• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 3037 , 08:32:52 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปฏิรูปการเมือง : (1) จะปฏิรูปอะไร ?

การปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างเหมาะสมในท่ามกลางคนหมู่มาก ก่อนอื่นก็ต้องตกลงกันให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า “การเมือง” (politics) คืออะไร? อะไรที่ใช่ และอะไรที่ไม่ใช่การเมือง? จะปฏิรูปเฉพาะส่วน “การเมือง” หรือจะรวมไปถึงบริบทส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้ “การเมือง” ดีขึ้น?   ที่ตั้งกระทู้ไว้เช่นนี้เพราะศัพท์คำนี้ทำความเข้าใจไม่ง่ายนัก “การเมือง” เป็นคำที่นิยามได้ยาก เพราะมีเนื้อหาทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรม และส่วนที่เป็นนามธรรม (ผู้เขียนเคยนิยามไว้ใน blog ก่อนนี้ว่า *การเมือง”คือเรื่องของส่วนรวมหรือ public affairs)ผู้ที่กล่าวถึงการเมืองบางคนกล่าวถึงปรัชญาระดับสูง บางคนก็อ้างแต่กฎหมายมาตราต่าง ๆ ส่วนนักเรียนรัฐศาสตร์ซึ่งเรียนเกี่ยวกับการเมืองโดยตรงก็ต้องเรียนตั้งหลายปีกว่าจะจบการศึกษา ความยากอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นจากคุณสมบัติของ “การเมือง” ที่เป็นเสมือนสาธารณสมบัติ อย่างที่มีผู้กล่าวไว้น่าฟังและถูกต้องว่า “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” จึงจะทิ้งเรื่องการเมืองไว้ลำพังในมือนักรัฐศาสตร์ (political scientists) และนักการเมือง (politicians) คงไม่ได้ ฉะนั้น จึงมีผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างฐานะ ต่างภูมิหลังทางการศึกษาต่างผลประโยชน์และต่างจุดยืนเข้ามามีความเกี่ยวข้องกับการเมืองไม่มากก็น้อย  รวมความว่า การออกแบบหรือการปฏิรูปการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยยุคนี้คงไม่ใช่ภารกิจที่จะตีกรอบทำกันโดยกลุ่มชนชั้นนำไม่กี่คนเหมือนกลุ่มชนชั้นนำผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญอเมริกันเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 หรือคิดอ่านกันในวงจำกัดเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับ “ใต้ตุ่ม” ของหลวงกาจฯ สมัย พ.ศ. 2490 หรือรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยนักวิชาการของคณะรัฐประหารของไทยบางยุคสมัย แม้แต่สมัยนี้ ความพยายามที่จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มโดยอาศัยกระบวนการนิติบัญญัติ ถึงแม้จะถูกต้องตามกฎหมาย (legal) แต่ก็ไม่อาจฝืนเสียงต่อต้านคัดค้านกันอย่างกว้างขวางและยืดเยื้อ กลายเป็นเรื่องที่ขาดความชอบธรรม (legitimacy)

 

การปฏิรูปการเมือง (political reform) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการเมืองในทิศทางที่ปรารถนา ตามรูปศัพท์ คำว่า “ปฏิรูป”  หมายถึงการเปลี่ยนรูปหรือแปลง “รูป” (form) เสียใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีเจ้าภาพ มีเป้าหมายและแผน อย่างน้อยก็เป็นเป้าหมายที่มุ่งให้สิ่งที่ปฏิรูปดีขึ้นกว่าสภาพเดิม (status quo) ต่างจากการเปลี่ยนแปลงแบบวิวัฒนาการ (evolutionary change) ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแส และต่างจากการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติ (revolutionary change) ซึ่งมีลักษณะเปลี่ยนโครงสร้างแบบถอนรากถอนโคน และมักกำหนดกรอบเวลาไว้ไม่นาน สำหรับการปฏิรูปถ้าตีความตามรูปศัพท์เคร่งครัด form ก็หมายถึงรูปโฉมภายนอกหรือเปลือก ไม่หมายความรวมถึงแก่นหรือเนื้อหาภายใน (substance) แต่การปฏิรูปการเมืองตามความเป็นจริง่ในประเทศไทยคงเหมือนกับการปฏิรูปทั่วไป คือไม่ได้ยึดความหมายตามภาษา แต่มุ่งเปลี่ยนแปลงทั้งกรอบและเนื้อหา คงไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงเฉพาะเปลือกนอกเท่านั้น ที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ การปฏิรูปการเมืองไม่ได้หมายถึงการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น แต่เป็นชุด (pakage) ของภารกิจหลายเรื่องและมีรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

