• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 1517 , 06:51:18 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทเรียนจากวิกฤติการเมืองไทย เมษายน 2552

การประมวลวิกฤติการเมืองไทยต้นปี 2552 หากจับความเฉพาะในกรอบเวลาก่อนสงกรานต์ ก็คงจะได้เนื้อหาที่เต็มไปด้วยกรณีวิกฤติแน่นขนัดและความเปลี่ยนแปลงพลิกผันที่เกินคาด (melodramatic) ประเภทที่ทำให้ผู้สนใจต้องเกาะติดสถานการณ์ชนิดตาไม่กระพริบ แต่ถ้าเราประสงค์จะศึกษาวิเคราะห์วิกฤติในลักษณะของกระบวนการเรียนรู้ หลีกเลี่ยงการเสียโอกาสที่จะแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้น หรือวางมาตรการป้องกันที่ควรทำไปก่อนหน้านี้ และประสงค์จะแสวงหาบทเรียนที่จะแก้ไขปัญหาที่รากฐาน หรือไม่ก็เพื่อวางพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงให้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว คงจะต้องทบทวนปรากฎการณ์ในกรอบเวลา (time frame) หรือวิสัยทัศน์ที่ยาวนานกว่านั้น เมื่อพิจารณาแล้วก็จะพบตัวละครจำนวนมากหลากหลาย เมื่อแยกตัวเอกออกมาแล้วคงไม่พ้นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ระบบราชการซึ่งประกอบด้วยกองทัพ ตำรวจและพลเรือน สื่อโดยเฉพาะสื่อสารมวลชน การเมืองภาคประชาชนฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่าย นปช.  ผู้นำสองฝ่ายซึ่งประชันกันอยู่ได้แก่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเมื่อเขียน ณ วันนี้ก็ต้องรวมบทบาทของกองกำลังก่อความไม่สงบ การจลาจล และการร้ายเช่นการใช้อาวุธลอบทำลาย ทำร้าย หรือลอบสังหาร (assassination) ฝ่ายตรงกันข้าม เรื่องนี้เป็นศูนย์กลางความสนใจไม่เฉพาะในประเทศ แต่เป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลกทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผลการประเมิน การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะมีผู้นำเสนอไว้เป็นจำนวนมาก หลายส่วนเป็นการแสดงความเห็นใจ ชื่นชมรัฐบาล แต่ก็มีส่วนที่วิพากษ์ โจมตี กล่าวหาอันเป็นปกติวิสัยของสังคมแยกขั้ว (polarized society) นอกจากบทเรียนแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการ “ฝาก” การบ้านแก่รัฐบาลเรื่องน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน  

1. การประเมินสถานการณ์ การประเมินหรือนิยามสถานการณ์ของรัฐบาลเพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์หรือปฏิบัติการก็เหมือนนายแพทย์วินิจฉัยอาการและโรค หรือพนักงานสอบสวนตั้งข้อสันนิษฐานคดี ถ้าผิดทิศทาง หรือถูกทิศทางแต่ขอบเขตไม่ถูก (กว้างหรือแคบเกินไป) ก็ทำให้มาตรการที่กำหนดขึ้นไม่ทำงาน หรือทำงานแต่ไม่แก้สมุหฐานของปัญหา ผู้เขียนเคยระบุไว้ในข้อเขียนก่อนหน้านี้เรื่องความแตกต่างระหว่างจุดยืนหรือค่านิยมซึ่งเปรียบเสมือนแว่นที่ใช้มองสถานการณ์ มองแบบนิติศาสตร์ (กฎหมายอะไร? มาตราไหน?) มองแบบรัฐศาสตร์ ( ถ้าเป็นรัฐศาสตร์เพื่อส่วนรวมก็ตอบคำถามว่า ทำนโยบายหรือโครงการเรื่องนี้สาธารณะหรือส่วนรวมได้อะไรและเสียอะไร? หรือ social costs and benefits ถ้าเป็นรัฐศาสตร์เพื่อส่วนตัวก็เริ่มต้นจาก “ธง” ที่ว่า เราจะทำเรื่องนี้แหละ ไปหาฐานทางกฎหมายและหลักวิชาการมาสนับสนุนให้ฟังได้ ถ้าขัดกฎหมายก็แก้ไขกฎหมายหรือระเบียบเสีย เราคุมสภาได้อยู่แล้ว) มองแบบรัฐประศาสนศาสตร์ (ครอบคลุมทั้งกฎหมาย การเมืองข้างต้นสมทบด้วยมุมมองสหวิทยาการซึ่งรวมถึงสังคมวิทยา จิตวิทยา เศรษฐกิจ การบริหาร วัฒนธรรมและพฤติกรรมอีกด้วย) ในแง่สเกลและห้วงเวลาของปรากฏการณ์ที่พิจารณาในยุคนี้ค่อนข้างตระหนักถึงความสำคัญของการมีวิสัยทัศน์ (vision) เหนือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และอีกเรื่องหนึ่งคือความสำคัญของการมององค์รวม (holistic) เหนือการวินิจฉัยแบบแยกส่วน (fragmented) อยู่แล้ว

