• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140502
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 20830 , 03:53:46 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปัญหาพรรคการเมืองไทย

ข้อเขียนว่าด้วยพรรคการเมืองก่อนหน้านี้ เขียนเมื่อกุมภาพันธ์ก่อนการตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ หลายเดือน มาบัดนี้ ได้ตัดสินใจและลงมือก่อตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” เรียบร้อยแล้ว ผู้ก่อตั้งก็ได้ตระหนักถึงความแตกต่างในบทบาทของขบวนการทางการเมืองอื่น ๆ (เช่นกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มกดดัน กลุ่มอิทธิพล ) และพรรคการเมืองได้ดี อย่างไรก็ตาม สถาบันพรรคการเมืองไทยก็ยังคงไม่ชัดเจนกับปัญหาหลักอย่างน้อย 2 ประการ เป็นปัญหาที่ไม่ใคร่จะมีใครเห็นว่าเป็นปัญหาเท่าใดนัก ประเมินจากประเด็นที่มีการเขียน พูดหรือเสวนากันในช่วงที่ผ่านมา อันที่จริง ก็เป็นประเด็นที่เป็นข้าวนอกนาของผู้สนใจเรื่องพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ปัญหาข้อแรกก็คือ กฎหมายพรรคการเมืองของไทยไม่กำหนดคำนิยาม แนวความคิด องค์ประกอบของพรรคการเมืองเป็นบรรทัดฐานหรือแนวทางปฏิบัติแก่พรรคการเมืองไทย และปัญหาข้อที่สองพรรคการเมืองไทยปราศจากอุดมการณ์ของพรรคที่มักสำแดงให้ปรากฎในชื่อพรรคการเมือง

ทำไมนักการเมืองหรือประชาชนทั่วไปต้องการคำนิยามหรือคำอธิบายว่าด้วยพรรคการเมือง ?เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์การทางการเมืองที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากองค์การประเภทอื่น เช่นองค์การธุรกิจ องค์การสาธารณกุศล สหภาพแรงงาน สโมสร มูลนิธิหรือส่วนราชการ หรือแม้แต่องค์การทางการเมืองด้านอื่น ๆ เช่น กลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ ขบวนการทางการเมือง กลุ่มก่อการจลาจล กลุ่มก่อการร้าย ฯลฯ อย่าว่าแต่องค์การพรรคการเมืองเลย แม้แต่คำว่า “องค์การ” (organization) ที่ต้องอาศัยความหมายมาอธิบายพรรคการเมืองในขณะนี้คนไทยเกือบจะร้อยทั้งร้อยเข้าใจว่ามีความหมายเหมือนคำว่า “องค์กร” (organ) และคิดว่าใช้ทดแทนกันได้ บางคนพูดหรือเขียนแต่ “องค์กร” ไม่เคยใช้คำว่า “องค์การ” เลย พรรคการเมืองจึงไม่เป็นเพียงแต่กลุ่มคนรวมตัวกันเพื่อดำเนินการทางการเมืองเท่านั้น ประเด็นอยู่ที่ว่า ลักษณะและภารกิจของพรรคการเมืองมีลักษณะ ขอบข่าย เนื้อหาและองค์ประกอบแตกต่างจากองค์การอื่น ๆ อย่างไร? และแตกต่างจากองค์การการเมืองประเภทอื่นอย่างไร?

