• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140584
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 1830 , 14:30:45 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การชุมนุมสาธารณะ: จะจัดระเบียบอย่างไร ?

การชุมนุมสาธารณะ (public assembly) เป็นเสรีภาพประการหนึ่งของคนไทย ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพประการอื่น ๆ ของคนไทยไว้ด้วยได้แก่ เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพในเคหสถาน เสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (traveling and choice of residence) เสรีภาพในการสื่อสาร (communication) ถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย เสรีภาพในการถือศาสนา เสรีภาพในการประกอบอาชีพ (occupation) การประกอบกิจการ (enterprise) และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (expression) การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เสรีภาพในทางวืชาการ (academic freedom) เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธดังกล่าวแล้ว และเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม (to unite and form an association) องค์การหรือหมู่คณะอื่น

เสรีภาพบุคคลเหล่านี้กำหนดไว้คล้าย ๆ กันในรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับ สำหรับเสรีภาพในการชุมนุม มีลักษณะพิเศษก็คือ ประการแรก เป็นทั้งเสรีภาพของปัจเจกชนผนวกกับเสรีภาพรวมหมู่ของกลุ่มชน (collective liberty) ประการที่สอง เสรีภาพในการชุมนุมมักใช้ร่วมกับเสรีภาพด้านอื่น ๆ ได้แก่เสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น ซึ่งจำเป็นที่ผู้ร่วมชุมนุมต้องใช้เพื่อสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กัน ประการที่สาม การใช้เสรีภาพนี้มักจะยังผลให้มีการเผชิญหน้า หรือมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลภายนอกอื่น ๆ

สำหรับประสบการณ์การชุมนุมสาธารณะของประเทศไทยมีหลากหลายในแง่ของขอบข่าย ความมุ่งหมายตลอดจนระดับของความเข้มข้นหรือรุนแรง มีตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านนโยบายหรือโครงการบางแห่งในระดับท้องถิ่น จนกระทั่งการชุมนุมทางการเมืองระดับชาติในกรุงเทพ ฯ เริ่มจากการชุมนุมรุ่นแรก ๆ ที่ริเริ่มโดยกลุ่มนิสิตนักศึกษานับตั้งแต่การประท้วงการเลือกตั้งสกปรกตั้งแต่ปี 2500 การประท้วงและการปราบปรามนักศึกษาประชาชนเมื่อ  14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 ตั้งแต่ปี 2549 การชุมนุมทางการเมืองได้เปลี่ยนโฉมหน้าเป็นกิจกรรมที่ยืดเยื้อมีการใช้สื่อโทรคมนาคมมาใช้ให้สื่อสารถึงมวลชนอย่างกว้างขวาง  เนื้อหาที่ปราศรัยบนเวทีชุมนุมสามารถสื่อไปถึงผู้ฟังได้ทั่วโลก หรือในทางกลับกัน แกนนำที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถโฟนอินหรือวีดิโอลิงค์มาถึงผู้ร่วมชุมนุมรอบ ๆ เวทีได้ มีการใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมดังกล่าวข้างต้นหลายครั้ง เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีการใช้ตำรวจสลายผู้ชุมนุมโดยใช้อาวุธเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและมีผู้เสียชีวิตหลายราย หรือมีการใช้กำลังทหารใช้อาวุธสงครามดำเนินการสลายการชุมนุมซึ่งแปรสภาพกลายเป็นการก่อความไม่สงบ (เพราะผู้ชุมนุมได้ก่อกวนและขัดขวางการประชุมนานาชาติที่พัทยาก่อนหน้านั้น) เมื่อ 13 เมษายน 2552 โดยมีความสูญเสียจำกัดเป็นประวัติการณ์

