช้ภาวะผู้นำ และการประเมินผล (หรือ ควบคุม) เมื่อมีผู้นำทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อสื่อนำคำว่า “บริหารจัดการ” มาเผยแพร่เมื่อประมาณ 10 ปีเศษมาแล้ว ก็ใช้ในความหมายนี้ แต่ปลูกความนิยมได้เฉพาะในฐานะภาษาพูด ทำนองเดียวกับภาษาสแลง แต่เมื่อมีผู้นำมาใช้เป็นภาษาเขียน จึงเกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมถูกต้องขึ้นมาหลายข้อดังกล่าวข้างต้น คือไม่มีบรรจุในพจนานุกรม ไม่มีฐานทางวิชาการ หรือรากคำแปลจากภาษาอังกฤษ จะบอกว่าแปลจาก management ก็ไม่ได้ เพราะคำแปลเดิมคือ “การจัดการ” ยังตั้งหลักมั่นคงอยู่ จะบอกว่า management แปลได้ 2 แบบก็หาตรรกะมารองรับไม่ได้ นอกจากนี้ คำว่า “บริหารจัดการ” (เมื่อเทียบกับคำคลาสสิก “บริหาร” และ “จัดการ”  ที่ใช้เดิม) ยังนับว่าขาดคุณสมบัติของภาษาที่ดีของอาจารย์เปลื้อง ณ นคร 5 ข้อคือ ความชัดเจน (perspicuity) ความเรียบง่าย (simplicity) ความสั้นหรือความรัดกุม (brevity) ความประทับใจ (impression) และ ความสละสลวย (elegance) ฐานะของ “บริหารจัดการ” จึงไม่มั่นคงนักในภาษาไทย คงดำรงอยู่ต่อไปได้ในฐานะภาษาพูด แต่โดยเนื้อแท้แล้ว คำนี้มีฐานะเป็นส่วนเกินที่สละได้ (dispensable) เราจะพูด เขียนหรือพิมพ์ให้ยาวเหมือนเดินทางอ้อมไปทำไม? ในเมื่อเรามีทางเลือกที่สั้นกว่า

ระบอบการปกครอง กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ "ทรงเป็นประมุข"  ภาษาในมาตรานี้เป็นการบรรยายระบอบการปกครอง ที่ถูกต้องใช้เป็น "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"  ไม่มีคำว่า "ทรง"

วาระแห่งชาติ  ผู้พูดหรือเขียนคำว่า “วาระ” ด้วยความตั้งใจจะให้เป็นคำแปลของภาษาอังกฤษที่มีรากจากละติน agenda โดยแปลงหรือขยายผลมาจากคำว่า “ระเบียบวาระ” สำหรับการประชุม (agenda for the meeting) ซึ่งเป็นภาษามาตรฐานที่เข้าใจและยอมรับกันทั่วไป แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ (1) ตัดคำว่า “ระเบียบ” ออกจากคำว่า “ระเบียบวาระ” เหลือแต่คำว่า “วาระ” (2) เปลี่ยนเนื้อหาของการใช้คำนี้ออกไปจากบริบทของ “การประชุม” ปัญหาจึงเกิดขึ้น ณ จุดนี้ คำว่า “วาร” หรือ “วาระ” ซึ่งมีรากจากบาลีสันสกฤตหมายถึงเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลา (วันหนึ่ง ๆ ในสัปดาห์ ครั้ง คราว ฯลฯ) ฉะนั้น “ระเบียบวาระ” สำหรับการประชุมจึงหมายถึงการแบ่งเวลาเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงก็บรรจุ “เนื้อหา” หรือ agenda ( things to be done or dealt with) หรือ ที่จะนำมาพิจารณาซึ่งจะเป็นธุรกิจ ปัญหา ประเด็น หรือสาระ (content) ใด ๆ ที่สมควรพิจารณาในที่ประชุม ถ้าจะอุปมาอุปมัยก็เปรียบเวลาเสมือนภาชนะหรือกล่อง ส่วน agenda เป็นเหมือนเนื้อหาหรือ content ที่มาบรรจุในภาชนะนั้น ๆ  

ถ้าเราถือวิสาสะ ตัดทอน “ระเบียบวาระ” ให้เหลือเพียง “วาระ” และนำไปใช้ refer ถึงสถานการณ์ที่ไม่เกี่ยวกับการประชุมเลย เช่น “วาระแห่งชาติ”  ถึงแม้ผู้พูดจะคิดว่าตนพูดถึง agenda แต่ภาษาทีใช้จำกัดให้ผู้ฟังคิดถึง “เวลาแห่งชาติ” หรือ “กล่องแห่งชาติ” มากกว่าจะคิดถึง agenda ซึ่งน่าจะแปลว่า “ภาระแห่งชาติ” หรือ “ภารกิจหลักแห่งชาติ” มากกว่า     

ไข้หวัดนก  (ผู้เขียนเคยเขียนศัพท์คำนี้เผยแพร่โดยละเอียดมาก่อนใน website ชื่อ iparsu.com ซึ่งล้มเลิกไปแล้ว) ศัพท์คำนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสาธารณสุข ไม่ใช่สาขาทีผู้เขียนมีความรู้ แต่มีประเด็นที่เป็นชื่อโรคระบาดร้ายแรงอันเป็นภัยต่อสาธารณะ และมีปัญหาด้านภาษา จึงหยิบยกมาอภิปราย

