• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 3641 , 17:49:33 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“อำมาตยาธิปไตย” ภาคนอกตำรา

สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 52 ผู้เขียนได้เขียนบล็อกเรื่อง “อำมาตยาธิปไตย” เพื่อนำเสนอความหมายและแนวความคิดทางวิชาการต่อสาธารณชน เนื่องจากเริ่มมีผู้นำแนวความคิดนี้มาใช้สื่อสารกันถี่ขึ้น ฟังดูแล้วไม่ตรงกับความหมายเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า bureaucratic polity หรือคำว่า bureaucracy ครั้นเมื่อได้ติดตามสดับตรับฟังและพยายามทำความเข้าใจความหมายของศัพท์คำนี้ที่มีการใช้กันหนาแน่นขึ้นในระหว่างนี้ ก็ลงความเห็นได้ว่า ผู้ใช้ทั้งหลายตั้งใจใช้ศัพท์คำนี้ในความหมายอื่น โดยไม่ใส่ใจรากศัพท์ทางวิชาการ ไม่ชัดเจนว่าผู้นำศัพท์นี้มาใช้ทราบตำนานของศัพท์คำนี้ในวงวิชาการหรือไม่ แต่ที่ชัดเจนก็คือ จะทราบความหมายเดิมหรือไม่ก็ตาม ผู้ใช้ไม่สนใจที่จะแยกแยะหรือเกรงความสับสนที่จะเกิดขึ้นในการนำศัพท์คำนี้มาใช้ตามคำนิยามและแนวความคิดชุดใหม่กับแนวความคิดคลาสสิคที่สถาปนาแล้ว คำถามก็คือ ศัพท์ใหม่นี้บัญญัติโดยใคร ? หรือใครเป็นผู้ใช้? หมายความว่าอย่างไร? บัญญัติขึ้นมาทำไม?

ในเบื้องต้น คำว่า “อธิปไตย” เมื่อนำมาใช้ก็จะหมายถึงอำนาจสูงสุดในระบบการเมือง ถ้าใช้อำว่า “อำนาจรัฐ” ผู้ฟังจะคุ้นเคยมากกว่า คำว่า “อธิปัตย์” (sovereign)  หมายถึงบุคคลหรือสถาบันผู้ครอบครองและใช้อำนาจนั้น ๆ ฉะนั้นคำว่า “รัฐาธิปัตย์” ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อย ๆ “ราชาธิปไตย” (monarchy) คือระบอบที่พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจที่สังคมไทยเคยใช้มาในประวัติศาสตร์ “ประชาธิปไตย” เป็นคำที่รู้จักกันดีแล้วว่าเป็นระบอบที่อำนาจของประชาชน ในแง่ภาษา เมื่อนำคำ “อธิปไตย” มาสมาสหรือสนธิกับคำใดก็หมายความว่า สิ่งนั้นหรือแหล่งนั้นเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อาทิ คณาธิปไตย (oligarchy) อภิชนาธิปไตย (aristocracy) ธนาธิปไตย (plutocracy) อัตตาธิปไตย (autocracy) อำนาจนิยม (authoritarianism) และอำมาตยาธิปไตย ฯลฯ หรือสภาวะที่ “บ้านเมืองไม่มีขือมีแป” มีปัญหาหรือวิกฤติขึ้นมาหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ก็อาจจะเรียกว่า “อนาธิปไตย” (anarchy) พิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่า โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างอำนาจ (power structure) ในสังคมหนึ่ง ๆ จะมีลักษณะพหุนิยม (polyarchy) คือกระจายตัวอยู่หลายแหล่ง นาน ๆ ครั้งจึงจะพบระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ (totalitarianism)