ปัญหาข้อหนึ่งในการประเมินสถานการณ์คือทัศนคติของรัฐบาลที่มุ่งเน้น “การปฏิบัติตามกฎหมาย” และ “ความละมุนละไม” (leniency) บ่อยและมากจนน่าจะมีปัญหาในการสื่อสารและการรับรู้และตีความของผู้ปฏิบัติ (implementer) อันที่จริงไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมาแถลงว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย และตรงกันข้าม กลับควรจะกำชับให้เจ้าหน้าที่หย่อนข้อหรือหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ทำหน้าที่ให้เต็มที่  เพราะก่อนหน้าที่รัฐบาลจะเข้ามารับหน้าที่ก็มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์หลายกรณีเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้านรักษากฎหมาย (law enforcement) ของตำรวจ ซึ่งมีทั้งปัญหาการไม่ปฏิบัติหน้าที่ (nonfeasance) ที่สื่อบ้านเราเรียกว่า “การเข้าเกียร์ว่าง” เช่นการเปิดแถวให้มวลชนที่รุนแรง  และถืออาวุธเข้าไปทำร้ายกลุ่มตรงข้ามซึ่งรวมตัวกันแบบอหิงสา เช่นที่อุดรธานี รัฐบาลก็รับทราบพฤติการณ์ของกลุ่มนิยมความรุนแรงเป็นบัญชีหางว่าว ที่เชียงใหม่ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ลำพูน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลทราบมานานแล้วว่า การรวมตัวชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญแตกต่างจากการรวมตัวกันเพื่อยั่วยุ ปลุกระดมเพื่อก่อความไม่สงบ ฉะนั้น แทนที่รัฐบาลจะแสดงท่าทีที่เน้น leniency แบบเดิม ควรจะกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด กำชับว่ารัฐบาลจะไม่ยอมรับ (tolerate) ภาพที่เจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบปล่อยให้มีผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า ไม่ว่าจะถืออาวุธ ทำร้ายหรือประทุษร้ายบุคคลอื่นซึ่งหน้า รัฐบาลควรมีระบบการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำที่เป็นมืออาชีพ และควรมีการออกคำส่งและมอบหมายอย่างจำเพาะเจาะจงและล่วงหน้าว่า ให้ใช้ “อาวุธ” ได้ในการป้องปราม (deterrence) หรือสะกัดกั้นผู้มีพฤติกรรมประสงค์ร้ายและฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งของเจ้าหน้าที่ (ภายหลังกรณีประทุษร้ายที่กระทรวงมหาดไทย มีดัชนีว่ารัฐบาลได้ตระหนักถึงจุดอ่อนของโลกทัศน์เดิมที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเบาเกินไป ปรับมาเป็นมาตรการที่สมจริง เหมาะกับสถานการณ์และรอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น) มองย้อนกลับไป ถ้ารัฐบาลมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนการประชุมเอเซียนที่พัทยา กองกำลังของรัฐบาลอาจจะดูแลให้การประชุมดำเนินไปได้สำเร็จ แทนที่จะปฏิบัติการโดยใช้ลำพังโล่และมือเปล่าและการเจรจาผ่อนปรน