แต่ในภาคปฏิบัติในการใช้เสรีภาพเหล่านี้ หลายประเทศมีกฎหมายกำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์  ไอร์แลนด์เหนือ โดรเอเชีย เป็นต้น แต่ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายจำเพาะทำนอง “กฎหมายลูก” (organic law) กำหนดเงื่อนไขหรือแนวทางปฏิบัติที่เจาะจงไว้เป็นแนวทาง ฉะนั้นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญข้อนี้ที่ผ่านมาจึงเป็นผลจากการตีความของทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและและฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และนโยบายของรัฐบาลตามยุคตามสมัย จะเห็นได้ว่า ชุดคำถามน่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือ: เหตุใดจึงไม่ควรมีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุม ?  เหตุผลของอีกด้านหนึ่ง เหตุใดจึงควรมีกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุม ? รัฐบาลควรมีบทบาทหรือวางตัวอย่างไรกับสถานการณ์ชุมนุมและการออกกฎหมายนี้ ? นโยบายและเนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมควรเป็นเช่นไร ? 

สำหรับคำถามข้อแรก มีคำตอบหลายข้อและหลายแนวทาง เป็นต้นว่า มาตรการด้านกฎหมายเท่าที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วในการจัดการกับการชุมนุมสาธารณะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย แต่อยูที่การปฏิบัติตามกฎหมาย (implementation หรือ enforcement) มากกว่า กฎหมายจะให้อำนาจรัฐไปรีดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น “เนชั่นสุดสัปดาห์” ใช้วาทกรรมเรียกว่า “กฎหมายล้อมคอกการชุมนุม” ข้อเขียนบางเรื่องเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องรีบด่วน มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าและน่าจะทำก่อน ฯลฯ เนื้อหาต่อไปนี้จะเป็นการตอบคำถามอีก 3 ข้อ

ข้อที่ว่ากฎหมายเท่าที่มีเพียงพอแล้วเป็นประเด็นที่โต้แย้งได้ กฎหมายมีหลายฉบับและหลายมาตราก็จริง แต่ก็ขาดการนิยาม แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน มีหลายส่วนที่ละไว้ให้ทั้งฝ่ายชุมนุมและฝ่ายเจ้าหน้าที่ต้องต่างตีความและตีกรอบกันเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์นี้ ผู้ชุมนุมแทบทั้งหมดเห็นว่าเสรีภาพในการชุมนุมมีศักดินาหรือมีน้ำหนักเหนือกว่าสิทธิของชาวบ้าน ผู้ใช้รถใช้ถนน การใช้เครื่องขยายเสียงกำลังสูงรบกวนนักเรียนในโรงเรียนเป็นเรื่องที่นักเรียนและโรงเรียนจะต้องเสียสละและทนเอา ปัญหาของผู้ชุมนุมเป็นเรื่องของ “ส่วนรวม” หรือ “เพื่อชาติ” ถึงไม่ใช่เรื่องส่วนรวมก็สำคัญกว่าปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการนำผลผลิตเกษตรที่เน่าเสียได้ส่งสู่ตลาด การนำสตรีครรภ์แก่หรือคนเจ็บหนักไปส่งโรงพยาบาล  การเคลื่อนศพผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีให้ทันตามบัญญัติศาสนา ฯลฯ ผู้ปราศัยบางท่านประกาศออกอากาศว่าการยึดสถานที่ราชการไม่ผิดกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ฝ่ายรัฐบาลบางยุคสมัยก็มีนโยบายรุนแรงสุดขั้วใช้กองกำลังทหารหรือตำรวจเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงยังผลให้มีความสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมากโดยถือหลักกฎหมายอยู่เหนือกฎหมู่  หรือสุดอีกขั้วหนึ่งคือหย่อนยานหรือดับเครื่อง (ยิ่งกว่าเข้าเกียร์ว่าง) ปล่อยให้ผู้ชุมนุมละเมิดระเบียบ กฎหมายหรือสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นตามใจชอบ สังคมไทยมีประวัติยาวนานที่ต้องการกฎหมายและระเบียบที่ชัดเจนและเจาะจง สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ริเริ่มปฏิรูปกฎหมายไทยเพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของมหาอำนาจตะวันตก ถึงแม้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ฯ องค์บิดาแห่งกฎหมายไทยซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการยกร่างกฎหมายจะมีประสบการณ์ศึกษาจากสหราชอาณาจักรที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (common law)  แต่เมื่อคณะกรรมวินิจฉัยเลือกระบบกฎหมายไทยได้ตัดสินใจเลือกระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (civil law) โดยเห็นว่าเหมาะสมกับสังคมไทยมากกว่า ฉะนั้น ดูเหมือนดำริที่จะกำหนดกฎกติกามารยาทของการชุมนุมสำหรับสังคมไทยจะมีประโยชน์หรือมีความจำเป็นสำหรับสังคมไทย สังคมไทยต้องการกติกาที่ชัดเจน (ทำนองเดียวกับกติกากอล์ฟ) มากกว่าจะปล่อยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปนิยาม ตีกรอบ เจรจาหรือตกลงกันเอาเอง ส่วนประเด็นที่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน (first priority) มีข้อโต้แย้ง 2 ประการ ประการแรกเหตุผลที่ให้มาจะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นและไม่ควรรั้งรออีกต่อไป ประการที่สอง ข้อวิจารณ์ตั้งอยู่บนฐานคติ (assumptions) ว่าการบริหารราชการแผ่นดินต้องทำทีละเรื่อง (unilinear process) ต้องจัดลำดับแบบเรียงแถวตอนเหมือนบริหารธุรกิจแบบ assembly line ซึ่งเป็นฐานคติที่ไม่เป็นธรรมและไม่สมจริง เพราะรัฐประศาสนศาสตร์เป็นแถวหน้ากระดาน ทำงานหรือรบหลาย ๆ แนวในขณะเดียวกันได้  