นักรัฐศาสตร์ให้ความหมายหรือวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่า เพื่อแสดงเจตนารมณ์ (political will) หรือเพื่อผลักดันผลประโยชน์ (interest articulation) การผลักดันอาจจะแสดงออกในรูปของการเรียกร้อง (demand) ประท้วง คัดค้านหรือไม่ก็สนับสนุน (support) ปญหาหรือประเด็นสาธารณะระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงโรงงานกำจัดขยะ ราคาผลิตผลสินค้าเกษตรตกต่ำ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การขาดที่ดินทำกิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ แต่องค์การพรรคการเมืองต้องพร้อมที่จะแบกรับภาระหรือความรับผิดชอบที่กว้างและไกลกว่านั้น เพราะพรรคการเมืองและสมาชิกทั้งมวลต้องขยายบทบาทจากลำพังกลุ่มกดดันที่เรียกร้องเรื่องนั้นเรื่องนี้ ย้ายวิกหรือย้ายข้างไปเป็นฝ่ายรับฟังหรือประมวลประเด็นปัญหาการเมืองที่หลากหลาย แตกต่าง ขัดแย้งกัน (interest aggregation) ให้กลายเป็นแนวนโยบายตั้งแต่ขั้นพิมพ์เขียว (blueprint) ไปจนถึงขั้นนำไปปฏิบัติหรือบริหาร (execution) จนตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่ลำพังเรื่องที่พรรคประสงค์จะดำเนินการเท่านั้น แต่รวมถึงอุดมการณ์และนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล (ในกรณีเป็นรัฐบาลผสม) และกระแสร์ของปัญหา วิกฤติ ตลอดจนชุดของขบวนการก่อกวนต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งกลุ่มรวมตัวกันชั่วครั้งชั่วคราว หรือขบวนการจองล้างจองผลาญยืดเยื้อยาวนาน เพื่อรู้จักพรรคการเมือง บางทีต้องกลับไปอ่านวรรณกรรมคลาสสิคของโรเบิร์ต มิเชล (Robert Michels) ในยุค 1960’s

ลิขิต ธีรเวคิน นักรัฐศาสตร์ไทยอาวุโสได้ระบุองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ของพรรคการเมืองไว้ 5 ประการคือ อุดมการณ์ทางการเมือง องค์การหรือการจัดตั้ง ผู้นำที่มีภาวะผู้นำ บุคลากรของพรรค (cadre) ที่เข้มแข็งและทรัพยากรที่พอเพียง เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้าใจและเข้าถึงฐานของมวลชนที่กว้างขวาง กำหนดนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ที่แยบคายและนำไปปฏิบัติได้ และมองเลยไปถึงขั้นลงมือปฏิบัติการ (actions) ที่เป็นรูปธรรม ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ สภาวะจิตหรือมุมมอง (mentality) ของพรรคการเมืองแตกต่างจากมุมมองของกลุ่มผลประโยชน์ เหมือนความแตกต่างในมุมมองของขุนทัพยามศึกกับบทบาทของจักรพรรดิ์ยามสงบ เมื่อขุนศึกทำสงคราม ก็ต้องแบ่งแยกมิตรและศัตรูและทำลายล้างคู่ต่อสู้ให้ราพณาสูร แต่จักรพรรดิ์ยามสงบไม่มีฝ่าย ต้องให้บริการและเมตตาธรรมแก่ทุกภาคส่วนโดยเสมอหน้า ซึ่งรวมถึงผู้เดือดร้อนและผู้หลงผิดหรือหลงทาง นักการเมืองที่ถนัดบทบาทหัวหมู่ทลวงฟันที่ถนัดในงานของปลุกระดมมวลชนแบบกลุ่มผลประโยชน์ เจนจัดในกลยุทธการแบ่งฝ่าย รังเกียจฝ่ายปรปักษ์และแม้กระทั่งกลุ่มผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถ้าทำพรรคการเมืองก็คือกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่นั่นเอง

ที่ว่ากฎหมายพรรคการเมืองของไทยไม่ได้บรรจุข่าวสาร ข้อมูล คำนิยามหรือคำอธิบายขององค์การพรรคการเมืองไว้จะดูได้จากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 กฎหมายนี้ไม่มีส่วนหรือมาตราว่าด้วย ศัพท์บัญญัติหรือบัญญัติศัพท์อธิบายความหมายหรือรายละเอียดของพรรคการเมืองไว้ในตอนต้น เมื่อมาถึงมาตรา 4 ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่จะเรียนรู้เรื่องพรรคการเมืองได้ดีที่สุดกลับไม่มีรายละเอียดใด ๆ เลย ดูได้จากบทบัญญัติมาตรานี้ว่า

