• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 3204 , 10:04:58 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประชาธิปไตย: (1) ฐานคติสำหรับเมืองไทย

การปฏิรูปการเมืองไทยจะเดินหน้าไปโดยไม่เคลียร์ประเด็นเรื่อง “ประชาธิปไตย” เสียก่อนคงไม่ได้ สัจจธรรมเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในระบบการเมืองไทยระดับรากฐานที่ต้องทำความเข้าใจตรงกันในเบื้องต้นในที่นี้มีสี่ประการ

ประการแรก ประชาธิปไตยไม่ว่าจะมองเป็นระบบกฎหมาย ปรัชญา อุดมการณ์ ค่านิยมหรือวิถีชีวิต เป็นความคิดที่นำเข้าจากภายนอกหรือโลกตะวันตกแต่เดิม ไม่ใช่เป็นมรดกของสังคมไทย 

ประการที่สอง ระบบการเมืองไทยได้ตกลงรับระบอบนี้มาเป็นแนวทาง ปทัสถานหรือเกณฑ์กติกาของบ้านเมืองและสังคมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1932) และในช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีความพยายามเตรียมความพร้อม โดยปรับศูนย์ จูนเครื่องทั้งเนื้อหาและรูปแบบประชาธิปไตยตะวันตกให้เข้ากับบ้านเมืองไทย มีการแก้ไข รื้อสร้างระบอบนี้ในการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ตั้งแต่ยุคต้นที่คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเห็นว่าประชาชนยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ไม่มีความพร้อม ต้องให้ชนชั้นนำ (elites) รับบทเป็นพี่เลี้ยงไปพลางก่อนโดยระบบและแนวทางปฏิบัติที่เรียกกันว่าอำมาตยาธิปไตย (bureaucratic polity) [i] จนมาถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทศวรรษที่ 1970 ( ค.ศ. 1973)  มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอิทธิพลของระบบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทยหมดบทบาทลง และเริ่มมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าสู่วงการเมืองอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ประการที่สาม  หลักประชาธิปไตยก็ตกอยู่ในวัฏจักรของความเปลี่ยนแปลงไม่แตกต่างจากสรรพสิ่งทั้งหลาย รูปแบบและเนื้อหามีการพัฒนาแตกต่างจากสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ และ

ประการที่สี่ จนถึงทุกวันนี้ เรื่องของประชาธิปไตยน่าจะเป็นที่รู้จักเข้าใจกันเป็นอย่างดีในหมู่ชาวไทยทุกหมู่เหล่า แต่จะเป็นเพราะความล้มเหลวในกระบวนการฝึกปรือชาวบ้าน โดยเฉพาะเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบและบทบาททางการเมือง (political socialization) [ii] หรือเหตุอื่นใดก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ความรู้ความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยของประชาชนทั่วไป หรือแม้กระทั่งผู้นำทางความคิดในสังคมไทยก็ยังมีปัญหา

เมื่อสังคมตกอยู่ในภาวะที่มีการแบ่งขั้ว (polarization) รุนแรง ความหมาย คำนิยามและเนื้อหาแกนของประชาธิปไตยที่ต่างขั้วกล่าวถึงมีความแตกต่างกันเกือบเหมือนกับพูดคนละเรื่อง มีจุดร่วม (common ground) น้อยเต็มที เนื้อหาหรือจุดเน้น (foci) ที่แต่ละฝ่ายนำเสนอดูเหมือนจะไม่ครอบคลุมสาระสำคัญของประชาธิปไตยครบถ้วน ข้อสำคัญก็คือ เมื่อข่าวสารและ/หรือความเห็นเหล่านี้นำเสนอถึงสาธารณชน มวลชนส่วนใหญ่ผู้รับความรู้แนวความคิด มุมมองหรือจุดเน้นของผู้นำทางความคิด ยังไม่ได้รับความกระจ่าง (enlightened) หรือสัจจธรรมแก่นแท้อย่างเต็มที การรับรู้การสื่อสารหรือการปราศรัยที่มีเนื้อหาเชิงโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างขัดแย้งกันคนละขั้ว ผู้ที่รู้จริงอยู่แล้วก็ไม่เป้นไร เพราะเหมือนมีภูมิคุ้มกันอยู่แน่นหนา แต่สำหรับผู้ฟังที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อได้รับข่าวสารที่มุ่งล้างสมองและบรรจุเนื้อหาใหม่ที่ไม่สมประกอบใส่คืนเข้าไป (brainwashed-indoctrinated) มีทั้งส่วนที่เนื้อหาขาด หรือไม่ก็มีส่วนที่เกินด้วยการเติมสีสัน อารมณ์  ความเห็นหรือข้อสรุปแบบอัตตวิสัย ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้หรือการศึกษาทางการเมืองแก่สาธารณะสะดุดหยุดอยู่ ไม่ก้าวหน้าหรือพัฒนาไปในทางที่ควร

