• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 3323 , 06:40:08 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาษาสาธารณะ: (6) อำมาตยาธิปไตย

อำมาตยาธิปไตยตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานปี 2442  เป็น”ระบอบการปกครอง”  แบบหนึ่ง ความหมายตามพจนานุกรมก็คือ “ระบอบการปกครองที่ขุนนางหรือข้าราชการเป็นใหญ่” และระบุไว้ด้วยว่าตรงกับภาษาอังกฤษ bureaucracy เมื่อตามไปดูความหมายในพจนานุกรมภาษาอังกฤษของออกซฟอร์ด มี 2 ความหมาย ดึงมาเฉพาะสาระสำคัญ  ความหมายแรกตรงกัน คือ system of government through departments managed by State officials, not by elected representatives ส่วนความหมายที่สองไม่ใช่เป็นระบอบการปกครอง แต่หมายถึงการบริหารลักษณะหนึ่งที่มีนัยที่ออกจะเป็นด้านลบ หมายถึงการบริหารหรือปฏิบัติงานหรือราชการประจำที่มีระเบียบขั้นตอนมากและสลับซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีหน่วยงานและสำนักงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเกินไป (excessive or complicated official routine, esp because of too many departments and offices.) คำนี้เป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยกว้างขวางพอสมควร ไม่จำกัดว่าจะเป็นวงวิชาการหรือวงราชการ แม้กระทั่งในสื่อมวลชนและการใช้ภาษาทั่ว ๆ ไปก็รู้จักดี แต่รู้จักในความหมาย “ระบบราชการ” มากกว่า บางคนก็ใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์เลยว่า “บิวรอคเครซี่” หรือไม่ก็ “บูโรเครซี่” ไปเสียเลย เป็นที่น่าสังเกตว่า ความหมายที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักหรือเข้าใจกันไม่ใช่ความหมายของ “ระบอบการปกครอง”  แม้แต่วงการวิชาการก็ไม่นับคำนี้เป็นประเภทของระบอบการปกครองอย่างเต็มที่นัก ไม่ใคร่เป็นที่รู้จักกันดีเมื่อเปรียบเทียบกับระบอบการปกครองอื่น ๆ

ถ้าไม่รู้จักในฐานะระบอบการปกครองแล้ว จะรู้จักในฐานะอะไร ?

ฐานะที่รู้จักคือความหมายที่สองดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ความหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบหรือการบริหารราชการ ระบบนี้หมายถึงอะไร? มีความเป็นมาอย่างไร? มีคุณลักษณะอย่างใดบ้าง? ระบบนี้มาเกี่ยวข้องกับระบบการปกครองได้อย่างไร?

รากศัพท์ภาษาฝรั่งคือคำว่า bureau ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ตรงกับภาษาอังกฤษว่า office ที่เรามาแปลกันว่า “สำนักงาน” สำนักงานในโลกยุคปัจจุบันเป็นวิถีของชีวิตและของสังคมไปเรียบร้อยแล้ว การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงต้องเจาะเวลาหาอดีตย้อนกลับไปดูที่ต้นตอ สำหรับผู้เขียน ได้เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในบล็อกหลายเรื่องแล้ว ว่า องค์การสังคม หรือการที่มนุษย์ยุคโบราณมาร่วมมือกันทำงานที่ลำพังคนเดียวทำไม่ไหว ความสัมพันธ์ยุคนั้นเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ส่วนมากไม่ค่อยยั่งยื่นหรือจีรัง ภาษาองค์การสมัยใหม่ก็จะเรียกว่าเป็น adhocracy องค์การหรือความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่สนิทสนมและยั่งยืนที่สุดเห็นจะได้แก่สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันหรือองค์การสังคมระดับพื้นฐาน (primary social organization) และเป็นความสัมพันธ์แบบอรูปนัย (informal) การบริหารบ้านเมืองใน public sector หรือการบริหารการค้าพาณิชย์ก็ล้วนเป้นธุรกิจในครอบครัวและตั้งอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์เชิงเครือญาติแทบทั้งสิ้น สังคมสมัยโรมัน (ทั้งอาณาจักรโรมันตะวันตกที่โรมและอาณาจักรโรมันตะวันออกที่คอนสแตนติโนเปิล) สืบเนื่องมาตลอดสมัยกลางไม่มีระบอบประชาธิปไตย การปกครองของจักรวรรดิหรือราชอาณาจักรหรือราชรัฐสมัยฟิวดัลปกครองโดยชนชั้นสูง (nobility) ซึ่งสืบทอดกันโดยสายเลือดและเครือญาติ องค์การที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอำนาจหน้าที่และความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ (formal relationship) ที่เราคุ้นเคยกันในสมัยนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงจัง

องค์การสมัยใหม่หรือ bureau ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา  ในยุคที่ปกครองโดยระบบราชาธิปไตยและกษัตริย์หรือจักรพรรดิเป็นผู้ปกครอง พระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสเคยมีพระราชดำรัสว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกษัตรย์ผู้ปกครองกับรัฐที่อยู่ภายใต้การปกครองว่า “เรานี่แหละ คือรัฐละ” ( Eّ’tat c’est moi หรือ I am the state) นั่นเป็นพระดำรัสเชิงทฤษฎี แต่เมื่อมามองปรากฎการณ์เดียวกันแต่เปลี่ยนโลกทัศน์มาเป็น “สัจจะนิยม” (realism) พระเจ้าหลุ่ยส์ก็เคยตรัสไว้ต่างกรรมต่างวาระกันว่า อันที่จริงพระองค์ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจเต็มที่หรอก ผู้ใช้อำนาจรัฐตัวจริงก็คือ “เจ้าพวกข้าราชการเป็นหมื่น ๆ คนที่ทำงานตามส่วนราชการทั้งหลายนั่นแหละ”  แสดงว่าแม้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “สำนักงาน” ก็เริ่มก่อรูปก่อร่างขึ้นมาแล้ว นักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของยุโรปบันทึกไว้ว่า ในช่วงรัฐฟิวดัลในสมัยกลาง นครหลวงของประเทศต่าง ๆ มักอ่อนแอและต้องอาศัยความสนับสนุนทั้งทางทรัพยากรและกองทัพจากท้องถิ่น ต่อมาสิ่งที่ทำให้นครหลวงเข้มแข็งขึ้นมาได้ก็คือการขยายตัวของพาณิชยกรรม โดยเฉพาะตามระบบพาณิชย์นิยมซึ่งทำให้จำนวนชนชั้นกระฎุมพี (bourgeoisie) ขยายตัวและมีอำนาจขึ้น ฐานทรัพยากรเข้มแข็งขึ้น และการจัดองค์การแบบ bureaucracy ทำให้ระบบบริหารและกองทัพของนครหลวงเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ความเข้มแข็งของศาสนจักรเสื่อมถอยลง เหล่านี้เป็นปัจจัยที่สร้างความเข้มแข็งจนรัฐต่าง ๆ พัฒนาขึ้นเป็นรัฐประชาชาติ (nation-state) ในศตวรรษที่ 19 ส่วนในภาคเอกชนนั้น การพัฒนาองค์การสมัยใหม่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นแรงผลักให้จัดตั้งองค์การธุรกิจแยกจากสถาบันครอบครัว

เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันนามแมกซิมิลเลียน เวเบอร์ (Maximilian Weber) ได้ศึกษาและแสวงหาคำอธิบายการก่อตัวและการทำงานของ bureaucracy ที่แตกต่างจากองค์การซึ่งก่อตัวและขับเคลื่อนโดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีบทบาทมาก่อน องค์การแบบ bureaucracy ซึ่งเป็นกลไกใหม่ในสมัยนั้นมึลักษณะสำคัญ 6 ประการคือ การยึดถือกฎและระเบียบแบบแผนเป็นเกณฑ์ในการบริหาร ( rules & regulations) การมีลำดับขั้นในการบังคับบัญชา (hierarchy) การยึดระเบียบแบบแผนและความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นส่วนตัว ( formalism & impersonality ) การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตำแหน่ง ( jurisdictions of authority) ต้องมีการสื่อสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ( written communication ) และการบริหารบนพื้นฐานแห่งอำนาจกฎหมายและหลักเหตุผล (legal-rational power) หัวใจสำคัญอยู่ที่ข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากองค์การบริหารสมัยก่อน ที่อาศัยอำนาจในการบริหารจากพื้นฐานจารีตดั้งเดิม (traditional power)