“พรรคการเมือง” หมายความว่าคณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการ       เมืองของประชาชนตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยมุ่งที่จะส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

คงจะเห็นประเด็นว่า ลูกเล็กเด็กแดงหรือสาธารณชนคงจะไม่ได้รับ guide line อย่างใดจากงานนิยามของนิติบัญญัติแบบนี้ว่าพรรคการเมืองเป็นองค์การหรือสถาบันสายพันธุ์ใดจากคำนิยามว่า "พรรคการเมือง หมายความว่าคณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง" โดยไม่มีการแจงรายละเอียด (elaboration) เพิ่มเติมว่าพรรคการเมืองเป็นองค์การที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาใด ? มีวัตถุประสงค์ใด? มีภารกิจใด? มีลักษณะ (characteristics) ใดที่แตกต่างจากองค์การการเมืองประเภทอื่น ? ต้องมีอุดมการณ์ระบุไว้โดยเปิดเผยให้สาธารณชนหรือสมาชิกได้รับทราบหรือไม่? ต้องนิยามหรือไม่ว่าอุดมการณ์คืออะไร แตกต่างจากนโยบายพรรคอย่างไร ?  

เมื่อพิจารณาสาระสำคัญของพรรคการเมืองซึ่งระบุไว้ในหมวด 1 จะเห็นได้ว่า ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่กฎหมายนี้ระบุไว้มี 12 ประการคือ คุณสมบัติและจำนวนของผู้จัดตั้งพรรคการเมือง นโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค กรรมการบริหารพรรค ชื่อพรรคและชื่อย่อ ภาพเครื่องหมาย หัวหน้าพรรค ที่ตั้งสำนักงาน การจัดตั้งสาขาพรรค สมาชิกพรรค วินัยและจรรยาบรรณ การเงิน ทรัพย์สินหนี้สินและการจัดทำบัญชี

จะเห็นว่า ไม่มีข้อกำหนดให้พรรคการเมืองมีอุดมการณ์และต้องแจ้งอุดมการณ์ของพรรคในเอกสารการยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรค นั่นหมายความว่า ระบบการเมืองไทยไม่ถือเป็นสาระสำคัญว่าพรรคการเมืองต้องมีอุดมการณ์หรือไม่ และไม่สนใจที่จะรับทราบ ไม่กำหนดให้พรรคต้องแจ้งอุดมการณ์ของพรรคตนแก่นายทะเบียนในการจดทะเบียน อุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคหนึ่ง ๆ เป็นเสมือนเกณฑ์อุดมคติหรือสัญญาประชาคมที่พรรคการเมืองจะประกาศเป็นข้อผูกพันต่อสาธารณชน หากตัดปัจจัยอุดมการณ์ออกไปจากการเมืองไทย ถือเป็นเรื่องปลีกย่อยที่ไม่ต้องเอ่ยถึงก็ได้ จะเรียกว่า ระบบการเมืองไทยเป็นการเมืองที่ปราศจากอุดมการณ์จะได้หรือไม่ ?