เราได้ยินได้ฟังเรื่องประชาธิปไตยในฐานะที่เป็น “ระบอบ” (regime) การปกครองมาช้านาน ในที่นี้ลองเปลี่ยนมุมมองมาพิจารณาประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นระบบ (systemic) หรือองค์รวมดู เผื่อจะได้แง่คิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง ข้อสรุปประการสำคัญที่ได้จากมุมมองนี้ที่แตกต่างจากการมองแบบแยกส่วนก็คือ ประชาธิปไตยเป็นระบบที่ละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อน มีหลายฐานะหรือหลายมิติ จะเข้าใจได้ลึกซึ้งและหลุดจากวังวนหรือเขาวงกตได้ต้องวินิจฉัยแบบพหุวิทยาการ (multidisciplinary)หรือหลายมิติ ถ้ามองแบบแยกส่วนทีละด้าน ก็อาจจะเห็นภาพเพียงว่า ประชาธิปไตยคือระบบกฎหมาย หรือประชาธิปไตยคือการเมือง หรือข้อสรุปที่ได้ยินมาตลอดว่า “ต้องใช้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์” แท้จริงระบบประชาธิปไตยมีเนื้อหามากกว่านั้น อย่างน้อย ประชาธิปไตยยังมีมุมที่เป็นปรัชญา เป็นสังคมวิทยา เป็นจิตวิทยา (หรือจิตวิทยาสังคม) เป็นแง่วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตหรือมานุษยวิทยา   เป็นทั้งโครงสร้างและพฤติกรรม และเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์อีกด้วย

ภายใต้ระบบหนึ่งที่ฝ่ายตนครองอำนาจอยู่ตนก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อฝ่ายตรงกันข้ามขึ้นมาครองอำนาจตามกติกาก็กลับว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย ต้องคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน แต่ความจริงประชาธิปไตยที่ตนเรียกร้องนั้นคืออำนาจนิยม อัตตนิยม ธนาธิปไตย เผด็จการรัฐสภา มีจุดอ่อนด้านเหตุผลหรือตรรกะไม่เป็นไร หวังว่าจะเสริมจุดอ่อนด้วยขบวนการโฆษณาชวนเชื่อหรือแผนการตลาดแบบเบ็ดเสร็จสู่"ประชากรเป้าหมาย" กล่มที่ร่วมอุดมการณ์ ผลประโยชน์กับตน เนื่องจากเครือข่ายและประสิทธิผลการประชาสัมพันธ์ของฝ่ายตรงกันข้ามไม่มี (non action) หรือมีแต่ไม่ตรงประเด็น ฝีมือด้อย (mediocre) หรือไม่ก็ล่าช้า ไม่ทันการณ์ (untimely) หรือรอบคอบเกินขนาด (overly cautious)  

ข้อเขียนนี้มีความมุ่งหมายจะให้เป็นบทปริทัศน์ของประชาธิปไตยในภาพรวม การยอมรับว่าประชาธิปไตยไม่ได้เป็นวิถีชีวิตของไทยแต่ดั้งเดิม แต่เป็นเรื่องที่นำเข้าจากโลกตะวันตก ทำให้มองโจทย์ระบบการเมืองของไทยไปแบบหนึ่ง คือมองประเด็นที่ว่า จะออกแบบโครงสร้างของระบบการเมืองของไทย ตลอดจนองค์ประกอบด้านสถาบัน บทบาทอำนาจหน้าที่ กิจกรรม กระบวนการ กติกาของฝ่ายอำนาจรัฐ และฝ่ายสิทธิ หน้าที่และเสรีภาพของพลเมืองอย่างไร?  เหล่านี้เป็นส่วน hardware และ software ของระบบเป็นเรื่องไม่เหลือบ่ากว่าแรง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเรา เคยมีการร่างรัฐธรรมนูญที่ดีทั้งส่วนสารบัญญัติและวิธีสบัญญัติมาหลายฉบับแล้ว

 

ประเด็นอยู่ที่ว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ค่อนข้างดี หรือไม่ค่อยดี ปัญหาของหรือในระบบการเมืองไทยก็ยังคงปรากฏให้เห็น ไม่ว่ารูปใดรูปหนึ่ง ฟังดูก็ดูเหมือนว่าจะวิเคราะห์และระบุสมุหฐานของปัญหาในทิศทางที่ถูกต้อง เราต้องการสาธุชนคนดี มีจริยธรรม มีจิตสำนึกสาธารณะในการทำงานเพื่อส่วนรวมขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อตั้งโจทย์ไว้เช่นนั้น เราก็นำเสนอสูตรสำเร็จของการแก้ไขปัญหา คือการสร้างกติกาการเมืองใหม่ เพื่อเป็นตระแกรงร่อนให้ได้ “คนดี” เข้ามาเป็นนักการเมืองในสถาบันนิติบัญญัติ ในรัฐบาล และสถาบันตุลาการ เป็นข้าราชการหรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ องค์การอิสระ เมื่อได้ตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว ก็เสริมด้วยการตั้งระบบตรวจสอบบุคคลเหล่านี้ให้รัดกุม  คือ  (1) ตรวจสอบ (check); (2). ตรวจสอบรอบสอง (double-check); (3) ตรวจสอบรอบสาม (triple checks); (4) ตรวจสอบรอบสี่ (quadruple checks)  ฯลฯ  ไชโย! เราตอบโจทย์ได้สำเร็จแล้ว

 

จริงหรือ? เราตอบโจทย์ได้ถูกต้องครบถ้วนจริงหรือ? กระบวนการที่เราออกแบบไว้งุ่มงามเกินไปหรือเปล่า ? แต่มีประเด็นที่สำคัญกว่านั้นก็คือ “เราตั้งโจทย์ไว้ถูกหรือเปล่า  ?”