สำหรับชะตากรรมขององค์การ bureaucracy นี้  ภายหลังก็ตกเป็นขี้ปากและเป้าของการโจมตีจากทฤษฎีการบริหารสมัยใหม่ โดยเฉพาะจากนักพฤติกรรมนิยม มีข้อเรียกร้องให้แก้ไขปรับเปลี่ยนจุดอ่อนข้อบกพร่องต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม องค์การประเภทนี้ก็ยังรอดอยู่ และทำหน้าที่อยู่ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนในปัจจุบัน

เมื่อหันมาพิจารณาความหมายด้านระบอบการปกครองของคำ ๆ นี้ โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย ก็ปรากฎมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ 5 เมื่อปี 2435 อาจกล่าวได้ว่า ผลจากการปฏิรูปครั้งนั้นเท่ากับเริ่มก่อตั้งโครงสร้างองค์การแบบ bureaucracy ขึ้นในประเทศสยาม (มีการสร้างสำนักงานส่วนราชการขึ้นแทนที่จะบริหารในวัง ในบ้านหรือในจวนเช่นเดิม มีการจัดระเบียบการเงินการคลังเป็นสัดส่วน มีการจำแนกภารกิจของหลวงออกจากกิจส่วนตัว ฯลฯ) ครั้นในรัชกาลที่ 7 ก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ตามทฤษฎี การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเป็นการเปลี่ยนฐานอำนาจอธิบไตยจากสถาบันกษัตริย์ ศักดินาหรือเจ้านายกลายเป็นระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แกนนำของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้าราชการทหารและพลเรือน วัตถุประสงค์ของการยึดอำนาจครั้งนั้นเพื่อมอบอำนาจที่เคยเป็นของกษัตริย์ให้แก่ประชาชนซึ่งหมายถึงมวลชนชาวสยามทั่วไป เหตุการณ์ครั้งนั้นมีจุดที่น่าสนใจอย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกก็คือ อำนาจที่คณะผู้ก่อการยึดได้มานั้นมิได้ส่งมอบหรือตกถึงมือประชาชนชาวสยามในขณะนั้น แต่ยังอยู่ในกำมือของกลุ่มข้าราชการชั้นนำในคณะราษฎรผู้นำการยึดอำนาจ อีกประการหนึ่งได้แก่ความขัดแย้งค่อนข้างรุนแรงระหว่างสถาบันกษัตริย์และกลุ่มเจ้านาย (nobility) กับกลุ่มข้าราชการชั้นนำหรือเสนาอำมาตย์ผู้ครองอำนาจนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “อำมาตยาธิปไตย” ในประเทศไทย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยสนิทชิดเชื้อกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ  การเมืองและการทหาร มีนักวิชาการอเมริกันเข้ามาในโครงการช่วยเหลือและผลิตงานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองไทยขึ้นมาเมื่อปลายทศวรรษที่ 1960 ( พ.ศ. 2503 – 2512) เช่น วิลเลี่ยม ซิฟฟินและเฟรด ริกส์ โดยเฉพาะหนังสือของริกส์เรื่อง Thailand: The Modernization of Bureaucratic Polity ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1966 ( พ.ศ. 2509 ) นี่เองที่มีการนำคำว่า bureaucratic polity มาแปลว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งเป็นคำแปลที่ยอมรับกันเป็นเอกฉันท์ ไม่ปรากฏว่ามีใครนำไปแปลเป็นอย่างอื่น ริกส์ใช้คำนี้บรรยายและอธิบายระบบการเมืองไทยทั้งระบบ มากกว่าจะกล่าวถึงองค์การหรือส่วนราชการส่วนใดส่วนหนึ่ง คำว่า polity ในบริบทที่ริกส์ใช้ก็หมายถึงระบบการเมืองหรือ political system นั่นเอง ริกส์เห็นว่าระบบการเมืองไทยในช่วงที่เขาศึกษาเป็นระบบที่ถูกครอบงำโดยอำนาจของชนชั้นข้าราชการ (ทั้งทหารและพลเรือน ซึ่งดูเหมือนกลุ่มทหารจะมีอำนาจมากกว่า) กล่าวคือ ข้าราชการไม่ได้ทำหน้าที่อยู่ในกรอบระบบราชการ (public bureaucracy)เท่านั้น แต่เพ่นพ่านออกมาใช้อำนาจภายนอก เช่นเป็นรัฐบาล รัฐบาลก็ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่มีภูมิหลังเป็นข้าราชการเสียเป็นส่วนใหญ่ ในรัฐสภาก็ประกอบด้วยสมาชิกทั้งจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งที่เป็นข้าราชการทหารพลเรือนและข้าราชการบำนาญเสียเป็นส่วนมากเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ในช่วงที่มีคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่ประมุขของประเทศแทนยุวกษัตริย์รัชกาลที่ 8 ก็มีข้าราชการร่วมอยู่ในคณะผู้สำเร็จราชการฯ ด้วย บางครั้งรัฐบาลก็ใช้อำนาจปราบปรามจับกุมเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ เช่น กรมหลวงชัยนาทนเรนทร ซึ่งเป็นพระโอรสในรัชกาลที่ 5 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก็เคยถูกรัฐบาลฟ้องร้องดำเนินคดี ครั้นมาถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ มีอำนาจสูงสุดตามธรรมนูญการปกครองมาตรา 17 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจจอมพลสฤษดิ์มีทั้งอำนาจนิติบัญญัติในการออกประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งมีอำนาจใช้บังคับได้เป็นกฎหมาย และใช้อำนาจตุลาการในพิพากษาคดี แม้กระทั่งประหารชีวิตบุคคล นอกเหนือจากอำนาจบริหารที่มีอยู่ตามปกติแล้ว  เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จประหนึ่งอำนาจของกษัตริย์สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทีเดียว

นักวิชาการหลายคนมีความเห็นตรงกันว่า อำนาจของระบบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทยยุติลงเมื่อเหตุการณ์ต่อสู้ทางการเมืองของนักศึกษาและประชาชนโค่นล้มอำนาจของ “สามทรราชย์” เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากนั้น อำนาจของระบบราชการและอำนาจการเมืองของนักการเมืองกลุ่มชนชั้นข้าราชการก็จำกัดลงเมื่อมีนักการเมืองที่มีภูมิหลังจากภาคส่วนอื่น ๆ เข้าสู่วงการเมืองมากขึ้น สำหรับบทบาทของทหาร ถึงแม้จะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก 2 – 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถเปรียบเทียบระดับและความเข้มข้นในการใช้อำนาจกับสมัยอำมาตยาธิปไตยได้

ฉะนั้น ภาพของการรวมตัวของกลุ่มบุคคลขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องหาประชาธิปไตยหรือต่อต้านเผด็จการในยุคนี้นับว่ามีลักษณะค้านกับความเป็นจริง (paradoxical) เพราะรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ก็เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งคราวเดียวกับรัฐบาลนายกสมัคร และนายกสมชาย จึงไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากหรือน้อยกว่ารัฐบาลทั้งสองที่ผ่านมา ภาพของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ระดมกันออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงสร้างความสงสัยในสายตาของผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตก เพราะเป็นภาพและเหตุผลที่ขัดกันอยู่ในตัว อีกข้อหนึ่งก็คือ ถ้ามี”ระบบเผด็จการ” ตัวจริงครองอำนาจรัฐอยู่ตามที่ตั้งขบวนการมาชุมนุมทางการเมืองต่อต้านอย่างขนานใหญ่โดยไม่มีการขัดขวางหรือล้อมปราบโดยใช้อาวุธอย่างรุนแรงก็เป็นการฟ้องอยู่ในตัวว่า “เผด็จการ” ไม่มี เพราะถ้ามีเผด็จการอยู่ก็คงเรียกร้องอยู่ไม่ได้ คงถูกปราบไปเหมือนเหตุการณ์ปราบปรามที่จัตุรัสในเทียนอันเหมิน  ของจีนในอดึต หรือมาตรการปราบปรามในประเทศเมียนมาร์ที่กลุ่มคนประท้วงรัฐบาล หรืออองซานซูจีได้รับอยู่  เพราะการสร้างปัญหาและวิกฤติทางการเมืองของไทยในปัจจุบันเป็นขบวนการที่ซ้ำเติมแก่ปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นรูปธรรมหรือมีน้ำหนัก และก็ไม่ชัดเจนว่าเป้นการรณรงค์เพื่อบ้านเมืองหรืออุดมการณ์ที่ชัดเจนแต่อย่างใด ฉะนั้น นับวันความชอบธรรมในการชุมนุมประท้วงทางการเมืองจะถูกตั้งคำถามมากขึ้น  

ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองใด ๆ หากอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว ประเด็นคงไม่ได้มีลำพังการเรียกร้องผลประโยชน์หรือสิทธิเสรีภาพสำหรับขบวนการของตนเท่านั้น คงต้องถามต่อไปว่าการต่อสู้ได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ของสาธารณชน ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของบ้านเมืองหรือไม่? คุ้มค่ากับการซ้ำเติมและปิดโอกาสการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติหรือไม่?  และถ้าเป็นนักประชาธิปไตยจริง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงนักเลือกตั้ง คงต้องตระหนักว่าประชาธิปไตยก็มีองค์ประกอบ “ภราดรภาพ” รวมอยู่ด้วย รวมทั้งการมองสถานการณ์โดยมุมมองที่แตกต่างจากชุดความคิดที่ติดตัวมาแต่เดิมที่มุ่งหน้าขยายประโยชน์เข้าตนและกลุ่ม ให้มีขณะจิตที่คิดถึงวาทะที่โด่งดังของนักประชาธิปไตยอย่างจอห์น เอฟ เค็นเนดี ที่ว่า “Don’t ask what the country can do for you! Rather, ask what you can do for your country! ”

 

William J. Siffin, The Thai Bureaucracy: Institutional Change and Development. Honolulu: East-West Center Press, 1966.

Fred W. Riggs, Thailand: The Modernization of Bureaucratic Polity. Honolulu: East-West Center Press, 1966.

James F. Guyot and Pisan Suriyamongkol, “The Bureaucratic Polity at Bay,”  A paper presented at the 1985 Annual Meeting of the American Political Science Association, New Orleans, LA, August 29 – September 1, 1985.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ไนน์ไนน์ วันที่ : 08/04/2009 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fengshuiscience

แวะมาเที่ยวคะ
การเมือง เรื่องของประชาชน เบื่อได้ แต่ทิ้งไม่รับรู้เลย คงไม่ได้นะคะ

เชิญพบกับ เมย์ได้ ที่บ้านใหม่ของ เมย์ คะ

http://www.oknation.net/blog/meiy

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
รัตนสิงห์ วันที่ : 01/04/2009 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ratanasingha

ดีใจที่มีคนให้ความรู้เรื่องภาษาสาธารณะแบบนี้ ซึ่งในปัจจุบันคนไทยพูดตาม ๆ กัน โดยไม่ทราบที่มา หรือปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ใช้ผิด ที่ร้ายสุดคือนำไปสู่การกระทำที่ผิดพลาด หากเป็นเรื่องของสาธารณะความเสียหายก็จะเกิดขึ้นมหาศาลอย่างที่เป็นอยู่ ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยต้องให้ความสำคัญกับการแสวงหาความรู้และความจริงด้วยตนเองกันเสียที ไม่ใช่เอาแต่เชื่อตามปากคนอื่นเขาพูดเพียงอย่างเดียว...ผมเชื่อว่าบล็อกนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสาธารณะที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ขอให้กำลังใจผู้เขียนครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รัตนาธรรม วันที่ : 01/04/2009 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/humanpolitical

สวัสดีครับ
ยินดีที่ได้รู้จักและขอบคุณที่ท่านได้ให้ความสนใจในบทความของผม ก็หวังว่าคงได้พูดคุยปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ กับท่านในโอกาสต่อไปนะครับ
ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]