• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 1169 , 17:38:31 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร: จะร่างหรือแก้ไข ?

เรื่องรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นศูนย์กลางความสนใจมาตั้งแต่ใช้เป็นกติกาของการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ถึงแม้จะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และมีกระบวนการแก้ไขที่ยากกว่าการแก้ไขกฎหมายธรรมดา แต่ก็มีบทบัญญัติให้รัฐสภาดำเนินการแก้ไขได้ เมื่อมีดำริจะดำเนินการแก้ไข ก็มีกระแสต่อต้านการแก้ไข ปมของความขัดแย้งอยู่ที่วัตถุประสงค์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม (special interest) เช่นเรื่องคดียุบพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ หรือคดีทุจริตบางคดี เป็นต้น  ยิ่งประจักษ์หลักฐานในความพยายามที่จะเร่งรีบ รวบรัด ตัดตอน กำหนดกรอบเวลาที่จำกัดจนผิดสังเกต ยิ่งเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ (motive) ในการแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนย่อยชัดเจนขึ้น ยิ่งชัดเจนขึ้นมากเท่าใด เสียงและพลังจากฝ่ายต่อต้านการร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งรีบรวบรัดก็จะหนาแน่นขึ้นเป็นเงาตามตัว  

 

บัดนี้ บริบทความขัดแย้งเดิมได้เปลี่ยนไปแล้ว การเมืองระดับชาติมีการสับขั้วเปลี่ยนข้าง แต่วิกฤติการณ์บ้านเมืองในมิติต่าง ๆ ยังมีอยู่ในกระแสสูง แม้จะระงับอาการได้ระดับหนึ่ง แต่รากเหง้าของความขัดแย้งยังคงอยู่ และแล้วเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็กลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจอีกครั้งหนึ่ง ข้อแตกต่างก็คือ นายกอภิสิทธิ์ได้แสดงเจตนารมณ์แรงกล้าที่จะไม่ให้เป็นการแก้ไขอย่างรวบรัดเพื่อประโยชน์ส่วนย่อยตามสไตล์เดิม ตรงกันข้าม ต้องการให้เป้นปฏิบัติการที่เปิดกว้าง โปร่งใสและต้อนรับข้อเสนอและความเห็นที่หลากหลาย โดยหวังจะสร้างกติกาของบ้านเมืองที่ยั่งยืนและจีรังและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

ผู้เขียนเห็นว่า ข้อโต้แย้งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นแรกที่ว่า ควรหรือไม่ควรแก้ไข? หรือประเด็นที่สองที่ว่า จะแก้ไขเดี๋ยวนี้หรือค่อยแก้ไขทีหลัง? ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไปแล้ว แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า จะแก้ไขโดยใช้กลไก มาตรการ องค์ประกอบและขั้นตอนอย่างไร ? จึงจะลดความหวาดระแวง เคลือบแคลง และค่อย ๆ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชนทุกหมู่เหล่า จากเสื้อทุกสี และใคร่เริ่มให้ความร่วมมือโดยนำเสนอความเห็นและข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1) ถึงแม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะกำหนดอำนาจ กลไก และมาตรการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสถาบันรัฐสภาซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในแง่ของความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับความศรัทธา การยอมรับและความสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง และอาจจะเป็นเงื่อนไขให้มีการปลุกระดมต่อต้านได้โดยง่าย ฉะนั้น ปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ควรเป็น “การแก้ไข” แต่ควรเป็น “การร่าง” รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และไม่ควรดำเนินการโดยใช้กลไกลและกระบวนการทางรัฐสภาตามวิธีปกติ ตรงกันข้าม รัฐสภาควรกำหนดระบบใหม่ด้วยกลไก กรรมวิธีที่รอบคอบรัดกุมกว่าการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 คือมีการจัดตั้ง ส.ส.ร.โดยกำหนดให้องค์ประกอบส่วนหนึ่งมาจากรัฐสภา และให้มีการลงประชามติด้วย เป้นการถือหลักที่ว่าหากการร่างรัฐธรรมนูญกระทำ “โดยประชาชน” อย่างแท้จริงแล้ว ก็สันนิษฐานต่อไปได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนและเพื่อประชาชนด้วย