2. แผนประทุษกรรม (modus operandi) กระบวนการยุติธรรมของเราเริ่มหัวขบวนด้วยตำรวจ ถ้าปล่อยให้ตำรวจดำเนินคดีไปตามกรรมวิธีปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตำรวจจะตั้งข้อหาโดยใช้มาตราตามกฎหมายอาญาที่ถนัดมาเป็นตัวตั้ง และประมวลข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมาเขียนสำนวนตามระเบียบ จะเห็นว่าภาพรวมหรือ scenario ของคดีจะเลือนลางและสูญหายไปท่ามกลางรายละเอียด จริงอยู่ เจ้าหน้าที่อาจจะปรับปรุงแก้ไข เพิ่มผู้ต้องหาหรือข้อหาตามข้อมูลหรือหลักฐานที่ได้รับใหม่ แต่การใช้วิธีนี้ตั้งแต่ต้นก็เหมือนสร้างอาคารโดยใช้แปลนลวก ๆ เมื่อได้ความคิดใหม่ก็ต่อเติมไปแบบค่อยทำค่อยไป (incremental) อาคารหลังนั้นคงจะสู้แบบที่สร้างโดยมีแผนหลัก (master plan) มาตั้งแต่ต้นไม่ได้

คดีความผิดที่เป็นขบวนการและมีการรจัดตั้ง (organized crime) การบริหารคดีประเภทนี้ควรมีงานเสนาธิการระดับยุทธศาสตร์มาจากศูนย์ปฏิบัติการ (operations room) ระดับสูงในการกำหนดตัวแบบหรือแผนภูมิองค์การ (organization chart) เป็นเค้าโครงในการกำหนดแผนประทุษกรรมของระดับปฏิบัติ ซึ่งจะต้องทำงานแบบมียุทธศาสตร์ (strategic) ไม่ใช่ทำแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (make-shift) แบบงานประจำ องค์การของขบวนการกระทำความผิดหรือคดีซึ่งภาษากฎหมายจะเรียกว่าอั้งยี่หรืออะไรก็แล้วแต่ ย่อมประกอบด้วยหัวหน้าใหญ่ และบุคลากรระดับรองซึ่งเป็นแกนนำซึ่งอาจจะมีทั้งบุคคลและนิติบุคคล แล้วค่อยถึงระดับปฏิบัติการ หัวหน้าและแกนนำต้องรับผิดชอบในความผิด (irregularities) ใด ๆ ที่เกิดขึ้นทุกสถานที่และทุกเวลา ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกิดขึ้น จะใช้ข้อแก้ตัวอย่างไม่รับผิดชอบว่าไม่รู้ไม่เห็นคงไม่ได้และไม่เพียงพอ (การตั้งข้อหาและกำหนดแผนประทุษกรรมตามคดีย่อย อาจจะทำให้มองคดีแบบแยกส่วน และการสืบสวนสอบสวนจะเน้นเฉพาะหลักฐานระดับปฏิบัติการ (เหมือนเน้นเฉพาะพฤติกรรมมือปืน โดยไม่มุ่งประเด็นไปถึงตัวการหรือพฤติกรรมระดับความคิดริเริ่ม การวางแผน การสั่งและมอบหมายงานอันเป็นระดับ mastermind ในที่สุดอาจจะทำให้คดีลงเอยเหมือนกรณีการก่อความไม่สงบหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ) ตัวการใหญ่อาจจะไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ และอาจจะให้สัมภาษณ์สื่อแก้ตัวว่าการติดต่อกับผู้กระทำผิดเป็นเพียงการให้กำลังใจ (morale support) พนักงานสอบสวนคงแย้งหรือยืนยันประเด็นนี้ได้จากการสำรวจและวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ของการโฟนอินและวีดีโอลิ้งค์ทุกครั้งและทุกคำ ว่าเป็นเพียงให้กำลังใจหรือการปลุกปั่นยุยง

 การแยกส่วนในการทำคดี เช่นที่พัทยา โดยผู้รับผิดชอบเชิงพื้นที่ระดับภูมิภาคเป็นตัวอย่างของการทำคดีแบบ “แยกส่วน” ขาดการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ (strategic links) กับภาพใหญ่หรือภาพรวมจาก war room เพราะกำแพงจารีตของวัฒนธรรมตำรวจและข้อจำกัดการแบ่งอำนาจเชิงบริหารยังขีดเส้นตีกรอบหน้าที่ความรับผิดชอบไว้หลายชั้นเชิง เส้นภูธร/นครบาล เส้นการแบ่งงานตามพื้นที่เป็นเขตของสถานีตำรวจ จังหวัด ภาค และการแบ่งงานเชิง project ตั้งพนักงานสอบสวนแต่ละคดี ยิ่งกว่านั้น การมี war room ระดับสูงยังประกันอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยใช้กฎหมายและหน่วยงานพิเศษในการติดตามรวบรวมข้อมูลความผิดทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือความผิดทางเศรษฐกิจ จำนวน เส้นทางเดินและจังหวะเวลาของการสนับสนุนทางการเงินจากต่างประเทศและในประเทศ