การสำรวจความหมายของ “การเมือง” ที่ให้ไว้ทั้งชาวบ้านและนักวิชาการก็ช่วยได้บางส่วน ชาวบ้านที่มองว่าการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ หรือการเมืองเป็นเรื่องสกปรกรู้สึกจะมองโลกเชิงอกุศลไปหน่อย ที่มองประเด็นอย่างเป็นกลางหน่อยก็บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของ “อำนาจ” (การได้อำนาจมา การรักษาอำนาจให้คงอยู่และการใช้อำนาจนั้น ๆ) ก็ชัดเจนขึ้นมา เพราะอำนาจดูเหมือนจะเป็นแก่นสารของการเมืองจริง ๆ เมื่อมาสำรวจความคิดของนักวิชาการคนสำคัญบางรายเช่นเดวิด อีสตัน ก็โฟกัสอยู่เฉพาะการใช้อำนาจการเมืองในการจัดสรรทรัพยากรมีค่าแก่สังคมทั้งมวล ในขณะที่กลไกตลาดทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรส่วนอื่น ๆ ส่วนฮาโรลด์ ลาสส์แวลล์ย้ำจุดสนใจไปที่ผลของการใช้อำนาจดังกล่าว คือคอยดูว่าผลของการจัดสรรทางการเมืองมีใครได้รับประโยชน์อะไร ? เมื่อใด? และอย่างไร ? (who gets what? when? how?) ทำให้รู้สึกว่า เวทีการเมืองตามนิยามของนักวิชาการฝรั่งคับแคบกว่าความสนใจแบบไทย สาขาวิชาการเมืองของไทยเรียกว่า “รัฐศาสตร์” วิชาว่าด้วยรัฐ รู้สึกว่าการศึกษาการเมืองที่มีรัฐเป็นบริบทจะกว้างขวางกว่าลำพังเรื่องอำนาจ

เพื่ออำนวยความสะดวก (simplify) แก่ภารกิจการปฏิรูปการเมืองเฉพาะหน้าของระบบการเมืองไทย ผู้เขียนจะนิยาม “การเมือง” ที่จะปฏิรูปอย่างสั้น ๆ ว่า หมายถึง “กระบวนการเข้าถึงอำนาจอธิปไตย ความสัมพันธ์และกระบวนการการใช้อำนาจตามหลักธรรมาภิบาล และการตรวจสอบเพื่อประกันหลักเหตุผล หลักความรับผิดชอบสนองตอบ (accountability) หลักจริยธรรม ความซื้อสัตย์สุจริตและหลักการยึดสาธารณประโยชน์เป็นที่ตั้ง ตลอดจนการวางแนวทางเพื่อพัฒนานักการเมืองให้มีศักดิ์ศรี (integrity) และจิตสาธารณะ และพัฒนาประชาชนให้เป็น"พลเมือง” (citizenship) ที่มีความรอบรู้

มีวิจารณญานและมีจิตสาธารณะเช่นเดียวกัน" จะเห็นว่าผู้เขียนไม่ได้นิยาม “การเมือง” เพียงเพื่อพรรณนาหรือสะท้อนสภาพการเมืองที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่จงใจสอดแทรกคุณสมบัติเชิงปทัสถาน (normative) คือสภาวะการเมืองที่พึงปรารถนาไว้ด้วย

ตัวละครสำคัญในการปฏิรูปการเมืองมีทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ส่วนสำคัญได้แก่ อำนาจอธิปไตย ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภา สถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐสภา คณะรัฐบาล สถาบันตุลาการ สถาบันองค์การอิสระ นักการเมือง พรรคการเมือง ปัญญาชน/นักวิชาการ กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอาชีพ/วิชาชีพ กลุ่มหรือขบวนการการเมืองภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชน กระบวนการจัดสรรทรัพยากรโดยกำหนดนโยบายของภาครัฐ (ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น) ระบบราชการ ธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน ระบบนานาประเทศหรือระบบโลก ฯลฯ จะเห็นว่า เมื่อเราลองสำรวจบทบาทของกิจกรรมหรือพฤติกรรมในระบบการเมืองหนึ่ง ๆ ก็จะมองเห็นบทบาทตัวละครเหล่านี้ เริ่มตั้งแต่อำนาจอธิปไตย (sovereignty) เป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองโดยทางผู้แทนราษฎรโดยการออกเสียงเลือกตั้ง แต่การมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองของประชาชนไม่ได้หยุดยั้งลงที่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น กิจกรรมภายหลังการเลือกตั้งยังรวมถึงการแสดงจุดยืน (advocacy) เพื่อคัดค้านหรือสนับสนุนประเด็นสาธารณะใด ๆ โดยตรง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยติดต่อนักการเมืองหรือผู้กำหนดนโยบายสาธารณะโดยตรงหรือโดยผ่านนักลอบบี้ (lobbyist) โดยผ่านกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มกดดัน หรือขบวนการการเมืองภาคประชาชน องค์การชุมชนหรือสถาบันประชาชนต่าง ๆ การมีส่วนร่วมในการไต่สวนสาธารณะ (public hearing) การใช้สิทธิชุมชนในประเด็นต่าง ๆ การเข้าชื่อกันถอดถอนนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบ (recall) การแสดงประชามติ (plebisite/referendum) หรือเสนอความเห็นผ่านนักการเมืองหรือพรรคการเมืองโดยตรง ในประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญรับรองไว้ผ่านสถาบันนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี และศาลซึ่งแบ่งแยกโครงสร้างและปฏิบัติหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน  

