• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140585
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 13206 , 17:52:03 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาษาสาธารณะ : (5) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)

( “ภาษาสาธารณะ” คงทำหน้าที่วิพากษ์ตามเจตนารมณ์ ไม่ได้มุ่งตรวจสอบปัญหาภาษาทั้งหมด มุ่งโฟกัสเพียงภาษาพูดและภาษาเขียนที่ไม่ศึกษาตรวจสอบที่มาที่ถูกต้อง ปรากฏในเอกสารสาธารณะ เช่นกฎหมายหรือเอกสารราชการ หรือการใช้โดยบุคคลสาธารณะทั้งราชการและธุรกิจ เพราะถือว่าเป็น “ต้นธาร” ที่สื่อต่าง ๆ รับช่วงนำไปผลิตซ้ำและเผยแพร่  โดยมีสาธารณชนและเยาวชนเป็นปลายน้ำ)

ในปัจจุบัน คำว่า “ซีอีโอ” (CEO หรือ Chief Executive Officer) คงเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมไทยมาได้พักใหญ่แล้ว แต่ปัญหาคงมีอยู่ เพราะผู้นำที่นำมาใช้ไม่ได้ทำความกระจ่างมาตั้งแต่ต้น ต้นตอของการใช้คำนี้คือภาคธุรกิจ ถ้าลำพังนำมาใช้ในภาคธุรกิจต่อไปคงไม่มีปัญหาอันใด แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรานำมาใช้ในราชการ เรานำมาเรียก “ผู้ว่าราชการจังหวัด ซีอีโอ”  ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีผู้สืบทอดนำคำว่า “ซีอีโอ” ไปใช้ใน sector อื่น ความหมายอื่น นอกเหนือจากความหมายจำเพาะที่ใช้กันในภาคธุรกิจอีกด้วย ผู้ใช้หรือผู้บริโภคศัพท์คำนี้ทั่วไปไม่มีโอกาสทำความเข้าใจถึงแนวความคิด (concepts) เพราะระดับความหมายและคำนิยามก็ติดเสียแล้ว เรานำคำนี้มาใช้ในภาษาไทยแบบทับศัพท์อย่างลวก ๆ โดยไม่แปลหรือขี้เกียจแปล  คงหวังว่าคำแปลหรือการบัญญัติศัพท์คงเกิดขึ้นภายหลังโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับประวัติการใช้ศัพท์ต่างประเทศในอดีต ( ออฟฟิศ กัมปะนี ตะแล้ปแก้บ ฯลฯ) กระมัง อันที่จริง มีผู้ปรารถนาดีพยายามแปลออกมาเป็น “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” “ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร” หรือ “ผู้บริหารระดับสูง” เหมือนกัน แต่คำเหล่านั้นไม่ติดตลาด สู้กระแสภาษาพูด “ซีอีโอ”  และการใช้โดยไม่มีขอบเขตไม่ได้

“ซีอีโอ” คืออะไร? หรือผู้ดำรงตำแหน่งใด ? มีเนื้อหาและขอบข่ายในการใช้เพียงใด ? อะไรที่ใช่ และไม่ใช่? การนำ “ซีอีโอ” ไปใช้ในความหมายนอกบริบทมาก ๆ เช่น หมายถึง “มหาบุรุษ” หรือ“บุคคลสำคัญ” แบบภาษาพูด (colloquial) จะทำให้การใช้ศัพท์คำนี้มีปัญหา มีความยุ่งยากในการสื่อสาร หรือสูญเสียคุณค่าในการใช้อย่างเป็นทางการ (formal) หรือทางวิชาการ (technical) หรือไม่ ? เหมือนกับปัญหาด้านตรรกะของการยกคำว่า “จักรยานยนต์” ให้มีความหมายเท่ากับ “ยานพาหนะ” ใช่หรือไม่ ? จักรยานยนต์เป็นยานพาหนะก็จริง แต่ยานพาหนะทั้งปวง ทั้งทางบก เรือ อากาศ เป็นจักรยานยนต์หรือไม่?