สำหรับบทบาทของรัฐบาล ลำพังการพูดว่า “การชุมนุมทำได้ ถ้าทำตามกฎหมาย”  เป็นข้อความที่คลุมเครือ ไร้ประโยชน์ และควรเลิกพูดเสียที คำชี้แจงของรัฐบาลจำเป็นต้องแจงให้เจาะจงลงไปว่า “กฎหมาย” ที่ว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง ? ระบุเจาะจงลงไปด้วยว่า อะไรทำได้? อะไรทำไม่ได้? ฉะนั้นการมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะจึงเป็นการประหยัดเวลาไม่ต้องมาแถลงหรือตอบคำถามทุกครั้งว่าอะไรทำได้ ? อะไรทำไม่ได้ ? นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญยิ่งยวดอีกประการหนึ่งก็คือ รัฐบาลต้องตระหนักในบทบาทพื้นฐานทุกด้านอย่างครบถ้วน ผู้ชุมนุมคงมีทั้งฝ่ายเรียกร้องคัดค้าน (demand) และสนับสนุน(support) กรณีของผู้สนับสนุนหรือกลุ่มผู้มอบดอกกุหลาบสีแดงคงตัดออกไปได้ ไม่เป็นปัญหา สำหรับผู้ประท้วงคัดค้านรัฐบาลหรือเรียกร้องให้แก้ไขปัญหานานัปการนั้น ประการแรก รัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ ผู้จัดระเบียบ (regulation) ในสังคมและผู้จัดสรรทรัพยากรคงต้องรับฟังและรับบท “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ช่วยเหลือไปตามกำลังทรัพยากรและอำนาจหน้าที่ ประการที่สอง ผู้ชุมนุมมองรัฐบาลเสมือนเป็นปรปักษ์หรือเป็นจำเลย แต่แทนที่จะใช้กระบวนการยุติธรรม ผู้ชุมนุมใจร้อนหันมาใช้ช่องทางการเมืองให้รัฐบาล “พิจารณาตนเอง” เพื่อความ “สง่างาม” รัฐบาลก็คงต้องรับฟังเช่นเดียวกัน จะตอบโต้หรือไม่ประการใดนั้นคงขึ้นอยู่กับสไตล์ของผู้นำการเมืองแต่ละท่าน ประการที่สาม ผู้ชุมนุมไม่จำกัดบทบาทเป็นเพียง “ผู้เรียกร้อง” แต่ตั้งตัวเป็นเสมือนตัวแทนของประชาชนทั้งหมด หรือไม่ก็เป็นเจ้าของประเทศนายจ้างของรัฐบาลไปเสียเลย ดำเนินการดุด่าว่ากล่าว หรือยื่นคำขาด (ultimatum) สั่งให้รัฐบาลดำเนินการ หรือละเว้นการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด ภายในกำหนดเวลาเท่านั้นเท่านี้  หาไม่จะดำเนินมาตรการประท้วง (sanction) ด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องผิดกฎหมายและกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของประชาชนบุคคลที่สาม และความผิดทางอาญาต่อสาธารณชนโดยส่วนรวม (คือความมั่นคง ความปลอดภัย สวัสดิภาพ ความสงบเรียบร้อยและศ๊ลธรรมอันดีงามของสาธารณชน) เรื่องนี้รัฐบาลต้องตระหนักว่า รัฐบาลไม่ได้มีฐานะเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหาของผู้ชุมนุมแต่สถานเดียว แต่ยังเป็นรัฐบาลของบุคคลส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ร่วมชุมนุม และบางครั้งตกเป็นผู้เสียหาย เป็นเหยื่อ (victimized) โดยกระบวนการของการชุมนุมที่เกินเลยและมีลักษณะ “ทำร้ายสังคม” หรือ “ทำร้ายประเทศไทย” ด้วย ในกรณีนี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทของผู้นำประชาธิปไตยที่ใจกว้าง กลายเป็น “กรรมการผู้ชี้ขาด” ที่ต้องใช้อำนาจหน้าที่ในการว่ากล่าว ตักเตือน ระงับยับยั้งหรือป้องปราม (แจกใบเหลืองใบแดง) หรือปราบปรามการกระทำที่มิชอบอย่างฉับพลัน อย่างที่หลาย ๆ คนพูดกัน “ความเด็ดขาดหรือความเป็นธรรมที่ล่าช้านั้นก็คือความไม่เป็นธรรม (unfairness) นั่นเอง”  รัฐบาลในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่เป็นผู้มีและใช้อำนาจรัฐ และดำเนินการในพระปรมาภิไธยของประมุขของรัฐ จึงไม่ควรอ่อนข้อหรือยินยอมต่อความก้าวร้าว การท้าทายหรือคำขาดของคนกลุ่มย่อยใด ๆ กล่าวโดยสรุป รัฐบาลบาลไม่ควรรับฟังหรือเจรจากับอำนาจข่มขู่ คำขาด หรือคำสั่งใด ๆ ที่ไม่ชอบธรรม และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรจะยอมให้ประชาชนบุคคลที่สามแม้แต่คนเดียว ต้องได้รับความเดือดร้อน ปิดถนน ปิดล้อม หรือกักขังหน่วงเหนี่ยวในรูปแบบใด ๆ ราชการของสถาบันหลักของชาติทั้งด้านนิติบัญญัติ และด้านบริหาร ควรได้รับการคุ้มครองและกำหนดบทลงโทษจากการขัดขวางของผู้ชุมนุมทำนองเดียวกันกับที่สถาบันตุลาการมีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลที่ถือปฏิบัติอยู่แล้ว