กรอบความคิดหนึ่งซึ่งมีที่มาจากกลุ่มความคิดแนวสังคมนิยมสมัยหนึ่งที่เคยได้ยินได้ฟังกันมาอย่างแพร่หลายก็คือตัวแบบที่จำแนกและระบุแหล่งพหุนิยมในสังคมซึ่งเฉลี่ยกันมีบทบาทในโครงสร้างอำนาจ ซึ่งนักสังคมนิยมมักใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์สังคม กลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้นได้แก่ นายทุน ขุนศึก ขุนนาง ศักดินา ขวาจัด ฟาสซิสต์ จิตนิยม ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นปฏิปักษ์ต่อการสถาปนาระบบสังคมนิยมทั้งสิ้น เพราะลัทธิสังคมนิยมขนานแท้นั้นเห็นความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพ หากในแง่โครงสร้างอำนาจชนชั้นกรรมาชีพไม่มีอำนาจ แต่อำนาจกลับไปตกอยู่กับกลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าว และชนชั้นกรรมาชีพกลายเป็นลูกไล่ของศูนย์อำนาจนั้น ๆ ก็ไม่เรียกว่าเป็นสังคมนิยมจริง เพื่อปูทางมาสู่เรื่องอำมาตยาธิปไตย จะกล่าวถึงเฉพาะกลุ่ม “ขุนศึก” และ “ขุนนาง” ขุนศึกหมายถึงฝ่ายบู้หรือกลุ่มชนชั้นนำทางทหาร (military elite) ส่วน “ขุนนาง” หมายถึงฝ่ายบุ๋นหรือกลุ่มข้าราชการพลเรือนชั้นนำ (civilian bureaucratic elite) ทั้งนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะตั้งแต่สังคมเก่าตั้งแต่สมัยจักร ๆ วงศ์ ๆ ชาวบ้านจะคุ้นเคยกับกลุ่มที่ใกล้ชิดกับเจ้านายที่เรียกว่า “เสนาอำมาตย์” สังคมไทยเราไม่ได้จำแนกระบบออกเป็นฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน หรือฝ่ายบู้ฝ่ายบุ๋นเก่าแก่เหมือนระบบของจีน ถึงแม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะเคยมีการกำหนดตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีเป็นสมุหกลาโหมและสมุหนายกในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แต่ความพยายามที่จะจัดระเบียบราชการออกตามภาระหน้าที่ (functional) เป็นฝ่ายทหาร – พลเรือนก็ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง เพราะในที่สุดก็หันมาแบ่งงานกันตามพื้นที่ (territorial) ที่คุ้นเคยกันมาตามจารีต (ให้สมุหนายกดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ และสมุหกลาโหมดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้) ฉะนั้น ถึงแม้จะมีผู้เข้าใจกันว่า “เสนา” หมายถึงฝ่ายกลาโหมหรือทหาร และ “อำมาตย์” หมายถึงฝ่ายพลเรือน แต่ก็เป็นความเข้าใจหรือการใช้สอยเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่คงใช้อย่างไม่แยกแยะ “เสนาอำมาตย์” ก็หมายถึงทั้งทหารและพลเรือนรวม ๆ กันไป

ในแง่วิชาการที่เคยเขียนไว้แล้ว ไม่ว่า “อำมาตยาธิปไตย” จะเป็นคำแปลของ bureaucracy ตามพจนานุกรมของไทย หรือเป็นคำแปลของศัพท์วิชาการรัฐศาสตร์ bureaucratic polity ที่บัญญัติไว้ตั้งแต่ปี 1966 ก็ไม่ปรากฏว่าแยกแยะเป็นทหารและพลเรือน คงใช้รวม ๆ กันไปเหมือนกัน แต่ความรู้สึกทั่วไปก็คงเข้าใจว่าฝ่ายทหารน่าจะมีอำนาจและบทบาทมากกว่าฝ่ายพลเรือนมากกว่าจะเป็นแบบตรงกันข้าม สรุปความว่า เป็นระบบการเมืองที่ระบบราชการทั้งทหารพลเรือนมีอำนาจครอบงำอย่างท่วมท้น มีข้าราชการทหารพลเรือนทั้งที่เกษียณอายุแล้ว หรือยังไม่เกษียณ ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐบาล หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติควบคู่กันไปกับการเป็นข้าราชการ นัยของระบบนี้ก็คือ ผู้ที่ไม่มีประวัติเป็นข้าราชการแทบไม่มีบทบาทอยู่ในโครงสร้างอำนาจในระบบการเมืองไทยในยุคนั้น