การเมืองไทยเป็นการเมืองระบอบประชาธิปไตย ฟังดูเหมือนใคร ๆ ก็รู้จักและได้ยินได้ฟังเรื่องประชาธิปไตยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่คนไทยรู้จักประชาธิปไตยดีเพียงใด ? เข้าใจตรงกันเพียงใด? เพราะคำนี้จะมีหลายความหมาย หรือปล่อยให้ใครนิยามเอาตามใจชอบคงไม่ได้ ผู้เขียนเห็นว่า ในขณะนี้การเมืองประชาธิปไตยอยู่ในสภาพวิกฤติ ทั้งในแง่ปรัชญา (philosophical) แง่แนวความคิด (conceptual) และแง่พฤติกรรม (behavioral) ใกล้สภาวะการเป็นอนาธิปไตย (anarchy) เข้าไปเต็มที การรักษาระบบนิติรัฐเป็นไปโดยยาก มวลชนแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายและมีความเป็นปฏิปักษ์ (hostility) ต่อกันในระดับสูง ข้อสำคัญคือ แต่ละฝ่ายต่างชูธงอ้าง (preach) ว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันทั้งสิ้น  แต่สำคัญอยู่ที่ว่า ที่ท่านปฏิบัติ (act) นั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ?

การปฏิรูปการเมืองมีเนื้อหามาก และคงต้องพูดกันยาว แต่ในชั้นต้นนี้ควรกำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือแนวทางกว้าง ๆ ได้ว่า (1) เนื้อหาของการปฏิรูปไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องโครงสร้าง สถาบันและกระบวนการทางการเมือง แต่ควรรวมปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะยกระดับให้การเมืองดีขึ้น (2) กระบวนการปฏิรูปควรทบทวนถึงรากฐานปรัชญาและอุดมการณ์ (idealism) พอสมควร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นมาตรการเพื่อสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงต้องพิจารณาองค์รวม (holistic) แทนที่จะใช้ปรัชญาสัมฤทธิคติ (pragmatism) คือออกแบบระบบใหม่ ไม่ใช่เพียงซ่อม (fix) หรือต่อเติมระบบเก่าให้พอใช้ได้ (3) การปฏิรูปการเมืองไทย ณ นาทีนี้ซึ่งเป็นยามวิกฤติศรัทธา เป็น issue ที่ละเอียดอ่อน โครงสร้างและกระบวนการปฏิรูปนอกจากจะมีความรู้ความสามารถแล้ว ต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม (impartiality) เสมือนอนุญาโตตุลาการเพื่อลดความระแวงสงสัย (skepticism) ช่องวางความศรัทธา (credibility gap) ของสาธารณชน (4) โครงสร้างของกรรมการปฏิรูปจะมีองค์ประกอบใดก็ตาม ควรจัดให้มีฐานที่กว้าง (broad base) เปิดโอกาสและเชื้อเชิญ (reach out) ให้ฝ่ายต่าง ๆ เข้ามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เพื่อธำรงความชอบธรรม (legitimacy) ของกลไกและกระบวนการที่ทำงานใหญ่เช่นนี้ (5) กระบวนการสรรหาสมาชิกขององค์การผู้ดำเนินการปฏิรูป โดยเฉพาะผู้แทนจากกลุ่มต่าง ๆ เช่น วิชาชีพ (professionalism) ท้องถิ่นหรือภูมิภาค ผลประโยชน์ (interests) ชาติพันธ์ (ethnicity) หรือศาสนา ฯลฯ ควรดำเนินการให้รัดกุมและโปร่งใสเพื่อประกันสถานความเป็นตัวแทน (representativeness) ของแต่ละกลุ่มโดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและแท้จริง ไม่รวบรัดใช้ทางลัด ทางลัดที่ไม่ควรใช้ที่สุดคือการสันนิษฐานว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร” เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มโดยชอบธรรมแล้ว ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งหรือสรรหามาให้ดำรงตำแหน่งบริหารอาจจะเป็นเพราะคุณสมบัติทางการบริหาร ไม่ใช่ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือความมีศักดิ์ศรี (integrity) ของบุคคล เช่นตัวแทนของประชาคมตุลาการก็ควรจะเลือกตั้งจากสมาชิกที่เป็นตุลาการ ซึ่งควรจะรวมผู้ที่ retire ไปแล้วด้วย ตัวแทนของทหารก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของทหารประจำการ ควรให้ทหารที่ retire ร่วมใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์ก็ไม่น่าจะเป็นคณบดี (คณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยของรัฐ) เช่นเดียวกัน ควรให้สมาคมวิชาชีพ (professional society) ของแต่ละสาขาวิชาเป็นเจ้าของเรื่อง คัดเลือกตัวแทนของแต่ละสาขามา และ (6) ถึงแม้จะเป็นเรื่องใหญ่ ยากและละเอียดอ่อน แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าเรื่องนี้มีมิติของความเร่งด่วนอยู่ด้วย การกำหนดขั้นตอน กำหนดการ (scheduling) ตลอดจนการจัดการและกำหนดสัมฤทธิผลของงานอย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพและรวดเร็ว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ใน pakage ของการปฏิรูปการเมือง คงจะจำกันได้ว่าเคยเป็นประเด็นหลักข้อหนึ่งของการชุมนุมทางการเมืองของกล่มพันธมิตรฯ  แต่ข้อใหญ่ใจความของการคัดค้านครั้งนั้นคือการดำเนินการแก้ไขโดยลำพังอำนาจของรัฐสภาตั้งแต่ต้นจนจบ และมีขอบเขตการแก้ไขลำพังไม่กี่มาตราเพื่อประโยชน์ของบุคคลบางคนหรือบางกล่ม สูตรของการแก้ไขควรหลีกเลี่ยงวิธีการรวบรัดแบบนั้น และดำเนินการอย่างโปร่งใสโดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการ วิธีการหนึ่งคือจัดตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมาเป็นเอกเทศโดยกลไกและกรรมวิธีอิสระปลอดจากการแทรกแซงจากรัฐบาล

มาตรการอื่นที่ควรดำเนินควบคู่กับการร่างรัฐธรรมนูญได้แก่มาตรการพัฒนาประชาชนในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่อาศัยสื่อมวลชนที่รัฐควบคุมอยู่อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยกลไก กระบวนการและรูปแบบที่โปร่งใสและเป็นกลาง คอยดูแลไม่ให้เป็นรายการเชียร์หรือโจมตีฝ่ายใด โครงการนี้ควรดำเนินต่อไปแม้การร่างรัฐธรรมนูญจะยุติลงและมีการเลือกตั้งใหม่แล้ว มาตรการปลูกฝังให้ประชาชนมีความเป็นประชาธิปไตย ให้เลื่อมใสในหลักเสรีภาพที่อยู่บนพื้นฐานของมนุษย์นิยมที่เห็นคุณค่าของบุคคลอื่นแม้ต่างความคิดความเห็น   การเลื่อมใสในสันติวิธีและภราดรภาพทั้งโดยกายกรรมและวจีกรรม การจำกัดอัตตนิยมและอำนาจนิยมโดยส่งเสริมความเสียสละและจิตสาธารณะของประชาชนต้องเป็นภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น (never ending) เพื่อดำเนินการส่งเสริมความเท่าเทียมกันของบุคคลตามกฎหมายและส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม (social equity) การส่งเสริมค่านิยมในสาธารณประโยชน์ (public interest) และกำหนดมาตรการที่รัดกุมเพื่อให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประกันและส่งเสริมประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องแก้ความเข้าใจผิดว่าประชาธิปไตยคือให้มีการเลือกตั้งและฝ่ายชนะเลือกตั้งมีเอกสิทธิจะใช้อำนาจรัฐได้ตามอำเภอใจ ไม่ยอมรับข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น (นั่นคือเผด็จการที่เข้ามาโดยวิถีทางประชาธิปไตยต่างหาก) รัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่ามาจากพรรคใด มีพันธกิจจะต้องดำเนินการเพื่อจรรโลงและสืบทอดอุดมการณ์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 12/03/2009 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าจะปฏิรูป..นักการเมือง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]