ประเด็นสุดท้าย ตัวละคร (actors) ต่าง ๆ ที่สมควรระบุไว้ในกฎหมายอาจจะพิจารณาได้จากบรรดาตัวบทของกฎหมายในประเทศที่มีประสบการณ์ใช้กฎหมายนี้มาแล้ว ตัวอย่างเช่น ผู้รับผิดชอบในการจัดการชุมนุม (organizer) อาจจะเป็นบุคคลเดียวหรือกลุ่มบุคคลก็ได้ วัตถุประสงค์ วันเวลาและสถานที่ชุมนุม กิจกรรม การใช้เครื่องขยายเสียง การใช้สื่อสารมวลชน บุคคลหรือชุมชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ บริการที่ประสงค์จะได้รับจากทางการ (เช่นห้องสุขา เจ้าหน้าที่รักษาความสงบ ฯลฯ) ค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดชอบในการเก็บกวาดหรือบำรุงรักษาสถานที่ แผนที่จะเจรจาหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ความรับผิดชอบและผู้รับผิดชอบในความเสียหายด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เจ้าภาพหรือผู้รักษาการตามกฎหมายนี้น่าจะเป็นจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร (ในเขต กทม.) ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางพอสมควร และเหมาะสมที่จะประสานงานกับส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องได้ สาธารณสถานบางแห่งเช่นสวนสาธารณะ ลานหรือจัตุรัส (plaza) อาจจะใช้ชุมนุมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากค่าใช้สอยในการรักษาความสะอาดเรียบร้อยเข้าสู่สภาพปกติ แต่ถ้าเป็นสนามกีฬา ห้องประชุม (auditorium) โรงมหรสพหรือศูนย์การประชุม (convention centers) อาจจะต้องคิดค่าใช้จ่ายตามอัตรา