“ไข้หวัดนก” แปลจาก bird flu (influenza) หรือ avian influenza เป็นโรคระบาด (pandemic) ประเภทไวรัสที่ร้ายแรง ข้อมูลจากวิกิพีเดีย ได้บันทึกความเป็นมาของความสูญเสียในโลกไว้ว่า “เริ่มระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2460-2461 เรียกว่า "ไข้หวัดใหญ่สเปน" (Spanish Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 20-40 ล้านคน  ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500-2501 เรียกว่า "ไข้หวัดใหญ่เอเซีย" (Asian Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1-4 ล้านคน ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2511 เรียกว่า "ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง" (Hong Kong Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1-4 ล้านคน” ผู้เขียนหยิบยกศัพท์คำนี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลว่า (1) โรคระบาดที่ร้ายแรงขนาดนี้ การใช้ภาษาไทยว่า “ไข้หวัด” ถึงแม้ไม่ผิดทางภาษา แต่ก็ไม่สะท้อนความรุนแรง ความน่ากลัวของโรคนี้แก่ประชาชน เพราะในสายตาของชาวบ้าน “ไข้” “หวัด” หรือ “ไข้หวัด” หมายถึงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่รุนแรง (2) การแปล bird ว่า “นก” เป็นการแปลที่มีทั้งส่วนถูกและผิด แต่ส่วนที่ผิดเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสาธารณชนอย่างมาก ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเมื่อพิจารณาความหมายของภาษาอังกฤษโดยละเอียดแล้ว คำว่า bird มี 2 ความหมาย หรือมีความหมาย 2 ระดับ (1) เป็นความหมายแคบ หมายถึงนกทั่วไปตรงกับภาษาไทยทุกประการ แต่ (2) เป็นความหมายกว้างในระดับ species คือหมายถึง “สัตว์ปีก” ทั้งมวล ซึ่งในภาษาไทยจะหมายความรวมถึง ห่าน เป็ด หรือไก่ ฯลฯ ด้วย และสัตว์เหล่านี้ในภาษาไทยไม่ใช่ “นก” ถ้าคิดให้รอบคอบ คำแปลว่า “ไข้หวัดนก” เป็นภาษาที่ไม่เหมาะสม ไม่ครอบคลุมความจริงไว้ทั้งหมด (half truth) และยิ่งเมื่อคิดว่า นี่คือโรคระบาดร้ายแรง การใช้ภาษาที่เสียงต่อการเข้าใจหรือตีความผิดเพิ่มโอกาสเสี่ยงแก่สาธารณะ

ในประวัติของคนป่วยชาวไทย จำได้ว่ามีกรณีของเด็กชาย ไม่แน่ว่าที่จังหวัดกาญจนบุรีหรือนครสวรรค์ เคยติดเชื้อ H5N1 เพราะไปอุ้มไก่ที่เลี้ยงไว้ ชุดคำถามที่ติดตามมาก็คือ เด็กจะรู้อย่างไรว่าการอุ้มไก่จะเสียงต่อการเป็นไข้หวัดนก ? ในภาษาไทยไก่ใช่นกที่ไหน? อีกข้อหนึ่ง ถึงเป็นไข้หวัดนกมันจะน่ากลัวอย่างไร ? ก็เป็นเพียงไข้หวัดเท่านั้น (ผู้เขียนเคยเสนอไว้โดยไม่แคร์รากศัพท์ภาษาอังกฤษเลยว่า “โรคระบาดสัตว์ปีก”) 

ปัญหาภาษาสาธารณะคงจะเป็นเรื่องเล็กที่ผู้หลักผู้ใหญ่มองข้ามกันต่อไป ใน “โลกสาธารณะ” ที่ไม่อาจจะหวังพึ่งพาผู้นำในสังคมหรือบ้านเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เอกสารราชการ หรือแม้แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้คนคงประโคมเขียนหรือพูดผ่านสื่อนับร้อย ๆ แห่งตามความเคยชินของตนต่อไปวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง การมีพจนานุกรมประจำทุกออฟฟิศให้ผู้ใช้ภาษาได้พึ่งพาคงเป็นการเล็งผลเลิศที่สุดแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รัตนสิงห์ วันที่ : 23/02/2009 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ratanasingha

เห็นด้วยครับ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน จริง ๆ บ้านเราก็มีวันภาษาไทยแห่งชาติ ถ้าจำไม่ผิดจะตรงกับวันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี รัฐบาลน่าจะรณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องบ้าง และเน้นให้คนไทยตระหนักถึงการใช้พจนานุกรม (โดยเฉพาะ ฉ.ราชบัณฑิตฯ) เหมือนกับเรียนภาษาอังกฤษใช้ dictionary ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อย เก่งภาษาอังกฤษมาก คนจำนวนไม่น้อยจบเมืองนอกเมืองนา รวมถึงผู้นำรัฐบาลหลายท่านด้วย แต่กลับใช้ภาษาไทยที่เป็นทั้งภาษาของแผ่นดินเกิด ซึ่งเราถือเป็นประเทศที่มีภาษาเป็นของตนเอง แตกต่างจากหลายชาติที่ยืมภาษาคนอื่นมาใช้ แต่เรากลับไม่ค่อยภูมิใจ ไม่สนใจ และใช้ผิดกันเป็นจำนวนมาก อย่างไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ถ้าสะกดภาษาอังกฤษผิดหน่อย อาจจะโดนดูถูกดูแคลนกันน่าดู มันแปลก แต่จริงนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28



[ Add to my favorite ] [ X ]