ทำไมต้องทำเป็นเรื่องมาก ? “ธุระ” ที่ต้องการจะแก้ไขก็มีนิดเดียว ยิ่งกว่านั้นก็มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว เหตุผลมีอย่างน้อย 4 ประการ ประการแรก กฎหมายที่จะแก้ไขนี้เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกติกาของคนทั้งประเทศ และมีผลบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ประการที่สอง เป็นการแก้ไขในท่ามกลางวิกฤติทางการเมืองที่แยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ทุกปัญหามีความละเอียดอ่อนและเปราะบาง ไม่เว้นเรื่องกฎหมายสูงสุด แน่ ๆ ประการที่สาม ที่ว่า “ธุระ”หรือเรื่องที่จะแก้ไขมีนิดเดียว ใครเป็นคนตัดสินว่าอะไรควรแก้ อะไรไม่ควรแก้ และจะแก้จากอะไรเป็นอะไร ถ้าแก้ไขเฉพาะบางเรื่อง แสดงว่าผู้มีส่วนได้เสียมีไม่มาก ใครได้ ใครเสีย เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์หรือเพื่อเล่นงานคนบางกลุ่มหรือเปล่า ? ประการที่สี่ เครดิตของรัฐสภาซึ่งจะเป็นเจ้าภาพและตัวเดินเรื่องในการแก้ไขมีน้อยเต็มที ก่อนหน้านี้ ประชาชนชาวบ้านได้ยินได้ฟังและได้เห็นพฤติการณ์และบทบาทของรัฐสภาในการชิงไหวชิงพริบเรื่องการนับองค์ประชุม การประท้วงแบบองค์รักษ์พิทักษ์ใครสักคน การแสดงบทบาทแบบมีฝักมีฝ่ายเข้าข้างกลุ่มการเมืองนอกสภาอย่างออกหน้าออกตา การสนับสนุนการก่อความไม่สงบ การบ่อนทำลายการจัดการประชุมนานาชาติ และการพลิกบทบาททำไม่รู้ไม่เห็นเรื่องก่อความไม่สงบ ย้อนกลับมากล่าวหาปฏิบัติการของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสงบ การหลบหนีลงใต้ดินไปประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธทางสื่อต่างประเทศ ฯลฯ เหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเครดิตของสถาบันที่จะคิดอ่านและตัดสินใจแทนประชาชนว่าจะแก้ไขเรื่องอะไร? มาตราใด? เพราะเหตุใด? ทำไมไม่แก้ไขเรื่องอื่น? เพราะเหตุใด? ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ?

2) การเปลี่ยนแนวทางจากการเลือกแก้ไข (selective) เป็นบางประเด็นโดยคิดแทนตัดสินใจแทนประชาชน มาเป็นการแก้ไขในองค์รวม (holistic หรือ rational comprehensive) คือต้องดูทั้งฉบับ แน่นอนผลคงไม่ออกมาว่าต้องจับมาแก้ไขให้แตกต่างจากเดิมทุกมาตรา แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่เคารพประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนหรือคัดค้านประเด็นใด ๆ ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่ได้อยู่คงที่ มีหลายล้านคนที่ลงประชามติคัดค้าน ผู้ลงประชามติสนับสนุนหลายคนก็เสียชีวิตไปแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีเยาวชนรุ่นใหม่อายุถึงเกณฑ์เลือกตั้งในรอบ 2 – 3 ปีนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคน มีบทเรียนใหม่ ๆ เกิดขึ้นจากวิกฤติการเมืองในระยะนี้ที่หลายคนอาจจะได้คิด และตัดสินใจใหม่ หลายคนเรียกร้องหา “การเมืองใหม่” และอาจจะกระตือรือร้นใช้โอกาสนี้ในการสร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นมา ไม่ได้ทั้งหมด ได้เป็นบางส่วนก็ยังดี