ประการแรก คำว่า “ซีอีโอ” เป็นภาษาที่เกิดจากแนวความคิดที่มีบริบทด้านกาลเวลา คือเป็นแนวความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมโลกสมัยใหม่ ถ้าจะใช้ให้สบายใจน่าจะเป็นโครงสร้างของสังคมภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีองค์การธุรกิจแยกตัวจากสถาบันครอบครัวค่อนข้างชัดเจน และองค์การธุรกิจพัฒนาผ่านขั้นตอนของธุรกิจแบบเถ้าแก่มีบุคคลเดียวเป็นเจ้าของธุรกิจ (sole proprietorship) ขึ้นมาเป็นห้างหุ้นส่วน (partnerships) บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน (public corporations) แล้ว   การนำแนวความคิดหรือคำศัพท์นี้ไปบรรยายสถานการณ์ในบริบทสมัยบุพกาลหรือสมัยหิน สมัยพุทธกาล คริสตกาลหรือสมัยประวัติศาสตร์เช่นกรีก โรมันที่มีโครงสร้าง องค์ประกอบและความเป็นจริงในสังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ย่อมทำให้ความหมายของคำนี้คลาดเคลื่อนและผิดหลักกาลัญุตา ทำให้ความหมายและภาษาเบี่ยงเบน คลาดเคลื่อนหรือวิบัติไป

ประการที่สอง คำว่า “ซีอีโอ” ใช้ในบริบทขององค์การและยุคสมัยที่มีการจำแนกบทบาท (role) และแนวความคิดเรื่อง “การเป็นเจ้าของ” (ownership) คือการมีหุ้นส่วนหรือการถือหุ้นออกจากบทบาทและแนวความคิดเรื่อง “การบริหารกิจการ” ( ใช้คำว่า administration หรือ  management ก็ได้ ทั้งสองคำนี้ถ้าใช้ในบริบทขององค์การ มีความหมายเหมือนกันและทดแทนกันได้ (interchangeable) ฉะนั้นภาษาไทยจะใช้คำว่า “การบริหาร” หรือคำว่า “การจัดการ” ก็เลือกใช้เสียคำหนึ่ง ถ้าจะตามกระแสใช้คำว่า “บริหารจัดการ” ตามสมัยนิยมก็ให้ตระหนักว่าใช้ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการเท่านั้น ไม่พึงนำไปใช้พูดในโอกาสที่เป็นทางการหรือใช้เป็นภาษาเขียน) การแยกบทบาทและแนวความคิดเรื่องการเป็นเจ้าของ และการบริหารออกจากกันเกิดขึ้นเป็นล่ำเป็นสันหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว แตกต่างจากยุคก่อนหน้านั้นซึ่งธุรกิจ พาณิชยกรรมและ/หรืออุตสาหกรรมทำกันภายในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องแยก เช่นเดียวกัน แม้หลังปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วและธุรกิจส่วนใหญ่แยกตัวออกจากสถาบันครอบครัวแล้ว ในทางปฏิบัติก็ยังมีธุรกิจขนาดเล็กอีกส่วนหนึ่งที่บุคคลเป็นเจ้าของและไม่แยกจากครอบครัวอยู่ไม่น้อย หัวหน้าครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการและเป็นผู้บริหารกิจการเอง ในกรณีเช่นนี้ ในเชิงแนวความคิดหรือการวิเคราะห์ก็ถือว่าบุคคลผู้นั้นมี 2 บทบาทหรือสวมหมวก 2 ใบ เป็นทั้งเจ้าของผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ (entrepreneur) และเป็นผู้บริหาร (manager) กิจการนั้นด้วย

ประการที่สาม เป็นประเด็นสืบเนื่องมาจากประการที่สอง “ซีอีโอ” ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทธุรกิจเอกชนก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากการแยกองค์การธุรกิจออกจากโครงสร้างของครอบครัว และโดยปกติจะแยกแยะบทบาทของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นออกจากบทบาทของผู้บริหาร (ตามพฤตินัยอาจจะมีผู้รับปฏิบัติทั้งสองบทบาทจำนวนมาก) ในกรณีที่เจ้าของกิจการดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง เราเรียกผู้นั้นเป็น “ซีอีโอ” ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจ้าของกิจกาจเป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพียงบทบาทเดียว โดยแต่งตั้งบุคคลอื่นมาเป็นกรรมการบริหาร และจ้างนักบริหารอาชีพมาบริหาร กรณีนี้ ผู้ถือหุ้นไม่ใช่ “ซีอีโอ” 