3. ข้อกล่าวหาอคติและหลุมพราง ขบวนการฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลทุกระดับทั้งเสียงจากนอกประเทศ ในสภาและในการชุมนุมมีความคิด พูดและทำเหมือนกันอย่างน่าพิศวง แต่ก็เป็นดัชนียืนยันความเป็นขบวนการเดียวกัน ดังจะดูจากศัพท์แสงที่ใช้ เช่น “อำมาตย์” “สองมาตรฐาน (double standard)” “ประชาธิปไตยที่แท้จริง (true democracy)” “liberty equality and fraternity” (ภาพของการชุมนุมโดยใช้วาจาก้าวร้าว การพร่ำถึงสงครามประชาชน เป้าหมายของการปฏิวัติเพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ การทำลายความสงบ การทำร้ายเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว การทำร้ายการประชุมนานาชาติ การปิดเส้นทางจราจร การเผาบ้านเผาเมือง การใช้ปืน M-79 ยิงศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เหล่านี้ทำให้พูดถึงภราดรภาพหรือ fraternity ไม่ตรงกับภาคปฏิบัตินัก) “ทหารใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนที่มือเปล่า (ตามสำนวน bare hand)” ซึ่งผู้พูดทั้งที่ร่วมชุมนุมอยู่และผู้ที่ดูโทรทัศน์พร้อมใจการมองไม่เห็นท่อนไม้ ระเบิดขวด หลักฐานการใช้อาวุธปืน รถแกส การขับรถประจำทางพุ่งชนทหารและการจุดเพลิงเผา ไม่เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควัน คงตั้งหน้าตั้งตาย้ำคำว่า “โดยสันติ” (peace) ซ้ำ ๆ กัน โชคดีที่ปฏิบัติการของกองทัพกระทำส่วนใหญ่ตอนกลางวัน และกระทำท่ามกลางสายตาและเครื่องมือบันทึกภาพของผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศ และผู้สื่อข่าวที่สัมภาษณ์ดูเหมือนจะทำการบ้านในการศึกษาข้อเท็จจริงอย่างลึกซิ้ง

เรื่องนี้ถ้าประเมินอย่างเที่ยงธรรมแล้ว ผลงานด้านการรับหรือการรุกด้านสงครามสื่อของรัฐบาลอ่อนด้อยกว่าอย่างชัดเจนทั้งแนวในประเทศและต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจคุมสื่อรัฐอยู่ในมือและมีเวลาหลายเดือนแล้ว ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ควรพิจารณาตนเองขอโยกไปทำหน้าที่ด้านอื่น ไม่เป็นเป้าให้นายกรัฐมนตรีถูกโจมตีอีกต่อไป แต่ความถี่ในการออกสื่อต่างประเทศบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะประกันความได้เปรียบ หากการออกอากาศด้อยด้านความสามารถในการสื่อสาร (communication skills) และขาดความคล้องจองกัน(consistency) ในตรรกะข้อเท็จจริง นอกจากจะไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่รัฐบาลแล้ว ยังอาจจะเป็นยุทธการทำร้ายตนเอง (self defeating) อีกด้วย  แต่รัฐบาลคงจะนิ่งนอนใจใช้การต่อสู้เชิงรับและรอให้คู่ต่อสู้ทำลายตัวเองเท่านั้นคงไม่ได้ ลองคิดดูว่า ถ้ารัฐบาลใช้นโยบายการใช้สื่อเชิงรุกเพื่อติดอาวุธทางปัญญาแก่มวลชน (public education) ให้รับฟังข้อเท็จจริง (ย้ำ ข้อเท้จจริง ไม่ใช่การโต้วาที การหาเสียง หรือการตอบโต้เล่นโวหาร) เพื่อชี้แจงให้สาธารณชน (ซึ่งมีทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ข้าราชการที่มีอคติ และกลุ่มพลังเงียบเพราะขาดข้อมูลหักล้าง (counter argument)) ควรจะได้ยินได้ฟังด้วยสถานี ความถี่ ช่วงเวลาและ scale เดียวกับรายการ “ความจริงวันนี้” ว่ารัฐบาลของท่านไม่ใช่ “รัฐบาลโจร” ที่ได้อำนาจมาโดยมิชอบ เพราะอะไร? อย่างไร? หรือโวหารกำกวมที่ได้ผลและคนเชื่อกันค่อนเมืองว่า "ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฏถูกปล่อย" หรือ "คดีเดียวกันเมียไม่ผิด แต่ผัวต้องติดคุก" ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร?  คำแถลงที่มีน้ำหนักเช่นของคุณเนวิน ชิดชอบ ควรมีโอกาสออกอากาศหลายรอบ เชื่อว่าถ้ารัฐบาลทำงานหนักด้านสื่อตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ( day one) มาตลอดเวลา 3 เดือน ฝ่ายตรงกันข้ามคงมีความลำบากในการ “ซื้อ” หรือระดมผู้สนับสนุนมาก่อกวนรัฐบาลไม่ง่ายดายเท่าที่เป็นอยู่