สมเกียรติ วันทะนะ ได้ให้ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมืองโดยอิงความคิดของเซลิเกอร์และเฮย์วูดไว้ว่า “อุดมการณ์ทางการเมืองคือ ระบบคิดที่อธิบายถึงการดำรงอยู่ของสังคมการเมืองปัจจุบัน สังคมการเมืองที่พึงปรารถนาและวิธีการในการปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมการเมืองอันพึงปรารถนานั้น”  จะเห็นได้ว่า พรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยนักการเมืองอาชีพ ไม่ใช่นักเลือกตั้ง หรือนักธุรกิจที่มุ่งใช้การเมืองเป็นมรรควิธีเสริมรากฐานหรือขยายเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ย่อมสร้างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์  เป็นอุดมการณ์ที่เป็นจุดต่างและจุดขายที่เป็นอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากพรรคอื่น อุดมการณ์เป็นสภาวะที่เป็นนามธรรมกว่านโยบาย (platform) ของพรรค ประเภททำบัญชียุทธศาสตร์ที่พรรคจะทำหรือไม่ก็แนวทางปฏิบัติประเภท “เจ็ดต้อง สิบสองไม่” อุดมการณ์การเมืองคือฐานรากทางอุดมการณ์ (ideological foundation) ของ platform เหล่านั้น ปัญหาข้อแรกนี้เองที่เป็นรากของปัญหาประการที่สอง“พรรคการเมืองไทยปราศจากอุดมการณ์ของพรรคที่มักสำแดงให้ปรากฎในชื่อพรรคการเมือง”

ปรากฎการณ์ที่จะทำให้เรามองเห็นรูปธรรมของความเชื่อมโยงระหว่างอุดมการณ์กับชื่อพรรคการเมืองอันเป็นปัญหาประการที่สองจะพิจารณาได้จากพรรคการเมืองในประเทศที่มีพัฒนาการและชั่วโมงบินในการพัฒนาการเมืองมานานแล้ว และอาจจะตั้งคำถามในใจว่า ทำไมพรรคการเมืองในสหราชอาณาจักรจึงชื่อ Conservatives, Labour, Liberal และชื่อพรรคเหล่านี้ก็เป็นบรรทัดฐานของระบบพรรคการเมืองของประเทศในเครือจักรภพเช่นอัฟริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ? ทำไมพรรคการเมืองญี่ปุ่นจึงชือ Liberal Democratic Party, ทำไมพรรคในสหรัฐอเมริกาจึงชื่อ Republican และ Democrats ? หรือทำไมพรรคการเมืองในเยอรมันชื่อ Cristian Democrat Party, Social Democrat Party และ Liberal Democrat Party ? ทำไมเขาไม่ตั้งชื่อว่า Americans Love American (อเมริกันรักอเมริกัน), For Americans (เพื่ออเมริกัน), Lead Americans (นำอเมริกัน), Proud Americans (ภูมิใจอเมริกัน)หรือ United American People’s Party (สหประชาชนอเมริกัน) ? คำตอบก็คือ พรรคการเมืองเหล่านั้นตั้งชื่อคล้าย ๆ กันเป็นแบบฉบับของสถาบันพรรคการเมือง อุดมการณ์ของพรรคปรากฎชัดอยู่ในชื่อพรรค ฉะนั้น เมื่อพิจารณาชื่อพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนอุดมการณ์อันเป็นครรลองกำกับการดำเนินการทางการเมืองของพรรคนั้น ๆ อุดมการณ์การเมืองที่ปรากฎอยู่ในพรรคการเมืองเป็นประจำก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งคนไทยก็รู้จักกันมาช้านาน เช่น ชาตินิยม สังคมนิยม เสรีนิยม อนุรักษ์นิยม อนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (เช่นพรรค Green) หรือจะใช้ประชานิยมก็ยังได้                          .

มาถึงตอนนี้ คงประจักษ์แล้วว่าอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นองค์ประกอบหรือเสาหลักของสถาบันพรรคการเมือง ควรจะเป็นสิ่งแรกที่มองเห็นเมื่อเห็นชื่อพรรคการเมือง ควรจะเป็นคุณสมบัติประการแรกที่พรรคการเมืองพึงนำเสนอต่อสมาชิก ผู้สนับสนุนหรือสาธารณชน ก่อนที่จะนำเสนอนโยบายพรรคการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะประดิษฐานหรือพบตำแหน่งที่ยืนอยู่ในพรรคการเมืองได้ ควรจะเริ่มต้นโดยบัญญัติไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองสมทบกับบรรดาคุณสมบัติปลีกย่อยทั้งหลายที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]