 

มีคำถามอีกหลายข้อที่เราต้องพิจารณาในที่นี้

 1. เรายึดประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง เรายอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบบ ระบอบและเป็นอุดมการณ์สากล เป็นโครงสร้างและเนื้อหาที่ระบบและประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่คุ้นเคย เป็นของใหม่ของระบบการเมืองไทยและคนไทย เราตั้งคำถามว่า “เราจะปรับโครงสร้างของระบบการเมืองไทยให้ถูกต้องตามมาตรฐานสากล? “ โจทย์ถูกต้อง แต่ครบถ้วนหรือไม่ ต้องมีโจทย์ข้ออื่นให้เฉลยอีกหรือไม่?

 ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า โจทย์ข้อนี้ไม่ครบประเด็น เพราะบรรจุประเด็นด้านโครงสร้างไว้ประการเดียว เป็นการมองประชาธิปไตยแบบไม่เป็นองค์รวม เพราะเนื้อหาของประชาธิปไตยมีทั้งฐานะที่เป็นระบอบการปกครอง และฐานะที่เป็นวิถีชีวิตของบุคคลในสังคม[iii] หากเราต้องการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย คงต้องทุ่มเทพัฒนาทั้งสองด้าน ด้านระบอบการปกครองเราทำได้โดยการร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ซึ่งเราเคยทำมาแล้ว แต่ด้านการพัฒนาวิถีชีวิตประชาธิปไตยของนักการเมืองและของพลเมืองในสังคมเราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง? เพียงพอหรือไม่? 

2. เรายึดสังคมไทยเป็นตัวตั้ง ประชาธิปไตยไม่ใช่ของไทยมาแต่ดังเดิม เราตั้งโจทย์ว่า “จะสร้างประชาธิปไตยแบบไทย  ให้มีโครงสร้างและกติกาอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับเมืองไทย?” โจทย์ข้อนี้ถูกต้องหรือไม่ ? [iv] ผู้เขียนไม่คิดว่าโจทย์ข้อนี้ถูกต้อง หลักประชาธิปไตยที่ยอมรับและนำมาใช้ ถึงแม้จะมีการปรับหรือเสริมสร้างกลไกหรือกระบวนการให้เหมาะสมกับสังคมไทย ก็ต้องคงจิตวิญญาณ (ends) เนื้อหา (core) และกรรมวิธี (means) ที่เป็นแกนไว้ เมื่อเป็นดังนั้น การปรับปรุงส่วนย่อยบางอย่างคงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานและโครงสร้าง (fundamental and structural transformation) ที่ทำให้เป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย” .หรือ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” ไปได้

 ถ้าข้อเสนอของระบบการเมืองใหม่ ไปถอดคุณสมบัติข้อที่ทำให้ประชาธิปไตยขาดไป กลายเป็นการปกครองโดยประชาชนบางส่วน การปกครองที่คนบางกลุ่มมีสิทธิมีเสียงมากกว่าคนบางกลุ่ม การปกครองโดยชนชั้นนำ (elitisim) การปกครองโดยกลุ่มคนดีหรืออภิชนาธิปไตย (aristocracy) การปกครองโดยกลุ่มทรชนหรือคณาธิปไตย (oligarchy)  เราจะยอมหรือไม่? จริงอยู่ เราไม่ยอมรับระบอบที่มีแต่เปลือกหรือรูปแบบ (form) แต่แก่นหรือเนื้อหา (substance) ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่เราจะยอมรับระบอบที่เนื้อหาดี แต่เปลือกไม่ถูกต้อง (ends justify means) ได้หรือไม่?

รวมความว่า การกล่าวถึงระบอบประชาธิปไตยที่แท้อย่างกระชับและรวดเร็วคงจะต้องอาศัยกรอบความคิดของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นที่กล่าวไว้ตังแต่ทศวรรษที่ 1860 จะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ประการ ประการหนึ่งคือต้องเป็นการปกครองของประชาชนและโดยประชาชน ประการที่สอง จะต้องเป็นการปกครองเพื่อประชาชนด้วย ขยายความได้ว่า "การปกครองของประชาชนและโดยประชาชนทำให้ได้รัฐบาลขึ้นมา การรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากทำให้เป็นประชาธิปไตยเพียงครึ่งแรกเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลกลายเป็นองค์อธิปัตย์ที่จะทำอะไรก็ได้ เพื่อใครก็ได้ สิ่งที่จะทำให้รัฐบาลในภาคปฏิบัติจะทำให้เป็นประชาธิปไตยในครึ่งหลัง หรือเป็นประชาธิปไตยเต็มตัวขึ้นมาก็คือ "การปกครองเพื่อประชาชน" คำว่า"ประชาชน" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปราะชาชนบางคน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะผู้เลือกตั้งจากเขต (constituency) ที่ลงคะแนนเลือกรัฐบาลมา และยิ่งกว่านั้น ยังมีความหมายมากกว่า "ประชาชนทุกคน"  อีกด้วย