สำหรับองค์การในภาครัฐ เดิมทีเดียวก็บริหารโดยไม่จำแนกบทบาทส่วนตัวออกจากงานราชการ เมื่อแยกองค์การเป็นสัดส่วนและรับบทบาทในการบริหารตามนโยบายในชั้นต้นก็ใช้องค์การแบบ bureaucracy คำว่า “ซีอีโอ” ก็หมายถึงตำแหน่งบริหารสูงสุดขององค์การ อาจจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดีของกรม หรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ตาม นั่นก็คือ ตามหลักวิชาผู้ว่าราชการจังหวัดมีฐานะเป็น “ซีอีโอ” มาก่อนแล้ว การที่ทางราชการมาเริ่มใช้ภาษาเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น "ผู้ว่า ฯ ซีอีโอ" เมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านั้นผู้ว่าราชการไม่ใช่ "ซีอีโอ" คำว่า "ผู้ว่า ฯ ซีอีโอ" ที่ใช้ภายหลังจึงมีความหมายเจาะจงทางเทคนิค หมายถึงบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดที่เปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างองค์การ อำนาจหน้าที่ ตลอดจนระบบการจัดสรรทรัพยากรที่กำหนดขึ้นใหม่ สำหรับโครงสร้างขององค์การภาครัฐในวงกว้าง ในระยะหลังมีพัฒนาการในการจัดโครงสร้างองค์การที่นำรูปแบบของ “วิสาหกิจ” หรือ corporations ไปใช้ในภาครัฐ มีการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน ความหมายและแนวความคิดเรื่อง “ซีอีโอ” ที่ใช้ในภาครัฐก็ปรับมาใกล้เคียงกับภาคธุรกิจเอกชน

ประการที่สี่ สถานภาพของ “ซีอีโอ” ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะขององค์การธุรกิจแต่ละแห่ง ถ้าเป็นองค์การธุรกิจที่ไม่มีคณะกรรมการอำนวยการ (board of directors) เช่น เป็นองค์การแบบมีเจ้าของคนเดียว (sole proprietorship) หรือประเภทห้างหุ้นส่วน (partnership) เป็นต้น ตำแหน่ง “ซีอีโอ” มักหมายถึงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดนอกเหนือจากหุ้นส่วน การเรียกชื่อตำแหน่งนี้แตกต่างกันแล้วแต่ธุรกิจแต่ละแห่ง อาจจะเป็น “ผู้จัดการทั่วไป (general manager) ในองค์การธุรกิจ หรืออธิบดี (director general) ในภาครัฐ ในองค์การธุรกิจที่เป็นห้างหุ้นส่วน ถ้าแต่งตั้งหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งดำรงตำแหน่งนี้ก็เรียกว่า “หุ้นส่วนผู้จัดการ” (managing partner หรือ administrative partner) แต่ถ้าองค์การมีโครงสร้างแบบ”วิสาหกิจ (corporation)” คือมีคณะกรรมการอำนวยการ ตำแหน่ง “ซีอีโอ” ก็จะเป็นตำแหน่งบริหารเดี่ยวมีฐานะสูงสุด มีอำนาจหน้าที่นำยุทธศาสตร์และนโยบายที่คณะกรรมการฯ กำหนดไปปฏิบัติ และรับผิดชอบต่อ (report to) คณะกรรมการอำนวยการ ฯ ในทางปฏิบัติ อาจจะมอบหมายให้กรรมการอำนวยการคนใดคนหนึ่งมาทำหน้าที่เป็นซีอีโอที่เรียกว่า “กรรมการผู้จัดการ (managing director)” ก็ได้ 

ประการที่ห้า ภายใต้สถานการณ์พิเศษ เช่นในประเทศแถบสหภาพยุโรปบางประเทศ อาจจะมีโครงสร้างการบริหารประกอบด้วยคณะกรรมการ 2 ชุด ชุดแรกในระดับล่างเป็นกรรมการบริหาร (executive board) รับผิดชอบการบริหาร (management) ธุรกิจประจำ (day-to-day business) อีกชุดหนึ่งสูงขึ้นไปเป็นคณะกรรมการกำกับดูแล (supervisory board) มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและควบคุมการบริหารนโยบายหรือ governance ซึ่งได้รับเลือกมาจากคณะผู้ถือหุ้น ในกรณีนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอจะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการบริหารชุดแรก ส่วนประธานกรรมการ (chairman) จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแล (supervisory board) เพื่อการถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสม มีความพยายามที่จะไม่แต่งตั้งซีอีโอประธานคณะกรรมการบริหารเป็นบุคคลคนเดียวกับประธานคณะกรรมการกำกับดูแล เพื่อสนับสนุนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล

 รวมความว่า CEO เป็นตำแหน่งระดับสูงในระบบองค์การ ประกอบด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ (duties and responsibilities) กำกับตำแหน่งนั้น ๆ บุคคลที่มาสวมตำแหน่งนั้นเราจึงเรียกว่า CEO ความเป็น CEO จึงไม่ใช่คุณสมบัติของบุคคล ไม่ว่าจะเป้นอัจฉริยะ เลิดเลิศหรือเป็นยอดมนุษย์ปานใดก็ตาม ถ้าไม่ดำรงตำแหน่ง CEO ก็ไม่ใช่ CEO 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในแง่องค์ประกอบโดยละเอียด คุณสมบัติความเป็น "ซีอีโอ" หมายถึงบทบาท (role) สถานภาพ (status) ตลอดจนอำนาจหน้าที่ (authority) และความรับผิดชอบ (responsibility) สำหรับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในสถาบันหรือในองค์การ ไม่ใช่คุณสมบัติส่วนตัวของบุคคลใดหรืออยู่ที่ไหนก็ได้ ผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นซีอีโอควรเป็นผู้สังกัดองค์การจะเป็นภาคธุรกิจเอกชนหรือภาครัฐก็ได้ มีตำแหน่งหน้าที่ระดับบริหาร (management)  ไม่ใช่ระดับปฏิบัติการ (operations)  ควรจะเป็นผู้บริหารระดับสูงสุด ไม่ใช่ผู้บริหารระดับต้นหรือระดับกลาง ตำแหน่งผู้บริหารระดับรองต่าง ๆ ที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะทางที่ปฏิบัติงานอยู่ภายใต้ซีอีโอส่วนหนึ่งก็มีภาษากำหนดเรียกเป็นอย่างอื่น ได้แก่ หัวหน้าฝ่ายการคลัง (chief financial officer – CFO) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ (chief operating officer – COO) หัวหน้าฝ่ายเทคนิค (chief technical officer – CTO) หัวหน้าฝ่ายสารสนเทศ (chief information officer - CIO และ หัวหน้าฝ่ายการคลาด (chief marketing officer – CMO) เป็นต้น และตำแหน่ง "ซีอีโอ" ก็ไม่ควรจะเป็นพนักงานสายสนับสนุนสายอื่นที่ไม่ใช่สายหลัก เช่นเป็นสายสนับสนุนฝ่ายวิชาการ (technical staff) หรือสายสนับสนุนฝ่ายธุรการ (service staff) ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีคุณสมบัติส่วนตัวมีอัจฉริยภาพหรือความฉลาดปราดเปรื่อง (talent) ด้านหนึ่งด้านใดเพียงใดก็ตาม  ฉะนั้น ผู้ที่ไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการบริหารและไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์การใด ๆ เช่นผู้ถือหุ้นส่วนที่ไม่มีบทบาทในการบริหาร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ นักวิชาการอิสระ นักประดิษฐ์ นักบวช นักกีฬา ศิลปิน จึงไม่น่าจะมีฐานะเป็นซีอีโอ