หลักการสำคัญที่ควรตระหนักไว้ในการร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ กฎหมายนี้เป็นการจัดระเบียบการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่กฎหมายรัฐธรรมนูญรับประกันไว้ โดยศักดิ์ของกฎหมาย ย่อมไม่อาจมีเนื้อหาขัดแย้งเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ ฉะนั้นต้องดูแลให้ดีว่าไม่ให้เป็นการยืมอำนาจรัฐไปริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ สปิริตของการทำงานจึงไม่น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ส่วนราชการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มีหรือไม่ให้มีการชุมนุม ตรงกันข้าม ควรจะส่งเสริมความสัมพันธ์หรือการร่วมมือกัน แบบสองทาง( bilateral working relationships) ระหว่างผู้รักษาการตามกฎหมายกับประชาชนผู้ชุมนุม ในการวางแผนและกำหนดวันเวลาสถานที่ชุมนุมให้เหมาะสม หาทางออกในกรณีที่ติดขัดด้านกำหนดการหรือสถานที่ ต้องทำความเข้าใจว่าเสรีภาพข้อนี้ ก็เช่นเดียวกับเสรีภาพอื่น ๆ ที่รัฐธรรมนูญรับประกันไว้ คือไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่สัมบูรณ์ (absolute) แต่มีลักษณะสัมพัทธ์ (relative) หรือมีข้อจำกัดบางประการ เช่นเสรีภาพในเคหะสถานก็ต้องก่อสร้างตามแบบที่ได้รับอนุญาตจากทางการและได้รับความยินยอมจากเพื่อนบ้านที่มีบริเวณใกล้ชิดกันด้วย เสรีภาพในการเดินทางก็ต้องมีหนังสือเดินทาง การติดต่อขอทำหนังสือเดินทางก็ต้องมีทั้งเงื่อนไขและเงื่อนเวลา จะเดินทางไปประเทศใดก็ต้องขอวีซ่า การขอวีซ่าก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสถานทูตหรือสถานกงสุลนั้น ๆ เสรีภาพในการพูดหรือการแสดงออกก็ต้องควบคุมอย่าให้มีผลข้างเคียง (externalities) ไปรบกวนเพื่อนบ้านหรือชาวบ้าน เสรีภาพด้านการเขียน การพิมพ์ การโฆษณษาในแง่รูปแบบก็ต้องถูกต้องตามกฎหมายควบคุม ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์หรือโทรคมนาคม เนื้อหาของการสื่อสารก็ต้องดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายหรือการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

คาดว่าการออกกฎหมายฉบับนี้น่าจะประสบความสำเร็จในรัฐสภา ไม่น่าจะพบการต่อต้านหรือมีข้อขัดแย้งรุนแรงนัก อันที่จริง ดำริที่จะออกกฎหมายนี้มีมาตั้งแต่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลแล้ว เมื่อความเห็นของพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตรงกันในหลักการ ก็น่าจะลุล่วงไปด้วยดี เว้นเสียแต่ว่าจะมีฝ่ายใดเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนความคิดใหม่เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ยอดยุทธ์ วันที่ : 28/05/2009 เวลา : 14.25 น.

เห็นด้วยที่จะออกกฎหมายลูกรองรับกำหนดขอบเขตในการชุมนุมไม่ให้กระทบสิทธิผู้อื่น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
วิชชุมาลี วันที่ : 23/05/2009 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongnoname

อ่าน Blog นี้ทีไรได้ความรู้มากมายทุกครั้งเป็นอาหารสมองได้อย่างดี ขอบคุณมากๆ ค่ะ ด้วยความเคารพ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 14.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]