การปกครอง "เพื่อประชาชน" หมายถึง การปกครองเพื่อ"ประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม (common interest) หรือประโยชน์ของสาธารณชน (public interest)" ซึ่งมีความหมายมากกว่าและแตกต่างจาก "ประชาชนทุกคน" จะทำได้อย่างไร? คงทำไม่ได้ง่าย ๆ แต่อย่างน้อยคงต้องมี 2 เรื่อง ในการตัดสินนโยบายสาธารณะว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร ? จะใช้เงินหลวง (public money) จับจ่ายหรือลงทุนทำอะไร? เรื่องแรกเป็นระดับปรัชญา ทำอะไรก็ตามต้องยกเอาสาธารณประโยชน์เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ตนเอง ครอบครัวของตน ธุรกิจของตน พวกของตน พรรคของตน อีกเรื่องหนึ่งเป็นระดับกระบวนการก็คือ ต้องคิดอ่านและตรวจสอบโดยกรรมวิธีที่ตั้งบนพื้นฐานของวิชาการหรือวิชาชีพ (professional based decision) อาจจะเป็นการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การประเมินผลนโยบายสาธารณะ การวิเคราะห์ผลได้ผลเสีย ฯลฯ

 3. ในข้อแรก เราได้ตั้งปุจฉาไว้ว่า “ด้านการพัฒนาวิถีชีวิตประชาธิปไตยของนักการเมืองและของพลเมืองในสังคมเราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง? เพียงพอหรือไม่?”  เรายังไม่ได้วิสัชนา เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเคยมีพระราชดำรัสว่า เราทำให้ทุกคนเป็นคนดีไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือจัดการให้ได้คนดีมาบริหารบ้านเมือง กล่าวด้วยความมั่นใจได้ว่า แทบทุกคนน้อมรับพระราชกระแสข้อนี้ ผู้เขียนไม่เคยได้ยินความเห็นที่ไม่เห็นด้วย 

 แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงหลังจากที่ได้ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ วางกติกาทางการเมืองสำหรับบ้านเมืองมาหลายครั้งแล้ว เรายังไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบ กระบวนการและกรรมวิธี (procedure หรือ how to) ประชาธิปไตยเพื่อคัดเลือก “คนดีมีจริยธรรม” เข้าสู่ระบบนิติบัญญัติและรัฐบาล ร่วมทั้งระบบบริหารราชการแผ่นดิน [v]

ตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล ปรัชญาเมธีชาวกรีกเช่นเพลโตและอริสโตเติลไม่ได้สนับสนุนระบอบประธิปไตยสมัยโน้น คือ polity แต่หันไปสนับสนุนระบบ “ธีรราช” (philosopher king) หรือธรรมราชา หรือไม่ก็สนับสนุนระบอบอภิชนาธิปไตย (aristrocracy) น่าจะเป็นเพราะไม่สามารถจะไขปัญหาให้ได้คำตอบว่าลู่ทางที่จะได้ตัว “คนดี” จากตัวเลือกในบริบทของสังคมครั้งนั้นได้อย่างไร? โดยเฉพาะการหาคนดีในระบอบประชาธิปไตย (นิยามความหมายของคนดีว่าเป็น “คนที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ใช้อำนาจแบบอัตตนิยม (autocratic) และปกครองเพื่อประชาชนโดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”) จะเห็นได้ว่า ในระบอบราชาธิปไตยเราต้องหาคนดีเพียงคนเดียว และคอยฝึกหรืออีกคนหนึ่งขึ้นเป็นผู้นำในรุ่นหน้า ในระบอบอภิชนาธิปไตย ต้องหาคนดีเพียงกลุ่มเดียวเพื่อเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนในระบอบประชาธิปไตยต้องหาคนดีเป็นจำนวนมาก เพราะในสมัยกรีกเป็นประชาธิปไตยทางตรง จะให้เป็นคนดีทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ถ้ามีคนดีกลุ่มหนึ่งและไม่ดีอีกกลุ่มหนึ่ง กระบวนการปกครองคงไม่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพด้วยการขับเคี่ยวกันระหว่างกลุ่มที่มีจุดยืนและวิธีคิดแตกต่างและขัดแย้งกัน 

สำหรับประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางอ้อมหรือประชาธิปไตยระบบผู้แทน (representative democracy) ถ้าเราตั้งโจทย์หรือกำหนดพันธกิจว่า “เราต้องเลือกคนดีเป็นผู้แทนหรือเป็นนักการเมือง”  การปฏิบัติพันธกิจนี้ในบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยไทยจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้ง ๆ ที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันอย่างมโหฬารในการเลือกตั้งทุกครั้งให้ประชาชน “เลือกคนดีเข้าสภา” น่าสนใจว่าหากเราดำเนินการสำรวจหรือหยั่งเสียงประชามติหลังจากการเลือกตั้งทุกครั้ง จะได้ภาพของทัศนคติของประชาชนผู้ตอบว่า เห็นว่ามีผู้แทนฯ ที่เป็น “คนดี” ในสายตาของประชาชนประมาณร้อยละเท่าใด ?