อย่างไรก็ดี คำว่า “อำมาตยาธิปไตย” ในเวอร์ชั่นที่นำมาใช้ในการเมืองไทยในขณะนี้ไม่เหมือนกับความหมายทางวิชาการ และหากจะทำให้สะดวกในการทำความเข้าใจจริง ๆ ควรนำความหมายทางวิชาการใส่ลิ้นชักไว้ชั่วคราว  และอาจจะบรรยายลักษณะของ “อำมาตยาธิปไตย” นอกตำราโดยสังเขปดังต่อไปนี้ (1) อำมาตยาธิปไตยในเวอร์ชั่นหลังนี้เข้าใจว่าผู้นำมาใช้เป็นแกนนำในขบวนการ นปช. กลุ่มผู้นำมาใช้คงรู้ตัวกันและให้เครดิตถูกว่าใครเป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ เมื่อใช้ไปมากขึ้นสื่อก็ถ่ายทอดนำไปเผยแพร่ (2) “อำมาตยาธิปไตย” ฉบับนอกตำราแตกต่างจากตำราในส่วนที่ว่า ระบบราชการในระบบนี้ไม่ได้ขึ้นไปควบคุมหรือขึ้นไปเป็นฝ่ายการเมือง ตรงกันข้าม ระบบราชการอยู่ในกรอบของตนเองและถูกฝ่ายการเมืองควบคุมหรือครอบงำทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ฝ่ายการเมืองอาจจะเป็นข้าราชการเก่าอย่าง พล.ต.ชาติชาย หรือ พล.อ. เชาวลิต หรือเป็นนักธุรกิจ ไม่เคยเป็นข้าราชการอย่างนายบรรหาร หรือเป็นข้าราชการที่เปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่าง พ.ต.ท. ทักษิณก็ได้ ฝ่ายการเมืองมีและใช้อำนาจเหนือข้าราชการในแง่การแต่งตั้ง โยกย้าย การพิจารณาความดีความชอบ หรือการให้ออกจากตำแหน่ง บางทีฝ่ายการเมืองลงมือย้ายข้าราชการในสัปดาห์แรกหลังจากตนเข้ารับตำแหน่ง สภาพที่เป็นเช่นนี้นับว่าไม่ตรงหรือตรงกันข้ามกับความหมายของ “อำมาตยาธิปไตย” ที่พจนานุกรมและวงการวิชาการเคยให้ความหมายว่า “ข้าราชการเป็นใหญ่”  (3) อำนาจการควบคุมในการบริหารงานบุคคลซึ่งตามหลักควรจะเป็นไปตามระบบคุณวุฒิ (merit system) มีหลายระดับ ข้าราชการระดับกลางลงมาถึงระดับต้น ดำเนินการโดยระบบและกลไกของระบบราชการ ระดับสูงจึงจะเป็นอำนาจของนักการเมืองเจ้าสังกัด ได้แก่รัฐมนตรี ถ้าเป็นระดับสูงและสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ต้องเป็นตำแหน่งที่ต้องนำขึ้นกราบทูลให้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่ทางพฤตินัยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์ (patronage system) เข้าไปแทรกแซงระบบคุณวุฒิไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูง นักการเมืองก็ประสงค์จะแต่งตั้งคนของตนเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ เป็นการสร้างฐานของตนและของพรรคให้แข็งแกร่งในระบบราชการ พรรคการเมืองบางพรรคมีแนวปฏิบัติเข้าไปควบคุมการบริหารงานบุคคลลงไปถึงระดับกลางหรือระดับต่ำอย่างที่เรียกว่า “ล้วงลูกลึก”  (4)  การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยมีการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ พระมหากษัตริย์จะทรงวินิจฉัยโดยผ่านการกลั่นกรองโดยคณะองคมนตรี ซึ่งเป็นคณะบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถที่ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ในการใช้พระราชอำนาจ พระมหากษัตริย์อาจจะดำเนินการตามคำกราบทูลเสนอ หรือไม่ก็อาจจะไม่โปรดตามคำเสนอ หรืออาจจะส่งเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการทบทวนหรือแก้ไขบางกรณี (5) พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สมัยยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยเป็นข่าวใหญ่กรณีกล่าวถึงและแสดงความไม่พึงพอใจต่อ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” มาตั้งแต่ก่อนมีการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 เมื่อถูกซักไซ้จากผู้สื่อข่าวก็ไม่ตอบว่าหมายถึงใคร เพิ่งมาระบุในการโฟนอินเมื่อปี 2552 ว่าหมายถึงองคมนตรี แสดงว่าไม่พอใจองคมนตรีมาแต่ครั้งยังไม่มีรัฐประหาร (6)ภายหลังการรัฐประหาร รัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่คณะรัฐประหารหรือ ค.ม.ช. แต่งตั้งขึ้นได้ปกครองประเทศควบคู่กับการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และผลักดันการเลือกตั้งหลังเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองพลังประชาชนที่ พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุนได้รับชัยชนะ และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชในสมัยแรก และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ในสมัยที่สอง (7) พ.ต.ท. ทักษิณได้เดินทางกลับประเทศไทย และเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า พ.ต.ท. ทักษิณ มีอิทธิพลเหนือการดำเนินงานของรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน แต่ปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาและในที่สุดถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุก ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางออกนอกประเทศ ไม่ยอมรับโทษ (8) หลังจากที่รัฐบาลฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณทั้ง 2 รัฐบาลได้รับการต่อต้านอย่างหนัก และสิ้นสภาพด้วยเหตุผลด้านกฎหมาย ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนขั้วมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เพราะนักการเมืองบางส่วนที่เคยสนับสนุนรัฐบาลเดิมเปลี่ยนมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ (9) พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีแหล่งพำนักอยู่ต่างประเทศ ร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย (ที่สืบทอดมาจากพรรคพลังประชาชน) และขบวนการการเมืองจัดตั้งที่สวมเสื้อสีแดงซึ่งมีองค์การ นปช. เป็นส่วนสำคัญ ได้เริ่มโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และเริ่มใช้แนวความคิดจากคำว่า “อำมาตยาธิปไตย” ที่นิยามความหมายขึ้นใหม่มาโจมตี (10) คำว่า “อำมาตยาธิปไตย” ในความหมายนอกตำรานี้ ได้นำไปโยงกับคำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเคยใช้มานานแล้ว แต่คราวนี้ พ.ต.ท. ทักษิณได้เฉลยจากนอกประเทศว่าหมายถึงองคมนตรีจำนวนหนึ่ง เช่น พล. อ. เปรม ติณสูลานนท์ พล. อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่ามีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และใช้ประเด็นนี้ในการปลุกระดมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฉะนั้น “อำมาตยาธิปไตย” ในเวอร์ชั่นใหม่นี้จึงหมายถึงการที่องคมนตรีจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่ามีบทบาทหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินไปจนถึงการอยูเบื้องหลังการรัฐประหาร

