• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 1438 , 23:30:55 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

๒๔ มิถุนายน : มหาศรีสวัสดิวาร

ที่มาแห่งชื่อของข้อเขียนนี้ ชาวไทยผู้มีอายุปูน 60 คงทราบว่ามาจากเพลงเก่าที่เคยเป็นเพลงฉลองวันชาติไทยเมื่อร่วม 50 ปีมาแล้ว เนื้อเพลงนี้ขึ้นต้นว่า “ยี่สิบสี่มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์ ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรรมนูญของไทย . . . “ สมัยที่วันนี้ยังเป็นวันชาติของไทยอยู่ คนไทยตั้งแต่วัยเด็กที่เริ่มพูดคงร้องเพลงนี้ได้ทุกคน แต่มาถึงวันนี้ในปีนี้ ผู้ที่จดจำเนื้อร้องได้จนจบคงหาตัวได้ยาก เพราะไม่ได้ร้องหรือได้ยินได้ฟังกันมานานแล้ว

ความสำคัญหรือความขลังของวันที่ 24 มิถุนายนหายไปจากสังคมไทยนานมาแล้ว เมื่อพูดกันถึงวันสำคัญทางการเมือง คนไทยร่วมสมัยนี้จะเอ่ยถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 วันที่ 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาทมิฬ 2535 หรือแม้กระทั่ง 19 กันยายน 2549 มากกว่า อย่างไรก็ดี นับว่าโชคดีที่เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ยังคงมีความสำคัญและไม่สูญหายจากความทรงจำของคนไทย นักรัฐศาสตร์นักศึกษารัฐศาสตร์ หรือนักประวัติศาสตร์การเมืองไทยจำนวนหนึ่งอาจจะจดจำรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นได้ แต่สำหรับคนไทยรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ สาระสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะห่างไกลและเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยปัจจุบันน้อยเต็มที เมื่อวารนี้เวียนมาบรรจบ ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะทบทวนโดยสังเขปว่า สาระและความเป็นมาของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดขึ้นในวันนี้เมื่อ 77 ปีก่อนเป็นมาอย่างไร? ใครมีบทบาทร่วมบ้าง?

ระบอบประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์และระบอบการปกครองสากล ที่เราเรียกว่าระบอบตะวันตก สยามประเทศสัมผัสกับชาวตะวันตกมาแต่ครั้งก่อนเสียกกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกต่อพม่า (ปี 2112) ชาวตะวันตกมีบทบาทและอิทธิพลในการปกครองระดับชาติในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การวิเทศสัมพันธ์ก้าวหน้าถึงขั้นเจริญไมตรีกับราชสำนักยุโรป และมีความเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธความประสงค์ของพระเจ้าหลุยส์เรื่องการเปลี่ยนศาสนา แต่เมื่อสิ้นแผ่นดินพระนารายณ์ ชาวต่างประเทศก็ถูกปราบปรามจนหมดอิทธิพล (ปี 2231)  นโยบายความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกของสยามอยู่ในประเภทของการเลือกรับความเปลี่ยนแปลงอย่างสมัครใจ (voluntary and selective) จนเริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงด้านอิทธิพลและความกดดันของจักรวรรดินิยมตะวันตกชัดเจนขึ้นเมื่อต้นยุครัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่สาม อังกฤษเริ่มทำสงครามกับพม่าและมีชัยเมื่อปี 2368 (พม่าสูญเสียเอกราชในที่สุดเมื่อปี 2428) และอังกฤษยังมีชัยในการรบกับจีน (สงครามฝิ่น ปี 2382 – 2385) ทำให้สยามต้องยอมรับฐานะของอังกฤษในเกาะปีนังเมื่อปี 2369 และยอมทำสนธิสัญญาบาวริงเมื่อปี 2398 (หลังจากผัดผ่อนมาหลายครั้ง) และเริ่มเสียเปรียบและสูญเสียดินแดนทำให้สยามต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤติใหญ่ที่เกิดขึ้น เป็นการปฏิรูปบ้านเมืองแบบ “พลิกแผ่นดิน” ในรัชกาลที่ห้า พระองค์เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรป 2 ครั้ง ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการไปศึกษาต่อในประเทศในยุโรปจำนวนมาก

ชนชั้นนำใหม่ (modern elite) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดความคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นข้าราชการสามัญชนซึ่งไปศึกษาต่อในยุโรป (ส่วนใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส)ด้วยทุนเล่าเรียนหลวงและทุนส่วนตัว แกนนำของคณะราษฎรซึ่งก่อตั้งขึ้นที่นครปารีสเมื่อปี 2469 ประกอบด้วยสมาชิก 7 คน (นายปรีดี พนมยงค์, ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (พิบูลสงคราม), ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี, ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี, นายจรูญ สิงหเสนีหรือหลวงศิริราชไมตรี นายตั้ว ลพานุกรมและนายแนบ พหลโยธิน) ภายหลังก็มีผู้ร่วมสมทบด้วย เช่น นายควง อภัยวงศ์ นายเดือน บุนนาค เป็นต้น อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองตามกระแสสากล ก่อนหน้านั้นก็มีดำริ ข้อเสนอ หรือความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง เป็นต้นว่า เมื่อปี 2427 พระราชวงศ์และขุนนางในคณะทูตสยามในนครลอนดอนและปารีส ส่วนหนึ่งประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฐ ฯลฯ ได้ร่วมลงนามในหนังสือกราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล่าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเชื่อว่าเป็นข้อเสนอที่มีอิทธิพลต่อการปฏิรูประบบการเมืองแบบจักรวรรดิเป็นแบบรัฐชาติ (nation state) การปกครองและการบริหารราชการส่วนกลางเป็นแบบกระทรวงทบวงกรมแทนแบบจตุสดมภ์และส่วนภูมิภาคหรือ   ระบบมณฑลเทศาภิบาลแทนระบบการปกครองหัวเมืองแต่โบราณในปี 2535 ตลอดจนการสถาปนาสถาบันใหม่ได้แก่เสนาบดีสภา องคมนตรีสภาและรัฐมนตรีสภาขึ้นในระยะไล่เลี่ยกัน ยิ่งกว่านั้น ปรากฎมีหลักฐานว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยแสดงพระราชดำรัสในสภาเสนาบดีเมื่อปี 2453 ไว้ว่า จะให้เจ้าฟ้าวชิราวุธซึ่งเป็นองค์มกุฎราชกุมาร “มอบขอบขวัญให้แก่พลเมืองสยาม” โดยสถาปนาระบบปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น (parliament & constitution) เมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติ ครั้นเมื่อถึงต้นรัชกาลที่ 6 ก็มีคณะนายทหารและพลเรือนที่รวมตัวเป็นสมาคมอนาธิปัตย์ (anarchist) จับกุมในข้อหาวางแผนจะก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ บุคคลสำคัญในขบวนการนี้ได้แก่ร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ต่อมาเหตุการณ์นี้รู้จักกันทั่วไปในนาม “กบฏ ร.ศ.130” หรือ “กบฏหมอเหล็ง”

คณะราษฎรที่ริเริ่มขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้นำรุ่นใหม่ อาวุโสยังไม่สูงในสังคมไทย เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยและขยายตัวอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงระยะที่ต้องปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง คณะราษฎรก็ขยายตัวขึ้นมาก จัดกลุ่มเป็นสายทหารบก 32 นาย สายทหารเรือ 21 นายและสายพลเรือน 46 นาย ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ผู้ที่เป็น “ราษฎร” เต็มตัวกลับมีน้อยไม่สมชื่อขบวนการ “คณะราษฎร” เท่าใดนัก ผู้นำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนจึงกลายเป็น “สี่ทหารเสือ” แห่งกองทัพบกได้แก่ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ. พระยาทรงสุรเดช พ.อ. พระยาฤทธิอัคเนย์ และ พ.อ. พระประศาสน์พิทยายุทธ โดย พ.อ. พระยาพหล ฯ เป็นหัวหน้า คณะผู้ก่อการดำเนินการในช่วงที่พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล จังหวัดประจวบ ฯ การยึดอำนาจและการควบคุมตัวบุคคลสำคัญเป็นไปโดยไม่สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อ และพระองค์ทรงมีลายพระหัตถ์ตอบทรงรับเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ข้อที่น่าสนใจได้แก่คำประกาศของ “คณะราษฎร” ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีข้อบกพร่องของการปกครองโดย “เจ้า” ตามระบบเก่าด้วยถ้อยคำรุนแรง อย่างไรก็ดี สิ่งที่พึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานได้แก่เจตนารมณ์ของ “คณะราษฎร” 6 ประการซึ่งปรากฏอยู่ในคำประกาศคือ: (1) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง (2) จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก (3) จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดหยาก (4) จะต้องให้ราฎรมีสิทธิเสมอภาค (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่) (5) จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น (6) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