ตัวอย่างของ “หลุมพราง” เช่นคำว่า “สองมาตรฐาน”  คำนี้ถ้าคิดดูให้ดีจะแก้ข้อกล่าวหาได้ถูกและตรงจุด กล่าวคือ ต้องตระหนักว่าผู้ชุมนุมฝ่ายเสื้อแดงจะใช้สามัญสำนึกคาดหวังเอาเองไม่ได้ว่า “ฝ่ายเสื้อเหลืองเคยทำอะไร รัฐบาลเคยทำและไม่ทำอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน”  ทำไม ? เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องรับมรดกของโลกทัศน์ การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์มาจากรัฐบาลสมัครหรือรัฐบาลสมชาย รัฐบาลสมัครประกาศภาวะฉุกเฉินและคาดคั้นรุนแรงด้วยวาจาแต่ไม่สามารถยืนยัน ( back up) ด้วยปฏิบัติการได้ ส่วนรัฐบาลสมชายลงมือปฏิบัติการโดยไม่สมควรแก่เหตุและไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินและละเว้นขั้นตอนปฏิบัติการที่จำเป็นและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามารับตำแหน่งเมื่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ ยุติลงแล้ว รัฐบาลนี้ไม่เคยรับมือหรือแก้ไขกรณีการชุมนุมของพันธมิตรฯ ฉะนั้น จะใช้โวหารมากล่าวหาเรื่อง “สองมาตรฐาน” คงไม่ได้

อย่างไรก็ดี หลังจากที่รัฐบาลได้แก้ไขสถานการณ์ (rebound) จากความสูญเสียอย่างหนักหรือความพ่ายแพ้ที่พัทยา และรอดตัวอย่างหวุดหวิดจากการประทุษร้ายทางกายภาพหลายครั้ง ดูเหมือนรัฐบาลจะตระหนักถึงจุดอ่อนในการประเมินสถานการณ์ไม่สมจริง และดูเหมือนจะกลับเข้าอยู่ในแนวทางทีถูกต้อง (right track) เมื่อสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนด้วยมาตรการรูปธรรมในการสลายการชุมนุมที่มีความสูญเสียจำกัด เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่แก่ปฏิบัติการของกองทัพไทย ซึ่งนักประวัติศาสตร์ใหญ่อย่างอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประเมินไว้ในรายการโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอสว่า “กองทัพในประวัติศาสตร์ไม่เคยใช้กำลังสลายมวลชนได้เหมาะสม นอกจากการใช้อาวุธสงครามไล่ยิงประชาชน” เป้นประวัติศาสตร์บทใหม่ที่กองทัพสามารถปฏิบัติการโดยเห็นความสำคัญของชีวิตของผู้ประท้วง ผู้ก่อการจลาจลโดยจำกัดความสูญเสียในระดับต่ำ และเป็นปฏิบัติการของกองทัพที่อยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเรือนภายใต้หลัก civilian supremacy ( ไม่ค่อยได้ยินผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไม่ว่าฝ่ายใดกล่าวถึงหลักการข้อนี้ ) รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องเกร็งและทุ่มเถียงในประเด็นข้อมูลว่าไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตายในรายละเอียด

โดยสรุป บทเรียนจากวิกฤตการเมืองเมษายน 2552 ควรจะเป็นพลังขับเคลื่อน (momentum) ที่ทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง (ไม่ใช่หยุดยางแบนเพราะการเลิกประกาศกฎหมายภาวะฉุกเฉิน) ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้คือ

  1. การคงไว้ซึ่งกลไกองค์การบริหารโครงการ(project organization) ระดับชาติด้านความมั่นคง เช่น กอฉ. เมื่อยกเลิกภาวะฉุกเฉินแล้วก็ควรเปลี่ยนฐานะไปเป็น กอ. รมน. ซึ่งมีโครงสร้างอยู่แล้ว ให้เดินหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง เพื่อวางยุทธศาสตร์ ประสานแผนปฏิบัติการ ตลอดจนการ monitor การรักษากฎหมาย การปฏิบัติตามนโยบาย และการดำเนินกระบวนการยุติธรรม

  2. รัฐบาลได้เสียเวลามามากในปฏิบัติการด้านสงครามสื่อ ถ้าไม่เปลี่ยนบุคลากร ก็ขอยืมโมเดลปฏิบัติการของจักรภพมาใช้โดยจัดรายการ prime time ทุกวันแบบ”ความจริงวันนี้” จะใช้ชื่อนี้ต่อไปก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าให้เป็นความจริง (truth) จริง ๆ ที่จะทำหน้าที่ public education หรือ political socialization ถือว่าเป็นส่วนหนึงของ package การปฏิรูปการเมืองควบคู่ไปกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

  3. มาตรการจำเพาะเพื่อรับมือกับสื่อนานาประเทศ ควรยกระดับงานด้านนี้โดยเสาะหามืออาชีพมาดำเนินการ โครงการเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีคือจัดทำสื่อวีดีโอสารคดีที่บรรยาย ลำดับความและเหตุการณ์รวมทั้งรายละเอียดที่จำเป็นของพฤติการณ์วิกฤติและการสลายการชุมนุมเดือนเมษายนโดยด่วน มีทั้ง version ภาษาอังกฤษและภาษาไทย และควรจะเสร็จภายในเดือนนี้เพื่อเผยแพร่แก่สื่อต่างชาติ

  4. การกำหนดและรักษานโยบายด้านสื่อ การป้องปรามและปราบปรามสื่อ (เช่นสถานีวิทยุชุมชนบางแห่ง) รายการ เวบไซด์ที่ผิดกฎหมาย อาจจะร่วมมือกับองค์การวิชาชีพด้านสื่อด้วยก็ได้ (ซึ่งได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว)

  5. จัดตั้งกลไกเพื่อปฏิรูปการเมืองซึ่งมีฐานและส่วนร่วมจากฝ่ายต่าง ๆ อย่างกว้างขวางโดยด่วน ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชุดการปฏิรูปการเมืองได้แก่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งในภาวะการที่แบ่งแยกแตกขั้วเช่นนี้ ควรตั้ง ส. ส. ร. ที่ได้รับความเชื่อถือมาดำเนินการแทนที่จะใช้กลไกตามรัฐสภาปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คิดชอบ วันที่ : 21/04/2009 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/samma-sati


ขอบพระคุณ ที่ท่านกรุณาแวะไปเยี่ยมและขอบพระคุณสำหรับบความดีๆที่มีให้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
จงเจริญ วันที่ : 20/04/2009 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/50000up


ผมมาคารวะครับอาจารย์

ด้วยความเคารพรักเสมอ

พลเอก กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ รปศ.รุ่น ๖ (กทม.)

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
vickie วันที่ : 18/04/2009 เวลา : 07.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vickie
       เด็ดดอกไม้  สะเทือนถึงดวงดาว      http://www.oknation.net/blog/vickie1

เป็นกำลังใจให้รัฐบาลเดิหน้าต่อไป
เป็นกำลังใจให้ทหารและตำรวจน้ำดี
ในการปฏิบัติหน้าที่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 18/04/2009 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

ขอบคุณค่ะ

การเมืองการปกครองนี่ซับซ้อนนะคะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]