 ดูเหมือนว่าถ้าประเทศไทยเรายังรักที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตยกันต่อไป เราจะต้องออกแรงแสวงหาข้อยุติ และไขปัญหาหลายข้อ ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นด้วยข้อสันนิษฐานหรือฐานคติ (assumptions) ที่ยอมรับร่วมกันเสียก่อน 

                        ข้อแรก เราต้องการประชาธิปไตยที่ถูกต้องทั้งรูปแบบและเนื้อหา 

                        ข้อที่สอง เราต้องการทั้งประชาธิปไตยที่เป็นระบอบการปกครอง และประชาธิปไตยที่เป็นวิถีชีวิตของพลเมืองในสังคม

                        ข้อที่สาม ระบอบประชาธิปไตยของไทยยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถึงแม้ทั้งสองระบบนี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานทางปรัชญาที่แตกต่างกัน แต่ประเทศไทยไม่ค่อยมีปัญหาในการแสวงหาจุดร่วมที่ลงตัวและประสานประโยชน์ในระบบนี้ อาจจะมีบ้างในสมัยคณะราษฎร์ยุคต้น ๆ และในสมัยปัจจุบันจากบางกล่ม

                        ข้อที่สี่ ระบอบประชาธิปไตยตั้งอยู่บนรากฐานของปรัชญามนุษยนิยม ประชาชนหรือสมาชิกในระบบการเมืองมีคุณค่าและมีศักด์ศรี  มีอำนาจอธิปไตยที่มอบให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านสถาบันการเมืองและการบริหาร ผู้แทนราษฎรและนักการเมืองรับมอบอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่เพียงบางส่วน (limited) และชั่วคราว และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นกลไก (mechanism หรือ means) เพื่อสาธารณประโยชน์ ในขณะเดียวกับการรับฟัง ส่งเสริม สงเคราะห์ สนองความต้องการ ประสานและชี้ขาดประโยชน์ส่วนย่อยและปัจเจกบุคคลผู้เป็นอธิปัตย์อย่างมีเหตุผล เที่ยงธรรมและเป็นธรรม

                        ข้อที่ห้า บนรากฐานของปรัชญามนุษยนิยมเช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การ ประชาคมและและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนด้วยกันก็ดี ย่อมตั้งอยู่บนฐานคติที่มองธรรมชาติมนุษย์ด้วยกุศลจิต (optimism) บนรากฐานของความเสมอภาคและภราดรภาพ (fraternity) ของมนุษย์ บนพื้นฐานของอุดมการณ์ของการอยู่ร่วมกันโดยสันติในสังคม ความแตกต่างหรือแม้ความแตกแยกอาจจะห้ามไม่ได้ แต่ไม่ควรจะมีชนวนมาจากความแตกต่าง การแสดงออกจุดยืนแสดงความแตกต่างในระบอบประชาธิปไตยต้องมีภราดรภาพ อย่างน้อยก็ด้านวจีกรรมและกายกรรม ไม่มีความรุนแรงและล่วงล้ำในสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลอื่น (แม้แต่คนเดียว) และต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของส่วนรวม ได้แก่ความสงบเรียบร้อย การละเมิดกฎหมายทั้งสิทธิเสรีภาพของบุคคลทางแพ่ง และความสงบของบ้านเมืองหรือของแผ่นดิน  

นั่นหมายความว่า ในทัศนะของรัฐบาลก็ดี ในทัศนะของปัจเจกชนด้วยกันก็ดี ไม่พึงมีการแบ่งแยก การกีดกันหรือการรังเกียจ (discrimination) ปัจเจกชนอื่นด้วยคุณสมบัติด้านเชื้อชาติ เพศ อายุ ตำแหน่งหน้าที่ ความเชื่อทางศาสนา ภาษา แหล่งภูมิลำเนาตามสภาพทางภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางการเมือง ฐานะทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม ตลอดจนมาตรฐานทางศีลธรรมจริยธรรมต่ำหรือสูง   

ฐานคติข้างต้นนี้จะเป็นไปได้หรือไม่  ลองหันไปพิจารณาคำถามต่อไปนี้

คำถามแรก หากประชากร (population) ในระบบการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่มี “คนดี” หรือพอมีแต่ควานหาทำยา (หรือทำรัฐบาล) ยากเต็มที แล้วเราจะหาตัวแทนหรือ “กลุ่มตัวอย่าง” (sample) ที่เป็นคนดีได้อย่างไร? กลุ่มตัวอย่างย่อมมีคุณสมบัติเป็นตัวแทน (represent) ประชากรทั้งปวงไม่ใช่หรือ? ในขณะที่ยังไม่มีผลงานวิจัยมาบอกกล่าวหรือสรุปสถานการณ์ ก็อาจจะหวนระลึกถึงข้อความหรือตามที่มีคำพังเพยเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยว่า “ประชาชนแค่ไหน ก็ได้รัฐบาลแค่นั้น”  