ข้อที่น่าสังเกตคือ คำว่า “อำมาตยาธิปไตย” นอกตำรานี้นำมาใช้อย่างเจาะจง และคงใช้ได้เฉพาะบริบทของการเมืองไทย ไม่น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ที่ไหนอีก และการใช้คำนี้อยู่ในบริบทของการเมือง เป็นเพียงคำกล่าวหาและกล่าวอ้างที่ถูกปฏิเสธ ไม่ใช่กระบวนการที่มีการแสดงหลักฐานและพยานในกระบวนการยุติธรรมในศาลที่มีการใต่สวน ตรวจสอบ พิสูจน์และหักล้าง  โดยสาระสำคัญของการกล่าวหานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นร่วม 3 ปีมาแล้ว เพราะการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นและมีผู้รับผิดชอบโดยตรงคือ พล. อ. สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้ร่วมมือก็มีรายนามปรากฏเป็นทางการในคณะ ค.ม.ช. ซึ่งได้หมดบทบาทไปแล้ว และการรัฐประหารครั้งนั้นก็ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายไปแล้ว ในแง่นิติศาสตร์ เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องหรือคดีที่ถึงที่สุดไปแล้ว (fait accompli) การรือฟื้นขึ้นมาไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ข้อที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อมีการนำคำนี้มาใช้เป็นวาทกรรมทางการเมือง ปรากฏว่าเป็นประเด็นที่สามารถระดมผู้เลื่อมใสในตัว พ.ต.ท. ทักษิณจำนวนมากและใช้เป็นเหตุผลในการเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งมีผู้ร่วมขบวนการเป็นจำนวนไม่น้อยได้

  