นอกจากนี้ ใคร่ขอบันทึกข้อความจาก 2 มาตราแรกจาก “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475” เพื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระปกเกล้าฯ ได้ประกาศใช้ธรรมนูญฉบับนี้อีก 3 วันต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2475

            “มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย

            มาตรา 2 ให้มีบุคคล และคณะบุคคลดังจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่

            จะกล่าวต่อไปในรัฐธรรมนูญ คือ

1.       กษัตริย์

2.       สภาผู้แทนราษฎร

3.       คณะกรรมการราษฎร

4.       ศาล”

ภาษาที่ชาวสยามรุ่นสหัสวรรษใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยคือตำแหน่ง “คณะกรรมการราษฎร” และตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการราษฎร” ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่พระราชทานในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ได้เปลี่ยนมาเป็นภาษาที่เราคุ้นเคยคือ “คณะรัฐมนตรี” และ “นายกรัฐมนตรี”  นายกรัฐมนตรีคนแรกของสยาม ที่ใช้ชื่อตำแหน่งว่า “ประธานคณะกรรมการราษฎร” ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงวันที่ 10 ธันวาคม ได้แก่ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

ข้อเขียนเรื่อง “24 มิถุนายน: มหาศรีสวัสดิวาร” นี้คงขอข้ามรายละเอียดเรื่องของความขัดแย้งของเหตุการณ์สำคัญ 5 กรณีคือ (1) วิกฤติเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดี (2) การรัฐประหารเงียบของนายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์ฯ โดยปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เมื่อ 1 เมษายน 2476 และการประกาศใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 นายปรีดี ถูกบีบบังคับให้เดินทางออกไปนอกประเทศเมื่อเมษายน 2476 (3) การรัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476 พระยาพหลขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (4) กบฏบวรเดช ตุลาคม 2476 และ (5) พระปกเกล้า ฯ สละราชสมบัติ ปี 2477

มาจับตอนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยราศีของผู้นำปราบกบฏบวรเดช ในที่สุดก็ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนพระยาพหลฯ เมื่อ 16 ธันวาคม 2481 อันเป็นการเริ่มศักราชการยุค “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ปีต่อมาก็ได้กำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติตั้งแต่ปี 2482 ( เป็นเรื่องหนึ่งในบรรดาการเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ ๆ ของชาติหลายประการ เช่น นโยบายการนำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะพันธมิตรของญี่ปุ่น ซึ่งต้องอาสัยวีรกรรมของขบวนการ "เสรีไทย" ของนายปรีดี ผ่อนหนักเป็นเบาจากสถานะของประเทศฝ่ายแพ้สงคราม การเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น “ประเทศไทย” การลบศักราชเพื่อเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากเดือนเมษายนเป็นเดือนมกราคม ทำให้เดือนมกราคม – มีนาคม 2483 ไม่มี การเปลี่ยนอักขรวิธีของอักษรไทย ฯลฯ การสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฯลฯ ค่านิยมหรือเสาหลักของสังคมไทยระยะนั้นจึงมี 4 ประการ เพลงมาร์ชของกองทัพพักหนึ่งยังชูสาระสำคัญ “ชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” (ปัจจุบันนี้คงเปลี่ยนมาเป็น “ชาติ ศาสนา มหากษัตริย์และประชาชน” ที่ปรากฏที่รั้วของกองทัพภาคที่ 1)

เมื่อจอมพล ป. สิ้นอำนาจลงเมื่อปี 2500 และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ขึ้นสู่อำนาจด้วยการปฏิวัติ จอมพลสฤษดิ์ได้มีประกาศสำนักนายกฯ ยกเลิกการใช้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติตั้งแต่ปี 2503

จะเป็นวันชาติหรือไม่ก็ตาม เนื้อหาสาระ แก่นสารหรือนัยของการเปลี่ยนแปลงของวันที่ 24 คงเป็นที่รู้จัก อย่างน้อย ก็มีผลพวงของการเปลี่ยนแปลงเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของชาวสยามมาจนทุกวันนี้ พลเมืองทุกคนเป็น “ประชาธิปัตย์” (ไม่ใช่พรรคการเมือง) หรือประชาชนผู้มีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทำให้ประชาชนบางคนใช้สิทธิเสรีภาพที่มาแสดงกันเต็มที่จนแทบจะไม่เห็นสิทธิสรีภาพของเพื่อนบ้านอยู่ในสายตาเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2009 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]