คำถามที่สอง ตั้งฐานคติว่าในสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คำถามที่น่าสนใจก็คือ สัดส่วนของนักการเมืองดีและไม่ดี เป็นสัดส่วนเดียวกับสังคมใหญ่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่  จริงหรือไม่ที่คนดีไม่ค่อยลงเล่นการเมืองไทย และคุณสมบัติของนักการเมืองไทยโดยเฉลี่ยจะสู้คนที่ไม่เล่นการเมืองไม่ได้ เมื่อคนดีไม่เล่นการเมือง(คือไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง) หรือลงสมัครจำนวนน้อย จนไม่มีนัยสำคัญ ด้วยเหตุผลนานัปการ เช่นคนดีไม่เก่งทางการเมือง หรือเพราะเห็นว่าการเมืองสกปรก เพราะเห็นว่าต้องลงทุนสูงและได้ไม่คุ้มเสีย  เพราะคนดีย่อมไม่เข้าไปแสวงประโยชน์โดยมิชอบเมื่อได้รับเลือกตั้งขึ้นมา ไม่อยากเปลืองตัวเพราะวงการเมืองมีการขุดคุ้ยความไม่ดีหรือไม่ก็หาเหตุใส่ร้ายฝ่ายปรปักษ์ แต่นักการเมืองดีใส่ร้ายใครไม่เป็น ในขณะเดียวกันก็ถูกโจมตีสารพัด จึงถอดใจ เข้าทำนอง “สังคมเสื่อม เพราะคนดีท้อแท้” เลยไม่เล่นการเมือง ลองใช้วิจารณญาณดูก็แล้วกัน ถ้าคนดีในสังคมซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่าอยู่แล้ว พร้อมใจกันเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ขาดความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง แล้วบ้านเมืองจะตกอยู่ในกำมือของใครกัน?  ดังนั้นตัวเลือกของกลุ่มคนดีในยอดนักการเมืองที่มีให้เลือกตั้งก็หดตัวลงไปอีก

ผลลัพท์ต่อบ้านเมืองก็คือ จะมีนักการเมืองจำนวนมากที่อายุน้อย ขาดประสบการณ์ แต่มีโอกาสเล่นการเมืองเพราะเป็นพิธีกรตามสื่อ หรือเป็นดารามีคนรู้จักมากอยู่แล้วหรือเป็นสามี ภรรยาหรือเครือญาติตระกูลเดียวกันกับนักการเมืองเก่า บางคนก็ลงเล่นการเมืองเพราะได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคเจ้าบุญทุ่มจำนวนมหาศาล ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ฉะนั้น ถึงแม้จะไม่ได้รับเลือกตั้งก็ยังมีทุนเหลือติดตัว ถ้าชนะก็เป็นโอกาสทองที่จะได้ผลตอบแทน (returns) คืนแก่ตนเองและพวกพ้องในอัตราสูงและเร็ว  คำถามคือ ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนใจหรือชักจูงให้คนดีหันมาสู้ในเวทีการเมือง ทำอย่างไรจะให้คนดีมี “ปัจจัย” ที่จำเป็นพอสู้เขาได้?

คำถามที่สาม บนฐานคติข้อเดียวกัน คือ “ในสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี” ระหว่างที่รณรงค์หรือหว่านล้อมให้คนดีที่พอมีสวมหัวใจนักสู้ให้ขึ้นเวทีการเมือง มีคำถามขั้นต่อไปคือ ทำอย่างไรจะให้คนพันธุ์ดีมีจำนวนมากพอที่จะมีโอกาสเป็นรัฐบาลได้บ้าง ? และทำอย่างไรจะให้พรรคหรือกลุ่มคนดีสามารถยืนระยะ (sustainable) อยุ่บนถนนการเมือง 

คำถามที่สี่ บนฐานคติข้อเดียวกันเช่นเดิม ระหว่างที่เราสาระวนจะจัดตั้ง ชักจูงและผลักดันคนดีอยู่นั้น เราจะไม่มีมาตรการใดที่มีเป้าหมายไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่า"ไม่ดี" บ้างเลยหรือ ? เราจะยึดคติ “คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” แล้วแบ่งขั้ว (polarize) เลือกข้าง (discriminate) แล้ววางมาตรการเผชิญหน้า (confrontation) ราวีกับพวก "คนพาล" โดยคว่ำบาตรทางสังคม (social sanction) กดดันและขับไล่ให้ตกขอบตกเหวไปหมดหรืออย่างไร ? เพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ยอมรับกรอบความคิดที่จะแบ่งวรรณะเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นวรรณะศูทร จัณฑาล วรรณะ serfs  วรรณะนอกรีต หรือวรรณะ“บัวใต้น้ำ” ถ้าเป็นสังคมประชาธิปไตยชาวพุทธยิ่งต้องเมตตา ให้โอกาส และถือว่ามนุษย์เป็น “เวไนยสัตว์” ที่มีความหวังจะพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบและมีสัมมาทิษฐิได้ ประชาธิปไตยอาจจะมีความหมายเหมือนกับ “ธรรมาธิปไตย” ประเด็นสำคัญก็คือ ภารกิจ (mission) เรื่องนี้ต้องลงทุนทรัพยากร กำลังคน งบประมาณ เวลาและความปรารถนาดีในดีกรีที่สูงและยาวนาน