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ปฐม_มณีโรจน์ วันที่ : 11/04/2009 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียนและร่วมแสดงความคิดเห็นครับ เป็นกำลังใจดีมากครับ
ความเห็นที่ 7 : เห็นด้วยสำหรับคำแนะนำให้เขียนสั้น ๆ และพยายามอยู่ รู้สึกมาตลอดว่าการเขียนอะไรให้สั้นและดีนั้นเป็นเรื่องแสนยาก
ความเห็นที่ 8 : ขอบคุณครับ เพื่อนบ้านรั้วติดกัน
ความเห็นที่ 9 : ตามคติทางวิชาการ คำว่า "อำมาตย์" หมายถึงเฉพาะข้าราชการประจำ ทั้งทหารและพลเรือน ตั้งแต่ปลัดกระทรวงลงมา แต่ในภาคปฏิบัติขึ้นไปสวมหมวกหลายใบ เป็น ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี, หรือนายกด้วยทำให้มีอำนาจคับฟ้า แต่ตามความหมายนอกตำรา นายกรัฐมนตรีอาจจะมาจากธุรกิจ คุมข้าราชการประจำอยู่หมัดด้วยอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย ตบหน้า ตัดเงินเดือน ไล่ออกแบบระบบอุปถัมภ์ สันนิษฐานว่ามีอาการหงุดหงิด "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" หรือองคมนตรีก็เพราะการเสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบางตำแหน่งไม่ได้ดั่งใจร้อยเปอร์เซนต์ "อำมาตย์" ตามความหมายนอกตำราหมายถึงองคมนตรี ไม่รวมนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคู่กรณีพิพาทครับ
ความเห็นที่ 10 : เห็นด้วยเรื่องการใช้วาทกรรมของ นปช ครับ ขอเลยไปคุยเรื่องคำนิยามประชาธิปไตยของท่านพุทธทาสด้วย เรื่องนี้ผมนำไปพินิจพิจารณาอยู่นาน ในที่สุดมีความเห็นภาคเสธกับท่าน คือเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่อง both - and ต้องมีคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อ คือประชาชนเป็นใหญ่และผลประโยชน์ของประชาชนต้องเป็นใหญ่ด้วย

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
หมาป่าใต้แสงจันทร์ วันที่ : 11/04/2009 เวลา : 00.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonlightwolf
ประชาธิไตยคือการที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่      - พุทธทาสภิกขุ -

นแช ใช้วาทกรรม ที่จำง่ายมากล่อมคนครับ
เช่น ทักษิณทำให้เศรษฐกิจดี มีเงินใช้
ทักษิณช่วยปราบยาเสพติด
ทักษิณช่วยจ่ายเงิน IMF
ซึ่งโกหกทั้งนั้นแหละครับ
คำพูดของพวกนี้ เน้นแต่เอามัน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
จุ่มเท้าทะเลฝัน วันที่ : 11/04/2009 เวลา : 00.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovemyself
อย่าคิดรำคาญ เพราะเดี่ยวก็ไป แค่พักร้อนผ่อนคลายเท่านั้นเอง

อำมาตย์ หมายถึงนายกรัฐมนตรีหรือเปล่า เพราะสมัยก่อน อำมาตย์ใหญ่ เสนาอำมาตย์ สมุหนายก อะไรทำนองนั้น แล้วทักษิณมันยิ่งแย่กว่า มันเป็นนักโทษในรัฐธรรมนูญ แต่ดันอยากเป็นผู้นำประเทศนอกรัฐธรรมนูญ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
รัตนสิงห์ วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 22.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ratanasingha

เขียนแล้วเห็นภาพชัดเจนครับ หวังว่าคนไทยถ้าได้อ่านคงเข้าใจ คำว่า “อำมาตยาธิปไตย” ทั้งในตำรา และนอกตำรามากขึ้น เขียนให้อ่านเยอะ ๆ นะครับ...ประเทืองปัญญาดี
ขอถือโอกาสนี้สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด (11/04) ขอให้ผู้เขียนสุขภาพแข็งแรง เขียนความรู้ดี ๆ ให้ผู้คนได้อ่านเยอะ ๆ ไปนาน ๆ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ฟ้าบ่กั้น วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 18.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/underthesamesun

สุดยอดมากครับ อาหารสมองชั้นดี

มาเขียนให้ลูกหลานอ่านบ่อยๆนะครับซือแป๋

แต่สั้นลงอีกนิด กะลังดี

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ปฐม_มณีโรจน์ วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ข้อเท็จจริงคือบังเอิญพ้องกัน คุณประมวลเป็นนักเขียนชื่อดังมาจากภาคใต้ ส่วนผมมาจากเหนือครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 18.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

เอ่อ อย่าหาว่าละลาบละล้วงเลยนะครับ
กระพ้มรู้จักผู้ใช้นามสกุล มณีโรจน์ คนหนึ่ง
เขาชื่อ ประมวล ครับน่าจะเป็นลูกหลานท่านนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางวิชาการครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปานเมืองเพชร วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 18.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thongpan

สรุปสังคมไทยโดนล่อหลอกจากคำว่า "อำมาตยาธิปไตย"..ที่นักโทษชายทักษิณและสมุนเอามาปั่นหัวคนไทยให้จงเกลียดจงชังสถาบันโดยไม่รู้ตัว........

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เขียวน้อย วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 17.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LittleGreen

เขียนได้ดีจังคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สงวนชัยโรจน์ วันที่ : 10/04/2009 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jirachon
ที่ที่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่มีเรื่องให้เล่า


..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]