นอกจากนี้ จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีอยู่บางประการ ประการแรกเป็นผลงานที่มาจากจุดเริ่มต้นของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ภาพที่ดีนักสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตย กระบวนการสรรหากรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็มีข้อครหาบางประการ การกำหนดเกณฑ์ให้สมาชิกสมัชชาเลือกกันเองเพียง 3 รายชื่อเป็นการเลือกที่ล้มเหลว เป็นระบบที่ไม่สามารถขจัดการ “ฮั้ว” ทำให้สมาชิก ส.ส.ร. จำนวนมากไม่เป็นที่รู้จัก เมื่อไม่รู้จักก็ไม่เกิดการยอมรับ (ต่างจากการเลือกตั้งสมัย “สภาสนามม้า” เมื่อปี 2516 รายนามผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากประชาชน เช่น อันดับที่ 1 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อันดับที่ 2 ดร. ป๋วย อี้งภากรณ์ อันดับที่ 3 ดร. เกษม สุวรรณกุล เป็นอาทิ) ผู้ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2549 จำนวนมากผ่านเข้าไปเป็น ส.ส.ร.ด้วยคะแนนเสียงไม่ถึง 10 เสียง ไม่มีระบบการเลือกตั้งที่แก้ไขให้เป็นธรรมเช่นระบบ run off ยิ่งกว่านั้น ก็มีกรรมการส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง เมื่อเป็นรัฐธรรมนูญแล้ว สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งก็มาจากการแต่งตั้งเช่นเดียวกัน คุณวุฒิหรือคุณสมบัติจะเป็นเช่นใดก็ตาม แต่ไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตยที่จะนำไปคุยอวดใคร ๆ ได้แน่ ฟังจุดยืนของอดีต ส.ว. เช่น ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยแสดงความเห็นในรายการโทรทัศน์ไว้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มีมาตราที่อาจารย์ไม่เห็นด้วยกว่า 30 มาตรา ฉะนั้น การเปิดโอกาสร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับคงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ข้อสำคัญก็คือ การแก้ไข 2 -3 มาตราไม่อาจจะมีบทบาทในการ “ปฏิรูปการเมือง” เหมือนการพิจารณาภาพรวมทั้งฉบับ ส่วนผู้ที่เสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้แทนทั้งฉบับนั้นคงเสนอได้แบบเล่น ๆ แต่ความเป็นจริงคงทำไม่ได้ และในเง่เหตุผลก็คงไม่ถูกต้อง รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นกฎหมายที่ดีในปี 2540 ก็จริงอยู่ แต่เพราะบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และระบบระหว่างประเทศสมัยนี้แตกต่างจากสมัยปี 2540 มหาศาล อีกประการหนึ่ง ผู้คนย่อมตระหนักถึงจุดอ่อนหรือช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลทักษิณได้ใช้ประโยชน์และมีผลเสียหายมาแล้ว  

3) รัฐบาลทราบดีแล้วว่าลำพังการร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่หลักประกันของการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องดำเนินการปฏิรูปการเมืองอย่างรีบเร่งและกว้างขวางคู่ขนานไปด้วย นอกเหนือจากสื่อและกลไกของรัฐแล้ว ควรมีความร่วมมือจากภาคประชาสังคม ภาคประชาชน องค์การพัฒนาเอกชนและภาคธุรกิจ มาตรการแรก ควรเป็น “โครงการพัฒนาพลเมืองประชาธิปไตย” โดยมุ่งติดอาวุธทางปัญญาแก่มวลชนเกี่ยวกับความรอบรู้ ความเข้าใจและความซาบซึ้งในวิถีชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรมการเมืองและพฤติกรรมของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ใช้โครงข่ายสื่อมวลชนของรัฐทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดยการออกแบบโครงการโดยมืออาชีพ ( “พลเมือง” หรือ citizen คือประชาชนผู้มีวัฒนธรรมการเมืองแบบเอาธุระหรือมีส่วนร่วม (participant culture) กับปัญหาสาธารณะ ต่างกับปราะชาชนผู้มีวัฒนธรรมการเมืองแบบ “ไพร่ฟ้า” หรือ subject political culture ซึ่งดูดาย ไม่เอาธุระ หรือไม่ก็ตกอยู่ในอวิชชา ถูกล้างสมองด้วยข่าวสารปรุงแต่งจากสื่อโฆษณาชวนเชื่อ) ความจริงรัฐบาลควรเริ่มลงมือทำงานนี้ตั้งแต่ day one ภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม

4) ในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเป็นโอกาสให้คณะกรรมการร่างได้วินิจฉัยและแก้ไขภาษาสาธารณะตั้งแต่เรื่องสำคัญเช่นชื่อประเทศ เพราะการเปลี่ยนนามจาก “ประเทศสยาม” มาเป็น “ประเทศไทย” ก็ดำเนินการโดยผู้เผด็จการในระบบเผด็จการยุคอำมาตยาธิปไตย ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจน การศึกษาของ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริได้นำเสนอเหตุผลและหลักฐานที่น่าสนใจไว้เป็นอันมาก นอกจากนี้ก็อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ เช่นการเรียก “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”  โดยเติมคำว่า “ทรง” ผิดที่เข้าไปเป็น “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
OKeel วันที่ : 29/04/2009 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keeluaey
เราทำสิ่งดีๆ เพื่อชาติได้เสมอ

ต้องรอดูกันต่อไปครับ ถ้าเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งชาติแล้ว ก็ทำให้ดีที่สุด

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เพชรพรหมาฯ วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payoungsak

ร่างเอาใหม่ดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
amisha วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 20.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amisha

สวัสดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนบำเพ็ญฯ วันที่ : 27/04/2009 เวลา : 17.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bumpen24
ปลายน้ำ

ยังไม่เห็นรัฐธรรมนูญฉบับไหน ถูกใจนักการเมืองที่เสียเปรียบ ประเทศไทยต้องแก้รัฐธรรมนูญอีกี่ครั้ง กี่หน ไม่เห็นนักการเมืองหน้าไหนรักประเทศไทยเหมือนปากพูดสักคน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]