พืชพันธุ์ประชาธิปไตยคงยังไม่เติบโต หากผู้นำความคิดหรือสมาชิกในสังคม ไม่มีปรัชญามนุษย์นิยม ไม่เคารพความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น วิธีคิดและพฤติกรรมแบบอัตตาธิปไตยหรืออัตตนิยม (self-centrism) คิด พูดหรือทำอะไรไม่ไกลไปกว่าการแสวงหาหรือการกอบกู้ประโยชน์หรืออำนาจมาครอบครองและใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องของตนเท่านั้น อาจเคลือบด้วยปิยวาจาและปฏิสันถารที่เป็นมิตร แต่ความจริงใจและความจริงจัง (candor & sincerity) ของเขา/เธอคงจะต้องตรวจสอบดูอย่างละเอียดจาก record ที่ผ่านมาว่ามีลักษณะ “พูดอย่างทำอีกอย่าง” (hypocrisy) หรือไม่ ? รักษาสัจจะหรือไม่ ? ใช้โวหารระดับผิวเผินแก้ตัวหรือโอ้อวดความดีของตัวและบอกเล่าความชั่วของคนอื่นหรือไม่? มองเห็นความผิดของตนและเคยยอมรับผิดสักครั้งหรือไม่ ? (ไม่ใช่การยอมรับแบบใช้โวหารชนิด “ความผิดของดิฉันคือเก่งเกินไป คนนิยมมากเกินไป ทำความดีมากเกินไป ฯลฯ” ย้ำความเสียหาย หรือใช้โวหารเหยียบย่ำคู่แข่งหรือศัตรูทางการเมืองหรือไม่ ? นักประชาธิปไตยต้องเป็นผู้ดี เป็นสุภาพสตรีหรือเป็นสุภาพบุรุษ เคารพความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ผู้ที่มีความคิดความเห็นแตกต่างจากตน แม้คนต่ำต้อยด้อยชาติวุฒิ คุณวุฒิและ/หรือวัยวุฒิกว่าตน หากท่านกีดกัน (discriminate) หรือปรามาสผู้อื่นว่าเด็กเกินไป สู้ท่านผู้อาวุโสหรือมีประสบการณ์ไม่ได้ โง่เกินไป เป็นพวกบัดซบทั้งนั้น หรือเลวเกินไป เป็นพวกสัตว์นรกทั้งนั้น ท่านก็คงไม่ใช่นักประชาธิปไตย แล้วจะไปเป็นต้นแบบให้ชาวบ้านเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร  สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมมนุษย์ มีทั้งคนดี คนครึ่งดิบครึ่งดี คนไม่ดี เราจะขีดเส้นแบ่งฝ่ายคบเฉพาะบัณฑิตแล้วตั้งกองหรือตั้งพรรคห้ำหั่นโรมรันคนไม่ดีให้ตกนรกไป หรือให้เป็นพลเมืองชั้นสอง มีสิทธิมีเสียงน้อยกว่าคนดีครึ่งหนึ่งคงไม่ได้ สังคมชาวพุทธที่ไม่ได้เป็นพุทธตามทะเบียนราษฎร คงจะต้องเชื่อว่าเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเป็น "เวไนยสัตว์" ไม่ช้าก็เร็วก็มีโอกาสจะพัฒนาขึ้นมาได้ แต่เราก็คงต้องน้อมรับกระแสพระราชดำรัสว่า "เราทำให้ทุกคนเป็นคนดีไม่ได้" อย่างน้อยในกรอบเวลาที่จำกัด  หากจะทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าในสังคมใด พึงทำความรู้จักและมีวจีกรรมและพฤติกรรมตามครรลองที่นักปรัชญาการเมืองตะวันตกผู้หนึ่งกล่าวไว้เป็นอมตะ "ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านพูด แต่ข้าพเจ้าจะต่อสู้อย่างหนักที่จะให้ท่านได้พูดเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่เห้นด้วยนั้น" ในขณะเดียวกัน เราต้องเสาะแสวงหาคนดี  ชักจูงและสนับสนุนให้กำลังใจให้ทำงานการเมือง ถ้าทำอยู่แล้วก็ต้อยคอยปกป้อง ให้กำลังใจดูแลอย่าให้ถอดใจไปเสียง่าย ๆ  

งานสร้างคนให้มีอุดมการณ์และมีวิถีชีวิตเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ได้ใช้เวลาเพียง 1-2 ปีเหมือนงานร่างรัฐธรรมนูญ หรือสัก 5-7 ปีเหมือนงานปลูกต้นไม้ยืนต้น แต่การอบรมฝึกหรือสมาชิกของระบบการเมืองหนึ่ง ๆ ให้มีวัฒนธรรมการเมืองแบบอารยะ (civic culture) เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งระบบ ต้องใช้เวลานับชั่วอายุคน (generations) ฉะนั้น จึงต้องการสถาปนิกที่มีเจตนารมณ์ วิสัยทัศน์ ขันติโสรัจจะและจิตวิญญาณของรัฐบุรุษเท่านั้นที่จะอาสาทำงานนี้ให้ลุล่วงไปได้