คุณวิกรม กรมดิษฐ์ (โดยคุณวิมล ไทรนิ่มนวลเป็นผู้เรียบเรียง) นักธุรกิจไทยผู้อุทิศทรัพยากรและเวลาในการบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม นอกเหนือจากการพิมพ์เผยแพร่ชีวประวัติของตนเรื่อง "ผมจะเป็นคนดี" แล้ว ก็ได้ประมวลชีวประวัติของผู้มีชื่อเสียงด้านต่าง ๆ ของโลกตีพิมพ์ออกมาแล้ว 4 เล่ม ตั้งชื่อหนังสือว่า “มองซีอีโอโลก เล่ม 1 – 4”  บรรจุชีวประวัติของบรรดาบุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงด้านต่าง ๆ เป็นจำนวน 85 คน ส่วนหนึ่งของรายนามเหล่านั้นได้แก่ กษัตริย์แห่งมาเซโดเนียสมัยก่อนคริสตกาลอเล็กซานเดอร์มหาราช นักผจญภัยฝรั่งที่ริเริ่มเดินทางไปเมืองจีนมาร์โคโปโล แฝดสยามอิน-จัน นักแสดงตลกชาร์ลี แชปลิน แม่ทัพอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สองดักกลาส แม็คอาเธอร์ อดีตแชมเปี้ยนนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทโมฮัมหมัด อาลี(นามเดิมแคสเซียส เคลย์)  ผู้ผลิตผลงานแฟชั่น คริสเตียน ดิออร์ คีตกวีคลาสสิคเบโธเฟน นักเทนนิสโรเจอร์ เฟ๋ดเดอรเรอร์ อดีตนักการเมืองไทยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นักหนังสือพิมพ์และนักเขียนไทยกุหลาบ สายประดิษฐ์ ปรัชญาเมธีและนักเคลื่อนไหวในศตวรรษที่ 19 คาร์ล มาร์กซ์ นักวิจัยหลุยส์ ปาสเตอร์ จักรพรรดิฝรั่งเศสนโปเลียน โบนาปาร์ต นักกอล์ฟอเมริกันไทเกอร์ วูด นักแต่งนิยายอังกฤษ(เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์) เจ เค โรลลิง อดีตดาราภาพยนต์และพระราชินีเกรซ เคลลี่ นักบุญแม่ชีเทเรซา รัฐบุรุษอินเดียมหาตมะ คานธี อดีตประมุขของจีนเหมา เจ๋อ ตง นักวิทยาศาสตร์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ประมุขศาสนาทิเบตองค์ดาไลลามะ ดไวท์ ดี ไอเซ็นเฮาร์ แม่ทัพและประธานาธิบดีอเมริกัน และแจ็ค เวลช์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในจำนวน "ซีอีโอ" ในชีวิตจริงจำนวนไม่กี่คน   ฯลฯ คุณสมบัติและภารกิจของบุคคลเหล่านี้หลากหลายมาก ในจำนวนนี้ เกินกว่าครี่งที่ไม่มีลักษณะเป็นซีอีโอในความหมายดังกล่าวข้างต้น กล่าวได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติร่วมกันอยู่ประการเดียว คือเป็น ผู้มีความสามารถหรือมีอัจฉริยภาพเฉพาะตัวบางด้าน เป็นผู้มีชื่อเสียง จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก

ผู้เขียนเห็นว่าหนังสือชุดนี้ทั้ง 4 เล่มเป็นผลงานที่ผู้ผลิตนำเสนอด้วยด้วยอุดมการณ์และเจตนาดีต่อสังคม เป็นชุดหนังสือที่มีคุณค่า ผู้เขียนได้แสวงหามาสะสมในห้องสมุดแล้ว และใคร่สนับสนุนให้เยาวชนไทยทุกคนได้อ่าน เชื่อว่าจะสร้างแรงบันดาลใจที่ดีแก่เยาชนของชาติเป็นอย่างดียิ่ง ข้อที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยเป็นประเด็นผิวเผินเพียงเปลือกนอกเพียงเล็กน้อย คือผู้เขียนไม่เห็นด้วยที่จะจัดหรือเรียกท่านเหล่านั้นว่าเป็น “ซีอีโอ” ทั้งนี้เพราะคำว่าซีอีโอมีความหมายจำเพาะและเจาะจงอยู่แล้วที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหรือตำแหน่งในองค์การหรือสถาบัน ไม่ควรนำมาใช้หมายถึงคุณสมบัติ (qualifications หรือ attributes) ส่วนบุคคลในความหมายทั่วไปเป็นเพียง "ผู้มีอัจฉริยภาพ" “บุคคลสำคัญ” หรือ “บุคคลมีชื่อเสียง”  อันจะเพิ่มความสับสนมากกว่าความกระจ่างแก่การใช้คำว่า “ซีอีโอ” ซึ่งมีปัญหายุ่งยากอยู่พอแรงแล้ว 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]