[i] นักวิชาการชาวตะวันตกผู้นิยมการบัญญัติ (coin) ศัพท์วิชาการใหม่ ๆ และนำคำว่า bureaucratic polity มาใช้เรียกระบบการเมืองไทยก่อนเพื่อนได้แก่ Fred W. Riggs, Thailand: The Modernization of a Bureaucratic Polity (Honolulu: East-West Center Press, 1966)

[ii] สมัยที่มีการนำแนวความคิดเรื่อง political socialization มาเผยแพร่ในวิชาการไทยใหม่ ๆ มีผู้แปลว่า “สังคมกรณ์ทางการเมือง” ดูความหมายและแนวความคิดต้นตอเรื่องนี้ได้จาก Gabriel A. Almond and James S. Coleman (eds.), The Politics of the Developing Areas (Princeton: Princeton University Press, 1960); และ Richard E. Dawson and Kenneth Prewitt, Political Socialization (Boston: Little, Brown and Company, 1969)

[iii] Harold J. Laski, “Democracy,” Encyclopedia of the Social Sciences (New York: Macmillan, 1939), Vol. 5, p. 76 อ้างใน อมร รักษาสัตย์,  “ประชาธิปไตย : ความหมายในอดีตและปัจจุบัน ลักษณะ องค์ประกอบและจุดอ่อน,” ใน อมรและคณะ (eds), ประชาธิปไตย: op.cit., หน้า 3.

[iv] ผู้เขียนได้ยินคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ” มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เท่าที่จำได้ ผู้กล่าวถึงประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ผู้เขียนได้ยินมาเองเหล่านั้น ไม่รู้จักและเข้าใจประชาธิปไตย (สากล) และบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ให้นิยามและความหมายของประชาธิปไตยแบบไทย ๆ  ไว้ ทั้งนี้ไม่นับข้อเสนอของนักวิชาการบางท่านที่เสนอทฤษฎีหรือตัวแบบในการพิจารณาการเมือง (conceptual and analytical frameworks)  หรือข้อเสนอของนักวิชาการหรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ “ออกแบบ” สถาบัน กลไก หรือกระบวนการทางการเมืองบางประการสำหรับ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  ในความพยายามที่จะรื้อสร้างระบบที่อำนวยประโยชน์แก่การเมืองไทยอย่างถูกกาลเทศะ ไม่ปรากฏถ้อยแถลงของสถาบั้นหรือบุคคลใดที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ของ “ประชาธิปไตยแบบไทย”

[v] ถ้ายิ่งคิดเราจะเห็นว่าคำถามที่ตั้งมาหลายพันปีแล้วก็ไม่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมถึงแม้สังคมจะใหญ่ขึ้น มีสังคมที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นหลายเท่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ความสามารถมากกว่า มีเทคโนโลยีหรือระบบสารสนเทศมหัศจรรย์ที่สามารถสื่อถึงมวลชนได้

แต่เราก็ยังไม่สามารถจะหาคำตอบหรือทางออกง่าย ๆ ว่า จะหาคนดีในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร? คนดีคือคนที่มีความรู้? คนดีคือคนที่มีความมั่งคั่ง? คนดีคือคนมีอำนาจ? คนดีคือคนที่คนนิยม (popularity) ? คนดีคือคนที่มีพร้อมทั้งความรู้และความมั่งคั่ง ? รู้สึกว่าทั้งชาวบ้านและนักวิชาการได้ทำใจแล้ว จึงเกิดวาทะเหล่านี้ขึ้น “ประชาชนมีขีดความสามารถแค่ไหน ก็ได้รัฐบาลแค่นั้น” “ประชาธิปไตยเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด”  .”ประชาธิปไตยจะ work ในสังคมที่มีคนชั้นกลางในสัดส่วนสูง จะไม่ work ในสังคมที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนสูง”

 

 ถ้าคนไทยเรายึดถือตามแนวทางที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า "ประชาธิปไตยคือการปกครองที่ยึดถือประโยชน์สุขของประชาชนเป้นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่" ถ้าตีความหมายตามท่านพุทธทาสอย่างเคร่งครัดจริง ๆ แล้ว ระบบนั้นอาจจะไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะผู้ปกครองที่จะปกครองโดยยึดถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นใหญ่อาจจะเป็นระบบ "ราชาธิปไตย" (monarchy) ก็ได้ โดยเฉพาะธรรมราชา หรือระบอบ "อภิชนาธิปไตย" (aristocracy) ก็ได้ จะเป็นประชาธิปไตยสมัยกรีกต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 ขึ้อ คือประชาชนเป็นใหญ่ ส.ส. และรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง จะมีใครมาช่วยแต่งตั้งไม่ได้ ข้อ 2 คือ เมื่อรัฐบาลได้อำนาจมาแล้ว ต้องทำงานเพื่อประชาชนตามความหมายและวิธีการดังกล่าวข้างต้น




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]